5 มิถุนายน 2553 13:47 น.

ความรักใต้สะพาน

สมภพ แจ่มจันทร์

ฤาฟ้าฝนจะจงใจ ถาโถมความปวดร้าวมาให้ฉัน ก้อนสีทึบทึมเทาหม่น เคลื่อนตัวเองมาบดบังสำแสงสีทองแห่งชีวิตที่กำลังจะรุ่งโรจน์ ฉันนั่งรอบัญชาจากสวรรค์ที่กำลังจะลิขิตให้ชีวิตฉันเป็นเช่นไร
ไม่นานนักคนบนฟ้าก็ส่งสายฝนมาสัมทับกับสายน้ำที่ไหลรินออกมาจากสองตาของฉัน
ฤาสวรรค์จะกลับใจรีบเก็บความสุขคืนไปจากใจฉัน มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
เมื่อวานฉันยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าอย่างเต็มปรี่ เมื่อวานซืนฉันยังหัวเราะร่า เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันยังมีความหวังที่จะสร้างอนาคตที่สดใส เมื่อเดือนก่อน.... และเมื่อปีก่อน.... แต่วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันได้จบสิ้นแล้ว
ฉันไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรอีกต่อไป
โอ้ชีวิตหนอชีวิต
ฉันยังหาบทสรุปให้ตัวเองไม่ได้ ว่าต่อไปชีวิตจะดำเนินไปในทิศทางใด
คนที่ฉันรัก และคนที่รักฉัน และอนาคตที่ฉันหวังไว้ แต่วันนี้มันได้มลายหายไปหมดสิ้นแล้ว 

ผมเสียใจ เราคงไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ เราจบกันแค่นี้เถอะนะ
นี่หรือคือสิ่งที่ได้ตอบแทนมาสำหรับ 10 ปี แห่งความรักและความภักดี ที่ฉันมอบให้เขาคนนั้น คนที่ฉันรัก รักจนหมดหัวใจ เหมือนวิญญาณหลุดลอยออกไปจากร่าง ฉันเหมือนลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้จะไปในทิศทางใด ทันทีที่เขาใช้คำพูดประโยคนั้น กรีดแทงเข้าไปในใจฉัน

พระอาทิตย์แอบหนีฉันไปตอนไหนก็ไม่รู้ ฤาจะหนีไปพร้อมกับสายฝน โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวรอบๆ ตัวฉันมีเพียงความมืดเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนยามทุกข์และท้อใจเช่นนี้ 
ฉันอยากตาย
วูบหนึ่งในความคิด
เมื่อไม่มีเขาแล้วฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
ครอบครัวแสนอบอุ่น บ้านหลังเล็กๆ ที่มีฉัน เขา และลูกของเรา มันจบไปหมดสิ้นแล้ว
บัดนี้ฉันแทบแยกไม่ออกระหว่างน้ำตากับน้ำมูกน้ำลาย ที่พร่างพรูออกมาพร้อมๆ กัน มันน่าทุเรศสิ้นดี
บัดซบที่สุด น้ำตาเจ้ากรรมยังไหลอยู่ไม่ยอมหยุด
ในเมื่อไม่มีเขาแล้ว ฉันจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าต่อไปไม่มีเขาอยู่ฉันก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ 
และแล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวสมอง ฉันจะต้องตาย ต้องฆ่าตัวตาย เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ความทรมานก็กำลับเผชิญอยู่นี้
ใช่แล้ว นั่นคือทางออกทางเดียวของฉันที่มีอยู่ในตอนนี้ แล้วจะเอาวิธีไหนดีหล่ะ
ฉันครุ่นคิดถึงหลากหลายวิธีการทำอัตวิบากกรรม

กระโดดตึกลงไปเลยมั้ย นี่ชั้น 11 มันจะสูงพอมั้ย หรือต้องขึ้นไปชั้นที่สูงกว่านี้ แต่ถ้ากระโดดลงมาแล้วไม่ตายล่ะ แข้งขาหักหรือเป็นอัมพาต เราคงพิการไปตลอดชีวิต มันคงทรมานน่าดู ไม่เอาดีกว่า

