11 เมษายน 2548 21:47 น.

ไร้อุดมการ

ปากกาเวทมนตร์

...ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว 
แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี 
ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้ 
แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ 

...ชนรุ่นเยาว์ยืนเรียบระเบียบแถว 
ดวงตาแน่วนิ่งตรงธงไสว 
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย 
ฟังคราวใดเลือดซ่านพล่านทั้งทรวง 

...ผืนแผ่นดินถิ่นนี้ที่พำนัก 
เราแสนรักและแสนจะแหนหวง 
แผ่นดินไทยไทยต้องครองทั้งปวง 
ชีพไม่ล่วงใครอย่าล้ำมาย่ำยี 

...เธอร้องเพลงชาติไทยมั่นใจเหลือ 
พลีชีพเพื่อชาติที่รักทรงศักดิ์ศรี 
เพลงกระหึ่มก้องฟ้าก้องธาตรี 
แม้ไพรีได้ฟังยังถอนใจ 

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ 
คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้ 
บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย 
บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง 

ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง 
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง 
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง 
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง! 

โดย... นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา , ๒๕๑๐. 


หลังจากเหตุการณ์ระเบิดที่ผ่านมาในจังหวัดสงขลา 
สร้างความหวาดประหวั่นพรั่นพรึงให้แก่ชาวสงขลามากมายนัก 

จากสามจังหวัดเป็นสี่จังหวัด 
ต่อไปพวกเจ้าคงจะรุกล้ำมาเป็นห้าจังหวัด หกจังหวัด 
และรุกรานไปทั่วแผ่นดินไทยหรือไร 

การปล่อยข่าวเรื่องขโมยปืนที่เจ้าอ้าง 
ว่าทหารปล้นกันเอง 

การวางระเบิดที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยความรับผิดชอบ 

น้ำตาของผู้เป็นแม่ผู้ลงจากเครื่องบิน 
แล้วพบว่าสูบเสียสามีตราบนิรันดร์ 
และยังลูกน้อยผู้หายใจอย่างรวยระริน 
เจ้าเคยสำนึกในความเป็นคนบ้างมั้ย 

ผมแอบไปเยี่ยมน้องฮ่องเต้อย่างเงียบๆ 
วางดอกไม้เยี่ยมไข้และผลไม้ที่น้องไม่สามารถทานได้ 

ครั้งผมเป็นเด็ก 
เมื่อผมทำผิด 
ผมยอมรับผิด 
และไม่ยอมให้เสียน้ำตาเพราะพ่อลงโทษด้วยไม้เรียวแม้แต่ครั้งเดียว 
ผมสอนไว้เมื่อทำผิดต้องรับผิดโดยมิอิดเอื้อน 

แม้ขบวนการก่อการร้ายที่ผ่านมา 
ได้เข่นฆ่าหลากชีวิต 
หลายผู้คนต้องร้องไห้ 
แต่เขาเหล่านั้นเล่า 
ต่างออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือตน 
และเรียกร้องสิ่งที่ต้องการ 
ต่างยืดอกบ่งบอกถึงอุดมการที่ตั้งมั่น 
ยอมแลกด้วยความชั่วกับสิ่งที่ร้องขอ 

ผมไม่เคยตำหนิคนพวกนี้ 
ได้แต่รู้สึกสลดใจกับการกระทำเท่านั้น 

แต่พวกเจ้า 
เหล่าลูกหลานศาสนาแห่งศาสดาที่ต่างเราเคารพ 
กลับก่อการอย่างไร้อุดมการ 
หรือเพียงต้องการสนองตัณหา 
แล้วพากันไปซุกหัวบนผืนแผ่นดินไทยที่บูรพกษัตริยาธิราชของเจ้าได้พลีชีพแลกมา 

สยามประเทศมีอายุนับพันปี 
ครั้นเปลี่ยนเป็นไทยเพื่อรวมสายเลือดและเสรีชนอันยิ่งใหญ่ 
เจ้ากลับทำรายบ้านเกิดเจ้าอย่างไม่สำนึกในแผ่นดินแม่ 

หรือเลือดเจ้ามิใช่เลือดสีไทย มิใช่สีสยาม 
แม้เพียงเกิดบนแผ่นดินไทยก็ถือว่าเลือดไทย 

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย 
ขึ้นต้นเพลงที่เสนาะหู 
ชาวต่างชาติที่ผมทำงานด้วยถามความหมาย 
พอผมตอบกลับไป เขาก็สวนคำถามเรื่องการแบ่งแยกดินแดน 
แค่นี้ผมก็อายแทบแทรกแผ่นดิน 
ตอบอะไรไม่ได้นอกจากความไม่รู้ 

ณ ผืนดินถิ่นนี้ที่เลอเลิศ 
คือบ้านเกิดของข้าอยู่อาศัย 
ไม้ทุกต้นฝนทุกห่าหญ้าทุกใบ 
หล่อลหลอมใจให้ข้านั้นกตัญญู 

จักหวงแหนรักษาป่าทุกผืน 
จะหยัดยืนสู้ไปไม่อดสู 
ใครข่มเหงบ้านเกิดข้าเป็นน่าดู 
เราจักสู้เพื่อแผ่นดินถิ่นแหลมทอง 

ฤาทุกศาสนา 
ไม่ได้สอนให้คนเป็นคนดี 
ฤาเจ้า......ไร้ศาสนายึดเหนี่ยวใจ 


ข้าพเจ้าขอไว้อาลัยแก่ผู้ที่จากไป 
และขอไว้อาลัยให้แก่เจ้า 

ผู้ก่อการ มารของแผ่นดิน 
ผู้ไร้อุดมการ 
				
24 มีนาคม 2548 00:48 น.

