24 พฤศจิกายน 2551 08:12 น.

เดินทางไกล

ประภัสสุทธ

ฝนตกเมื่อวานทำให้อากาศตอนเช้าดูสดชื่นถึงจะไม่มีลมแต่ก็รู้สึกเย็นที่แขน ผมเดินลงบันไดบ้านมาหันไปดูรอบ ๆ ก็เห็นหมอกภูเขาคล้ายปุยสำลีขาวโพลนเหนือยอดป่าไม้กระจัดกระจายบ้าง เป็นกลุ่มก้อนบ้าง 
	เช้านี้ผมไม่ไปวัดเพราะจะไปบ้านพ่อแพรว หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็ออกเดินทาง ข้างโรงเรียนบ้านฟองใต้จะมีทางดินลูกรังทอดไปสู่เรือกสวนของชาวบ้าน เดินเข้ามาหน่อยก็จะมีบ้านเรือนกระจายอยู่ข้างทางไม่กี่หลัง ถัดไปเรื่อย ๆ จนสุดทางจะเป็นที่ทำกินของชาวบ้านกว้างขวางกินเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาเล็ก ๆ ลาดขึ้นลงสลับกันไป เขาลูกใหญ่ที่ตั้งเป็นป่าสงวนไว้ใกล้กันบ่งบอกว่าบริเวณแถวนี้มันเคยเป็นเทือกเขาสูงใหญ่ในอดีต ช่วงนี้ยังไม่ถึงฤดูทำนาจึงเห็นที่ดินว่างเปล่าเตรียมไถ่ปล่อยทิ้งไว้ เรือนที่ปลูกพืชสวนก็จะกั้นเขตที่ดินของตนกันวัวควายเข้าไปทำลาย อย่างมะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ จะเห็นบ้านเรือนอีกทีหนึ่งก็ข้ามเนินเขาไปประมาณ ๔-๕ เนินโน้นแหละ หรือถ้าเดินเท้าไปก็ใช้เวลา ๔๕ นาที ตรงนี้ยังไม่นับเวลาที่ใช้เพื่อหยุดหายอก หายใจ
	บ้านพ่อแพรวอยู่ในจำนวนบ้านไม่กี่หลังที่อยู่อีกฟากหนึ่งของไร่สวนชาวบ้าน ผมใช้เวลาเดินทางด้วยรองเท้ายางประมาณ ๑ ชั่วโมง จึงถึง (ไม่ใช่ก็ถึง) หมาบ้านตรงข้ามเดินอาด ๆ เห่ากรรโชกมามันคงเห็นแพรสีแดงที่คลุมหัวผมมากระมัง ผมลดผ้าลงและทำท่าหยิบไม้มันจึงหยุดดูเชิงแล้วก็หันหลังเข้าบ้านไป
	ในที่สุดผมก็พบเจอกับวัยรุ่นผู้หญิงจนได้ เธอเป็นลูกสาวพ่อแพรวผิวขาวหน้าตาแฉล้มนั่งดูทีวีคนเดียวอยู่ใต้ถุนบ้าน ผมเดินเข้าไปหาและเอ่ยถามทักทาย พ่อแพรวยังไม่กลับจากตามวัว ผมจึงนั่งดูทีวีคอยพ่อแกเป็นเพื่อนเธอเงียบ ๆ 
	วันนั้นที่มากับพี่สงครามมีน้าคนหนึ่งคงมีบ้านอยู่ละแวกนี้แวะมาบ้านพ่อแพรวแล้วก็ผ่ามะพร้าวกินแกบอกชอบกินน้ำมะพร้าวแก่ ผมนึกขึ้นได้ก็เลยถามน้องสาวดู น้องสาวหันมาตอบอย่างอาย ๆ ว่าบ้านน้าแกอยู่ถัดไปหลังหนึ่ง แกชื่อน้ามี ผมเลยถือโอกาสปล่อยให้น้องสาวอยู่คนเดียวโดยผมพาตัวเองเดินไปหาน้ามี
	ผมลุกออกจากใต้ถุนก็เห็นบ้านแกแล้ว ตะแกกำลังนั่งคาบอยู่บนโครงไม้ที่บ่งบอกว่ามันคือห้องน้ำ ผมเดินเข้าไปหาอย่างระวังตัวเพราะมีหมาบ้านสีน้ำตาล ๒ ตัว ยืนคุมเชิงอยู่ตรงทางดิน
น้ามียังจำหน้าผมได้จึงไล่ลูกน้องสองตัวที่กำลังกึ่งวิ่งเข้ามาเหมือนจะบอกว่าไม่ยินดีให้ก้าวเข้าไป มันถอยหมอบไปอีกทางหนึ่งอย่างว่าง่าย ผมจึงเดินไปนั่งลงที่ตอไม้ข้าง ๆ ที่ทำงานน้ามี ตะแกเอ่ยถามไถ่ว่ามาธุระสิ่งใด ผมตอบว่าตั้งใจมาหาพ่อแพรวกับน้ามีนี่แหละเพราะอยากขอซักถามเรื่องบางเรื่อง น้ามีป่ายลงจากโครงไม้มานั่งลงใกล้ ๆ ผมพร้อมกับควักซองยาเส้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อบน ก่อนที่จะคลี่กระดาษสีขาวม้วนยาเส้นขึ้นสูบ ๏

