25 พฤศจิกายน 2547 17:59 น.

นิยามรักแห่งสายรุ้ง (ตอนที่5)

สุชาดา โมรา

ก๊อก....ก๊อก...ก๊อก....!!!!
	เสียงเคาะประตูดังขึ้นแต่เช้า  ฉันตื่นขึ้นมางัวเงีย ๆ แล้วก็เดินมาเปิดประตู  ส่วนวีนั้นยังหลับอยู่เพราะวันนี้เป็นวันหยุด
	"มีอะไรเหรอรุ่นพี่"
	"นี่สรุปแกเป็นแฟนเอิร์ทจริง ๆ เหรอ...."
	"ถ้ามาปลุกเพื่อถามคำถามงี่เง่าละก็ออกไปซะฉันจะนอน"
	ฉันปิดประตูใส่หน้ารุ่นพี่แต่รุ่นพี่ดึงประตูเอาไว้ไม่ยอมให้ปิด  ฉันจึงผลักรุ่นพี่แรง ๆ ให้เอามือปล่อยจากประตูแต่รุ่นพี่ก็ไม่ยอมปล่อยอีก
	"นี่แกกล้าทำร้ายรุ่นพี่เหรอ"
	"รำคาญ...ไร้สาระโตแล้วนะเนี่ยนี่มันห้องส่วนตัว  และนี่ก็สถานศึกษาพวกพี่ ๆ ไม่ใช่เทวดาที่ฉันจะต้องฟังและอยู่ในโอวาททุกอย่างนี่  อย่าให้โมโหนะพอเกิดโทษะแล้วอย่าหาว่าไม่เตือนล่ะ....!!!"
	ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่โมโหจนเกือบจะเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่
	"แกจะทำอะไรฉัน..."
	แล้วรุ่นพี่ก็ดึงผมฉันทันที  ฉันจึงบิดตัวและหักข้อมือรุ่นพี่ทันทีจากนั้นด้วยความที่ฉันตื่นตัวเต็มที่ก็เลยถีบรุ่นพี่จนกระเด็นไปกระแทกห้องฝั่งตรงข้าม
	ปัง..............!!!!!
	ฉันปิดประตูทันทีเพราะฉันรู้สึกว่าอารมณ์ฉันมันขึ้นพรวดจนสุดที่จะทนแล้ว  ฉันนอนไม่ลงจริง ๆ  ก็เลยอาบน้ำแต่งตัวและขับรถออกไปหาพี่เอิร์ทที่บ้านของเขา
	"นี่....พี่เอิร์ทนายรู้ไหมว่ายายพี่พรกับยายพี่เมย์มาราวีฉันถึงห้อง"
	"อะไรกันง่วง...กลับไปก่อนได้ไหมจะนอนมาเรียกแต่เช้าเลยนี่มันยังไม่ 7 โมงเลยนะ"
	"ตื่น ๆ ๆ ๆ ตื่นได้แล้ว"
	ฉันเขย่าตัวพี่เอิร์ทจนเขาทำสีหน้าหงุดหงิด
	"อะไรกันอีกล่ะ  ขอไปแปรงฟันก่อนได้ไหม...มาลีทีหลังถ้ายายนี่มาแต่เช้าไม่ต้องไปปลุกฉันนะเพราะฉันรำคาญ"
	พี่เอิร์ทหันไปพูดกับแม่บ้านแล้วทำท่าหงุดหงิด ๆ แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปเกาหัวไป  ฉันรู้สึกว่าเสียความรู้สึกอยู่เหมือนกันก็เลยเขียนโน๊ตไว้และก็ออกจากบ้านของพี่เอิร์ททันที  ที่จริงฉันก็ผิดที่มากวนใจเขาแต่เช้า  แต่เขาก็ไม่น่าถึงกับต่อว่าฉันขนาดนี้เลย  พอฉันขับรถออกมาแล้วก็เลยปิดโทรศัพท์เพราะไม่อยากให้ใครโทรมากวนใจในเวลาที่ฉันกำลังท้อแท้แบบนี้  ฉันมาจอดรถแถว ๆสวนจตุจักรฉันเดินดูต้นไม้อยู่หลายที่จนเกิดความสบายใจ
	"อุ้ย.....!!!!"
	ปัก.....เพร้ง............!!!!!
	"คุณครับเป็นอะไรหรือเปล่า...เจ็บตรงไหนหรือเปล่า"
	"เอ่อ....ไม่เป็นอะไรค่ะ...พี่วิทย์....!!!!"
	ผู้ชายที่เดินมาชนฉันจนกระถางต้นไม้หล่นลงมาเกือบทับเท้าฉันนั้นคือพี่ชายของวี  พี่วิทย์คงเป็นคนรักต้นไม้อย่างฉันจึงออกมาซื้อต้นไม้แล้วก็เลยเดินไม่ได้ดูจึงเดินชนฉัน
	"เราเองเหรอ...ไม่เป็นไรแล้วก็ดีเหมือนกัน...โอย...แตกหมดเลยน่าเสียดาย"
	"ไม่เป็นไรหรอกค่ะเดี๋ยวถึงบ้านก็เอาลงดินเลยก็ได้"
	"แต่ลงดินมันจะไม่สวยนะไอ้ต้นพริกกระดิ่งเนี่ย"
	"เดี๋ยวรุ้งจัดการให้ก็ได้  รับรองว่าสวยแน่ ๆ ค่ะ"
