18 ตุลาคม 2545 12:22 น.

เดินไปตามความฝันของคุณ

ต้ยนุ้ย

บทความเรื่อง เดินไปตามความฝันของคุณ
เล่าถึงเด็กชายอายุ 16 ปี คนหนึ่งชื่อว่า มอนตี้ 
ซึ่งคุณครูสั่งให้เขียนเรียงความเรื่อง โตขึ้นอยากเป็นอะไร 
มอนตี้ก็เขียนบรรยายไป 7  หน้ากระดาษถึง
ความฝันของเขาที่จะเป็นเจ้าของคอกม้า 
พร้อมด้วยบ้านพื้นที่ 4,000 ตารางฟุต บนเนื้อที่ 200 เอเคอร์ 
เขาบรรยายพร้อมกับวาดแผนผังแสดงรายละเอียดไว้ทุก ๆ ส่วน 
แต่เมื่อเขานำไปส่งกลับได้คะแนน  F  และเรียกให้ไปพบหลังเลิกเรียน 
หลังเลิกเรียน มอนตี้ ก็เขาไปพบคุณครู 
และถามว่าทำไมเรียงความของเขาจึงได้   F  ก็ได้รับคำตอบว่า 
สิ่งที่เขาเขียนนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ 
เพราะมันต้องใช้เงินมากมายเกินกว่าฐานะของครอบครัวของมอนตี้ 
จะสามารถทำได้ แม้ว่ามอนตี้จะชี้แจงให้ฟังว่ามันเป็นแค่ความฝันของเขา 
แต่คุณครูไม่รับฟังและขอให้มอนตี้ไปเขียนเรียงความมาใหม่ 
โดยขอให้เขียนถึงเรื่องที่มันพอจะเป็นไปได้บ้างแล้วจะแก้คะแนนให้ 
มอนตี้ก็กลับบ้านและนำปัญหานี้ไปปรึกษากับพ่อของเขา 
ซึ่งพ่อของเขาก็ให้คำตอบว่า  เรื่องนี้พ่อคงช่วยอะไรลูกไม่ได้ 
มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกเอง 
แต่พ่อมีความรู้สึกบางอย่างว่า การตัดสินใจของลูกครั้งนี้
จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่ออนาคตของลูกอย่างแน่นอน 

.........มอนตี้ ไคร่ครวญกับเรื่องนี้อยู่เป็นสัปดาห์ 
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ 
เขานำเรียงความเรื่องเดิมไปส่งคุณครูพร้อมกับพูดว่า 
ให้คะแนน F กับผมก็แล้วกัน ผมจะรักษาความฝันของผมไว้

...............มอนตี้เล่าเรื่องนี้ให้กับผู้มาเยือนเขาฟังพร้อมกล่าวว่า
ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้พวกคุณฟังเพราะว่าขณะนี้คุณกำลังนั่งอยู่หน้าเตาพิงในบ้าน 
พื้นที่ 4,000 ตารางฟุต ซึ่งตั้งอยู่กลางคอกม้าเนื้อที่ 200 เอเคอร์ 
และเรียงความ 7 หน้ากระดาษนั้นได้ใส่กรอบเรียงอยู่เหนือเตาพิง
และเขาได้เล่าต่อว่า 
ที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ ในฤดูร้อนเมื่อสองปีที่แล้ว
 คุณครูคนเดิมพาเด็กนักเรียน 30 คนมาพักค้างแรมที่นี่
เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจากไปท่านพูดกับผมว่า 
มอนตี้ สมัยครูเป็นครูของเธอ ครูคงเป็น นักขโมยความฝัน 
ครูเสียใจนะที่ครูได้ขโมยความฝันของเด็ก ๆ ไปตั้งมากมาย 
แต่ครูก็ดีใจที่เธอไม่ยอมให้ครูขโมยความฝันของเธอ

* เดินไปตามความฝันของคุณอย่ายอมให้ใครขโมยมันไปได้ *				
3 ตุลาคม 2545 00:58 น.

