10 สิงหาคม 2548 21:23 น.

ปาฏิหาริย์รักข้ามมิติ ( ตอนที่ 6 )

สุชาดา โมรา

เรื่องเมื่อคืนทำให้เขาไม่ได้ไปคุยกับเทอดศักดิ์ต่อที่บ้าน ชาตินักรบขอตัวกลับมาเขียนข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่สำนักพิมพ์  ก่อนจะส่งข่าวให้กับบก.ที่รอปิดต้นฉบับหนังสือพิมพ์ตอนห้าทุ่ม  กว่าเขาจะกลับถึงห้องพักก็เกือบตีหนึ่ง หลังจากที่อาบน้ำเรียบร้อยแล้วเขาก็หลับเป็นตาย หนังที่ซื้อไว้และตั้งใจจะเอามาดูยังอยู่ในถุงวางกองอยู่บนโต๊ะ

รุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาชาตินักรบรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง อุณหภูมิในร่างกายเหมือนจะสูงขึ้น เอามือสัมผัสหน้าผากและต้นคอของตัวเอง จึงรู้ว่าตนเองไม่สบายแน่แล้ว...เขานึกสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าทำไม ตัวเองถึงสุขภาพอ่อนแอขนาดนี้ เพราะเมื่อวานเขานั้นไม่ได้เปียกฝนมากเท่าไหร่

เขาไม่ได้ป่วยมานานแล้ว คราวนี้รู้สึกว่าอาการค่อนข้างจะหนักทีเดียว  รู้สึกแขนขาอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง กว่าจะยันตัวลุกขึ้นได้ต้องใช้ความพยายามพอสมควร คอรู้สึกเหนียวและกลืนน้ำลายลำบาก คิดว่าคงไปทำงานไม่ไหว จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่สำนักงานเพื่อขอลาหยุดงานหนึ่งวัน

กดโทรศัพท์และพูดสายกับคนที่สำนักงานจึงรู้ว่าเสียงของเขาเองก็แห้งหายไปด้วย เดินไปห้องน้ำล้างหน้าล้างตา เปิดตู้ยาหายาแก้ไข้ แก้ปวดมารับประทาน เปิดตู้เย็นหาอะไรมากินรองท้อง หยิบกระบอกน้ำเย็นออกมาวางไว้หลังตู้ เทน้ำเย็นใส่แก้วน้ำไปครึ่งแก้ว ที่เหลือเทใส่กะละมังใบเล็กไว้ เดินไปกดน้ำร้อนที่กระติกไฟฟ้าใส่แก้วใบเดียวกันจนเกือบเต็ม โยนยาเข้าปากและดื่มน้ำตามเข้าไป 

จากนั้นชาตินักรบก็เดินมาเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กออกมาหนึ่งผืน ชุบผ้าลงในกะละมังน้ำเย็น บีบผ้าพอ หมาด ๆ หยิบขึ้นมาเช็ดไปตามเนื้อตัว พอความเย็นเริ่มหมดไปก็ชุบผ้าลงในกะละมังอีกครั้ง เดินถือกะละมังไปที่เตียงนอน เอนตัวลงนอนและหยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมาโปะไว้บนหน้าผาก และหลับตาลง

นอนกระสับกระส่ายบนเตียงได้ไม่นาน ความร้อนที่ออกจากรูขุมขนเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น คงต้องหาทางระบายมันออกไปบ้าง เขาลุกขึ้นถอดเสื้อออก ตั้งใจจะลุกขึ้นไปเปิดแอร์ ให้มีความเย็นมากระทบกับร่างกายบ้าง แต่ก็กลัวว่าอากาศภายในห้องจะเย็นเกินไปทำให้เป็นไข้หนักขึ้นอีกจึงเลิกล้มความตั้งใจ

ใช้พลังเท่าที่มีอยู่ออกแรงเดินไปที่ห้องน้ำเปิดก๊อกน้ำวักน้ำมาลูบตามเนื้อตัว ออกจากห้องน้ำมาแล้วจึงเดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมระบายเข้ามา กลับมานั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่บนเตียง บ่นกับตัวเองว่า...ป่วยตอนอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่นี่มันแย่จริง ๆ.... 

คิดจะไปหาหมอแต่ก็ไม่มีแรงจะขับรถ คงต้องโทรหาใครซักคนแล้วล่ะ.....

..