	ฉันจึงลืมเรื่องความโกรธเสียสนิทแล้วก็ไปบ้านกับพี่วิทย์  ไปช่วยพี่เขาปลูกต้นไม้  ฉันถนัดเรื่องการจัดสวนหย่อมเพราะงานอดิเรกของแม่ท่านชอบปลูกต้นไม้ฉันจึงช่วยท่านบ่อย ๆ วันนี้จึงมีโอกาสมาทำให้บ้านคนอื่น  ฉันปลูกต้นพริกกระดิ่งลงตรงกลางจากนั้นก็เอาต้นเข็มเล็ก ๆ มาปลูกรอบ ๆ แล้วก็เอาต้นไม้จำพวกต้นเล็ก ๆ มาปลูกรอบ ๆ เป็นรูปหัวใจทำให้พี่วิทย์ถึงกับยิ้มทีเดียว  ฉันทำไปเช็ดเหงื่อไปจนหน้าเปอะเปื้อนไปหมด  เสื้อผ้าก็เปื้อด้วยทำให้พี่วิทย์ต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้ฉัน
	"เหนื่อยไหม...เหงื่อเต็มไปหมดเลยคงร้อนด้วยสินะ"
	มือเขาเบามาก  เขาค่อย ๆ เช็ดหน้าฉันเบา ๆ ฉันก็จ้องมองเขาตาไม่กระพริบเลย  ปกติแล้วเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดแล้วก็ไม่ค่อยสนใจใคร  ฉันไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดดีกับฉันและมาเช็ดหน้าให้ฉัน
	"อะแอ้ม....เนื้อตัวมอมแมมหมดแล้วลูกพาน้องเข้าไปล้างเนื้อล้างตัวสิ  เอาชุดของยายวีใส่ไปก่อนก็ได้นะ"
	"เอ่อ...หนูมีเสื้อผ้าอยู่ในรถค่ะ"
	"เดี๋ยวพี่ไปเอาให้...เอากุญแจมาสิ"
	"ไปด้วยกันดีกว่านะคะ"
	ฉันเดินไปกับพี่วิทย์ที่รถ  มือฉันก็ยังไม่ได้ล้างเลย
	"กุญแจรถล่ะจ๊ะ..."
	"อยู่ในกระเป๋ากางเกงค่ะ...เอ่อมือเปื้อนค่ะหยิบให้หน่อยได้ไหมคะ"
	ตอนเขาล้วงกระเป๋ากางเกงฉัน  ฉันมีความรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นรัวไปหมด  ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไรกันแน่แต่ที่รู้ ๆ คือหัวใจมันพองโตจนเกินห้ามได้...นี่ฉันกำลังเป็นอะไรไปเนี่ย...
	"โอ้โห...นี่จะหนีออกจากบ้านเหรอเสื้อผ้าเต็มรถเลย  เอาชุดไหนล่ะ"
	"พี่เลือกให้หน่อยละกัน  ใส่ได้ทุกชุดนั่นแหละไม่เรื่องมากหรอก"
	"นึกว่าจะเป็นแบบยายวีซะอีก  ขานั้นนะถ้าไม่ถูกใจละก็ไม่ยอมแต่งตัวเลย"
	พี่วิทย์หยิบชุดที่ฉันพับเรียง ๆ ไว้ในรถเอามาให้ฉันแต่เสื้อชั้นในมันหล่นลงไปเปื้อนพื้นน่ะสิ  พี่วิทย์จึงก้มลงไปเก็บ  ฉันก็ก้มลงไปเก็บหัวเราจึงกระแทกดังมาก
	"โอ๊ย..."
	ฉันยิ้มแล้วก็หัวเราะ  พี่วิทย์ก็หัวเราะจากนั้นพี่วิทย์ก็โยนเสื้อชั้นในของฉันเข้าไปในรถแล้วก็เอาเสื้อในตัวใหม่ออกมาให้ฉัน  ฉันรู้สึกอาย ๆ เหมือนกันที่มีผู้ชายมาหยิบชุดชั้นในให้ฉัน  ปกติผู้ชายที่หยิบให้ฉันบ่อย ๆ หรือซื้อให้ฉันบ่อย ๆ คือพ่อ  แต่พี่วิทย์...เฮ้อ.....!!!!
	ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแม่ของพี่วิทย์ก็เตรียมอาหารแล้วก็ชวนฉันกินข้าวที่บ้าน  ฝีมือการทำกับข้าวที่บ้านของคุณแม่พี่วิทย์นี่อร่อยมาก ๆ เลยจนฉันถึงกับชมไม่หยุดปากทีเดียว  พอกินข้าวเสร็จฉันก็กลับมาที่หอแล้วก็มานอนยิ้มอยู่คนเดียวเสียนานทีเดียว  ฉันไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกนี้มันอะไรกันแน่  แต่มันเร็วจนฉันยั้งใจไม่อยู่แล้ว
	"รุ้งเป็นอะไรน่ะ  แก้มแดงเชียว  มีความรักเหรอ..."
	"บ้า...วีก็พูดอะไรก็ไม่รู้"
	"รุ้ง...วันนี้ไปไหนมาทั้งวันเลยรู้ไหมว่าพี่เอิร์ทโทรหาเธอแต่เครื่องมันฝากข้อความตลอดพี่เขาก็เลยโทรมาหาฉัน  มันเกิดอะไรกันแน่แล้วเธอไปไหนมา  รู้ไหมพี่เอิร์ทเขาเป็นห่วงเขาตามหาเธอทั้งวันเลย"
	"ปล่อยเขาไปสิฉันไม่ได้เป็นอะไรกับเขาซะหน่อย"
	แล้วฉันก็ไปอาบน้ำแล้วก็มานอนฝันหวานอยู่คนเดียวตลอดทั้งคืน
                               ................................5............................