แ ต ก ต่ า ง ใ น ค ว า ม ส ม ดุ ล

ปากกาเวทมนตร์

หากไม่เคยร้องไห้ให้เธอเห็น 
โปรดอย่าคิดว่าเลือดเย็นอย่างเข้มแข็ง 
ก็มีบ้างบางวันฉันอ่อนแรง 
แต่เสแสร้งไม่บอกหลอกใครใคร.... 

.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+. 

ผมทำงานที่นี่ได้ระยะนึง หัวหน้าก็ให้ความไว้วางใจ ปล่อยให้ผมทำงานได้เองโดยไม่ต้องประกบอีกต่อไป ไม่นานนักก็มีเด็กใหม่เข้ามาสองคน จากที่มีคนเคยดูแลผมก็ต้องกลายมาเป็นผู้ดูแลแทน งานชิ้นแรกของทั้งสองคน คือการถอดชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่อยู่ชั้นดาดฟ้าของโรงงาน และต้องใช้ความชำนาญพอสมควร ผมก็ต้องนำทั้งคู่ไปเรียนรู้งาน แต่ก่อนที่จะไปผมบอกให้ทั้งคู่เตรียมเครื่องมือที่ต้องใช้งาน โดยให้ลองคิดเอง 

ชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่เล็กเท่าหยิบมือ ไม่นานนักทั้งคู่ก็เตรียมเครื่องมือเสร็จ ผมตรวจเครื่องมือที่ต้องใช้ นับว่าทั้งคู่ช่วยกันเป็นอย่างดีเพราะไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องไปสักนิดเดียว 

เอา รอก สำหรับยกของขนาดสองตันไปด้วย ผมสั่งไปอย่างนั้นเพื่อดูอะไรบางอย่าง 

และแล้วความแตกต่างก็เกิดขึ้น คนนึงรีบเดินเข้าไปยกรอกทันที อีกคนเดินเข้ามาถามผมอย่างงงๆ ว่าผมจะเอาไปยกอะไร ผมยิ้มและบอกให้เอารอกไปเก็บ และนำทั้งคู่ไปทำงาน 

ระหว่างที่กำลังถอดชิ้นส่วนนั้น ผมทำอย่างเบามือที่สุด เพราะมันบอบบางมากแต่มันไม่ยอมออก ปากผมร้องขอฆ้อนตัวใหญ่ทันที คนนึงรีบเดินไปหยิบฆ้อนตัวยาวใหญ่มาให้ 
ผมหันไปต่อว่าคนที่ถือฆ้อนมาให้ผมทันที 
นี่แสดงว่าไม่ได้ดูเลยใช่มั้ยว่าพี่ทำอะไรอยู่ ไม่เข้าใจเหรอว่าต้องทำอะไรต่อไป ช่วยส่งเครื่องมือที่พี่ต้องการไม่ใช่เอาอันที่พี่แกล้งขอ 

อีกคนนึงยังยืนงงกับคำสั่งทั้งๆ ที่ในมือของเขาคือเครื่องมือที่ผมต้องการจริงๆ 

คนนึงเชื่อในสิ่งที่เห็นว่าเป็นจริง สามารถจำต้องได้ 
คนนึงเชื่อในสิ่งที่ซ่อนเร้นในความเป็นจริง ว่าสามารถรับรู้ได้ 

หลังจากนั้นมาผมทำงานโดยไม่ต้องสั่งอะไรมากมาย มือผมยื่นออกไป เครื่องมือก็มาถึงมือในทันใด จะเรียกว่าภาษากายก็ไม่ใช่ มันคือความเข้าใจที่เหนือกว่านั้น 

ตอนนี้ทั้งคู่เป็นคู่หูในการทำงานอย่างดี เราทำงานกันเป็นทีม คนนึงเชื่อฟังคำสั่งเคร่งครัด เป็นสิ่งที่จะดีต่อผู้บังคับบัญชา อีกคนเข้าใจสถานการณ์ เป็นสิ่งที่ดีต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า ในที่สุดผมก็ไม่ต้องตามประกบทั้งคู่อีกแล้ว ผมใช่เวลาน้อยที่สุดในการสอนคนให้ทำงานเป็นเพียงแค่แปดเดือนเท่านั้น หัวหน้าบอกกับผม ทั้งคู่เป็นอัจฉริยะจริงๆ ทำให้ผมพลอยโชคดีไปด้วย 

มนุษย์ถูกทำให้เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่มองเห็น ย่อมเป็นจริง แต่มองผ่านสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน 

ในปัจจุบันเรามองข้ามสิ่งที่แอบแฝงอย่างงดงาม บางสิ่งเป็นเพียงเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติ แต่เราไม่ได้มองถึงตรงนี้ 

เรามองข้ามนาฬิกาที่สวยหรู ว่าผู้ใส่เป็นคนไฮโซมีระดับ ทั้งๆที่มันแค่บอกเวลา 
เรามองข้ามรถที่ดูสะดุดตาว่าเจ้าของคงร่ำรวย หรือจ้องรถที่เก่าพังว่าเจ้าของคงยากจน ทั้งๆ ที่ทันเป็นเพียงพาหนะใช้เดินทาง 
เรามองข้ามฉากประทับใจในหนังรักโรแมนติก กลับนึกถึงฉากรักเร่าร้อนเสียมากกว่า 

