17 ธันวาคม 2556 20:50 น.

มอ นอ

สมภพ แจ่มจันทร์

 

 “ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำๆ.....”

ยังไม่ถึงเจ็ดโมงเช้า เสียงเพลงจากคลื่นวิทยุชุมชนส่งผ่านมาทางทรานซิสเตอร์ข้างๆ โต๊ะทำงานของผม มันช่างเข้ากับบรรยากาศยามเช้าของวันนี้เสียจริงๆ เดือนมิถุนายนอย่างนี้ ฝนตกแทบจะทุกวัน วันนี้อากาศยามเช้าแสนจะสดชื่น เพราะมีไอฝนจางๆ ปรอยมา ผมนั่งมองกลุ่มเมฆที่ลอยลงต่ำเกือบจรดหลังคาบ้าน ด้วยอารมณ์อันเบิกบาน ทัศนียภาพที่นี่ช่างเป็นกรอบรูปที่มีชีวิตจริงๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกาน้ำชาโชยมาประชดผม หลังจากที่ผมหันหลังให้เพื่อไปสูดกลิ่นหอมของไอฝนที่ริมหน้าต่าง

แต่ใครจะรู้ได้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า จะทำให้ผมหัวเสียได้เกือบทั้งวัน

 “พนักงานลางานพร้อมกัน 7 คน” ผมบอกผู้เป็นน้องชายของบิดาผมด้วยเหตุผลเดียวกันคือ “ลาไปเอามื้อ”

อะไรวะ...เอามื้อ ผมยังงงกับคำๆ นี้

เอาเป็นว่าสรุปคือ พนักงานลางานพร้อมกันทีเดียว 7 คน อย่างไรดีล่ะครับ ผมได้ขอร้องให้แบ่งกันลา คำตอบก็คือไม่ได้ ไอ้ครั้นผมจะบอกเด็ดขาดไปว่า “ไม่ได้ หากใครจะลาก็ให้ออกไปเลย” มันก็ดูรุนแรงเกินไป สุดท้ายผมต้องหาพนักงานมาเพิ่มเอง จะโดยวิธีการใดก็แล้วแต่ เพื่อไม่ให้งานของผมสะดุด

ผมถามพนักงานอีกทีว่า ไปเอามื้อ มันคืออะไร คำตอบก็คือ ไปลงแขกปลูกข้าวนั่นเองคราวนี้อาการหัวเสียของผมมันเริ่มบรรเทาลงแล้วสิครับ เพราะว่ามันน่าจะมีอะไรสนุกๆ อยู่ในท้องนา และการไปเอามื้อแน่นอน

เจ้าพงษ์ก็คือหนึ่งในเจ็ดพนักงานที่พร้อมใจกันลางานไปเอามื้อ มันบอกผมว่าที่นามันมีสิบไร่ ต้องเกณฑ์ญาติพี่น้องทั้งหมดมาช่วยกันปลูก (หากไม่อยากเสียเงินจ้าง) ผมก็เลยถามมันไปว่า แล้วทำไมที่บ้านมันไม่จ้างล่ะ คำตอบก็คือ ต้องการประหยัด ก็ต้องเกณฑ์ญาติพี่น้องมาช่วยกันนั่นแหละ ใครที่มีที่นาเจ้าพงษ์ก็ต้องไปช่วยเขาถอนกล้าและดำนา เมื่อถึงคราวที่บ้านของมันจะถอนกล้าดำนาบ้าง ญาติก็จะมาช่วยเอง ส่วนใครที่ไม่มีนา ก็ตัดแบ่งข้าวเปลือกให้ กี่ไต้ (กระสอบ) ก็ว่ากันไป