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้ตลอดนะคะ				
25 พฤศจิกายน 2547 17:45 น.

ยามเมื่อลมพัดหวน

สุชาดา โมรา

-------------------------------------				
25 พฤศจิกายน 2547 12:19 น.

นวนิยาย:เสี้ยวหนึ่งของวิญญาณ (ตอนอวสาน)

สุชาดา โมรา

ดาว  พี่ขอคุยด้วยคนสิ
	มีอะไรเหรอพี่นัท
	พี่จะต้องไปทำงานแล้ว  พี่คงไม่ได้มาเล่นยูโดอีกแต่พี่จะติดต่อมาบ่อย ๆ นะ  แล้วอย่างอแงล่ะ  อ้อ...อย่าไปทำขี้อ้อนกับเจ้าเบลวมากนักนะเขาจะรำคาญ  อีกอย่างก็เพลา ๆ การหยอกเย้าเล่นหัวกับพวกผู้ชายได้แล้วเขาจะหึง  ยิ่งคนเงียบ ๆ อย่านี้นะน่ากลัวที่สุดเลยรู้ไหม...
	พี่นัทขยี้หัวฉันแล้วก็เดินออกไปจากสมาคมฯ  ถึงตอนแรกฉันจะยิ้มแต่พอเขาเดินจากไปฉันก็รู้สึกว่าจิตใจมันหวั่นไหว  เพราะฉันยังไม่อาจลืมเขาได้เลย...  ทำยังไงนะฉันถึงจะลืมเขาได้
	หลังจากนั้นไม่นานพี่เบลวก็พยายามพูดคุยมากขึ้นจนเราสนิทกันมากขึ้น  ความผูกพันธ์มีมากขึ้นจนทำให้ฉันรักพี่เขาเข้าแล้ว...  ที่จริงฉันเริ่มชอบ ๆ พี่เขาตั้งแต่ตอนที่ปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ แล้วละ  ยิ่งตอนที่ฝนตกนั่งเปียกมาด้วยกันแล้วตอนนั้นฉันจำได้ดีว่าตักของเขาอุ่นมากทีเดียว  ฉันว่ารักของเรามันเริ่มก่อตัวก็ตอนนั้นแหละ  เขาเป็นเหมือนทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่างของฉันจนฉันไม่อาจแยกจากเขาได้
	พักหลังเหมี่ยวไม่มาเรียนบ่อยมาก  เพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเหมี่ยวติดผู้ชายที่เป็นกระเป๋ารถเมย์  ทำให้เหมี่ยวติด มส.หลายตัวจนเท่ากับฉัน  แต่ของเหมี่ยวนั้นติดของ ม.6 แต่ฉันติดของ ม.5  พักหลังเหมี่ยวก็ไม่มาเลยจนอาจารย์โฮมรูมคนใหม่ต้องเรียกผู้ปกครองหลายครั้ง  แต่ก็ไม่มีใครมาจนวันหนึ่งฉันอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวว่าเหมี่ยวถูกข่มขืน  11 คนตอนนั้นฉันรู้สึกดีใจมากที่เหมี่ยวโดนแบบนั้น  ฉันสะใจมากทีเดียวเพราะไม่คาดคิดว่าเหมี่ยวจะกรรมตามทันขนาดนี้...  แต่พอมานึก ๆ ไปก็สงสารเหมี่ยวเหมือนกัน...  เหมี่ยวอายเพื่อนอายทุกคนที่สมาคมฯจนไม่กล้ามาเรียน  และในที่สุดก็หมดอนาคตต้องไปอยู่บ้านเลี้ยงลูกที่ไม่อยากให้เกิดมา  น่าสงสารจริง ๆ...
	ฉันเรียนจบ ม.6 แต่ฉันก็ไม่ได้จบตามเพื่อนเพราะฉันต้องมาเรียนซ้ำเพื่อแก้ มส.ให้หมดทั้ง 7 ตัวหลังจากที่อาจารย์ทำฉันแสบมาก ๆ ในตอนนั้น  แต่ฉันก็ไม่ย่อท้อนะฉันสามารถที่จะไปเรียนกับรุ่นน้องได้โดยที่ไม่อาย  นั่นเป็นเพราะคำพูดของพี่เบลวในวันนั้น  ฉันจำได้ดีว่าพี่เขาบอกให้ฉันอดทน  และกล้าเหมือนที่เล่นยูโด...
	หลายวันต่อมาทางกองทัพอากาศก็มีหนังสือมาถึงโรงเรียน  ในหนังสือฉบับนั้นพูดถึงเรื่องที่ฉันไปแข่งกีฬาที่ฟิลิปปินล์เมื่อปีที่แล้ว  ก็ช่วง ม.5 นั่นแหละอาจารย์ทุกคนจึงประชุมและเห็นพ้องต้องกันว่าฉันไม่สมควรที่จะติด มส.  อาจารย์จึงให้ผ่านมาได้ด้วยดี
	......................................