เราถูกทำให้เชื่อโดยง่ายจากวัตถุ สิ่งที่มองเห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้อ่าน 
เราเชื่อโดยตำรา โดยการเล่าสืบมา โดยการทำตามกันมา โดยตรรก โดยการอนุมาน 
เราเชื่อเพราะผู้พูดควรเชื่อ หรือผู้พูดเป็นสมณะที่พึงควรเคารพ 
จริงๆ แล้วเราควรมองสิ่งที่ซ่อนเร้นและนำมาพิจารณาก่อนเชื่อหรือไม่เชื่อ 

เพื่อนของผมคนหนึ่งชื่อขงเบ้ง เป็นคนชอบดูดาวมาก ผมมักจะถามเพื่อนผมอยู่เสมอ ว่าดาวดวงนั้นไกลออกไปเท่าไหร่ กี่ล้านกี่พันไมล์กี่ปีแสง คุณเคยนึกถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นเวลาที่คุณดูดาวมั้ย เวลาที่คุณดูดาวและเอ่ยชมว่าดาวดวงนั้นสวยจังเลย แต่ความเป็นจริงดาวดวงนั้นอาจลับสลายไปแล้ว ด้วยความห่างไกลจึงมองเห็นว่ามันยังส่องแสง นั่นล่ะครับคือตัวอย่างของสิ่งที่มองเห็นแต่ไม่มี ขอยกตัวอย่างง่ายกว่านี้อีกสักข้อ 

สมมติว่าคุณไปอยู่ดาวดวงอื่นที่ไกลจากโลก 2548 ปีแสง และก็สมมติว่าคุณมีกล้องดูดาวที่สามารถส่องมาถึงโลกได้ และคุณได้ใช้กล้องดูดาวนั้นส่องมาที่โลกในวันวิสาขบูชา คุณก็จะเห็นนักบวชผู้นั้นกำลังเสด็จดับขันปรินิพพาน ใช่ใครอื่นนอกจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งศากยะวงศ์และพระอรหันต์หลายพันรูป ทั้งๆที่เหตุการณ์นั้นมันได้ผ่านไปนานแล้ว 

บางสิ่งมองเห็นแต่ไม่มี บางสิ่งกลับมีทั้งๆที่มองไม่เห็น 

ผมถามเพื่อนว่าดาวดวงไหนไกลเท่าไหร่ กี่พันกี่หมื่นล้านไมล์? กี่ปีแสง? เพราะในวันคล้ายวันเกิดของผมทุกๆ ปี ผมจะไปเฝ้ามองดาวที่ไกลออกไปเท่าอายุผม ผมจะเฝ้ามองแสงแรกเกิดผมอย่างมีความสุขอยู่คนเดียวอย่างนั้นในเวลาที่ผมก้าวข้ามอายุครั้งใหม่ 

สิ่งที่ซ่อนเร้นและสิ่งที่เป็นจริง เป็นความแตกต่างในความสมดุลอันมีอยู่คู่กันเหมือนเงา 

สิ่งที่ซ่อนเร้นและเป็นจริงสามารถรับรู้ได้โดยความคิดอันละเอียดละออ บางครั้งอาจรับรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครบอก 

ด้วยความรู้สึก ด้วยวิญญาณ ด้วยหัวใจ 

ผมรักผู้หญิงคนนึง ผมไม่เคยเอ่ยคำว่ารักให้เธอฟังสักครั้ง แต่สิ่งที่ผมทำและเชื่อว่าคงมีใครหลายคนเคยทำ โดยที่ทำเพราะรักและไม่ได้บอกว่าทำไปเพราะรัก เพราะคุณเชื่อว่าสิ่งที่ซ่อนไว้คือความเข้าใจกัน ว่านี่คือความรักโดยมิต้องเอ่ยปาก 

ผมไม่อยากบอกเธอว่าผมรักเธอ เพราะเธอยังไม่ทำให้ผมเห็นในสิ่งที่มีอยู่ในเธอเลยว่าเธอรักผม 
ความรักมันมากเกินคำบรรยายเป็นภาษาออกไป แม้แต่ตัวอักษรที่จะเรียงร้อยให้หวานล้ำก็มิอาจทำได้ 

เธอมองข้ามทุกสิ่งที่ผมทำ 
เธอมองข้ามเวลาที่เราเดินเคียงกัน ข้างถนน ผมจะอยู่ทางด้านริมถนนเสมอ 
เธอมองข้ามเวลาที่เราเดินข้ามถนนแล้วผมไม่จับมือเธอ แต่ผมกลับเอาตัวเข้าหาทิศทางที่รถวิ่งมา ที่ผมไม่จับมือเธอก็เพราะผมต้องการให้เกียรติเธอ
เธอมองข้ามสิ่งละอันพันละน้อยที่ผมประดิษฐ์ให้ ว่ามีความหมายมากกว่าสิ่งที่ผมหาซื้อมาให้ 
เธอมองข้ามความหมายทุกอย่างไป โดยที่เธอไม่รู้ตัวว่ามีสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ตรงหน้า