ง่ายดีนะ ไม่ต้องเสียเงินจ้าง แต่ว่าอย่างนี้ก็ไม่ไหวกับผมนะครับ ก็เล่นลางานพร้อมๆ กันอย่างนี้ ถ้าญาติเจ้าพงษ์มีสักโหลหนึ่งมันมิต้องลางานผมถึง 12 วันเหรอครับ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละครับ นี่คือวิถีชาวบ้าน ทำนาคืออาชีพหลัก ส่วนงานของผมคืออาชีพรอง (น้อยใจเล็กๆ) เพราะเจ้าพงษ์บอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยซื้อข้าวกิน ตั้งแต่รุ่นทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ไม่เคยซื้อข้าวกิน หากอยากมีข้าวเอาไว้กินก็ต้องปลูกเอง ที่เหลือค่อยเอาไปขาย เอาเป็นว่าปีหน้าผมต้องเตรียมรับมือกับฤดูกาลเอามื้อนี้ให้รัดกุม เพราะนี่เป็นฤดูกาลแรกที่ผมมาอยู่ที่เมืองนี้

ตกเย็นฝนหยุดแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส วันนี้ไม่มีสมาชิกตั้งวงร่ำสุราแต่อย่างใด ผมเลยถือโอกาสนี้เป็นวาระที่น่าจะออกกำลังกายเสียบ้าง ดังนั้นแล้วผมจึงไม่รอช้า รื้อหารองเท้าผ้าใบในตู้เก็บรองเท้ามาสวมใส่ แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปมาแถวๆ บ้านเช่า

ไม่น่าจะถึงสามร้อยเมตร วิ่งไปสามรอบ เล่นเอาผมหอบเล็กๆ เหมือนกันครับ จากนั้นการวิ่งก็เปลี่ยนเป็นการเดินไปโดยปริยาย นี่ละครับนานๆ ได้ออกกำลังกายอย่างเป็นทางการเสียที (ปกติบริหารแต่ข้อมือครับ) เดินๆ ไป ผมก็คิดว่าน่าจะลองไปดูที่เขาปลูกข้าวดู สองเท้าพาผมเดินอ้อมไปตามถนนลูกรังหลังบ้านเช่า กลิ่นโคลนสาบควายลอยอยู่ใกล้ๆ จมูกผม แม้มันจะส่งกลิ่นที่ไม่น่าพิสมัยเท่าใดนัก แต่ผมกลับเดินเข้าไปหามัน

ที่นาแถวนี้เพิ่งถูกไถไปหมาดๆ ฝนที่ตกลงมาเมื่อเช้าทำให้ดินอ่อนนุ่ม (ผมสังเกตจากรอยเท้าคุณสุนัขที่ปรากฏเป็นหลักฐาน) บางแปลงที่ยังไม่ถูกไถ ชาวบ้านก็จะเอาควายมาเลี้ยง (ผมก็สังเกตจากปลักที่เกลื่อนอยู่ 4-5 ปลัก) นั่นเองมันจึงเป็นที่มาของ กลิ่นโคลน-สาบควาย มองไปสักสองร้อยเมตรเห็นจะได้ มีกลุ่มคนไม่น่าจะต่ำกว่าสิบคนอยู่ที่นั่น นั่นต้องเป็นการทำนาเอามื้อแน่เลย

ความอยากรู้ของผม ทำให้ผมวิ่งเหยาะๆ ไปตามคันนาแปลงที่ข้าวยังเป็นกล้าอยู่เป็นแผ่นกำมะหยี่ที่เคลื่อนไหวได้ กลิ่นหอมอ่อนของกล้าข้าวกลบกลิ่นโคลนสาบควายไปได้ชะงัดนัก ผมเดินเข้าใกล้กลุ่มคนนั้นเข้าทุกทีๆ พวกเขาหันมามองผมเป็นตาเดียวกัน ก็จะไม่ให้มองได้อย่างไร ในเมื่อผมอยู่ในชุดมันช่างไม่เข้ากับสถานที่เอาเสียจริงๆ  