หรือกรีดข้อมือปล่อยให้เลือดค่อยๆ ไหลออกจากตัว ให้ตายไปช้าๆ เหมือนในหนังในละคร แต่มันจะเจ็บมากไหมละนี่
ไม่เจ็บหรอก หามีดคมๆ สิ กดลงไปแรงๆ แล้วกรีดเลย ไม่เจ็บหรอก
แต่...แค่มีดเหลาดินสอบาดมือ ฉันยังเจ็บไปตั้งหลายวัน
อย่าคิดอย่างนั้น ถ้าคิดอย่างนั้นก็ตายไม่ได้นะสิ
ฉันค้นหาคัตเตอร์ที่โต๊ะทำงาน พยายามค้นหาจำได้ว่าเคยมีอยู่อันหนึ่ง แต่ตอนนี้มันหายไปไหน ฉันชักหัวเสีย เอ่อ ไม่เป็นไร เอามีดปอกผลไม้ก็ได้
ฉันเดินเข้าไปในครัว หยิบมีดปอกผลไม้มาหนึ่งอัน ลองลูบคมมันดู โธ่เอ๊ย วันก่อนฉันใช้มันหั่นมะนาวยังไม่ระคายแม้แต่ผิวเปลือกเลย 
ทำไม จะตายทั้งทีมันถึงได้ยากเย็นนัก ต้องหาวิธีใหม่
โธ่ สวรรค์หรือนรกก็ช่าง ช่วยเปิดทางให้ฉันเข้าไปหน่อยได้ไหม ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันย้อนกลับมาที่เก้าอี้ตัวเดิม นั่งตัวตรงแล้วพยายามครุ่นคิดถึงวิธีการตายแบบอื่น
กินยาดีกว่า กินยาแก้ปวด ยาพารา กินเข้าไปมากๆ เดี๋ยวน้ำลายก็ฟูมปากเหมือนในละคร แต่ทั่วทั้งห้องมียาพาราเหลืออยู่แค่ 3 เม็ด มันจะตายไหมเนี่ย
แต่ฉันก็ยังไม่ละความพยายาม หรือจะเอาหัวชนกำแพงเหมือนในหนังจีน เวลาที่นางเอกหนีพิธีแต่งงานอะไรทำนองนั้น 
ถ้าไม่ตายหล่ะ ก็ต้องหัวแตก หรือหัวปูดเป็นลูกมะนาว อายเขาแย่ ไม่เอาดีกว่า
กัดลิ้นตัวเอง ฉันลองขบลิ้นตัวเองดูเบาๆ อย่างตั้งใจ แต่ก็ถึงกับต้องร้องออกมา เพราะมันเจ็บจริงๆ 
ทำไมๆ ๆ ๆ สวรรค์ถึงกลั่นแกล้งฉัน
ประทานความสุขให้ฉันเพียงชั่วครู่ แล้วก็พรากความสุขนั้นไปจากฉัน 
กมล ฉันเอ่ยชื่อเขาเบาๆ ในลำคอ
ฉันไม่ดีตรงไหน เธอใช้เหตุผลที่เราเข้ากันไม่ได้ แต่ความจริงคือเธอมีคนอื่น คนอื่นที่เธอรัก คนที่ไม่ใช่ฉัน ชีวิตฉันอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเธอ 
สิ้นสุดความคิดดวงตาทั้งสองข้างของฉันก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำที่หลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง
ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเธอ กมล สุดที่รักของฉัน
ตาของฉันสอดส่ายไปทั่วห้อง ใช่แล้ว ผูกคอตาย 
ฉันค้นหาเชือกไนล่อนได้มา 1 เส้น ความยาวประมาณ 3 เมตรเห็นจะได้ คราวนี้ฉันได้ตายสมใจแน่ เพราะคนเราถ้าขาดอากาศหายใจเพียง...นาที ก็ต้องตาย แต่ในห้องฉันไม่มีขื่อ แล้วฉันจะผูกกับอะไรดีหล่ะ 
ทำไมมันถึงได้ตายยากตายเย็นอย่างนี้นะ 
นาฬิกาบอกเวลา 21.00 น.
3 ชั่วโมงผ่านไป ที่ฉันนั่งร้องไห้คร่ำครวญ และคิดหาวิธีการตายอยู่หลายหลาก ตอนนี้ก็ยังไม่สัมฤทธิผล น้ำตาเริ่มซึมมาอีกระลอก 
3 ทุ่มแล้วสินะ มันเป็นเวลาปกติที่กมลต้องโทรมาหาฉัน แต่วันนี้และวันต่อๆ ไป คงไม่มีใครโทรหาฉันอีกแล้ว ไม่มีใครอีกแล้ว ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็น มันยิ่งเหมือนลิ่มตัวใหญ่ตอกเข้าไปกลางหัวใจฉัน 
กมล ฉันทำอะไรผิดหรือ
มีเพียงคำถามนี้เท่านั้นที่ฉันนึกได้ในเวลานี้ 
กระโดดน้ำ
มันน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะฉันว่ายน้ำไม่เป็น แค่วูบเดียวเท่านั้น แล้วฉันก็จะสบาย ฉันตัดสินใจเลือกเอาวิธีการกระโดดน้ำเป็นทางออกสำหรับชีวิตรักที่แพ้พ่ายของฉัน 
พอกันเท่านั้น ชีวิตนี้อยู่ไปโดยไร้เขา ก็ไม่มีประโยชน์
ฉันปิดหน้าต่างปิดไฟ ล็อคห้อง แล้วเดินออกมายืนรอลิฟท์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสะพาน สะพานที่ไหนซักที่หนึ่ง เท่านั้นเองเรื่องราวภายในคืนนี้ก็จะจบลง