เธอไม่จำเป็นต้องสืบค้น เพราะเธอจะพบตัวตนในบทกวีของฉัน 
ในนามของความรักความผูกพัน เราจะสื่อถึงกันด้วยความรู้สึกที่ดี 

ผมนั่งท่องกลอนที่จำมาให้เด็กทั้งสองคนฟังขณะที่นั่งบ่นไปทานเหล้าไปที่ร้านประจำแห่งหนึ่ง 
ทั้งสองคนมาเลี้ยงส่งผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผมจะต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมา 

เพลงโปรดของผมดังขึ้นทันใดในความเป็นจริง ผมยิ้มในสิ่งที่ซ่อนเร้นว่าเพลงนี้ร้องเพื่อผม เพราะผมรู้จักกับนักดนตรีเป็นอย่างดี 

เหนื่อยใจ เพลงเดียวในชีวิตที่ผมรัก 
ขอมอบให้กับเธอ...คนที่ไม่เคยมองเห็น 

.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+. 

...หากไม่เคยเอ่ยคำพร่ำว่ารัก 
ใช่ว่าฉันไม่รู้จักรักใช่ไหม? 
เพียงวันนี้หากฉันบอกเธอออกไป 
กลัวหัวใจเธอไม่สนจะทนฟัง... 

(ขอบคุณไอเดียกลอนทั้งหมดจากพี่โรมาริโอ) 

Albert Eistein กล่าวคำคมไว้อย่างน่าค้นหาความหมายข้างในนั้น 
หลายคนคงเข้าใจสิ่งที่ซ่อนเร้นของประโยคในทันที ว่าสิ่งที่ซ่อนเร้นคืออะไร 
ผมชอบประโยคนี้จับหัวใจ 


Gravity is not responsible for people falling in love



+ + + แ ร ง โ น้ ม ถ่ ว ง ไ ม่ ไ ด้ ดึ ง ใ ห้ ใ ค ร ต่ อ ใ ค ร ต ก ห ลุ ม รั ก + + + 
				
12 ตุลาคม 2547 01:52 น.

รุทธรส (คำประชดประชันเหล่านั้น ฉันมอบให้เธอ)

ปากกาเวทมนตร์

รุทธรส 
คือรสแห่งความโกรธ เกรี้ยวกราด ร้ายกาจ ขุ่นเคือง น้อยใจ เสียใจ 
ในการกระทำของคนอื่น จนคั่งแค้นกระแนะ กระแหน ประชดประชัน 
หวงแหน แข็งขึง หรืออากับกิริยาที่ค้อนมอง ยิ้มร่าน้ำตาริน ประหวั่นพรั่นพรึงในความเขิน 
เป็นบทกลอนที่มีรสปะปนเคล้าระคนกับรสอื่น ๆ อยู่ในที และสามารถใช้กลบทต่าง ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ 
ซึ่งภาวะอาการเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการหัวใจเต้นแรง เม้มริมฝีปาก 
หน้านิ่วคิ้วขมวด สายตาค้อนมอง หน้าเชิดหยิ่งกร้าว... 

ลองมาดูกลอนแนวประชดประชันของ อักนิษฐ์ อนรรฆธีรพันธ์ 
ชื่อกลอนว่า อีหนู นะครับ 

ดัดจริตคิดดีหรืออีหนู 
แก่อย่างกูเห็นงงเหลือสงสัย 
อกเพิ่งงอกออกเห็นพอเป็นไต 
แต่ทำไมเอ็งดูกล้าผู้ชาย 

กลอนแนวเจ็บใจแล้วประชดประชัน ของ ชัชรินทร์ ไชยวัตน์ 
แค่ชื่อกลอนก้อรู้แล้วว่าประชดชันแน่นอนครับ เพื่อนผู้ถือปากกามาฆ่าเพื่อน 

ถึงเพื่อนผู้ถือปากกามาฆ่าเพื่อน 
จะบิดเบือนซัดทอดใครอีกภายหน้า 
จรรยาบรรพิสูจน์ได้ด้วยเวลา 
พรุ่งนี้เพื่อนคิดว่าจะฆ่าใคร 

บางบทก้อบอกถึงความเสียใจในการกระทำของผู้อื่น 
น้ำตาพ่อ ของ สรศักดิ์ มีชื่น 

น้ำตาพ่อคลอหน่วยด้วยผิดหวัง 
แล้วเริ่มหลั่งร่วงไหลด้วยใจเศร้า 
เลี้ยงลูกไม่ได้ดี...ชีวิตเรา 
ลูกผ่าเหล่าริเรียน ตัดเศียรพระ 

กลอนของ สานิตย์ สมสุขถนอม ที่กระแนะกระแหนการเมือง 
เรียนหรือซื้อปริญญา 

เหล่าดอกเตอร์เกร่อกระทรวงทบวงรัฐ 
มากจนขัดกันเองล้วนเก่งกล้า 
ไปเมืองนอกเรียนหรือซื้อปริญญา 
แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย 

บางบทใช้คำสมัยโบราณแต่ข้าพเจ้าคิดว่าคำพวกนี้ให้ความรู้สึกชัดเจน 
คุณสมจินตนา เทียมวิไล กับกลอนชื่อ เอ็งทำได้สวย 

พวกเอ็งก็มีความรู้มีอยู่มาก 
กูเหมือนสากท่อนไม้ไม่ประสา 
คนอย่างเอ็งตีนบางๆไร้ยางทา 
คนอย่างกูตีนหนาแต่หน้าบาง 

กลอนของคุณ วีระ ศิริอาชาวัฒนา อ่านแล้วดูหวงแหนแข็งขึง 
แต่ขำในเลือดสีไทยที่เข้มข้นจริง ๆ เกิดเป็นไทย 

อย่าตีโพยโพนทนาเกินกว่าเหตุ 
หาประเทศอย่างนี้ได้ที่ไหน 
คนทั่วโลกทุกข์ตรมมีถมไป 
เกิดเป็นไทยต้องทนอย่าบ่นโว้ย!!! 