ใครคนหนึ่งส่งเสียงทักทายผม ราวกับว่าคุ้นเคยกันดี (นี่แหละครับอัธยาศัยของชาวบ้าน) ผมบอกเล่าเก้าสิบว่าผมมาวิ่งออกกำลังกาย แล้วก็เลยมาถึงที่นี่ ดูเหมือนทุกคนจะดูยินดีกับการมาเยือนของผม เพราะหลายเสียงได้ชักชวนให้ผมนั่งร่วมวงด้วย จะวงอะไรเล่าครับ เย็นๆ อย่างนี้ ก็น้ำขาวนั่นแหละครับ หาง่ายขายคล่อง (จริงๆ แล้วผิดกฎหมายนะครับ) ดีสำหรับแถวนี้

แต่ละคนอยู่ในชุดยูนิฟอร์มกันทั้งนั้น รองเท้าบู้ทยาวถึงหัวเข่า เสื้อผ้าที่เปรอะไปด้วยดินและโคลน แต่ใบหน้าของพวกเขานั้นต่างยิ้มระรื่น

มาเอามื้อกันหรือครับ ผมยิงคำถาม พร้อมกับรับแก้วที่มีน้ำใสๆ อยู่ด้านใน

“ไม่ได้มาเอามื้อหรอก มา มอ....นอ....ต่างหาก” ตาลุงคนหนึ่งกล่าวมาปนเสียงหัวเราะ

ศัพท์อะไรอีกละครับ มอ...นอ...ผมยังไม่มี คำพูดใดๆ หลุดออกมา

“ก็เหมานายังไงล่ะ....” ตาลุงอีกคนตะโกนมาบ้าง

ผมถึงบางอ้อ...รับจ้างทำนา

ลุงทั้งสิบคนมาจากอีกตำบลหนึ่ง พวกแกเล่าว่าพอถึงฤดูทำนา หลังจากทำนาของตัวเองเสร็จแล้ว ก็จะรวมตัวกันเดินสายรับจ้างทำนาในละแวกนี้ ที่แกใช้ศัพท์ย่อว่า ม.น. นั่นแหละครับ ชาวบ้านจะเรียกว่า “เหมานา” ปีหนึ่งมีสองครั้ง แต่ที่รายได้ดีที่สุดคือช่วงนาปี เพราะทำนากันทุกแปลง ส่วนนาปรังนั้นจะทำแค่พื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอเท่านั้น สนนราคาสำหรับ ม.น. เริ่มต้นที่ไร่ละ 900-1500 บาท ส่วนแปลงที่พวกลุงๆ เพิ่งปลูกเสร็จสิ้นไปนั้น มีสิบไร่เหมากัน 13000 บาท ช่วยกันสิบคน สองวันก็เสร็จ เฉลี่ยแล้วจะได้ค่าแรงวันละ 650 บาท ข้าวปลาอาหารก็ห่อมาจากบ้าน หากเจ้าของที่นาบางคนใจดีก็จะมีอาหารหรือขนมเลี้ยง หรืออย่างเจ้าของที่นาแปลงนี้ที่มีน้ำขาวติดไม้ติดมือมาฝากเมื่อทำนาเสร็จ คิดๆ แล้วมากกว่าค่าแรงของผมเสียอีกครับ ถ้าหนึ่งเดือนไปรับจ้างทำนาสักยี่สิบวันก็ได้เงินตั้งหมื่นสาม มันมากเอาการอยู่นะครับ

พระอาทิตย์เริ่มล้าแรงแล้ว แต่ยังไม่ถึงกับมืด ผมช่วยบรรดาคุณลุงทั้งสิบ เก็บจานกับแกล้ม และสัมภาระใส่ตะกร้าเดินเรียงแถวตามกันบนคันนา มุ่งตรงไปยังรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ที่จอดอยู่ริมถนน และถือโอกาสแยกทางกันตรงนั้นเสียเลย ผมวิ่งสลับเดินกลับบ้านเช่า อย่างเชื่องช้า เพราะตอนนี้ดีกรีน้ำขาวมันเริ่มออกอาการเสียแล้ว แต่อย่างหนึ่งที่ผมคิดระหว่างที่กลับบ้าน คือผมชักไม่แน่ใจแล้วสิว่า การที่พนักงานลาพร้อมกันเจ็ดคนนั้น จริงๆ แล้วเขาไปเอามื้อหรือไปมอ...นอ กันแน่ ก็ไอ้ค่าแรงที่ผมจ่าย กับการไป ม.น.นั้นมันต่างกันมากอยู่ละครับ

 

13 ธันวาคม 2556 19:34 น.