ส่วนที่สำคัญที่สุดของร่างกาย

ต้ยนุ้ย

แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทาย สิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก

เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก

ผมเคยคิดว่าเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์

ดังนั้น ผมจึงบอกว่า แม่ มันคือ หู ผมไง

แต่แม่บอกว่า ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวก แต่ก็ยังอยู่ได้

ลูกลองคิดดูไปก่อนนะ แล้วเร็วๆนี้แม่จะถามลูกใหม่

หลายปีผ่านไปก่อนที่แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรกผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา

และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่าแม่ การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ คน

ดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลย ที่สำคัญที่สุด

แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่าลูกเรียนรู้ได้เร็วมาก

แต่ว่าคำตอบยังไม่ถูกจ้ะ

เพราะว่า ยังมีคนมากมายที่ตาบอด แต่ก็ยังอยู่ได้

อึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้า หาความรู้ต่อมาอีกหลายปี

และแม่ก็ยังคงถามผมอีก หลายครั้ง และทุกครั้ง

คำตอบของแม่ก็คือไม่ใช่จ้ะ

แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุกๆ นะจ๊ะ ลูกรัก

จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก

ทุกคนร้องไห้ แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย

ผมจำได้ดีเพราะว่า มันเป็นเพียงครั้งที่สอง ที่ผมเห็นพ่อร้องไห้

แม่มองมาที่ผม ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่

แล้วแม่ก็ถามผมว่า ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุดลูกรัก ?

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้

ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์ระหว่าผมกับแม่

แม่มองเห็นสีหน้ามึนของของผม และก็บอกว่าคำถามนี้สำคัญมากลูก

มันแสดงให้เห็นความจริง ในชีวิตของเรา

สำหรับอวัยวะต่างๆที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา

และแม่ได้บอกกับลูกว่า มันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด

แต่ว่าวันนี้ เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด

แม่ ก้มลงมองมาที่ผม ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนนึงจะทำได้

ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตาและแม่ก็พูดว่าลูกรัก

ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ บ่าจ้ะ

ผมถามแม่ว่าเป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเ ราไว้ ใช่มั้ยครับ?

แม่ตอบว่า ไม่ใช่จ้ะแต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับศรีษะของเพื่อนของเรา

หรือคนที่เรารัก เมื่อยามที่เค้าร้องไห้

คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคนไว้คอยซบยามร้องให้ในบางช่วงเวลาของชีวิต

ลูกรักแม่เพียงแต่หวังว่า ลูกจะมี

เพื่อนและคนรักที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้

ยามเมื่อลูกต้องการ

=== แล้วคุณล่ะ มีเพื่อน หรือ คนรักคนที่คอยให้คุณซบบ่ายามที่คุณต้องการรึเปล่า 
?? ===

ตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเราคือการไม่เห็นแก่ตัว

และ มันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น

คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด.......

คนเราอาจจะลืมสิ่งทีคุณทำ.........

แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า รู้สึกได้......

ต้นฉบับของจม.ฉบับนี้มาจาก ไหนไม่ทราบ

แต่มันจะนำพรประเสริฐมาสู่คนที่เผยแพร่ข้อความนี้ออกไปต่อๆกัน

เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า....

คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก

แต่คุณรู้ว่า พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณ ตลอดเวลา........				
20 กันยายน 2545 23:33 น.

ความซื่อสัตย์

ต้ยนุ้ย

แต่ก่อนนานมาแล้วยังมีชายชราคนหนึ่งแก่มากจนจำอายุตนเองไม่ได้ 

หากใบหน้าของเขายังคงอิ่มเอิบเปล่งประกายเลือดฝาด 

เคราสีเงินยวงสะอาดตาของเขายาวปกคลุมมาถึงหน้าอก 

ร่างกายของเขาแข็งแรงมาก ตายังไม่ฝ้าฟาง หูก็ยังไม่หนวก 

เขามีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง 

แต่เขาก็ยังเป็นคนจัดการทุกสิ่งทุกอย่างภายในครอบครัว 

ปีนี้เขาตัดสินใจว่าจะเลือกใครคนหนึ่งจากลูกชาย ๑๕ คนของเขา 

มาสืบทอดภารกิจนี้เสียที แต่ว่าจะเลือกใครดีละ 

เมื่อชายชราคิดวิธีที่ดีที่สุดได้ จึงสั่งให้ลูกชายทั้ง ๑๕ คน 

มาพบแล้วแจกเมล็ดดอกไม้ให้ลูกๆ คนละ ๑ เมล็ด พร้อมทั้งบอกว่า 

ใครสามารถปลูกเมล็ดพืชนี้ให้งอกงามจนออกดอกบานสะพรั่ง 

คนนั้นก็จะได้เป็นผู้สืบทอดมรดกต่อไป 

เมื่อลูกๆ ได้เมล็ดพืชมาแล้วต่างนำไปปลูกและดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี 