เสียงฟ้าคำรามมาอีกระลอกใหญ่ ต้นไม้ลู่ตามแรงลม ชั่วอึดใจน้ำทั้งฟ้าก็พร้อมใจกันเทกระหน่ำลงมา ราวกับจะมาส่งฉันอย่างนั้นแหละ อีกนิดเดียวเท่านั้นความทุกข์ที่ฉันมีอยู่ก็จะหายไป

ฉันยืนอยู่หน้าคอนโด มีผู้คนร่วมยืนอยู่กับฉันหลายคน หลายคนจ้องมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ คงเป็นเพราะดวงตาที่บวมช้ำกระมัง เพราะฉันร้องไห้มาเกือบ 3 ชั่วโมงแล้ว แต่ฉันไม่ได้สนใจสายตาพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่ฉันสนใจคือการเดินทางออกไปสะพานแห่งไหนแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง
ฉันเรียกแท็กซี่ปลายทางที่สะพานพระราม 7 
สุสานของฉัน ฉันรำพึงกับตัวเอง 
ไม่นานนักฉันก็มายืนอยู่ใต้สะพานพระราม 7 ฝนฟ้ายังกระหน่ำไม่ลืมหูลืม ฉันก้าวเท้าเดินไปยังริมตลิ่ง เพื่อไปพบจุดจบของชีวิต 
ลาก่อน กมล คนที่ฉันรัก ชีวิตนี้ถ้าไม่มีเธอฉันก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่
แม่หนู แม่หนู จะไปไหน แถวตลิ่งน้ำนั้นมันลื่นนะ อย่าเดินเข้าไป เดี๋ยวตกน้ำตกท่าไปละแย่เลย
ฉันหันไปตามต้นหาต้นเสียงนั้น
ภาพหญิงชราคนหนึ่ง แต่งตัวขะมุกขะมอม เสื้อคอกระเช้าสีมอๆ ทับด้วยเสื้อแขนยาวสีดำที่มีแต่รอยปะชุน ผ้าถุงเก่า แทบจะไม่เห็นลายตัวนั้น กวักมือเรียกฉัน
เร็ว รีบเดินกลับมา ฝนตกหนักอย่างนี้มีหวังน้ำท่วมตลิ่งแน่เลย
ฉันยังไม่มีคำตอบใดๆ ให้หญิงชราคนนั้น ได้แต่ยืนทำหน้างงๆ แทนคำพูด
บอกแล้วยังมามองหน้าอีก เด็กสมัยนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด ขึ้นมาเร็วๆ
ไม่พูดเปล่า หญิงชราคนนั้นเดินเข้ามาจับที่ข้อมือฉันแล้วกระตุกให้เดินขึ้นจากตลิ่ง
มาทำอะไรมืดๆ ค่ำๆ แถวนี้ รู้มั้ยมันอันตรายนะลูก เด็กดมกาวก็เยอะเดี๋ยวมันปล้นมันจี้เอา โชคร้ายก็โดนเอาไปรุมโทรม เราเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวเอาไว้
หญิงชรายังพูดไม่หยุด ส่วนตัวฉันยังไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปากแม้แต่คำเดียว มีเพียงหญิงชราเท่านั้น ที่พูดไป จูงมือฉันไป
มาทำอะไรที่นี่มืดๆ ค่ำๆ
เอ่อๆ...
ฉันไม่กล้าที่จะบอกความจริงว่าฉันมาเพื่อฆ่าตัวตาย
ยายอยู่ใต้สะพานนี้แหละ คืนนี้ฝนมันตกหนักจริงๆ วุ้ย นอนไม่ได้เลย น้ำรั่วเข้าที่นอน เปียกไปหมด นอนก็ไม่ได้ แถมยังตาแก่ยังมาไข้ขึ้นอีก ฝนฟ้าเทวดาเอ๋ย ทำไมใจร้ายจริงวุ้ย ลำพังฟ้าฝนไม่ตกก็อยู่กันลำบากอยู่แล้ว นี่ยังจะมากลั่นแกล้งอีก กระดาษที่เก็บมาก็เปียกหมด พรุ่งนี้คงขายไม่ได้ เทวดาเอ๋ยทำไมแกล้งคนจนอย่างนี้