กำมะหยี่สีเขียว

สมภพ แจ่มจันทร์

กำมะหยี่สีเขียว...

ผมสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด

สดชื่น...หอมดี... และหอมมากๆ

หนึ่งสัปดาห์ของการเป็นประชากรแฝงในเมืองนี้ ผมไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัวจะรู้จักก็แต่พนักงานห้าหกคนในที่ทำงานของผม และก็มีอาของผมคมเดียวเท่านั้นที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน หลังเลิกงาน ซึ่งเป็นเวลาว่างของผม นอกจากการอ่านหนังสือแล้วเวลาว่างส่วนที่เหลือของผมจะมีกิจกรรมอะไรอีกเล่า

ผมตั้งคำถามให้ตัวเอง

“โทรศัพท์คุยกับเพื่อน” ก็ไม่รู้จะคุยอะไรกันมากมาย

“อินเตอร์เน็ต” ไร้ซึ่งสัญญาณ

3G” ไม่ต้องพูดถึง

“ปั่นจักรยานเที่ยว” คือคำตอบที่ตามมา เมื่อผมเหลือบไปเห็นจักรยานญี่ปุ่น ที่ย่าของผมฝากมาให้ ดังนั้นแล้วเย็นวันหนึ่งในช่วงหลังเลิกงาน ผมจึงเริ่มปั่นจักรยานออกมาจากบ้านเช่า แล้วมุ่งหน้าไปสู่หมู่บ้านใกล้ๆ ผมว่าหมู่บ้านนี้ดูๆ ไปก็เหมือนเมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวนะ ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น แต่เอาเป็นว่า เมื่อพ้นเขตหมู่บ้านไปแล้ว ผมยังไม่อยากกลับ ผมยังคงมุ่งหน้าออกแรงปั่นต่อไป เพื่อออกไปยังนอกหมู่บ้าน

แล้วสิ่งที่ผมเลือกก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง...

ผืนกำมะหยี่สีเขียวอ่อนกำลังทาทับบนผืนดิน แล้วมันก็มีกลิ่น หอม...ครับ มันหอมมาก กลิ่นหอมของต้นข้าวที่กำลังโต ผมไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปมาด้วย จะมีก็เพียงโทรศัพท์กลางเก่ากลางใหม่เครื่องเดียวเท่านั้นที่ติดตัวมา

ผมกดปิดเพลง แล้วเอาหูฟังถอดเก็บไว้ในย่ามใบเก่าของผม แม้ว่ากล้องในโทรศัพท์มันจะไม่ชัดสักเท่าไหร่ แต่ก็เอาเถอะ มันสวยมากเสียจนผมไม่อยากจะเห็นมันเพียงคนเดียว

ปรอยฝนเม็ดเล็กๆ ถูกสายลมพัดมา มันไม่ถึงกับทำให้ผมเปียก แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกเย็นสบายดี ข้างหน้าของผมนั้น เป็นนาข้าวเกือบจะสามร้อยหกสิบองศา สุดปลายสายตาเป็นภูเขา หรือจะเรียกว่าเทือกเขาดีล่ะ ที่โอบคลุมนาข้าวเหล่านั้นไว้ เมฆที่กำลังจะเป็นเม็ดฝนก็มันต่ำลงๆ จนผมคิดไปว่าหากผมไปถึงตีนเขา กลุ่มเมฆอาจจะกลืนกินผมไปก็เป็นได้