ลูกชายคนเล็กของชายชราผู้นี้มีชื่อว่า เสี่ยวเหลียงจือ 

เมื่อได้เมล็ดดอกไม้แล้ว เขาก็นำไปปลูกในกระถาง 

รดน้ำเอาใจใส่อย่างดีทุกวันทุกคืน 

แต่เมล็ดพืชนั้นก็ไม่แตกกล้าสักที 

เสียวเหลียงจือรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมาก 

เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ฤดูร้อนย่างกรายมาถึงแล้ว 

ชายชราผู้เป็นพ่อกำหนดว่าวันนี้จะเป็นวันคัดเลือกดอกไม้ของลูกๆ 

ลูกทุกคนต่างอุ้มกระถางดอกไม้ที่ออกดอกบานสะพรั่งอย่างสวยสดงดงาม 

มาให้ผู้เป็นพ่อชมเพื่อรอการคัดเลือก 

ชายชราเดินตรวจดอกไม้ที่สวยงามในมือของลูกๆด้วยสีหน้าที่ไม่มีแววยินดีแม้แต่น้อย 

เขาเดินตรวจจากบุตรชายคนโตมาจนถึงบุตรชายคนที่ ๑๔ 

โดยมิได้หยุดเลย 

เมื่อเดินมาถึงเสี่ยวเหลียงจือ บุตรชายคนสุดท้อง 

ซึ่งยืนถือกระถางเปล่า ไม่มีทั้งต้นไม้และดอกไม้ 

ชายชราจึงหยุดกึกอยู่ตรงนั้น เสี่ยวเหลียงจือน้ำตาไหลพราก 

กล่าวกับบิดาอย่างสำนึกผิดว่า 

พ่อครับผมไม่มีดอกไม้จะมอบให้พ่อ.. 

ชายชรากลับแย้มยิ้มและพูดอย่างยินดีปรีดาว่า 

ลูกเอ๋ยสิ่งที่เจ้ามอบให้พ่อนั้นมีค่ายิ่งกว่าดอกไม้มากมายนัก 

อะไรหรือครับ?? 

ความซื่อสัตย์ไงละ? 

เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่... 

ชายชราจึงเปิดเผยความลับต่อลูกๆ 

ว่าที่แท้เมล็ดพืชที่ตนแจกแก่ลูกๆ นั้น 

เป็นเมล็ดพืชที่นำไปคั่วจนสุกแล้ว 

ดังนั้น....ต้นไม้ที่ผลิดอกสวยงามเหล่านั้นล้วนมาจากเมล็ดพืชจากที่อื่น 

ไม่ใช่เมล็ดพืชที่ผู้เป็นพ่อแจกให้ 

ดอกไม้พวกนี้จึงเป็นสักขีพยานยืนยันความไม่ซื่อตรงของพวกเขา 

สุดท้ายชายชราจึงกล่าวอบรมลูกๆ ว่า 

ขอให้ลูกๆ จงเป็นคนซื่อตรงเถิด 

ความซื่อตรงเป็นสมบัติอันล้ำค่าของคน 

ชายชราผู้มองการณ์ไกล มิได้มองหาลูกชายที่แข็งแรง 

ร่ำรวยหรือเฉลียวฉลาดเลย 

หากแต่มองหาลูกชายที่ซื่อสัตย์จริงใจ แม้เสียวเหลียงจือ 

จะมีเพียงกระถางว่างเปล่า แต่ใจของเขางดงามยิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ 

เพราะเป็นใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันหาได้ยากยิ่ง 

ในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันนี้ 

เขาจึงเป็นผู้ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจและได้รับมอบหมายสิ่งสำคัญจากผู้เป็นบิดา 

นี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ความซื่อตรง และจริงใจ 

เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง 

อยากได้จากกันและกันมากที่สุด 

ในชีวิตของเรา เมื่อเราปรารถนาความซื่อตรงจริงใจจากทุกคน  

เราก็ควรเริ่มจากตัวของเราก่อน 

มอบความซื่อตรงจริงใจให้แก่กัน 

เพราะนี่คือสมบัติอันล้ำค่าที่เราทุกคนต่างปรารถนา 

และสามารถมอบให้แก่กันและกันได้ 

ให้โลกนี้งดงามด้วยความจริงใจ....งามยิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ ทั้งมวล.				
21 สิงหาคม 2545 23:32 น.