	ฉันเรียนจบจนได้  ถึงแม้ว่าจะไม่จบพร้อมเพื่อนก็ตาม  ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้  ฉันมีความสุขมากที่เจอสังคมใหม่ ๆ เจอเพื่อนใหม่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนดีกับฉัน  ฉันตั้งใจเรียนจนเป็นที่ภาคภูมิใจแก่พ่อแม่และทุก ๆ คนรวมทั้งคนรักของฉันด้วย  พี่เบลวยังคงให้กำลังใจฉันเสมอมา  ถึงแม้ว่าตอนนี้พี่เบลวจะไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ ฉันก็ตาม  เพราะพี่เบลวไปเรียนต่อวิศวะที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจึงทำให้เราไกลกัน  แต่ความหวังความฝันและความรักของเรายังคงอยู่ใกล้กันเสมอ...
	เราคบกันมา 7 ปี ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้ว  พี่เบลวก็เรียนจบฉันตั้งใจไว้ว่าจะเปิดโรงเรียนสอนยูโดเป็นของตัวเองเสียทีเพราะชีวิตฉันฝากความหวังไว้กับสิ่งนี้...  ฉันมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งมาจากการแข่งขันและเงินเดือนที่ได้จากการเป็นอาจารย์สอนยูโด  ฉันจึงรวมเงินกับพี่เบลวและเปิดโรงเรียนขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ...  
	นักเรียนทุกคนพร้อม...ตบเบาะท่าที่ 1 ปฏิบัติ
	เสียงนักเรียนตบเบาะกันดังสนั่น  คนมาเรียนมากมาย  พอฉันได้สอนนักเรียนพวกนี้ก็ยิ่งทำให้ฉันมีความสุขมากขึ้นทำให้ฉันหวนคิดถึงวันเก่า ๆ ที่มีพี่นัทอยู่  แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกเฉย ๆ แล้วละเพราะคนที่สำคัญของฉันอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว  ฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่นัทอีกต่อไปแล้ว  นั่นเป็นเพราะฉันมีพี่เบลวมาคอยเติมเต็มในสิ่งที่ฉันขาดหายไป  ฉันมีความสุขและพอใจกับสิ่งที่ฉันมีอยู่ในขณะนี้มากทีเดียว...
	งานเลี้ยงที่ใหญ่โตเริ่มขึ้นพี่เบลวแต่งตัวภูมิฐานเป็นพิเศษ  ใส่สูตรผูกไทน์  ส่วนฉันสวมชุดขาวยาวลากพื้นเดินมาที่หน้างาน  พี่เบลวเดินไปจับมือฉันและพาเดินมาหาผู้คน  ย่าของฉันคล้องมาลัยให้ฉันและพี่เบลว  จากนั้นฉันก็ไปนั่งหมอบอยู่ที่ที่ผู้ใหญ่เตรียมไว้  ฉันประนมมือรับไหว้ผู้ใหญ่  ย่าของฉันค่อย ๆ บรรจงหลั่งน้ำสังข์ลงบนมือฉัน
	อย่าทะเลาะกันนะลูก  มีอะไรก็ใช้เหตุผลคุยกัน  เบลว...ย่าฝากน้องด้วยนะ
	รักกันนาน ๆ นะลูก  เบลวแม่ฝากน้องด้วยนะ
	พ่อไม่มีอะไรจะพูดหรอก  แต่พ่อดีใจที่มีวันนี้  ดูแลกันดี ๆ นะ  เบลวพ่อฝากน้องด้วยนะ
	แม่ฝากพี่เขาด้วยนะลูก
	พ่อฝากพี่ด้วยนะลูก
	งานแต่งงานผ่านไปได้ด้วยดี  ตอนนี้ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว  ฉันของเพียงแค่เรามีกันและกัน  มั่นใจในรักและเชื่อมความสัมพันธ์กันไปตลอดกาล...
	ดาว...พี่รักดาวนะ
	ดาวก็เหมือนกันค่ะ
	ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิตของฉันมากเลย  ฉันจะดุแลเขาให้ดีที่สุดตราบเท่าที่ฉันจะทำได้  ฉันจะเป็นศรีภรรยาที่ดีแก่เขาฉันสัญญา....
..................................จบ................................

ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามมาโดยตลอดนะคะ				
25 พฤศจิกายน 2547 12:11 น.