                                                                                        ๒๘ เมษายน ๒๕๕๐				
24 พฤศจิกายน 2551 08:09 น.

ทาสีโรงฉันท์

ประภัสสุทธ

ผมมาถึงศาลาโรงฉันท์ที่วัดก็เห็นชาวบ้านวัยประมาณน้านั่งอยู่ข้างโรงครัวสามสี่คน หนึ่งในนั้นมีพ่อเมินที่ผมไปคุยเมื่อวันก่อนด้วย ผมคร่อมลงจากรถมอไซค์ก็เดินตรงไปหาพลางยิ้มทักทายกับแก เช้าวันนี้พ่อเล่ไม่ติดธุระที่ไหนจึงมาด้วยผมเลยได้ติดรถมอไซค์กับพ่อแกมา เมื่อวานนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสพาโยมออกไปซื้อวัสดุมาซ่อมแซมหลังคาจึงเห็นพวกกระเบื้อง เหล็กโครงหลังคากองอยู่เป็นที่ข้างโรงฉันท์ พ่อเมินและชาวบ้านนั่งสูบบุหรี่ยังไม่ทันหมดม้วนดีก็ลุกไปผสมสีสำหรับทาเหล็กกันสนิม 
งานวันนี้เราก็คือทาสี
	จะว่าไปแล้วงานทาสีเป็นงานที่ผมได้จับบ่อยช่วงทำกิจกรรมของชมรมมีครั้งหนึ่งไปทาสีอาคารเรียนที่น้ำพอง ครั้งหนึ่งไปทาสีโรงอาหารที่อำเภออุบลรัตน์ และครั้งล่าสุดทาสีศูนย์สาธารณสุขมูลฐานที่จังหวัดสกลนคร ดังนั้นผมจึงรู้หน้าที่ดีว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ผมจับเอาขันใส่สีใบหนึ่งที่น้าแกเทแบ่งไว้หลายขันเลือกหาที่เหมาะ ๆ ทาท่อนเหล็กอย่างสบาย
	ท่อนเหล็กถูกทาทับด้วยสีเทากันสนิมจนครบทุกท่อนอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกปวดเมื่อยหลังเหมือนคนแก่ ผมอาจไม่รู้ว่าอาการปวดหลังเหมือนคนแก่นั้นเป็นอย่างไรแต่พอจะเดาได้จากส่วนเอวของผมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมจึงนั่งเจ่าดูชาวบ้านที่ขึ้นทาโครงหลังคาส่วนที่เป็นสีแดงเพื่อพักอาการปวดเมื่อยสักเดี๋ยว ผู้เฒ่าชายคนหนึ่งเดินมาหยุดใกล้ ๆ ผม 
	 บ่บวชจักพรรษาเบาะ บ่อึดคนสิอุปัฏฐากเด่ะ  แกมองหน้าผมแล้วพูด ผมยิ้มให้แกละไมไม่ได้ตอบว่าอย่างไร 
 ผู้เฒ่าคงอยากให้ผมบวชที่นี่  ผมนึก ผมไม่ทันได้คุยกับแกต่อแกก็เดินผ่านไปเหมือนว่าแกแค่อยากเดินมาคุยเล่นกับผมแค่นั้น ผมเหลียวตามผู้เฒ่าจนแกหายเข้าไปในศาลาใหญ่ จึงคว้าขันสีปีนขึ้นไปบนโครงหลังคาบ้าง เราช่วยกันทาสีท่อนเหล็กบนโครงต่อไป 
ชาวบ้านพูดหยอกล้อกันและกันขณะที่ละเลียดแปลงไปมา ใบหน้าเหล่านั้นไม่บ่งบอกความเครียดกับงาน ทุกคนมาช่วยเหลือกันเพียงหวังผลบุญที่อาจเกิดขึ้นเป็นกำลังใจตอบแทน ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ผมสังเกตไม่เห็นความแตกต่างของจำนวนคนที่มาวัดเลย จะแปลกก็เฉพาะหน้าตาที่รู้สึกได้ว่าเปลี่ยนไปบ้างซ้ำกันบ้างในแต่ละวัน 
	ผมป่ายขึ้นหลังคาเดินระวังไปตามท่อนเหล็กกว้างแค่ครึ่งคืบ นั่งคาบลงตรงนั้นและเริ่มลงมือ
สีพร่องไปจากขันมากผมว่าจะลงไปเติมสีข้างล่างก็พอดีน้าผู้หญิงคนหนึ่งมาเรียกพวกทาสีให้ไปกินข้าวเที่ยง จึงได้พักงานไว้
	แม่บ้านปูเสื่อวางอาหารเตรียมไว้แล้วพวกเราแค่ไปถึงแล้วก็นั่งลงกิน ส้มตำกับแกงไก่ใส่หน่อไม้ดอง ผมนั่งเงียบ ๆ ตั้งใจกินเหมือนทุกครั้ง ขณะที่พุ้ยคำข้าวใส่ปากก็ฟังชาวบ้านสนทนากันไปเพลินหู ชาวบ้านที่นี่เป็นกันเองและตรงไปตรงมาดี ผมสังเกตเอาจากการพูดคุยทักทายและคอยเป็นห่วงเป็นใยผมเมื่อปะหน้ากัน
	 กินข้าวแล้วบ่หล้า    ไปใส่มาคือบ่เห็นหน้าเมื่อเช้า  
 สูบยาอยู่เบาะหำ  ชาวบ้านหลายคนเคยถามผมด้วยท่าทีไมตรี ส่วนข้อหลังนี้ผมมักจะเห็นอยู่เสมอ ๆ เลยล่ะ อย่างเวลากินข้าวอิ่มจะได้ยินเสียงเรอเสียงดังจากหลายคนในขณะที่มือยังถือแก้วน้ำละออกจากปาก หรือยามกินข้าวอิ่ม ๆ แล้วนั่งชันเข่าพิงฝา ชาวบ้านจะเรอกันอย่างเปิดเผยเพราะไม่เห็นเป็นเรื่องน่ารังเกียจจนช่วง แรกผมอดแปลกใจไม่ได้เมื่อร่วมกินข้าวกับพ่อเล่แม่เล่ หรือว่าจะเป็นวัฒนธรรมหลังกินข้าวเสร็จของชาวบ้านที่นี่ก็เป็นได้ ผมนึก
	หลังกินข้าวเสร็จพวกเราขึ้นทาสีต่อดีหน่อยที่บ่ายนี้แดดร่มลมตก ๏