คุณครูครับ

ต้ยนุ้ย

ครูคุมสอบ

1. ป.ป.ส ...ป้องกันแบะปราบปรามการลอกช้อสอบ

2. คนที่ทำลายความสัมพันธภาพระหว่างเรากับเพื่อน....เนื่องจากเวลาหันไปมองเพื่อนข้างหลังทีไรแกเดินมาว่าทุกที

3. นักย่องเบา...ชอบย่องมาข้างหลังไม่ให้เรารู้ตัว

4. ผู้ควบคุมการละเมิดทรัทพย์สินทางปัญญา

5. รักกัฬาเดินทน...เพราะวนไปวนมาทุก 5 นาที

6. คนที่มีเสียงมีอำนาจ...แค่เสียงกระแอมเบาๆก้อทำให้สะดุ้งสุดตัว

7. ผู้สวมมาดผู้คุมเรื่อนจำ....ทั้งเข้มและเขี้ยว

8. หน่วยราดตะเวนพิเศษ

9. แม่พระใจดีที่ช่วยให้เราไม่ต้องเครียดกับข้อสอบ.....เนื่องจากโดนกาหัวกระดาษ

10. อดีตนักเรียนที่เคยเป็นนักลอกเหมือนเราละว้า				
21 สิงหาคม 2545 23:29 น.

ไก่ กระต่าย เป็ดและหมู

ต้ยนุ้ย

เพื่อน การที่จะรับใครสักคนเข้ามาเป็น เพื่อน 
คงไม่ใช่เรื่องยากแค่เราเปิดใจให้กันและกัน แต่ถ้า 
เพื่อนสนิท เพื่อนรัก เพื่อนกินเพื่อนตาย ล่ะ 
ความหมายมันแตกต่างจากคำว่าเพื่อนแค่ไหนในความรู้สึกของคุณ

มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟัง มีเนื้อหาดังนี้
ไก่ กระต่าย เป็ด และหมู เป็นเพื่อนกัน 
ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานทั้งสี่เริ่มที่จะสนิทกัน
มากขึ้นเรื่อย ๆ ไก่...ขยัน อดทน ตื่นแต่เช้า หาอาหารมาให้ทั้งตัวเองและเพื่อน
กระต่าย...น่ารัก สุภาพ พูดจาอ่อนหวาน เป็นที่รักและเอ็นดูของทุก ๆ ตัว
เป็ด...โผงผาง ใจร้อน เสียงดัง พูดจาตรง ๆ หมู...ขี้เกียจ พูดจากระโชก
โฮกฮาก ไม่สะอาดแต่รักเพื่อนเป็นที่หนึ่ง สามารถทำอะไรเพื่อเพื่อนได้เสมอ

ด้วยการเดินทางที่ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งสี่จึงสนิทและรักกันมาก
ทุกตัวล้วนมีความสำคัญให้แต่ละตัวซึ่งกันและกัน 
วันหนึ่งทั้งสี่ตัวต้องเดินทางผ่าน
โคลนสกปรก เหม็น และมีแต่เชื้อโรคทั้งสี่ตัว ไม่มีทางเลือกอื่น
จำเป็นที่จะต้องเดินผ่านบ่อโคลนนี้


หากจะเดินกันไปทีละตัว แต่ละตัวต้องสกปรก และป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นแน่นอน

หมูจึงรับอาสาที่จะให้เพื่อนขี่หลังเพื่อเดินข้ามไป 

กระต่ายจึงพูดขึ้นว่า ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง 
เพราะหมูตัวโตและแข็งแรง 
หมูได้ยินเช่นนั้นจึงดีใจและภูมิใจ เป็ดเลยพูดขึ้นว่า 
และหมูก็ชอบเล่นโคลนสกปรกอยู่แล้วนี่หว่า ก๊ากกกก 
หมูเองได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะต่อกัน 
กระต่ายเลยพูดขึ้นว่า ไปว่าหมูอย่างนั้นได้ยังไง เดี๊ยวหมูก็เสียใจหรอก 
หมู : ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับได้ เพราะถึงยังไงเราก็เพื่อนสนิทกัน 
พูดมาแบบนี้ ฉันไม่ถือหรอก 
เป็ด : ใช่แล้ว เราสนิทและรักกันมาก และรู้ใจกัน เรื่องแค่นี้พูดกันเล่นๆ 
แค่นั้นเอง 
ไก่ : งั้นเราเดินทางกันต่อเถอะ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน 
ทั้งสามจึงขึ้นหลังหมูแล้วเดินไป 