กลอนบทนี้ยกให้กับใครบางคนนะครับ 
สันดอนคน ของ คุณปรีชา ชื่นสุวรรณ 

ช่างคิดค้นจนชนะธรรมชาติ 
แต่ประหลาดเหลือกล่าวที่เล่าขาน 
สันดอนคนจนมันเป็นสันดาน 
ไม่คิดอ่านเอาชนะขุดซะที 

กลอนบทนี้เป็นบทที่แสดงออกถึงความเศร้า 
จนระบายความเสียใจด้วยการกระทำที่เป็นไปไม่ได้ปากกาเวทมนตร์ 
กลอนไร้ชื่อ ครับ 

...ในวันนี้มีน้ำตามาวางขาย 
ใครก้อได้โปรดด้วยช่วยซื้อหา 
มีความเศร้าขื่นขมสมราคา 
ซื้อน้ำตาของฉันช่วยบรรเทา... 


เอาล่ะครับ 
คราวนี้มาดูกันที่กลอน รุทธรส ในแบบความรักกันบ้าง 
มีทั้งแนวประชดประชัน แกร่งกร้าว ท้าทาย ประชดประชัน คับแค้นใจ 
โกรธ คั่งแค้น เสียความรู้สึก เจ็บแปล็บแสบทุกอณูของหัวใจ 
สุดแล้วแต่บักกลอน กวีต่างๆ จะพรรณนาให้เห็นความรู้สึกนั้น ๆ 
ข้าพเจ้าค้นมาได้พอสมควร 
และทั้งหมดนี้หามาเพื่อให้กับใครบางคนครับ ริ่มกันที่การตัดพ้อต่อว่าขิงก็ร่าข่าก็แรง คุณรัสมี ปฐมพรวิวัฒน์ 
เขาเป็น........เราก็เป็น 

เขาสามารถปราดเปรื่องในเรื่องรัก 
เราโง่นักในเล่ห์เสน่หา 
เมื่อเขาเก่งในการสร้างมารยา 
เราก็หน้าด้านเป็น...เล่นละคร 

กลอนที่กล่าวได้ว่าเขียนขึ้นอย่างปรtณีตและเป็นที่โด่งดังเพราะ 
การให้อารมณ์สุนทรีย์ทั้งยังน่ารัก กระแนะกระแหนอย่างน่าประทับใจ 
คมตา กลอนของ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ 

แม้ไม่เอื้ออาถรรพณ์สมานแผล 
โปรดลงแส้ซ้ำใจเสียให้สม 
หวดตรงขั้วหัวใจให้สิ้นลม 
อย่าให้คมตาเฉือนแล้วเบือนเลย 

กลอนที่ดูฮึกเฮิม แข็งกร้าวของ ธัญญา (วิเศษแพทยา) ศรีรักษา  
เถอะ? ประเดี๋ยวก็รู้ 

รีบขุดหลุมฝักรักตักดินกลบ 
ปลดธงรักปักธงรบไม่หลบหาย 
ประกาศว่าเป็นวันอันตราย 
ใครจะตายใครจะอยู่...ได้รู้กัน 

กลอนแบบหึง หวง ห่วง ของ รุ้งเพชร เกล็ดมณีชื่อ วันสิ้นสีทอง ซึ่งไพเราะมากในความงามของบทกลอน 

ไม่เคยคิดอยากเห็นใครเป็นหนึ่ง 
และไม่พึงอยากเห็นใครเป็นสอง 
รักไม่ใช่เพื่อรอการต่อรอง 
และมิใช่เป็นของสำรองใคร 

อิทธิ รอดพึ่งผา คงเสียใจที่เสียความรู้สึกที่ดีเมื่อเจอะเจอใครบางคน 
จึงได้สนองใจด้วยคารมไว้ได้อย่างน่าจดจำ เธอนะเธอ 

ด้วยรักด้วยคิดถึงจึงมาหา 
ด้วยใจเปี่ยมศรัทธาจึงมาเห็น 
ถ้าหากรู้ล่วงหน้ามาลำเค็ญ 
สิบเธอเป็นดวงใจ...ก็ไม่มา... 