                                                                                        ๒๗ เมษายน ๒๕๕๐				
24 พฤศจิกายน 2551 08:04 น.

บ้านฟองใต้

ประภัสสุทธ

บ้านหนองผักบุ้งคือชื่อแรกเริ่มบ้านฟองใต้ เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้ปกคลุมด้วยป่าหนาและภูเขา มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่มากมาย มีลำน้ำใหญ่ไหลเย็นผ่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงรู้ดีว่าแถวนี้เป็นป่าพรั่งพร้อมด้วยอาหารจากขุนเขา พวกเขายกย้ายครัวเรือนมาตั้งรกรากที่นี่ต่อมา ปีนั้นตรงกับ พ.ศ. ๒๕๐๕
	จากนั้นจึงเริ่มสร้างบ้านด้วยมือใช้ไม้จากป่าทั้งหมดมีการถากถางพงรกด้วยจอบเสียมเพื่อใช้เป็นที่ปลูกพืชเอาไว้กิน เวลานั้นมีเรือนอยู่ ๔ หลังที่บุกเบิกบ้านป่าแห่งนี้ พวกเขาทำไร่ข้าวตามเชิงเขาที่รกด้วยต้นไม้ ต้องตัดไม้ลงด้วยมีดตีเอง บ้างก็เอาไม้นั้นไปต่อเติมบ้าน บ้างก็เอามากองรวมเอาหญ้าสดทับเอาดินกลบเผาเป็นถ่านใช้ หรือไม่ก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เหี่ยวแห้งแล้งไปเฉยๆ
	ได้พื้นที่โล่งจนพอใจ ก็เอาเสียมเซาะ ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อพอหยอดเมล็ดข้าว ทยอยทำอย่างเดียวกันนี้ไปจนสุดที่ไร่ซึ่งถากไว้  แล้วก็ปล่อยไว้ให้ฝนหยดเลี้ยงเมล็ดใต้ดิน ชาวบ้านไม่ได้ขุดสระเพราะมีสายน้ำพองเอ่อล้นไหลเต็มธาร อีกทั้งพื้นที่ไม่อำนวยให้ขุดได้ บางแห่งมีหินภูเขาทั้งเล็กใหญ่ขึ้นระเกะระกะและหน้าดินก็เอนขึ้นชันลงไม่ได้เลียบเหมือนพื้นทุ่งแถวทุ่งกุลาร้องไห้ พวกเขาอยู่ดีกินดีตามอัตภาพ ตามความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ห้าปีให้หลังมีเรือนเพิ่มขึ้นกว่าสิบเรือน ที่มาอยู่ใหม่นั้นก็มาตามญาติพี่น้องของตน บางเรือนก็ยากแค้นจากถิ่นฐานบ้านเดิม เทียวมาพึ่งพาป่าไม้และภูเขา เวลานั้นการเมืองการปกครองยังไม่มี ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มี โดยอยู่ใต้ปกครองจากผู้ใหญ่บ้านวังกวาง ( ปัจจุบันบ้านวังกวาง เป็นตำบลแล้ว )
	 หมู่บ้านเริ่มอุ่นหน้าฝาคั่งเรื่อยมา จนเกิดเป็นหมู่บ้านฟองใต้ ที่เรียกฟองใต้นั้น เห็นว่ามีสายน้ำพองไหลหลั่งอยู่ใต้หมู่บ้าน ส่วนฟองเป็นภาษาถิ่นใช้เรียกแม่น้ำพอง