เธอไม่ได้รับสายตอนที่เขาโทรมาเพราะกำลังยุ่งอยู่กับการให้คำปรึกษาลูกค้า  จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่ามานั่งฟังเขาระบายมากกว่า  งานที่ปรึกษาทางจิตวิทยาของเธอนั้นต้องใช้ความอดทนในการรับฟังค่อนข้างสูงทีเดียว เพราะทุก ๆ วันต้องเจอกับเรื่องราวความทุกข์ของคนสารพัดเรื่อง และต้องคอยช่วยให้คำแนะนำให้พวกเขาค่อย ๆ หาทางออกให้ได้ด้วยตัวเอง 

สิบนาทีหลังจากนั้นอาริซ่าจึงปลีกตัวออกจากห้องมาเพื่อเช็คโทรศัพท์ได้ ...ชาติเหรอ...เขาโทรมาทำไมกัน ปกติเขาไม่เคยโทรมาในช่วงเวลาทำงาน คงมีเรื่องสำคัญ

โทรกลับไปฟังน้ำเสียงของเขาจึงรู้ว่าเขากำลังไม่สบาย เขาถามเธอว่าว่างมั๊ยถ้าว่าง ช่วยพาเขาไปหาหมอหน่อย...ได้สิทำไมจะไม่ได้ เธอตอบหลังจากดูบันทึกการนัดหมาย วันนี้เธอไม่มีนัดอีกแล้ว

ใช้เวลาเกือบชั่วโมงจากที่ทำงานของเธอมาที่พักของเขา ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาแค่นี้  ในอดีตจะทำให้เธอกับเขาต้องห่างเหินจนเลิกเป็นแฟนกัน กุญแจสำรองห้องพักของเขายังอยู่ที่เธอหนึ่งชุด  ตอนที่เลิกกันเขาไม่ทวงมันคืน และเธอเองก็ไม่ได้คืนมันให้กับเขา

เขานอนอยู่บนเตียง เปลือยท่อนบน บนหน้าผากมีผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ วางอยู่ หน้าต่างในห้องถูกเปิดเพื่อให้ลมระบาย เธอเดินเข้าไปสัมผัสตัวเขา และรับรู้ถึงระดับความร้อนสูงภายในร่างกายที่ส่งออกมา..เธอส่งเสียงเรียก

ชาติคะ  ชาติ

อือ... เขาพยายามลืมตาและตอบกลับมา

ริซ่านะ ไหวหรือเปล่า เดี๋ยวใส่เสื้อแล้วไปหาหมอกัน พยุงตัวเขาลุกขึ้นนั่งพิงกับหมอน เดินไปเปิดตู้หยิบเสื้อเชิ้ตมาใส่ให้เขาหนึ่งตัว แล้วพยุงตัวเขาลุกขึ้นยืนเดินไปที่ประตู



รอจนเขาอาการดีขึ้น อาริซ่าจึงกลับออกไปในตอนรุ่งเช้า ชาตินักรบตื่นขึ้นมาตอนสายจึงพบว่าเธอทำข้าวต้มเครื่องทิ้งไว้ให้เขา รู้สึกอบอุ่นในใจเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเป็นคนรักกัน เขาอมยิ้มน้อยน้อย  อาริซ่าอุ่นข้าวต้มและตักขึ้นมานั่งทานได้สามสี่คำแล้วเขาก็นอนต่อ  เพราะร่างกายยังไม่สามารถที่จะไปทำอะไรได้  จู่ ๆ ไข้ก็กลับมาขึ้นสูงอีกเพราะเขาดันไปเปิดเครื่องปรับอากาศอีกครั้งเพราะรู้สึกร้อนอบอ้าว

เขานอนซมอยู่บนเตียงอยู่นาน  ร่างกายกระสับกระส่ายไปมาราวกับถูกไฟรน  เขารู้สึกหัวหมุน  ทำอะไรไม่ได้  แคนดี้ปรากฏตัวขึ้นเพราะรู้สึกสงสารที่เขาเป็นแบบนี้  เธอจึงนั่งลงข้าง ๆ เตียงและเอามือแตะที่หน้าผากของเขาเบา ๆ

อูยยยยย.ร้อนจี๋เลยทำไงดีนะ  แคนดี้เอ่ย

แคนดี้นั่งคิดอยู่นานจนรู้สึกได้ว่ามือของชาตินักรบกำมือเธอเอาไว้แน่นแล้วก็ร้องเพ้อออกมาเป็นระยะ ๆ