ความฉ่ำเย็นของละอองฝน กับความเย็นตาของนาข้าว ผมเหนือจะบรรยายจริงๆ ผมได้แต่ถ่ายรูปไว้ หมายว่าจะทำเป็นโปสการ์ดส่งไปให้มิตรที่เพิ่งจากลากันมา

ต้นเดือนสิงหาคม ต้นข้าวยังสูงไม่ถึงหัวเข่า นาบางแปลงมีสระน้ำอยู่ด้วย บางแปลงมีการปลูกผักแทรกตรงร่องน้ำเหมืองก่อนจะถึงแปลงนา ดินที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก ผมสังเกตดูจากสีของดิน ที่มันช่างดำดี (สีไม่ตก) ผักที่ปลูกมีทั้งผักกาด ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง โหระพา ฯลฯ อ้อ...ผมลืมบอกไปว่า ทางภาคเหนือนั้นลำคลองเล็กๆ ที่แยกออกมาจากแม่น้ำใหญ่ เขาจะเรียกกันว่าน้ำเหมือง เมื่อมีการขุดร่องน้ำเพื่อผันเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ก็จะเรียกว่าร่องน้ำเหมือง ตอนแรกที่ผมได้ยินว่าน้ำเหมือง ผมนั้นคิดไปถึงโน่น...เหมืองแร่ ก็ไอ้คำว่าเหมืองนี่ถ้าเอ่ยขึ้นใครๆ น่าจะคิดเหมือนผมนะครับ

เสียงน้ำเหมืองไหลจ้อกๆ มันไม่ลึกครับ ประมาณเลยหัวเข่า แต่ชาวบ้านบอกว่ามันจะไหลอย่างนี้ทั้งปี ไม่ว่าหน้าฝน หรือหน้าแล้ง เออนะ มันช่างต่างกับอีกหลายพื้นที่ตามข่าวนะครับ ที่ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร และที่สำคัญที่เมืองนี้ไม่เคยมีน้ำท่วมหรือฝนแล้งเลย อันนี้เป็นคำบอกเล่าของแม่ค้าขายผักคนหนึ่งในตลาดนะครับ แบบว่าการันตีถึงความอุดมสมบูรณ์ในบ้านตัวเองว่างั้นเถอะ

ลุงกับป้าสองคนปั่นจักรยานสวนทางกันกับผม ผมส่งยิ้มไปให้พร้อมกับพยักหน้าเหมือนการทักทาย ท่านทั้งสองก็ยิ้มตอบให้ผม อีกอย่างหนึ่งที่ผมลืมไปเสียสนิท ผู้หญิงทางเหนือจะสูบบุหรี่กัน เรียกตามภาษาถิ่นคือ “มูลีขี้โย” ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ยายของผมก็สูบเหมือนกัน แต่เมื่อยายจากผมไป ผมก็ลืมไปเลย เมื่อมาเห็นป้าคนที่เพิ่งผ่านผมไป ป้าแกสูบมูลีขี้โยเหมือนยายของผมเลยครับ นี่แหละ “คนบ่าเก่า” ของจริง

ผมปั่นจักรยานออกมาจากหมู่บ้านราวสามกิโลเมตร แต่ทว่าท้องทุ่งสีเขียวยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดลงสักที ผมนึกชื่นชมคนในหมู่บ้านนี้ และเมืองนี้ ว่ายังคงทำนาปลูกข้าวกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะที่ผ่านๆ มาผมเห็นชาวนาบางพื้นที่ เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่น บางทีเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นบ่อกุ้ง บางที่ก็ทำสวนยางพารา อีกอย่างหนึ่งคงเพราะที่นี่มีแหล่งน้ำด้วยละมั้ง