หญิงชราพร่ำบ่นถึงความเป็นอยู่อันอัตคัด ที่ฉันกำลังเห็นในขณะนี้
ยายอยู่ที่นี่หรือคะ
ประโยคแรกที่ฉันสนทนากับหญิงชรา
เอ่อ ซิวะ
ยายอยู่ใต้สะพานนี้แหละ โน้นงัยบ้านยาย
หญิงชราชี้ไปที่ใต้สะพาน 
บ้านเหรอ ฉันเห็นแล้วอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ เพราะนั่นมันไม่มีสภาพไหนเลยที่บ่งบอกว่าเป็นบ้าน ที่นั่นเป็นเพียงเพิงไม้อัด ที่ล้อมรอบทั้งสี่ด้านด้วยป้ายโฆษณา มีช่องเล็กๆ เป็นประตู มีเพียงป้ายโฆษณาเก่าๆ เท่านั้นที่ทำหน้าเป็นบานประตูปิดกั้นเพื่อแยกความเป็นส่วนตัวของบ้านที่แกพูดถึง
แล้วมาทำอะไรที่นี่ มืดค่ำๆ มันอันตรายนะนังหนู
หนูมาหลบฝนค่ะ ฉันโกหก
เอ่อมาหลบฝนก็ดีแล้ว นึกว่าจะมากระโดดน้ำตาย หลายวันก่อนก็มีมาคนหนึ่ง ยายออกมาเบาเห็นตอนกระโดดพอดี จะช่วยก็ช่วยไม่ได้ ไอ้ตัวเราก็แก่แล้วแม้จะว่ายน้ำเป็นก็ช่าง น้ำเชี่ยวขนาดนี้ ถ้ากระโดดตามลงไป มีหวังตายตามกันไปแน่ๆ แต่ถ้าตายไปจริงๆ ไอ้ลำพังตัวยายเองไม่เท่าไหร่แก่แล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ ยังห่วงก็แต่ไอ้แก่ มันยิ่งป่วยกระเสาะกระกระแสะอยู่ ถ้าปล่อยมันอยู่คนเดียวมีหวังแย่แน่ๆ เลย
แล้วสามียายป่วยเป็นอะไรเหรอคะ ฉันเริ่มต้นประโยคสนทนา
ก็บอกแล้วไงว่ามันไข้ขึ้น
แล้วทำไมไม่ไปโรงพยาบาลละคะ
ได้ยาพาราไป 2 เม็ดตั้งแต่ 6 โมงเย็น ป่านนี้ไข้ยังไม่ลดเลย หญิงชราตอบในคำถาม
แล้วตากับยายไม่มีลูกหลานเหรอคะ
ก็มีอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้มันไปอยู่ที่ไหนกันหมด
แล้วเอ็งละอีหนู มาทำอะไรแถวนี้ถึงได้มาติดฝนที่นี่ได้ แถวนี้มืดๆ ค่ำๆ ไม่ค่อยมีใครกล้ามาเดินหรอก ดีหน่อยที่ตากับยายมันแก่แล้ว ทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มี หางตาของไอ้พวกสวะนั่นมันเลยไม่แล
ฉันพยามนึกหาคำตอบที่ดูดีที่สุด
เอ่อ...หนูมาหาลูกค้าแล้วนี้แล้วหลงทางพอดีฝนตก ก็เลยวิ่งมาหลบฝนตรงนี้ค่ะ ฉันโกหกยายอีกครั้ง
แล้วยายอยู่ที่นี่มานานหรือยังคะ
หลายปีแล้ว เมื่อก่อนยายอยู่ที่นครสวรรค์โน้น ลูกหลานเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ กันหมด มันบอกขอเงินไปทำทุนค้าขาย ยายรึก็เอาที่นาไปจำนอง แต่ไม่รู้เวรหรือกรรม พอมันได้เงินมันก็หายจ้อยไปหลายปี ที่นาถูกยึดหมด ตากับยายก็เลยมาตายเอาดาบหน้าที่กรุงเทพฯ นี่แหละ

อ้าว แล้วทำไมยายไม่อยู่ที่นครสวรรค์นั่นละคะ ยายไม่มีญาติพี่น้องบ้างเลยหรือ?