นวนิยาย:เสี้ยวหนึ่งของวิญญาณ (ตอนที่20)

สุชาดา โมรา

หลังเลิกเรียนฉันมักจะแอบมาเล่นยูโดอยู่บ่อย ๆ  ไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันมาเล่นเพราะทุกคนกลับบ้านเย็น  แต่ว่าวันนี้ฉันกลับไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะที่ฉันสอนยูโดอยู่นั้นพ่อได้แอบมาดูฉัน  พอฉันเลิกซ้อมก็มาแต่งตัวและเดินออกมา  พี่เบลวบอกว่าพ่อพี่เบลวมารับให้ฉันกลับด้วย  
	พ่อคะ....สวัสดีค่ะ
	ฉันกำลังจะขึ้นรถของพ่อพี่เบลว
	ดาว....!!!!มาขึ้นรถพ่อเดี๋ยวนี้
	ฉันถึงกับสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อได้ยินเสียงพ่อ  ฉันหันไปมองพ่อแล้วก็หันกลับมามองพ่อพี่เบลวแล้วก็ยิ้มจากนั้นจึงเดินไปขึ้นรถ  พ่อขับรถมาได้พักหนึ่งก็ถามฉัน
	รักยูโดมากไหม
	ฉันเงียบไม่ตอบอะไร  ได้แต่ทำท่าสลดเพราะฉันมีความผิดที่หนีมาเล่นยูโดทั้ง ๆ ที่ท่านสั่งห้ามไม่ให้เล่น
	พ่อจะอนุญาติให้เรามาเล่นก็ได้  แต่ต้องตั้งใจเรียนและแก้ มส.ให้หมดด้วย  ได้ยินที่พ่อพูดไหม...!!!
	ค่ะ
	ฉันตกใจเสียงพ่อมากถึงกับรีบตอบทันที  แววตาของพ่อดู ๆ ก็รู้ว่าโกรธ  แต่พ่อทำใจเย็นแล้วก็ฝืนใจให้ฉันมาเล่นยูโด
	ที่จริงยูโดไม่ได้ทำให้ฉันเสียคนหรอก  แต่ที่ฉันเสียคนก็เพราะมีเพื่อนไม่ดี  เพื่อนที่แย่มาก ๆ ใส่ร้ายสารพัด  แกล้งและรังควานเราอยู่ตลอดเวลาจนทำให้ฉันไม่อยากจะเข้าเรียน  แต่เพราะฉันมีพี่เบลวนี่แหละถึงทำให้ฉันเข้าเรียนได้...
	งานฤดูหนาวใกล้จะมาถึง  ทางโรงเรียนก็เตรียมงานจัดข้าวของเสียยกใหญ่  ฉันได้รับคัดเลือกให้ไปเดินขบวนเชิญชวนมางานฤดูหนาว  ฉันจึงต้องแต่งชุดไทยแล้วขึ้นมานั่งบนเสลี่ยงมีคนหามถึง 16 คน  ปีนี้ฉันได้ออกงานเป็นเทพีงานฤดูหนาวเพราะฉันชนะการประกวดสตาร์วีคมัธยมศึกษาที่โรงเรียน  ฉันจำได้ดีว่าฉันแสดงความสามารถพิเศษคือเล่นยูโด  ตีระนาดเอก  สีซอด้วงและเล่นกีตาร์ซึ่งผิดแปลกกว่าคนอื่น ๆ จากนั้นจึงเดินบนเวทีด้วยชุดไทยจักรี  พอชนะการประกวดครั้งนั้นฉันก็ได้ไปแสดงโชว์อีกหลายงาน  ได้ไปรำไทยที่นาฏศิลป์ไปครอบครูที่นั่น  จากนั้นก็เป็นงานฤดูหนาวนี้  อาจารย์จึงมีโล่ห์และเกียรติบัตรให้เพราะฉันกีฬาเด่นกิจกรรมดีเป็นนักเรียนตัวอย่าง  แต่อาจารย์ก็ไม่รู้หรอกว่าฉันติด มส. ระนาวเลย...
	พอเดินขบวนกันเสร็จอาจารย์ก็ให้ไปถ่ายรูปและฉันก็เป็นต้นแบบให้อาจารย์วาดรูปด้วย  ทำให้ฉันกลายเป็นที่รักของอาจารย์หลาย ๆ คนเพื่อน ๆ ก็เริ่มพูดคุยกับฉันจนฉันมีกลุ่ม  แต่ฉันก็ไม่ได้คบกับคนพวกนี้จริง ๆ จัง ๆ หรอกเพราะฉันกลัวว่าจะเป็นเหมือนเหมี่ยว  ฉันรู้สึกเข็ดกับคำว่าเพื่อนจริง ๆ  รู้หน้าไม่รู้ใจทำอะไรก็หักหลังปัดแข้งปัดขาไปซะทุกเรื่องฉันจึงคบกับเพื่อนแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น
	ฉันเดินงานฤดูหนาวกับพี่เบลวอย่างมีความสุข  ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันได้จับมือกับพี่เบลว  ฉันเป็นคนคว้ามือเขามาจับเองแหละเพราะเขาเป็นคนที่ไม่ล่วงเกินใคร  จากนั้นฉันก็เดินเที่ยวจนเพลิน  ฉันไม่รู้ตัวหรอกว่ามีใครแอบมองฉันอยู่  ฉันเดินกับพี่เบลวอย่างเปิดเผย  พอเมื่อยก็ซื้อน้ำมานั่งดื่มที่หน้าหลวงพ่อขาว  สักพักก็เดินต่อจนกระทั่งฉันมาเลือกซื้อโคมไฟที่ทำจากปลาดาว  มันสวยมากพอฉันเดินออกมาฉันก็เจอพ่อ