ในระหว่างที่อยู่ในโคลน เป็ด มองไปเห็นไส้เดือน 
จึงใช้ปากคุ้ยโคลนเพื่อที่จะกินไส้เดือน 
ในระหว่างที่คุ้ยโคลน โคลนเกิดกระเด็นไปโดนกระต่าย กระต่ายเลยสกปรกไปด้วย 
กระต่าย : เป็ด ระวังหน่อยสิ โคลนมันกระเด็นมาโดนฉันนะ 

เป็ด : อะไรกัน แค่นี้เอง เดี๋ยวผ่านบ่อโคลนไปค่อยทำความสะอาดก็ได้นี่ 
กระต่าย : แต่มันไม่เหมือนเดิม เพราะขนขาว ๆ 
ของฉันมันก็คงเป็นรอยเปื้อนอยู่ดี 
ไก่ : เอาน่า หยุดได้แล้ว นิดเดียวเองนะกระต่าย เป็ดเองก็ไม่ได้ตั้งใจ ดูหมูซิ 
เค้าเปื้อนทั้งตัวแถมต้องแบกเราอีก เค้ายังไม่บ่นซักคำ 
กระต่ายด้วยความเคืองนิด ๆ 
จึงพูดออกมาโดยไม่ทันคิดว่า ก็หมูสกปรกนี่ ไม่เหมือนฉัน ฉันต้องสะอาด 
สกปรกไม่ได้ หมูเองได้ยินเช่นนั้น 
ก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เหตุใดเพื่อนถึงพูด 
กับเขาเช่นนั้น หมูก็ร้องไห้ 

ไก่จึงพูดขึ้นว่า แล้วนี่คือสิ่งที่หมูต้องได้รับเหรอ กับการที่เค้าเป็นหมู 
มีนิสัยเป็นหมู 
เค้าต้องได้รับแต่สิ่งสกปรกเท่านั้นเหรอ แล้วการที่เป็ดกินอะไรแล้วต้องคุ้ย 
แล้วไก่อย่างฉันต้องเขี่ยอย่างนี้ มันเป็นพื้นฐานนิสัยที่ติดตัวเรามาตลอดนะ 
เราเลือกได้เหรอ 

ไก่ : ความแตกต่างของแต่ละตัว ไม่เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนกัน ต้องเข้าใจและ 
เปิดใจรับสิ่งที่ไม่สวยงาม และสิ่งที่สวยงามซึ่ง กันและกันสิ 
ไม่มีใครที่สวยงามได้ตลอดเวลานะ 

เป็ดจึงพูดขึ้นว่า ฉันก็คิดว่าเราสนิทและรักกันมาก 
เชื่อใจกันรับรู้ในสิ่งที่แต่ละตัวเป็นแล้ว 
ฉันไม่ทันนึกว่าเธอรับฉันแบบนี้ไม่ได้ฉันขอโทษนะ 

กระต่ายได้ยินเช่นนั้นจึงพูดขึ้นว่า จริงสินะ เราเป็นเพื่อนกัน 
แถมเป็นเพื่อนรักกันด้วย 
ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจนะว่าเราทั้งสี่แตกต่างกัน แต่เรายังสามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ 
มาด้วยกันได้ขนาดนี้ หแล้วแต่ละตัวเราก็ไม่เหมือนกันเลย 
ฉันขอโทษนะที่ฉันเป็นอย่างนี้ 

หมูกล่าวขึ้นว่า ไม่เป็นไรหรอกกระต่าย ฉันก็เข้าใจว่าเธอน่ารัก สะอาด และจิตใจ 
อ่อนไหว เธอก็ไม่เหมือนกับฉัน บางครั้งฉันก็พูดอะไรหรือทำอะไรที่กระโชกโฮกฮากไป 
บางครั้งเธออาจจะรับไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าด้วยความที่เราเป็นเพื่อนรักกัน 
เธอคงจะรับฉันได้ซักวันหนึ่ง 