ไอ้มีน่ะ มันก็มีอยู่หรอก แต่อย่างว่า พอเข้าตาจนแม้แต่เลือดสีเดียวกันมันก็เปลี่ยนไป ตอนเอาที่นาไปจำนองใหม่ๆ มีเงินก้อน คนโน้นก็มาพึ่งคนนี้ก็มาอาศัย หยิบยืมต่อไปคนละเล็กคนละน้อย แต่พอไม่มีไปทวงมันมันตอบมาคำเดียวว่า กูก็ไม่มีเหมือนกัน

ฉันนั่งฟังยายเล่าเรื่องจนลืมถึงเรื่องของตัวเอง ลืมเหตุการณ์เลวร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อหัวค่ำไปโดยสิ้นเชิง
ยายมีลูกสาว 2 คน คนแรกแต่งงานมีลูกมีผัวอยู่กำแพงเพชรโน่น แต่ตั้งแต่มันเลิกกับผัวมัน ยายก็ติดต่อมันไม่ได้อีกเลย ได้ข่าวว่ามันไปทำงานที่ภาคใต้ ส่วนอีกคนยายมีเพียงที่อยู่ ที่มันเคยส่งเงินมาให้ 2-3 งวด ก่อนมันจะหายไป มันอยู่แถวเตาปูน ยายเลยตัดสินใจชวนตามาหามัน แต่พอมาแล้วชาวบ้านเขาบอกว่ามันเคยอยู่ที่นี่แต่หายไปหลายเดือนแล้ว ตากับเลยมานั่งพักใต้สะพานนี่แหละ เห็นว่ามันพอหลบฝนได้ ก็เลยอยู่มาจนถึงวันนี้
ระหว่างที่ฉันกับยายนั่งคุยกันนั้น ก็มีเงาตะคุ่มๆ ออกมาจากช่องที่แกเรียกว่าประตูบ้านของแก
ยายนั่นแกคุยกับใครอยู่ ข้าหิวน้ำ หาน้ำให้ข้ากินหน่อย
เสียงแหบพร่าของชายชรา คู่ชีวิตของยายนั่นเอง
ได้ๆ ไอ้แก่แล้วนี่เอ็งจะลุกขึ้นมาทำไม
ก็ข้าบอกแล้วไงว่าข้าหิวน้ำ
ฉันมองดูในกระเป๋าถือ มีน้ำขวดเล็กติดมาจากที่ทำงานพอดี
ยายคะถ้าไม่รังเกียจ เอาน้ำของหนูให้ตากินก็ได้นะคะ ฉันไม่พูดเปล่า รีบลุกขึ้นเดินไปหาชายชรา พร้อมกับเปิดฝาขวดน้ำส่งให้ในทันที
ชายชรามองหน้าฉันอย่างสงสัยก่อนยกน้ำขึ้นดื่ม
เอ่อ มาทำธุระแถวนี้ พอดีติดฝน คุณยายก็เลยคุยเป็นเพื่อนค่ะ แล้วคุณตาละคะเห็นคุณยายบอกว่าไม่ค่อยสบาย ค่อยยังชั่วขึ้นหรือยังคะ
ขอบใจมากลูก ขอให้เจริญๆ นะแม่คุณ หน้าตาสวยแล้วยังมีน้ำใจกับคนแก่อีก เสียงแหบพร่าของชายชราเอ่ยกับฉันอย่างจริงใจ
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  ฉันเอื้อมมือไปจับที่แขนของชายชรา เนื้อตัวยังอุ่นๆ แสดงว่าอาการไข้เพิ่งจะลดลง แต่ยังไม่หาย ยิ่งอากาศเย็นกับไอฝนด้วยแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเป็นอาทิตย์กว่าอาการจะหายเป็นปกติ
ตาเอ๊ย รีบเดินเข้าไปเถอะ เดี๋ยวเจอละอองฝนจะหนักไปกันใหญ่ ยายรีบบอกตาให้กลับเข้าไปนอน ไม่พูดเปล่ายายเดินเข้าไปจับแขนตา แล้วพยุงร่างผอมเกร็งนั้นเข้าไปในสถานที่ที่แกเรียกว่าบ้าน
ฉันเดินตามเข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญ

คุณพระคุณเจ้าช่วยฉันทีเถิด นี่นะหรือที่ยายแกเรียกว่าบ้าน แสงไฟสีส้มจากหลอดไส้ สะท้อนให้ฉันเห็นด้านในเพิงนั้น แม้จะไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้ภาพทุกอย่างชัดขึ้นในราตรีกาลเช่นนี้ ถ้ามองจากซ้ายมือของฉันด้านในมีแคร่ไม้อยู่ 1 ตัว วางชิดกับผนังด้านที่ติดกับเสาสะพาน บนแคร่ไม้มีเสื่อกับหมอนสองใบ และผ้าห่มผ้าสักหลาดเก่าๆ กองอยู่ มุ้งแทบจะไม่เห็นเป็นสีขาว พื้นเปียกจากน้ำฝนที่วายุเทพพัดพาเข้ามา ถัดจากแคร่ไม้นั้น เป็นลังไม้เก่าๆ ที่วางซ้อนกัน เพื่อดัดแปลงเป็นโต๊ะอาหาร เพราะฉันเห็นด้านบนลังไม้นั้น มีถ้วยอยู่ 2-3 ใบ และกระติกน้ำสีมอๆ อยู่ 1 อัน 