	เพี๊ยะ..........!!!!
	พ่อตบหน้าฉัน  ผู้คนหันมามองกันเป็นแถว
	มีอะไรกับมันแล้วใช่ไหมถึงให้มันจับมือ....!!!!!
	พ่อพูดด้วยอารมณ์โมโห  ฉันไม่เข้าใจว่าแค่คนรักกันเดินจับมือกันมันผิดตรงไหน  ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายขนาดที่พ่อเข้าใจหรอกและพี่เบลวก็ไม่ใช่คนแบบนั้นด้วย  พ่อทำไมถึง...  ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ และไม่คิดหรือพยายามจะเข้าใจด้วยเหมือนกับที่พ่อไม่เข้าใจฉัน
	กลับบ้านเดี๋ยวนี้...นายมาด้วย...เร็ว....!!!!
	พ่อให้ฉันกับพี่เบลวขึ้นรถ  พ่อบอกว่าอายเขาจะให้ไปเครียกันที่บ้านพี่เบลวจึงโทรหาพ่อกับแม่ของเขาให้มาที่บ้านฉัน  พอพ่อขับรถมาจอดที่หน้าบ้านฉันเปิดประตูลงจากรถพ่อก็ฉุดกระชากลากถูฉันเข้ามาในบ้านทันที  พ่อคว้าไม้เรียวออกมามือหนึ่งจับข้อมือฉันและอีกมือหนึ่งก็เอาไม้เรียวฟาดที่หลังของฉันหลายที  ฉันจำไม่ได้ว่าพ่อฟาดไปเท่าไร  แต่พ่อฟาดไม่หยุดเลย  ฉันทั้งเจ็บและก็ปวดใจมากที่พ่อไม่ฟังเหตุผลของฉันเลย...
	แกมีอะไรกับมันแล้วใช่ไหม....!!!!
	เปล่า...หนูไม่ได้ทำอะไรเสียหาย  พ่อ....!!!
	คุณอาผมกับดาวไม่มีอะไรกัน
	นายอย่ามาพูด...มันไม่ใช่เรื่องของนาย
	ทำไมจะไม่ใช่ในเมื่อมันเกี่ยวโยงกับผม  คุณอาน่าจะรู้นะว่าลูกสาวคุณอาเป็นคนถือเนื้อถือตัว  แต่วันนี้เธอมาจับมือผมเอง  ผมก็ไม่เข้าใจว่าเธอทำไมถึงมาจับมือกับผมทั้ง ๆ ที่ผมคบกับเธอมาได้แค่เดือนเดียว  คุณอาต้องเชื่อในเกียรติของลูกสาวคุณอาสิ
	พ่อตีฉันด้วยความโมโหแต่พอพ่อฟังพี่เบลวพูดทำให้พ่อวางไม้และเดินมานั่งที่โซฟา  พี่เบลวเป็นคนพูดนิ่ม ๆ แต่พ่อเป็นคนอารมณ์ร้อน  เมื่อใช้น้ำเย็นเข้าข่มไฟที่ร้อนระอุอย่างพ่อจึงสงบลง  สักพักพ่อกับแม่ของพี่เบลวก็มาถึง
	สวัสดีค่ะ
	สวัสดีครับ
	แม่ของพี่เบลวเดินเข้ามาคุยกับพ่อ  ส่วนพ่อของพี่เบลวก็เดินมาคุยกับพี่เบลว  ฉันเองจึงหลบเข้าห้องไป  ฉันไม่รู้หรอกว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกันแต่ฉันคิดว่าฉันอาจจะต้องเลิกคบกับคนดี ๆ อย่างพี่เบลวแน่ ๆ และอาจจะไม่ได้ไปเล่นยูโดอีก...  ฉันส่องกระจกดูหลังของตัวเอง  ฉันเห็นรอยไม้เรียวที่หลังเต็มไปหมด  บางรอยเป็นรอยนูนขึ้นมาแตกมีเลือดซิบ ๆ ฉันรู้สึกแสบหลังมากเลย  ถ้าวันนี้ย่าไม่ไปหาหมอย่าคงช่วยฉันได้  แม่ก็ไปทำงาน  ปู่ก็ไปทำใบภาษี  วันนี้จึงไม่มีใครอยู่ช่วยฉันได้เลยสักคนเดียว...  ย่าจ๋ากลับมาเร็ว ๆ หน่อยนะคะหนูไม่อยากอยู่กับพ่อในเวลาอย่างนี้เลย...
.................................20..................................
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะกำลังจะอวสานแล้วค่ะ
ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามมาโดยตลอดนะคะ  ตอนนี้ได้ตีพิมพ์เป็นเล่มแล้วใช้ชื่อใหม่ว่าสาวน้อยเลือดยูโดนะคะ
ขอบคุณค่ะ				
25 พฤศจิกายน 2547 12:01 น.