กลอนบทนี้โกรธมากจริงๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ 
คุณชัชวาลย์ อินทรภาษิต จึงได้แต่ประชดเท่านั้น คำขอร้อง 

สิ่งสุดท้ายที่เหลือเพื่อความรัก 
คือใจภักดิ์หวังดีนี้เสมอ 
แต่จากไปแล้วอย่ากลับมาเจอ 
ขอให้เธอมีผัวเป็นตัวตน 

ส่วนคุณ ชูเกียรติ วรรณศูทร กลับประชดประชันตัวเอง 
บทนี้คงมีใครหลายคนเคยได้ยิน 
และคงเคยได้ยินที่ดัดแปลงหลายแบบด้วยกระมังครับ 
รักต่างมิติ 

เรารักเขาข้างเดียวเหมือนเกลียวเชือก 
เขารักเราเผื่อเลือกพาลเสือกไส 
ปลงตกแล้วที่แล้วมาก็แล้วไป 
คิดเสียว่าบำบัดใครให้ตัวเอง 

กลอนท้าประลองที่ผ่านมาโดยความที่ว่า ฆ่าฉันเสียดีกว่า อย่าทำแบบนี้ 
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง 
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างอีกสี่บทที่ข้าพเจ้าประทับใจมาก 
เป็นกลอนท้าประลอง ท้าทายทั้งประชดประชัน 
ทั้งแสดงถึงอาการตัดพ้อต่อว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก้อทำอะไรโต้ตอบอีกฝ่ายไม่ได้ 
ไม่ได้มีอะไรมากมายแค่ประทับใจ ในความรู้สึกเท่านั้นครับ 

กลอนที่โดนทำร้ายใจนอยากตายเสียดีกว่าอยู่เป็นกลอนท้าทายที่อ่านแล้วก้ออดสงสารทั้งรอยยิ้มไม่ได้ครับ 
สันทนา ทองบุญส่ง ชื่อ เพลงยาวสำนวนชาย 

โอ้หนาวเย็นเป็นไข้ทั้งในนอก 
คมรักยอกใจรอหมอสมาน 
แม้หมอไม่เมตตาพยาบาล 
โปรดให้ทานยาพิษอีกนิดเอย 

กลอนที่โดยใครบางคนหลอกลวงมาแล้วมาระบายถึงความคับแค้นใจ 
กลอนไร้ชื่อ ของปากกาเวทมนตร์ ครับ 

ให้ต้องดาบฟาดฟันหมื่นพันหวาย 
เฆี่ยนจนตายหมายชีวิตมิคิดหวง 
หรือจะล้วงดวงฤทัยจากในทรวง 
ก้ออย่าลวงให้รักแล้วหักใจ 

บทนี้ก็ลวงอีกครับ คับแค้นใจเสียความรู้สึกที่เคยได้กระทำมา 
เพียงเพราะใครบางคนหลอกลวงให้เจ็บใจ ชื่อกลอนน่ารักมากครับ 
ขอบใจ ของ คุณนฤมล (วิจิตรรัตนะ) เกตุพงศ์ 

ถ้าเธอตบหน้าฉันวันละครั้ง 
ก็พอชั่งน้ำหนักความรักได้ 
แต่นี่เธอตบตาระอาใจ 
ลวงเรื่อยไปใครเล่าเขาจะทน 

กลอนบทสุดท้ายที่ข้ายเจ้าเลือกมาเพียงเพราะว่า 
อยากบอกสองวรรคสุดท้ายให้กับใครบางคน 
คุณคำนวน วงศ์สง่า แต่งกลอนด้วยความคับแค้นหรือไม่ ไม่ทราบ 
แต่ข้าพเจ้าชอบสองวรรคสุดท้ายมากครับ 
ขาด 

ลมเหนือผ่านม่านฟ้ามาโลมผิว 
อารมณ์ลิ่วโลดไปไกลเหลือที่ 
รู้ไว้นะถ้าฉันตายวันนี้ 
ก็อย่าตีหน้าเศร้ามาเผาเลย 

ข้าพเจ้าขอจบการยกตัวอย่างแต่เพียงเท่านี้ครับ 
ไว้ครั้งหน้ามาดูรสต่อไปนะครับ 
วีรรส รสแห่งความกล้าหาญ 

ขอคุณครูอย่าถือโทษโปรดอภัย ผิดเพี้ยนไปเพราะศิษย์หลงผิดเอง				
1 กันยายน 2547 22:04 น.

หัสสรส รสแห่งความแจ่มใสตลกขบขัน

ปากกาเวทมนตร์

เพียงความเคลื่อนไหว ของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 

....ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด 
ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา 
พอใบไม้ไหวพลิกริกริกมา 
ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก 

เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว 
ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก 
เพียงแววตาคู่นั้นหวั่นสะทก 
ก็รู้ว่าในอกมีหัวใจ.... 

เรามาอ่านกลอนดัดแปลงเพื่อให้เกิดความขบขันเป็นอย่างไร 
คุณไพบูลย์ วงศ์เกศได้นำกลอนมาแปลงเป็น เพียงกลองเคลื่อนไหว 

....เพียงชั่วเป็ดกระหยับปีกกลางเปลวแดด 
ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาเข้าข้างฝา 
พอสากไม้ไหวพลิกริกริกมา 
ก็รู้ว่าแถวนี้ต้องมีครก.... 

กลอนประเภทนี้มีรสตลกขบขันดังที่ผมจะเอามาเป็นเรื่องบอกเล่ากัน 
ดังที่แม่นางจินดามณีได้ถามมา (ต่อให้มีคนเดียวที่สนใจ ผมยินดีจะเขียนให้อ่านครับ ผิดไปบ้างก็อย่าเคืองกันนะครับ) 

หัสสรส (หายสยรส,หรรษารส) รสแห่งความตลกขบขัน แจ่มใส ร่าเริงและแบ่งออกได้ ๖ ระดับนะครับ 
ยิ้ม,แย้ม,หัวเราะ,เฮฮา,หัวร่องอหงาย,ท้องคัดท้องแข็ง 
(มีเกร็ดเล็กน้อยอีกนิดว่าการแบ่งนั้นแบ่งได้เพราะอะไรนะครับ 
อาการยิ้ม,แย้มเกิดแก่พระอรหันร์เท่านั้น 
อาการยิ้ม,แย้ม,หัวเราะ,เฮฮาเกิดแก่พระโสดาบันถึงพระอนาคามีได้ 
ส่วนรสตลกทั้ง ๖ เกิดได้แก่บุคคลทั่วไปครับ) 