กระต่าย : ฉันเองก็ขอโทษด้วยที่ฉันอ่อนไหวเกินไปแบบนี้ 
ฉันก็หวังว่าสักวันหนึ่ง 
เราแต่ละตัวที่แตกต่างกันคงเข้ากันได้และ 
ยอมรับในสิ่งที่แตกต่างกันของแต่ละตัวได้ 

ไก่จึงพูดขึ้นบ้างว่า เอาล่ะ แต่ละตัวก็เข้าใจกันแล้วนะ 
ด้วยความแตกต่างของแต่ละตัว 
และด้วยความที่เรารักและสนิทกันและก็รู้จักกันมานาน 
บางครั้งจึงทำอะไรโดยไม่ทันคิด 
แต่ทำให้อีกคนรู้สึกไม่ดี ฉันคิดว่าคงไม่ได้ตั้งใจและเผลอทำอะไรไปก็เท่านั้น 

เป็ด : เราเข้าใจกันดีแล้วนะ งั้นเราเป็นเพื่อนที่รักและสนิทกันมากขึ้นนะ 
เพราะเราก็รับในสิ่งที่แตกต่างของแต่ละตัวได้แล้ว 
หมู : ใช่แล้ว งั้นเราทั้งสี่ มาร่วมกันและตั้งใจที่จะเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ 
กันและเดินเคียงข้างกันอย่างนี้ตลอดไปนะ 

หมู เป็ด ไก่ กระต่าย : ไชโย เราเป็นเพื่อนรักกัน แล้วทั้งสี่ก็เดินไปด้วยกัน 
อยู่เคียงข้างกันไป ตลอดเส้นทางเดินแห่งนั้น...... 

จากนิทานเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ด้วยความแตกต่างของแต่ละตัว อาจจะทำให้เกิด 
ความไม่เข้าใจและไม่พอใจในอีกฝ่าย และบางครั้งด้วยความที่ทั้งสี่สนิทกันมาก 
การกระทำบางอย่างที่แสดงออกไปจึงไม่ทันคิดว่า อาจจะไปทำร้ายความรู้สึก 
หรือทำให้ใครอีกคนไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่ทั้งสี่คือเพื่อนรัก เพื่อนสนิท 
เพื่อนที่รู้จักรู้ใจกันมานาน 
จึงทำให้ทั้งที่กลับมาเป็นเพื่อนรักและเพื่อนสนิทกันได้ 
อย่างเดิมคำว่าเพื่อนรักของคุณ คุณให้ความหมายและความสำคัญของคนที่คุณ 
ให้เค้าเป็นเพื่อนได้แค่ไหน คำตอบอยู่ที่ตัวคุณเอง บางครั้ง 
คุณอาจจะได้รับในสิ่งที่คุณ 
ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเพื่อนสนิทจะทำอย่างนี้กับคุณ แต่หากมองย้อนกลับไป 
คุณเองก็อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดกับเพื่อนของคุณได้เช่นกัน 

กลับมามองอีกทีว่า คุณให้ความหมายกับเพื่อนของคุณมากแค่ไหน 
เพื่อนที่มีแต่สิ่งที่ดีให้แก่กันแค่นั้นเหรอ 
เพื่อนที่จะยิ้มและสนุกไปด้วยกันแค่นั้นเหรอ 
แล้วหากวันหนึ่ง เกิดฝ่ายใดทำอะไรที่ไม่ดีหรือไม่สวยงามขึ้นมาล่ะ 
คุณเข้าใจและรับรู้ในสิ่งเหล่านั้นได้มากแค่ไหน 
คุณสามารถที่จะให้อภัยในสิ่งที่ผิดพลาด 

ทั้งที่อาจจะเกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจได้มากน้อยแค่ไหน... 

คำตอบย่อมอยู่ในใจคุณดี.... 
กลับมามองและเข้าใจเพื่อนของคุณดีแล้วหรือยัง 
เข้าใจเพื่อนของคุณมากน้อยแค่ไหน 

เมื่อคุณอ่านข้อความข้างต้นจบ....คุณคิดถึงใครล่ะ???? 
คุณเท่านั้นที่รู้คำตอบ				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟต้ยนุ้ย
Lovings  ต้ยนุ้ย เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟต้ยนุ้ย
Lovings  ต้ยนุ้ย เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟต้ยนุ้ย
Lovings  ต้ยนุ้ย เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงต้ยนุ้ย
>