การเดินทางของผมมันช่างสวนทางกับผู้คนเสียจริงๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อกลับบ้าน แต่ผมกลับมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน ลุงกับป้าอีกคู่หนึ่งเดินแบกจอบกับข้องใส่ปลาสวนทางมา แกถามผมว่าจะไปไหน (เหมือนคนคุ้นเคยกัน) ผมบอกว่าจะไปเที่ยว แกยังถามต่อว่าที่นี่มีอะไรให้เที่ยว มันก็จริงของแกละครับ ลุงกับป้าคงจะอยู่ที่นี่มาชั่วชีวิต และเห็นทุกอย่างจนชินตาจนเป็นภาพปกติ แต่สำหรับผมแล้ว มันน่าตื่นเต้นสำหรับสถานที่พักพิงแห่งใหม่แห่งนี้

“ระวังฝนฮำหัวเน้อ” ป้าตะโกนไล่หลัง

มันก็จริงอย่างที่ป้าเขาว่า ข้างหน้าผมนั้นมีก้อนเมฆสีดำกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในหมู่บ้าน หากผมยังขืนไปต่อมีหวังเปียกแน่นอน เอาวะ แล้วค่อยมาใหม่ ผมบอกตัวเองอย่างนั้น ก่อนจะเลี้ยวจักรยานกลับโดยมีลุงกับป้าหัวเราะคิกๆ อยู่ด้านหลัง

เหมือนภาพส่งท้ายก่อนกลับบ้าน ระหว่างทางกลับ มีฝูงนกกระยางบินมาร่วมสิบตัว ผมจอดจักรยานแล้วมองตามไป จนกระทั่งมันไปเกาะกลุ่มกันที่ต้นไม้กลางทุ่งนา ที่อยู่ไม่ไกลจากถนนมากนัก และผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบนต้นไม้นั้นก็มีนกกระยางอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง น่าจะเกินกว่าสิบตัว เมื่ออีกกลุ่มหนึ่งบินไปสมทบ ต้นไม้ทั้งต้น ก็กลายเป็นสีขาวเกือบหมด

โอ้โห...สวยอีกแล้วครับท่าน ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มิวายลุงกับป้าคู่เดิมจะเดินตามมาทัน คราวนี้ลุงเป็นฝ่ายบอกว่า มันมาทุกเย็นนั่นแหละ พรุ่งนี้มาก็เห็นเหมือนกัน ผมได้แต่ส่งยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้า ก่อนจะออกแรงปั่นจักรยานเข้าหมู่บ้าน

ผมได้แต่คิดว่าอีกไม่เดือนข้างหน้านาข้าวพวกนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีทอง ดังนั้นคำว่าทุ่งรวงทองก็กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า และกิจกรรมที่ตามก็คือการลงแขกเกี่ยวข้าว การตีข้าว มันคงจะเป็นภาพที่สวยงามดี ผมจะรอจนถึงวันนั้น และหากมีโอกาสผมอยากจะไปตีข้าวอีกครั้ง หลังจากที่เคยตีข้าวครั้งแรกตอนอายุ 17 ปี มันสนุกมากมายเหลือล้น แต่ตอนนี้ทำได้แค่ รอ...เท่านั้นครับ

แสงสว่างโรยลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปรอยฝนที่กำลังเริ่มเปลี่ยนเป็นเม็ดฝน โชคดีที่ผมรีบเลี้ยวจักรยานกลับ เพราะหากขืนยังไปต่อ ต้องปั่นจักรยานกลับบ้านฝ่าความมืดพร้อมด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอนเป็นแน่  เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่  แต่ตอนนี้ผมต้องเร่งแรงปั่นก่อนละครับ เพราะแสงสว่างมันกำลังจะหมดจริงๆ เสียแล้ว

9 ธันวาคม 2556 19:47 น.