กลอนตลกระดับหัวร่องอหงาย ของกวี นิรนามชื่อ โถ...น้องปุ๊ก อ่านแล้วก็นึกภาพออกเลยครับ 

น้องปุ๊กอยากมีผัวจนตัวสั่น 
สองเต้าโตไม่ทันพาลร้องห่ม 
จึงจับมดตะนอยต่อยระบม 
พอเป็นปุ่มเป็นปมก็อมยิ้ม 

กลอนตลกระดับหัวร่องอหงายและท้องคัดท้องแข็งนี่มีเกลื่อนเมืองไทยเลยครับ 
ลองดูกลอนตลกท้องคัดท้องแข็งชื่อ รูของเธอ ของคุณชูเกียรติครับ 

รูของเธอมีไว้ให้ชายหลง 
รูของเธอมั่นคงทรงศักดิ์หรู 
รูของเธอโดเด่นเห็นดำรู 
รูของเธอห้อยต่างหูดูสวยดี 

สมัยก่อนก็มีนะครับกลอนของ คุณอดุลย์ ราชวงศ์อินทร์ เขียนหลังนิตยสารที่เลิกพิมพ์ไปแล้ว 
เพื่อล้อเลียนไว้ให้ขำขันกัน ชื่อ นักข่าวเป่าปี่ 

เกิดเป็นชายชาติม้าอย่าสะดุ้ง 
ริมุดมุ้งสีกาอย่าขวัญหนี 
ทำหยองกรอดปอดกระเส่าไม่เข้าที 
พวกเถรชีจะหัวเราะยิ้มเยาะเอา 

บางบทก็นำเอาคำพูดที่เราเรียกว่าเล่นกับภาษา,เล่นกับลิ้น มาแต่งเป็นกลอนเพื่อความขบขันก็มีครับ 
น่าจะเคยเล่นกันมาบ้าง ชื่อ กล้วยตานี ของคุณ กร แก้วไทย 

...นึกถึง กล้วยตานีปลายหวีเหี่ยว 
เหลือหวีเดียวหิ้วหวีไปหิ้วหวีมา....จนขาสั่น 
พอพูดเร็วเร็วหนักชักลิ้นพัน 
เพื่อนฮาลั่น ว แหวนหาย ไปไหนเอย... 

ขอยกตัวอย่างแค่นี้นะครับ 
นักกลอนท่านใดมีกลอนตลกมาฝากก็มาแปะกันไว้บ้างนะครับ 
แล้วค่อยมาว่ากันต่อในรสต่อไปครับ 
รุทธรส รสแห่งความโกรธแค้นชิงชัง 

ขอคุณครูอย่าถือโทษโปรดอภัย....ผิดเพี้ยนไปเพราะศิษย์หลงผิดเอง				
1 กันยายน 2547 00:03 น.

ศฤงคารรส รสแห่งความรัก

ปากกาเวทมนตร์

ศฤงคารรส รสแห่งความรัก ๑ ใน ๙ รสแห่งภาษาแห่งคัมภีร์สุโพธาลังการ 
ศฤงคารรส (สิงคารรส) ศฤงคาร รากศัพย์จากภาษาสันสกฤตแปลว่า เขาสัตว์ 
เพราะว่าคนที่มีความรักก็มีโอกาสเจ็บปวดในความรักได้ 
เหมือนอยู่ใกล้สัตว์มีเขา จะโดนขวิดเอาได้ทุกเมื่อเชื่อวัน 
ศฤงคารรสจึงเป็นรสแห่งความชุ่มฉ่ำใจ ชื่นใจ เสน่หาความพึงพอใจ 
แต่อาจแอบแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว 
เช่นกลอนชื่อ ธนูรัก ของคุณวาสนา บุญสม

ธนูแห่งหัวใจได้แผลงศร 
คล้ายเป็นพรจุมพิตปริศนา 
ฝากสื่อรักปักซึ้งถึงวิญญาณ์ 
เบิกชะตาราศีที่ต้องกัน 

หรือกลอน ชังเธอไม่ลง ของใครจำมิได้แล้วครับ (ข้าน้อยขออภัย) 

ร้ายอื่นใดไม่เท่าความเจ้าชู้ 
รู้ทั้งรู้ก็ยังฝังใจหนัก 
เห็นก็เห็นเช่นนั้นมันเจ็บนัก 
จะทวงทักรักคืนก็ขื่นใจ  

อีกตัวอย่างแล้วกันนะครับ กลอนไร้ชื่อ ของปากกาเวทมนตร์ 

....ลมหนาวพัดสัมผัสกายเดียวดายนัก 
ไร้คนรักยิ่งหนาวเหน็บเจ็บเพียงไหน 
กลิ่นกุหลาบเคยหอมกรุ่นละมุนละไม 
พิษหนามใจที่ทิ่มแทงอยากแสร้งลืม....  