นางฟ้านางฟ้านางฟ้ามาช่วยผมเหรอ

แคนดี้ยิ้มแล้วก็หยิบไข่มุกสีดำเม็ดหนึ่งออกมา  หล่อนหยิบป้อนไปที่ปากของเขา  แต่ไข่มุกนั้นไม่ส่องสว่างเลย  หล่อนจึงนำไข่มุกนั้นขึ้นมาอมและค่อย ๆ ก้มลงป้อนไปที่ปากเขาริมฝีปากของทั้งคู่เมื่อต้องกันก็เกิดปฏิกิริยาราวกับไฟช๊อตขึ้น  แคนดี้รู้สึกหวั่นไหวราวกับร่างกายไม่มีแรงขยับเขยื่อนไม่ได้  แสงสว่างของไข่มุกราตรีสีดำสว่างขึ้น  อุณหภูมิในตัวของชาตินักรบค่อย ๆ เย็นลง  เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองเจ้าของริมฝีปากคู่นั้นที่ยังคงประกบแน่นไม่ขยับตัวไปไหน  ดวงตาเขายิ้ม  มือของเขาค่อย ๆ โอบกอดหล่อนเอาไว้ไม่ยอมให้ห่างกายไปไหน  เขาไม่ยอมปล่อยริมฝีปากคู่นั้นให้หลุดไป  เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วก็พลิกตัวจนแคนดี้ฟุบตัวลงไปนอนบนเตียงอุ่น ๆ ของเขาริมฝีปากคู่นั้นยังคงตราตรึงอยู่กับทั้งคู่ตลอดเวลา  แคนดี้พยายามจะแกะมือคู่นั้นของเขาออกจากตัวแต่ก็ทำไม่ได้  เธอจึงค่อย ๆ นึกถึงมนตราและอำนาจแห่งพลังแห่งเทพในตัวของหล่อน  ร่างของหล่อนจึงพลันหายไปในพริบตาและมาปรากฏตัวยืนอยู่เบื้องหลังของชาตินักรบ

ชาตินักรบรู้สึกเพลิดเพลินอยู่กับรอยจุมพิตที่ตนเองไม่เคยได้สัมผัสและรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน  เมื่อร่างของแคนดี้หายออกไปแล้ว  ร่างของเขายังคงจุมพิตกับหมอนข้างที่แคนดี้ได้หยุดเวลาด้วยนาฬิกาแห่งเทพและนำหมอนข้างสีฟ้าไปให้เขากอดแทนร่างของตัวเอง

ชาตินักรบเริ่มรู้สึกตัวเมื่อเวลาเริ่มเดินอีกครั้ง  เขาจึงรู้ตัวว่านางฟ้าที่เขากอดจูบคนนั้นเป็นเพียงหมอนข้างธรรมดา ๆ ที่วางอยู่ข้าง ๆ กายตลอดเวลานั่นเอง  เขาจึงลุกขึ้นพรวดแล้วก็นั่งลงที่ขอบเตียง  ในขณะที่แคนดี้กำลังยิ้มเยาะเขาอยู่ข้างบนเพดานห้อง  มือของหล่อนค่อย ๆ แตะริมฝีปากและยิ้มละมุน

เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย  รอยจูบแรกกับมนุษย์โลกยังคงตราตรึงอยู่กับเราตลอดเวลา  ทำไมอานุภาพแห่งรสจูบของเขายังคงไม่ห่างไปไหนนะแคนดี้นึก

จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

ชาติเหรอ พี่เอง ต้นสายเป็นเสียงของเทอดศักดิ์

มีอะไรเหรอครับพี่ 

ผลการชันสูตรศพคุณหญิงศันสนีย์ กับคนอื่น ๆ ออกแล้วนะ รู้หรือยัง

ยังครับ มีอะไรหรือครับ

หมอตรวจไม่เจอยาพิษ เหมือนอย่างที่ตำรวจสันนิษฐานไว้ในตอนแรก ตอนนี้ตำรวจกำลังมึนกันใหญ่  เพราะผลชันสูตรเบื้องต้นระบุเหตุการตายเหมือนกันหมดทั้งสี่ราย. ..

ระบุว่ายังไงครับ

ทั้งสี่คน ตายเพราะเส้นประสาททุกเส้นถูกทำลาย หมอยังระบุไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร แต่คาดว่าก่อนตายผู้ตายคงได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ไม่แน่นะว่าคดีนี้อาจจะถูกแทงสูญ เพราะระบุไม่ได้ว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า ยังไงชาติลองตามดูก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่จะลองไปสัมภาษณ์ครอบครัวคุณหญิงก่อน  แค่นี้นะ

ครับ ขอบคุณครับพี่ 

ต้นสายวางสายไปแล้ว แต่ชาตินักรบเองยังติดอยู่ในห้วงคิดบางอย่าง...สาเหตุการตายเหมือนกันหมด นั่นคือ เส้นประสาททุกเส้นถูกทำลาย ก่อนตายคงได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง...แม้ตำรวจจะระบุไม่ได้ว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่สิ่งที่เขากำลังคิดถึงอยู่คือ...ผู้ชายคนนั้น...