สายตาฉันมองเลยไปเห็นเป็นกองกระดาษนานาชนิดที่ด้านล่างเปียกชื้นไปหมดแล้ว และรถเข็น 4 ล้ออีก 1 คัน หรือเปล่าฉันก็เรียกไม่ถูก ด้านในรถเข็นประกอบด้วยขวดนานาชนิด ซึ่งถ้าฉันเดาไม่ผิด คงจะเป็นค่าอาหารสำหรับวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน

ผนังอีกด้านมีลังไม้ที่ยกซ้อนกันทำเป็นโต๊ะอีกเช่นกัน ชั้นล่างลังไม้ถูกคว่ำลง ส่วนชั้นบนสุดลังไม้ถูกหงายขึ้นแล้วทำเป็นตะกร้าใส่เสื้อผ้า
นี่หรือบ้าน สะท้อนเสียงจากในใจ
กลิ่นเหม็นอับโชยมาเป็นระยะตามแรงลม ฉันแทบจะหายใจไม่ออก แต่ก็แปลกที่สองตายายกลับอยู่ได้อย่างไม่รับรู้ถึงกลิ่นแปลกปลอมเหล่านั้น
เพราะความเคยชินหรือเพราะความจำยอม
โอ๊ยยาย ข้าหนาวเหลือเกิน ปวดเนื้อปวดตัวไปหมด หัวหนักเหมือนใครเอาหินมาถ่วงไว้ ชายชราบอกกับคู่ชีวิต
เอ็งก็นอนลงเสียเถอะ ข้าจะห่มผ้าให้ หญิงชราดึงผ้าสีมอซอ ที่แกเรียกว่าผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของชายชรา
นอนไปก่อนเถอะวะ ไว้ฟ้าสางข้าจะเอาขวดพวกนี้ไปขาย คงพอซื้อยากับข้าวต้มมาให้แกกิน
หญิงชรานั่งบนแคร่ไม้เคียงข้างผู้เป็นสามี พร้อมกับนวดที่ฝ่ามือของชายชราเบาๆ ปากก็พร่ำพูด ตาเอ๊ย เอ็งอย่าเป็นอะไรไปนะ ถ้าเอ็งเป็นอะไรไปข้าจะอยู่กับใคร 
ยายคะ ตาป่วยมากี่วันแล้วคะ? ฉันอดที่จะถามไม่ได้

หลายวันแล้ว กินยาแก้ปวดเข้าไป มันก็เหมือนจะหาย แล้วมันก็กลับมาเป็นอีก เมื่อวานยายก็ปล่อยให้อยู่คนเดียวทั้งวัน ยายออกเก็บกระดาษเก็บขวดคนเดียว ยาเดี๋ยวนี้มันก็แพงเหลือเกิน ขายขวดได้มา 30 บาท พอซื้อยาได้แผงเดียว ปลาทูหัวขาด 2 ตัว ดีนะที่นังติ๋มร้านลาบมันแบ่งข้าวเหนียวมาให้ พอได้กินก่อนกินยา
ฉันยืนมองดูภาพหญิงชราเนื้อตัวมอมแมมนั่งคลึงมือให้ชายชราผอมเกร็งอยู่พักหนึ่ง
นี่หรือคือความรัก หญิงชราคงรักคู่ชีวิตของนางมาก ถึงได้อยู่ด้วยกันมายาวนานขนาดนี้ ในยามลำบากเช่นนี้ก็ยังไม่คิดจะทิ้งกัน ฉันว่านี่แหละความรัก
ฉันดึงสติออกมาจากภวังค์ ยายคะ ให้หนูพาตาไปหาหมอนะคะ โรงพยาบาลอยู่ใกล้ๆ นี้เอง 
ขอบคุณมากอีหนู ไม่เป็นไรหรอก ยายไม่อยากรบกวน ตากับยายมันแก่แล้วก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เงินทองมันของหายากเอ็งเก็บไว้ใช้เถอะ กินยาแก้ไขไปอีกสัก 2 เม็ดเนื้อตัวคงเย็นกว่านี้ หญิงชราสนทนากับฉันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะคะ ยายว่าที่นี่อันตรายยายก็ช่วยหนูด้วยการมานั่งเป็นเพื่อนหนูเพื่อรอให้ฝนหยุด  ส่วนหนูก็จะจะตอบแทนยายด้วยการพาตาไปโรงพยาบาล ถือว่าเราแลกเปลี่ยนกัน ถ้ายายไม่ยอมให้หนูพาตาไปโรงพยาบาลยายก็รับเงินนี่ไป
ฉันหยิบธนบัตรสีเทาขึ้นมาหนึ่งใบแล้วส่งให้หญิงชราผู้โชคดีหรือโชคร้ายคนนั้น
เก็บเงินเอ็งไว้เถอะวะ ข้าไม่ใช่ขอทาน ยายพูดด้วยน้ำเสียงขัดเคียง
หนูขอโทษคะยาย หนูไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็หนูบอกแล้วไงว่ายายช่วยหนู หนูก็ต้องตอบแทนน้ำใจของยาย หนูถึงให้ยายเลือกระหว่างเงินนี่กับพาตาไปหาหมอ ยายอย่าโกรธหนูเลยนะคะ หนูอยากช่วยจริงๆ ฉันรีบชี้แจง
หญิงชราเริ่มมีอาการผ่อนคลายลง

เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงฟ้าคำรามมาอีกระลอก ราวกับใครข้างบนจะส่งสัญญาณว่าวสันต์ฤดูได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เอาเถอะยาย ฉันรบเร้า นี่ฝนก็ตกหนักขึ้นทุกทีๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด 
หนูว่าขืนปล่อยให้ตานอนอยู่ที่นี่ถึงพรุ่งนี้เช้า อาการของตาจะทรุดหนักกว่านี้นะคะ

ฉันพยายามหว่านล้อมหญิงชราทุกวิถีทาง จนในที่สุดหญิงชราก็ยอมให้ฉันพาคู่ชีวิตของแกไปโรงพยาบาล
ฉันโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริการแท็กซี่ ซึ่งก็นานกว่าจะมีแท็กซี่ยอมมารับ เพราะที่นี่เปลี่ยวและน่ากลัวๆ จริงๆ ฉันเองก็ยังงงๆ ว่าตอนแรกที่ฉันมาแท็กซี่กล้าเข้ามาได้อย่างไร ซึ่งก็ถือว่าฉันโชคดีมาก เพราะในตอนที่ฉันนั่งรถเข้ามานั้น สติของฉันมันกระเจิดกระเจิงไปหมด ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น ถ้าคนขับแท็กซี่มาจากนรกละก็ฉันคงได้ตายสมใจ แต่อาจจะตายพร้อมกับเป็นข่าวหน้า 1 ก็ได้

คืนนั้นฉันพาตากับยายไปโรงพยาบาลใกล้ๆ นั่น ฉันรับเป็นเจ้าของไข้ เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกือบ 5,000 บ. หมอบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้ตาอาจจะเป็นปอดปวม เพราะแกไม่ชอบใส่เสื้ออยู่แล้ว แล้วยิ่งมาเจอสภาพอากาศอย่างนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งตอนหลังตาเล่าให้ฉันฟังว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนฝนกำลังจะตั้งเค้า ตารีบเอาขวดออกไปขายเพราะตอนนั้นทั้งสองตายายมีเงินติดกระเป๋าไม่ถึง 5 บาท จึงต้องรีบออกไป เพราะถ้าปล่อยให้ฝนตก กระดาษที่เก็บมาอาจขายไม่ได้ โดยตาไม่ให้ยายออกไปด้วยเพราะกลัวยายจะโดนฝนแล้วไม่สบาย  แต่ระหว่างทางกลับฝนเทลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว ตาเห็นว่าใกล้จะถึงแล้วจึงรีบฝ่าฝนกลับมา สุดท้ายก็อยู่ในสภาพที่เห็นนี่แหละ

ความรัก ความห่วงหาอาทร มันไม่เคยหมดไปจากใจของผู้เฒ่าทั้งสองเลยแม้แต่เศษเสี้ยว แม้ว่าเวลาจะผ่านมานาน นับตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว จนถึงวัยใกล้ฝั่งเช่นนี้ ทั้งสองยังคงรักกันและห่วงหาอาทรกันอยู่เป็นนิจ 
ก่อนตาจะออกจากโรงพยาบาล ฉันไปติดต่อไปที่ประชาสงเคราะห์ว่าจะช่วยอะไรสองตายายได้บ้าง พอเจ้าหน้าที่ทราบรายละเอียดจากฉันคร่าวๆ แล้วฉันก็พาเจ้าหน้าที่มาพบทั้งสองที่โรงพยาบาล พอตาออกจากโรงพยาบาล ผู้เฒ่าทั้งสองก็ย้ายจากใต้สะพานไปอยู่บ้านพักของกรมประสงเคราะห์ ซึ่งเจ้าหน้าที่รับปากว่าจะติดตามหาลูกสาวทั้งสองคนของแกให้ แต่ดูท่าทางผู้เฒ่าทั้งสองไม่สู้จะดีใจเท่าไหร่กับเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะตามหาลูกสาวให้ แต่ทั้งสองผู้เฒ่ากลับบอกว่า
จะให้ข้าที่ไหนข้าก็อยู่ได้ แต่ที่นั่นต้องมีเอ็งอยู่ด้วย ใครไปก่อนก็ให้อีกคนไปเผาผีให้
นี่นะหรือคือความรัก ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันจะสามารถรักใครคนหนึ่งได้ยาวนานเหมือนที่ผู้เฒ่าทั้งสองรักกันได้หรือไม่
ก่อนบอกลาสองผู้เฒ่า ท่านทั้งสองต่างขอบอกขอบใจและอวยชัยให้พรฉัน ส่วนฉันก็สัญญาว่าจะมาเยี่ยมในวันหยุด
ฉันเดินมาถึงประตูใหญ่ของศูนย์ ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก เมื่อหันหลังกลับไปเห็นสองผู้เฒ่ายืนโบกมือให้ฉันอยู่ใต้ต้นก้ามปู ก่อนที่ฉันจะหันไปยิ้มให้ท่านทั้งสองอีกครั้งและก้าวขึ้นรถแท็กซี่ออกไป