	ปี ๒๕๒๔  จึงมีการเมืองการปกครองขึ้น พ่อผู้ใหญ่หอม ขวัญแจ่มถูกเลือกเป็นนายบ้านคนแรกของบ้านแห่งนี้ เมื่อคราวนั้น ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ) ยังเดินขวักกันอยู่เต็มป่า บางทีมาขอพักอาศัยกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่ได้เกรงกลัวแม้พวกนั้นจะถือปืนกระบอกกันอยู่ทุกคน เพราะพวกเขามาอย่างมิตรทางการคงคิดว่าความเจริญจะนำไปจับพวก ผกค. ได้ไวขึ้นด้วยเหตุนี้กระมังบ้านฟองใต้จึงได้ใช้ไฟฟ้าเป็นบ้านแรกท่ามกลางหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงผู้ใหญ่บ้านพาลูกบ้านแบกจอบถือเสียมเตรียมกระบุงไปขุดป่าเพื่อปรับถนนให้รถขนเสาไฟฟ้าจากทางการเข้ามาได้ ที่เป็นป่าก็ปล้ำล้มลงจนเป็นทาง ตรงดินที่หล่มเลวก็นำหินลูกรังมาถมอย่างดี ทำอยู่กึ่งเดือนได้ถนนดินกว้างพอที่รถยนต์เข้าถึงยาวเก้ากิโล
	เมื่อไฟฟ้าไสวสว่างวอมแวมขึ้นทุกหลังทุกเรือน ไม่นานหมู่บ้านก็ขยายขึ้นเรื่อย ๆ ชาวบ้านยังปลูกข้าวไร่แซมด้วยข้าวโพดและเริ่มเลี้ยงวัวควาย ลูกเล็กเด็กแดงไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนต่อเมื่อปี ๒๗ มาจึงเกิดโรงเรียนขึ้นมีนักเรียนจาก ๒ หมู่บ้านเดินทางมาเรียนที่นี่ คือบ้านฟองใต้กับบ้านไร่ใต้ โรงเรียนนั้นตั้งอยู่ดินบ้านฟองใต้มีครูสอนประจำอยู่คนเดียวคุมนักเรียนทั้งโรงเรียนกว่า ๒๐ คน คนรุ่นหลังต่อ ๆ มาจึงได้รู้หนังสือบ้าง
	เวลานั้นน้ำที่ใช้สอยยังกินอาบกับสายน้ำพองอยู่เสมอเหมือน ใช้น้ำฝนบ้างหากบ้านใดมีโอ่งรองเก็บไว้ อีกหกปีผ่านมาชาวบ้านจึงได้งบจาก อบต.ซื้อท่อพีวีซีต่อจากน้ำผุดภูเขาลงมาเรียกว่าประปาภูเขา
	หมู่บ้านฟองใต้เริ่มเป็นที่รู้จักกับคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง เหตุเพราะในปี ๔๕ นี่เองที่ผู้นำหมู่บ้านประสานกับทางการขอเปิดเส้นทางขึ้นภูกะดึงสายใหม่ จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวนำพาเศรษฐกิจต่าง ๆ มาสู่ชาวบ้านฟองใต้ ด้วยรู้จักมักคุ้นกับเจ้านายใหญ่ข้างใน สื่อมวลชนทั้งหลายจึงโคมข่าวกันทั่วประเทศต่อการเปิดหนทางสายใหม่ขึ้นสู่ภูกระดึงอย่างเป็นทางการในวันแรก ระยะทางจากตีนภูกระดึงสายใหม่ขึ้นสู่ทางเดินเท้าสู่หลังแปหลังซำถึงผาล่มสักดูอาทิตย์ลับตาไกลเพียงสี่กิโลครึ่ง ใช้เวลาเดินก็สักสามชั่วโมงใกล้กว่าเส้นทางสายเก่าถึง ๑๓ กิโล