....หมายความว่า...คืนนั้นผู้ชายคนนั้นอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยสิ ....

.

ชาตินักรบเข้าไปที่สำนักงานเกือบเที่ยง ตรงไปยังห้องข้อมูล เพราะต้องการสืบหาข้อมูลบางเรื่องที่ยังคาใจอยู่ เรื่องนี้เขาคงต้องให้สมชัยเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของสำนักงานช่วย

สมชัยเป็นรุ่นน้องเขาสองปี จบทางสายเทคโนโลยีสารสนเทศมาโดยตรง สมชัยจึงเป็นคนที่มีฝีไม้ลายมือในการใช้คอมพิวเตอร์และการสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีและรวดเร็วกว่าเขามาก ชาตินักรบมักจะให้สมชัยช่วยสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเขียนข่าวให้เขาอยู่เป็นประจำ ครั้งนี้ชาตินักรบเล่าให้สมชัยฟังคร่าว ๆ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เขาต้องการให้สมชัยช่วยค้นหานั่นคือความเกี่ยวพันกันของผู้ตายทั้งสี่ 

สมชัยนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เขาเอ่ยขอรายชื่อทั้งหมดของผู้ตายจากชาตินักรบ

คุณหญิงศันสนีย์   เฉลิมชัยชัชชวาลเจริญวงศ์

นางสาววรัญญา  วิจารณ์พิพัฒน์

พลตรีปกรณ์กุญ  ทุ่นทองแท่ง

นางวรรณดีจิตร  ศรีพนายอดกมลกุลทรัพย์

สมชัยคีย์แต่ละรายชื่อเข้าไปในคอมพิวเตอร์สี่ตัวอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์แต่ละตัวประมวลผลในการสืบค้นของมันอยู่ครู่ใหญ่ ก็แสดงผลข้อมูลที่ค้นเจอให้ได้รับรู้

นอกจากคุณหญิงศันสนีย์ กับนางสาววรัญญาที่ฐานะเป็นนายจ้างลูกจ้างกันแล้ว สี่คนนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย นอกจากเรื่องเงินบริจาค

ยังไงวะ

คุณหญิงศันสนีย์ เป็นประธานสมาคมผู้หญิงเพื่อเด็ก ที่ทำงานการกุศลเพื่อเด็กมาตั้งแต่สิบปีก่อน นางสาววรัญญาพิธิกรในงาน ทำงานเป็นเลขานุการให้กับคุณหญิงที่สมาคมมานานแปดปีแล้ว เธออายุสามสิบห้าแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน 

พลตรีปกรณ์กุญ อดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หลังจากปลดประจำการก็ไปหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ภาคอีสานจนได้ชื่อว่าเป็นราชาที่ดินในแดนอีสาน นางวรรณดีจิตร แม่เลี้ยงเมืองเหนือ  เพิ่งมีชื่อเสียงขึ้นมาเมื่อห้าปีก่อน ธุรกิจใหญ่ของเธอก็คือทำสวนผลไม้เมืองหนาวส่งออก คาดว่าสองคนนี้เพิ่งจะมารู้จักคุณหญิงก็เพราะงานระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนในชนบทนี่เอง เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีประวัติว่าทั้งหมดเคยติดต่อกันมาก่อน

หมายความว่า..

ไม่คุณหญิง ก็เลขาแกคงค้น ๆ ดูชื่อ คนมีฐานะชื่อเสียงในแต่ละพื้นที่ แล้วส่งหนังสือขอรับบริจาคเงินไปให้ พอมีคนบริจาคเงินรายใหญ่แกก็เลยเชิญมาร่วมงาน คิดว่าน่าจะหวังผลประโยชน์ข้างหน้าด้วย

นอกจากต่างคนต่างก็เป็นคนมีฐานะเหมือน ๆ กันแล้ว ไม่มีอะไรจะเชื่อมโยงกันได้เลยหรือวะ เบียร์เอ็งลองค้นดูอีกทีสิ อย่างเช่นอาจจะเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกัน มีพ่อแม่สามีเป็นญาติกันหรือว่าเคยไปร่วมงานอะไรด้วยกันโดยไม่รู้ตัว 