ฉันกลับมานั่งในห้อง ที่เดิมที่ที่ฉันกับกมลเคยนั่งจิบกาแฟด้วยกัน ฉันมองไปทั่วทุกมุมห้องภาพของกมลยังคงติดอยู่ในหัวสมอง แต่คราวนี้ฉันไม่พยายามสลัดภาพนั้นออกไป แต่สิ่งที่ฉันต้องทำคือการยอมรับความจริง ความจริงที่ว่า เราเลิกกันแล้ว ฉันเองก็ต้องมีมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้

ยิ่งนึกถึงผู้เฒ่าทั้งสองที่มีความรักความห่วงใยให้กันมากมายขนาดนั้น ฉันยิ่งคิดว่าถ้าหากเป็นฉันกับกมล ในเวลาที่ผ่านไปจนถึงบั้นปลายของชีวิตเราจะยังคงรักกันอย่างนั้นหรือเปล่า หรือว่าหากใครคนหนึ่งมีปัญหาเราจะยังอยู่เคียงข้างกันหรือไม่

ฉันกลับมาย้อนคิดดูหลายครั้งหลายครา เมื่อเวลาฉันมีปัญหาหรือตอนลำบาก เขาเองก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือการให้กำลังใจ ฉันจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันลืมเงินสดของบริษัทไว้ในลิ้นชักเกือบแสน แล้วหาไม่เจอ ก็ได้แต่คิดว่าทำเงินหาย ซึ่งฉันเองต้องรับผิดชอบกับเงินจำนวนนั้น ฉันรีบยกหูโทรศัพท์ไปหากมลทันที เขาเพียงแต่บอกว่าลองโทรไปหาที่บ้านสิ เผื่อพ่อกับแม่จะช่วยได้ แล้วเขาก็ไม่ได้ติดต่อฉันอีก จนเมื่อฉันนึกขึ้นได้ว่าเก็บเงินสดไว้ในลิ้นชักด้านในสุด ฉันโทรไปหาเขา เมื่อเขารู้ว่าฉันแก้ปัญหาได้แล้ว เราจึงกลับมาคุยกันได้อีกครั้ง แต่ตอนนั้นมันเหมือนความรักบังตา ฉันไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงแต่ว่าเขาคงงานยุ่ง

เมื่อมาย้อนคิดถึงเรื่องเก่าๆ ดูอีกที มันก็มีช่องว่างที่สามารถทำให้ฉันลืมเขาได้ แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ เพราะเกือบ 10 ปีที่คบกันมา ความดีของเขาก็มีไม่น้อย แต่ฉันก็ขอขอบคุณสองผู้เฒ่าเป็นอย่างมาก ที่ทำให้ฉันได้รับรู้ถึงอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ฉันลืมไปเสียสนิท
พ่อกับแม่ ยังไงหล่ะ ถึงฉันจะไม่มีกมล แต่ฉันยังมีพ่อกับแม่อยู่นี่ ฉันจะไม่ทำตัวเหมือนลูกของสองผู้เฒ่าอย่างแน่นอน 
แม่คะสบายดีไหม อีก 2 วันหนูจะกลับบ้านนะคะ คิดถึงพ่อกับแม่จัง
ฉันวางหูโทรศัพท์ ก่อนจะเดินมาที่โต๊ะทำงานเพื่อเคลียร์งานก่อนลาพักร้อน				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสมภพ แจ่มจันทร์
Lovings  สมภพ แจ่มจันทร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสมภพ แจ่มจันทร์
Lovings  สมภพ แจ่มจันทร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสมภพ แจ่มจันทร์
Lovings  สมภพ แจ่มจันทร์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสมภพ แจ่มจันทร์
>