ผมกลับมาแล้ว

สมภพ แจ่มจันทร์

24/1/2556

คำนำ

ผมมาอยู่ที่เมืองนี้เกือบหกเดือนแล้ว แรกๆ ผมก็ยังรู้สึกแปลกนะครับ ก็เมืองในจินตนาการของผม ที่มันหลุดลอยไปแล้วนั้น จู่ๆ มันก็กลับมาโดยไม่ทันตั้งตัว เพราะผมก็ไม่คิดว่าจะได้เจออีกแล้ว เมื่อครั้งก่อนโน้นที่ผมบ่ายหน้าจากเมืองกรุงมุ่งสู่เมืองตะเข็บชายแดน ผมก็ได้แต่วาดฝันไว้ว่าเมืองที่ผมจะไปอยู่นั้น มันจะไม่เป็นอย่างเมืองที่ผมเคยสัมผัสมาก่อน แต่จนแล้วจนรอด ความสาวของเมือง ก็ทำให้เมืองถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา จากเมืองแห่งความเงียบ ก็กลับกลายเป็นอะไรที่ไม่ต่างจากเยาวราชหรือตรอกข้าวสารสักเท่าไหร่

นั่นแหละครับในที่สุด ความพลุ่งพล่านของผู้คน มันก็ถีบผมออกมาเอง โดยที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน ผมโบกมืออำลาให้กับเมืองที่ผมคิดว่าจะใช้เป็นสถานที่ที่ใช้ดินกลบหน้า

แล้วจะไปที่ไหนดีล่ะ...เมืองในอุดมคติมันยังมีอยู่หรือ

เพ้อฝัน...หรือเพ้อเจ้อ?

ผมก็ยังแอบถามตัวเองอยู่ลึกๆ

ก่อนการเดินทางสักหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ รุ่นพี่คนหนึ่งให้ผมหยิบยืมหนังสือของคุณลุงรงค์ ผมนั่งอ่านอยู่สามวัน เออ...นะสิ่งที่เราเป็น อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไม่ได้ นั่นสิ...เราควรจะดำเนินชีวิตในสิ่งที่เป็นเราจริงๆ และไม่ควรจะทนอยู่กับสิ่งที่เราอยู่แล้วไม่ได้สร้างสรรค์อะไรให้กับชีวิต

ดังนั้น...

ผมจึงตอบรับคำชักชวนของญาติผู้ใหญ่ หลังจากที่ท่านบอกเล่าว่าไม่มีใครช่วยทำงาน

และแล้วการเดินทางของผมมันเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ผมออกห่างจากกรุงเทพพระมหานครไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร และอยู่สูงกว่าทุกเมืองที่ผมเคยอยู่มา นั่นแหละครับ มันก็เป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมด มันมีทั้งสิ่งที่ผมพอจะรู้มาบ้าง สิ่งที่ผมรู้อย่างลึกซึ้ง และสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน...

ก่อนนั้นผมอยู่ที่ตะเข็บชายแดนแห่งลุ่มน้ำใหญ่สายหนึ่ง บัดนี้ผมอยู่ในลุ่มแม่น้ำสาขา ที่ไหลลงสู่แม่น้ำสายนั้น ความเป็นมาและความเป็นไป มันน่าตื่นเต้นและแปลกใหม่ (ในบางเรื่อง) ซึ่งบางสิ่งผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน เอาเป็นว่าเรื่องราวต่อไปนี้ มันเรื่องที่ผมประสพมากับประสาทสัมผัสทั้งห้าทั้งหกของผมก็แล้วกัน มีอะไรก็หยิบจับเอามาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง สนุกบ้างไม่สนุกบ้าง มีสาระบ้าง เบาสมองบ้าง คละเคล้ากันไป ลองอ่านดูก็แล้วกันนะครับ

 

สมภพ แจ่มจันทร์

มกราคม 2556

Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสมภพ แจ่มจันทร์
Lovings  สมภพ แจ่มจันทร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสมภพ แจ่มจันทร์
Lovings  สมภพ แจ่มจันทร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสมภพ แจ่มจันทร์
Lovings  สมภพ แจ่มจันทร์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสมภพ แจ่มจันทร์
>