นวนิยาย:เสี้ยวหนึ่งของวิญญาณ (ตอนที่21)

สุชาดา โมรา

ดาวลูกไปร้านตัดชุดกับพ่อหน่อยได้ไหม  นี่เราจะไปกันทั้งครอบครัวเลยนะ
	ถึงฉันจะไม่อยากไปกับพ่อแต่ฉันก็ต้องไป  เพราะฉันรู้ว่าถ้าท่านโกรธขึ้นมาคงจะแย่มาก  พ่อมาร้านตัดชุดวิวาห์  พ่อเลือกชุดอยู่ส่วนฉันก็นั่งดูแบบไปเรื่อย ๆ
	ดาวนี่พ่ออยากให้หนูมาลองชุดนี้จังเลย
	หนูไม่เอาหรอกเพราะหนูไม่รู้ว่าจะใส่ไปไหน  ไม่ลองนะคะ
	ไม่ได้....!!!
	พ่อพูดเสียงดังลั่นร้านฉันเลยต้องเดินไปลองชุดราตรีสีขาว  ชุดนี้หลวมมากแต่ช่างบอกว่าจะเอาเข้าให้พอดี  ช่างให้ฉันเดินออกมาให้พ่อกับแม่ดู
	สวยมากเลยลูก...แต่เอ๊ะนี่มันรอยไม้เรียวเมื่อวันนั้นเหรอ  ทำไมมันเป็นแผลขนาดนี้
	ฉันก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไร  พ่อเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ จากนั้นทั้งแม่  ย่า  อาและปู่ก็รุมว่าพ่อเลย  ทุกคนว่าพ่อว่าทำเกินกว่าเหตุทำให้หลังฉันเป็นแผลเป็นลึกเพราะพ่อตีอย่างไม่ยั้งมือ  พอทุกคนทะเลาะกันหนักเข้าฉันก็เลยไปเปลี่ยนชุดและนั่งร้องไห้ในห้องแต่งตัว  ฉันรู้สึกแย่มากที่เห็นทุกคนทะเลาะเบาะแว้งกัน  ฉันรู้สึกว่าฉันเองเป็นฉนวนให้ครอบครัวแตกร้าว...  ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพ่อจะให้ฉันไปงานไหน  แต่ตอนนี้จิตใจฉันมันบอบช้ำมากเลยฉันไม่อยากจะไปไหนหรือทำอะไรทั้งนั้น
	พอกลับมาบ้านทุกคนก็ไม่มีใครคุยกับพ่อ  พ่ออารมณ์ไม่ค่อยดีจึงเดินไปหลังบ้าน  ส่วนคนอื่น ๆ ก็นั่งดูทีวีกัน  ฉันเองก็เข้าไปเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพราะไม่อยากพูดหรือคุยกับใคร  ฉันอายและรู้สึกแย่  หัวใจมันเหี่ยวเฉาจนไม่อยากจะมองหน้าใครอีกต่อไปแล้ว
	ดาว...โทรศัพท์ลูก
	สวัสดีค่ะ...พี่เบลวเหรอคะ  ค่ะ  ค่ะ  ค่ะ  หา....!!!!
	พี่เบลวโทรมาบอกเรื่องานหมั้น  ฉันตกใจมากที่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าฉันจะต้องหมั้นหมายกับพี่    เบลว  ไม่เห็นมีใครมาบอกฉันเลย...  ที่จริงฉันก็ชอบพี่เบลวนะแต่ลึก ๆ ในใจมันยังคงมีพี่นัทอยู่  จะให้ฉันทำยังไงดีเนี่ย  ฉันรู้สึกสับสนกับตัวเองมากเลย
	ฉันไปซ้อมยูโดเป็นปกติ  แต่วันนี้ทุกคนพูดกันหนาหูเรื่องงานหมั้นของฉันกับพี่เบลว  เป็นเพราะพี่เบลวไปเล่าเรื่องให้พี่ตูนฟังแท้ ๆ ตานี่ถึงได้ปากโป้ง
	ดาว...พี่ขอคุยด้วยได้ไหม
	ฉันอึ้งมากพี่นัทเดินเข้ามาคุยกับฉัน
	ดาวจะหมั้นจริงเหรอ...
	ฉันเงียบไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ก้มหน้าทำหน้าตาซึม ๆ อยู่ตลอดเวลา
	ดาวจะร้องทำไมในเมื่อดาวกำลังจะหมั้น...พี่ขอให้ดาวโชคดีนะ...อย่าทะเลาะกันล่ะ  และอย่าให้ใครมาแยกความรักให้เดินกันคนละทางอีกนะ  พี่ไม่อยากให้ดาวต้องมาเจ็บช้ำเหมือนกับตอนที่คบกับพี่
	ฉันเช็ดหยาดน้ำตาแล้วก็ยิ้มให้พี่นัท  พี่นัทเป็นคนดีถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าพี่นัทเสียใจ  และภายในใจฉันก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ เวลาที่ได้เห็นหรือได้ยินคำพูดจากปากของพี่นัทแต่ฉันก็ต้องวางตัวให้เหมือนพี่น้อง  ต้องวางตัวเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ฉันถวิลหาเขามาโดยตลอด  แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว  ฉันมีคนรักใหม่ที่ดีกว่าคนเก่า  และอีกหลาย ๆ อย่างที่เขามีมากกว่าพี่นัทคือ  ไม่ว่าเหมี่ยวจะยั่วยวนพี่เบลวเท่าไรแต่พี่เบลวก็ไม่สนใจ  เหมี่ยวพยายามทำทุกวิถีทางให้พี่เบลวแยกจากฉันแต่ก็ไม่สำเร็จนั่นเป็นเพราะพี่เบลวเป็นคนที่หนักแน่น  จริงจังและจริงใจไม่เหมือนกับพี่นัท...