ศฤงคารรส รสแห่งความรักนี้ยังแบ่งย่อยได้อีก ๓ ประเภทนะ (คะ) ครับ 
- อโยคะ คือ หญิงชายไม่เคยพบปะหน้ากันมาก่อนปรารถนาจะรักจะคบหากันต่อไป 
(เหลือเชื่อนะครับ แต่อยากมีบ้างแบบนี้) ดังกลอนของคุณวงจันทร์ ชื่อ เหลือเพียงภาพ 

คิดถึงเธอคนดีชั่วชีวิต 
ขอมีสิทธ์ให้ฉันได้ฝันใฝ่ 
แม้ไม่พบไม่เห็นไม่เป็นไร 
พบเธอในภาพถ่ายพร้อยลายเซ็น  

กลอนของคุณประทีป พฤกษากิจ กลอนนี้น่าจะคุ้นครับ ในนามของความรัก 

...ขอพบเธอ ในนามของความรัก 
และเอ่ยทัก ในนามความคิดถึง 
อ้างพยาน มิตรภาพ ความซาบซึ้ง 
เพื่อตามหึงห่วงหวงทวงไมตรี... 

- วิปโยคะ คือหญิงชายรักใคร่กันอย่างยิ่ง แต่มีเหตุให้พลัดพรากจากกันสุดฟ้าอาดูร เช่น คู่กรรม 
ขอเอาตัวอย่างของคุณเชษฐ์ พนาพันธ์ กลอนชื่อดัง คนดีที่แสนเลว 

โอ้ความรักความหลังสิ้นหวังแล้ว 
เหมือนดวงแก้ววูบดับไปมองไม่เห็น 
สร้างมาแล้วทำลายเชือดอย่างเลือดเย็น 
เมื่อเธอเป็นคนดีที่แสนเลว 

หรือกลอนหมดหวังของ คุณภาส พลไกร ชื่อ เกลียวสุดท้าย 

ทั้งที่ใจอยากคว้าร่างมากอด 
แล้วอ้อนออดด้วยคำพร่ำเรียกหา 
แต่เธอมีลูกรักและภัสดา 
แค่บอกว่าคิดถึงก็ซึ้งพอ 


-สัมโภคะ (ครบ ๓ คะแล้วนะครับ) คือหญิงชายจะรักใคร่กันด้วยสิ่งไม่ดีนัก 
กิเลสตัณหา ราคะ ความใคร่ แต่ข้าน้อยว่าไม่ดีนะ รักแบบนี้อย่าเรียกรักดีกว่า 
กลอนของคุณน้าพเยาว์กาญจน์ สิ่งที่เราต้องการ 

ไฟความหวังครั้งใหม่ได้โชติช่วง 
มันเผาบ่วงพันธะละศักดิ์ศรี 
หัวใจเราเสเพลอย่างเสรี 
เพื่อสิ่งที่โหยหามาแสนนาน 

อีกบทนึงของปากกาเวทมนตร์ กลอนไร้ชื่อ ครับ 

...เธอกับเขารักกันในวันก่อน 
ช่างยอกย้อนอดีตรักตามผลักไส 
ที่แล้วมาเรื่องวันวานให้ผ่านไป 
เป็นความใคร่ที่เธอเผลอเมามัว...  

หมดแล้วครับขออีกนิดนะครับ เนื่องจากกลอน,วรรณคดี,วรรณกรรม พระเอก-นางเอกของศฤงคารรส 
ยังแบ่งพระเอก-นางเอกออกเป็นหญิงสี่,ชายสี่(บะหมีเกี๊ยว) ด้วยครับ 

พระเอกชอบเอาใจ - อนุกูล, 
สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน - ทักษิณ  
พวกมารยา สาไถยเรียกว่า - ศฐะ  
และพวกหน้าด้านเห็นแก่ตัว - ธฤษ์ฏะ  

ส่วนฝ่ายหญิงที่มีความรักโดยให้เพื่อนสื่อเรียกว่า - อนูฒา 
จรรยางามผู้หลักผู้ใหญ่ดูแล นางฟ้าอารักษ์เทวาคุ้มกัน - สฺวกียา 
สาวที่มีความรักเป็นตัวของตัวเอง - ปรกียา 
พวกสุดท้ายนี่ชอบมาก พวกเห็นแก่เงิน โกหกเก่ง 
เป็นหญิงสาธารณะ(สุภาพแล้วนะ) - ปณางคนา  

ยาวนะครับท่านผู้อ่านใครอ่านอย่างตั้งใจหรือมองผ่านก้อขอขอบพระคุณมากครับ 
ใครอยากลองแต่งแแบไหนมาลองดูนะครับแต่งแบบกลอนเปล่าก้อได้ข้าน้อยอยากอ่านน่ะครับ 
งั้นขอจบเรื่อง ศฤงคารรส รสแห่งความรักไว้แค่นี้ 
 ไว้กระทู้หน้ามาว่ากันเรื่องหัสสรส รสแห่งตลกขบขัน แจ่มใสร่าเริง 
หากสิ่งใดพลาดผิด ข้าน้อยขออภัย มิกล้า.... มิกล้าอ้างอวด 

ขอคุณครูอย่าถือโทษโปรดอภัย ผิดเพี้ยนไปเพราะศิษย์หลงผิดเอง				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟปากกาเวทมนตร์
Lovings  ปากกาเวทมนตร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟปากกาเวทมนตร์
Lovings  ปากกาเวทมนตร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟปากกาเวทมนตร์
Lovings  ปากกาเวทมนตร์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงปากกาเวทมนตร์
>