	ผู้ใหญ่มีการจัดการที่ดีด้วยเข้าหาเจ้าใหญ่นายโต เพียงแค่   ๓ ปีจึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลขึ้นภูปีหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองพันคน ชาวบ้านหัวไร่ปลายนาพลอยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวนี้ด้วย ทั้งลูกหาบเอย ร้านรวงเอย อีกบางกลุ่มทำของที่ระลึกขายด้วยก็ดี ไม่เฉพาะหนทางขึ้นภูกระดึงเท่านั้นละแวกหมู่บ้านฟองใต้ยังมีที่น่าชมอีกหลายแห่ง อย่างน้ำตกตาดร้องหรือแห่งห้วยสาขาต่าง ๆ ที่ไหลรัดล้อมเทือกผาเหล่ากอก่อเป็นวนนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย
	ปัจจุบันบ้านฟองใต้ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ขึ้นตำบลวังกวาง อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เรือนอยู่อาศัยมีทั้งหมดประมาณ ๖๓ หลัง ส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวเหนียว ไร่ข้าวโพด ไร่ผลไม้ตามเนินเขาเตี้ย ๆ และเลี้ยงวัวควายตามตีนเขาไปจนถึงเชิงเขาในเขตป่าชุมชนของหมู่บ้าน โรงเรียนมีหนึ่งแห่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้าน มีครูประจำชั้นทั้งหมด ๔ คน ผู้อำนวยการโรงเรียนอีกคน มีนักเรียนจากบ้านฟองใต้และบ้านไร่ใต้มาเรียนทั้งหมด ๔๔ คน
	มีวัดอยู่ ๒ แห่ง ทั้งสองแห่งเป็นวัดป่าวัดหนึ่งตั้งอยู่ห่างจากกลางบ้านประมาณ ๕๐๐ เมตร มีพระจำพรรษาอยู่ประจำ ๑ รูปนอกนั้นเป็นพระธุดงค์แวะเวียนมาไม่ถาวร วัดแห่งนี้ก่อตั้งด้วยภิกษุธุดงค์รูปหนึ่ง เล็งเห็นว่าชาวบ้านไม่มีการบริจาคทานสะสมบุญบารมี ท่านจึงปักกลดลงที่นั่นและอาศัยแรงศรัทธาจากชาวบ้านร่วมสร้างกุฏิวิหารจนสำเร็จ เวลานี้พระรูปนั้นท่านได้มรณภาพไปแล้ว ส่วนอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านฟองใต้ห่างจากหมู่บ้านผ่านเรือกสวนไร่นาชาวบ้านไป ๔ กิโลเมตร ไม่มีพระอยู่อย่างถาวรนาน ๆ จึงผ่านมาพักทีหนึ่ง
	บุญประเพณีประจำปีที่ชาวบ้านร่วมกันทำคือ บุญออกพรรษา เข้าพรรษา บุญกรานกฐิน และบุญสวดมงคลประจำหมู่บ้าน บุญสวดมงคลหมู่บ้านนี้ทำกันช่วงเดือนพฤษภาคม ทุกหลังทุกเรือนจะมารวมกันอยู่เรือนเดียวโดยมากเป็นบ้านผู้ใหญ่ นิมนต์พระมาสวดทั้งเช้าเย็น ปะพรมน้ำมนต์กันถ้วนหน้าเพื่อสิริมงคลแก่คน แก่บ้าน แล้วก็กินข้าวร่วมกัน..
	ผมนั่งเขียนไปคิดไป คิดถึงคำบอกเล่าที่พ่อหอมได้ให้ไว้ นั่งก็แล้ว นอนก็แล้ว ฝนตกก็หยุดแล้วสามชั่วโมงจึงเขียนเสร็จ ๏
							                                           ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐				
ไม่มีข้อความส่งถึงประภัสสุทธ
>