	แล้ววันหมั้นก็มาถึง  พี่ ๆ และอาจารย์ที่สมาคมฯก็มาร่วมงานกันอย่างหนาแน่น  ฉันได้ออกมาจากห้องก็ตอนเริ่มพิธี  ทุกคนมองกันเป็นตาเดียวเพราะไม่คิดว่าฉันจะแต่งตัวออกมาได้สวยขนาดนี้  ฉันค่อย ๆ เดินมานั่งหน้าพ่อกับแม่ทั้งฝ่ายฉันและฝ่ายเขา  ย่าฉันถึงกับยิ้มแก้มปลิทีเดียว  พี่เบลวหยิบกล่องแหวนออกมา  แหวนวงนั้นเป็นแหวนเพชรสวิตน้ำหนัก 2.00 การัตเรือนเป็นทองคำขาวทำให้ทุกคนฮือฮากันใหญ่  ช่างภาพที่จ้างมาก็ถ่ายภาพอยู่ตลอดจนฉันรู้สึกแสบตา
	ไหว้พี่เขาสิลูก
	เสียงแม่บอกให้ฉันไหว้พี่เบลว  ฉันจึงก้มลงกราบที่อกของเขา  จากนั้นก็รอฤกษ์
	ได้เวลาแล้ว 9.00 น.  สวมแหวนให้น้องเลยลูก
	พี่เบลวค่อย ๆ บรรจงสวมแหวนให้ฉัน  จากนั้นทุกคนก็ปรบมือกัน  ฉันก้มลงกราบที่อกเขาอีกครั้ง  เขาจึงหยิบกล่องเครื่องเพชรออกมา  ในนั้นมีทั้งสร้อยคอ  สร้อยข้อมือและต่างหู  พี่เบลวจึงนำมาใส่ให้ฉัน  พอเสร็จพิธีก็ร่วมกันถ่ายรูป  พี่ตูนแอบเหยียบชายกระโปรงฉันอยู่หลายครั้ง  ส่วนพี่เบลวก็คอยประคองฉันเพราะกลัวว่าจะล้ม  พองานเลิกฉันก็ไปเปลี่ยนชุดและไม่ยอมออกมาจากห้องอีกเลย  ไม่ว่าใครจะชวนให้ออกมากินข้าวฉันก็ไม่ยอมออกมา  จนพ่อแม่ของพี่เบลวทนไม่ไหวพาพี่เบลวกลับบ้านไป  พ่อจึงมาดุฉัน
	เปิด...เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ  ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง....!!!
	คุณ...ลูกทำใจไม่ได้เพราะลูกเพิ่งจะรู้เรื่องได้เพียงอาทิตย์เดียวคุณอย่าไปดุลูกเลยนะ  เมื่อเช้าลูกก็เหนื่อยมาพอแรงแล้วไหนจะตื่นมาแต่งตัวแต่งหน้าตั้งแต่ตี 4 อีกล่ะ  คุณไปนั่งดูทีวีดีกว่านะ
	ฉันแอบฟังพ่อกับแม่คุยกัน  สักพักฉันก็โทรหาพี่เบลว
	พี่เบลวเหรอ  ดาวขอโทษนะคือดาวปวดหัวน่ะพี่คงไม่ว่ากันนะ
	ฉันดีใจที่พี่เบลวไม่ว่าอะไร  ฉันรู้สึกสำนึกผิดเพราะฉันทำตัวไม่เหมาะสมเลย  ฉันนี่แย่จริง ๆ ฉันไม่น่าทำลงไปแบบนั้นเลย
	เช้าวันใหม่ฉันก็ไปเรียนตามปกติ  เพื่อน ๆ หลายคนเดินเข้ามาถามฉันถึงเรื่องการหมั้นเพราะเหมี่ยเอามาพูดให้คนอื่นรู้กันทั่วทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปงานนี้
	จริงเหรอที่ดาวหมั้นไม่เห็นบอกกันบ้างเลย
	จริงเหรอ
	...............................
	สักพักกลุ่มของเหมี่ยวก็เดินเข้ามาถาม
	จริงเหรอที่แกแย่งแฟนเพื่อนถึงขนาดลงทุนหมั้นหมายเพราะกลัวว่าเหมี่ยวจะแย่งคืน
	ฉันรู้สึกโมโหจริง ๆ ที่ได้ยินเอ๊ะพูดแบบนี้
	เธอเชื่อเหมี่ยวได้กี่เรื่อง  เหมี่ยวโกหกมากี่เรื่องแล้ว  ถามจริง ๆ เถอะเพื่อนแบบนี้เธอคบเข้าไปได้ยังไง  ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าการศึกษาสูง ๆ อย่างเธอนี่จะถูกเหมี่ยวจูงจมูกได้ง่าย ๆ
	พวกนั้นถึงกับอึ้งชั่วคณะ  แล้วก็หันมาจะทำร้ายฉัน
	นี่แกด่าฉันเหรอ...แก...
	อย่านึกนะว่าฉันจะไม่สู้....!!!!
	ฉันพูดด้วยท่าทางเอาเรื่องพวกนั้นจึงเดินออกไปไม่มารังควานฉันอีก...
                        ............................21.................................
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ  กำลังจะอวสานแล้วนะคะ
ขอขอบคุณเพื่อนๆมากที่เป็นกำลังใจให้เสมอมา  ขอบคุณค่ะ				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสุชาดา โมรา
>