คงต้องใช้เวลาหน่อยนะพี่ ไม่นานหรอก ก่อนอื่นผมขอกาแฟซักแก้วหนึ่งก่อนได้ปะ กาแฟสอง น้ำตาลสอง ครีมครึ่งช้อนก็พอ 

ได้ทีใช้เลยนะ***

ฮ่ะ ฮะ อยากได้ข้อมูลมันก็ต้องลงทุนหน่อยสิพี่

พอเบียร์ขอกาแฟแคนดี้ก็จัดกาแฟให้  หล่อนหยุดเวลาด้วยนาฬิกาแห่งเทพแล้วหล่อนก็จับมือของชาตินักรบและยกกาแฟมาให้เขาถือทันที

เวลาเริ่มเดินอีกครั้ง

อะไรวะนี่เราชงกาแฟตั้งแต่เมื่อไรวะ  ชาตินักรบเปรยขึ้นพร้อมกับยกกาแฟมาให้เบียร์ทันทีเขายืนนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก  เขาจึงเอามือเกาที่ท้ายทอยเบา ๆ ด้วยความงุนงง



ครึ่งชั่วโมงผ่านไปยังไม่ได้วี่แววอะไรที่จะโยงคุณหญิงศันสนีย์ พลตรีปกรณ์กุญ และนางวรรณดีจิตรเข้าด้วยกันได้

ไหนบอกว่าไม่นานไงวะ

โห พี่ค้นเรื่องคนน่ะไม่ยากหรอก  แต่นี่ดันให้ผมมาช่วยค้นว่าแต่ละคนมีอะไรเกี่ยวข้องกันบ้างนี่ ปุ๊บปั๊บจะให้มันได้เลยได้ยังไง ผมไม่ได้เคยรู้จักมักจี่เป็นการส่วนตัวกับเขามาก่อนนี่ พี่ลองมาหาเองเอาป่าว

...สงสัยอยู่หน้าคอมไม่ค่อยได้คุยกับใคร  เวลาเจอเขาสมชัยถึงได้คุยไม่หยุด

เอาเถอะ เอาเถอะ ลองค้นดูเรื่องที่เป็นข่าวของพวกนี้ดูสิ ว่ามีข่าวอะไรที่คล้าย ๆ กันบ้าง

สมชัยยังคีย์ข้อมูลใส่คอมพิวเตอร์ของเขาไม่หยุด คอมพิวเตอร์ทั้งสี่ตัวยังทำหน้าที่ในการสืบค้นของมันไปเรื่อย ๆ ข่าวหลายข่าวเกี่ยวกับคนทั้งสี่ที่ถูกค้นพบ ปรากฏให้เห็นบนหน้าจอแต่ละอัน วรัญญาไม่ค่อยเป็นข่าวนัก เพราะส่วนใหญ่เธอทำงานกับคุณหญิง ที่ปรากฏเป็นข่าวก็เป็นเพียงบทสัมภาษณ์เธอในฐานะเลขานุการสมาคม ผู้หญิงเพื่อเด็กเท่านั้น

สมชัยนั่งดูข้อมูลต่าง ๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะหันมาถามชาตินักรบ 

อย่างนี้พอจะเรียกได้ว่ามีอะไรเหมือนหรือเกี่ยวข้องกันได้หรือเปล่า พี่ชาติ

อะไร 

คุณหญิงศันสนีย์ในฐานะประธานสมาคม และนางสาววรัญญาในฐานะเลขานุการสมาคมเคยถูกฟ้องว่ายักยอกเงินบริจาคที่บริจาคให้บ้านเด็กอ่อนจำนวนห้าแห่งเมื่อสามปีก่อน แต่เธอชนะคดีและฟ้องกลับผู้ดูแลบ้านเด็กอ่อนฐานหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหาย พร้อมกับร้องเรียนเรื่องวินัย จนผู้ดูแลบ้านเด็กอ่อนแต่ละแห่งที่เข้าชื่อเป็นโจทก์นั้นถูกให้ออกจากงาน และต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับคุณหญิงกับนางสาววรัญญาเป็นเงินถึงคนละห้าแสนบาท

พลตรีปกรณ์กุญ สองปีก่อนเคยถูกชาวบ้านแถวจังหวัด หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ ยโสธร หนองคาย ร้องเรียนฐานฉ้อโกงที่ดินชาวบ้าน แต่ศาลยกฟ้อง มีผลทำให้ชาวบ้านเกือบสองร้อยหลังคาไร้ที่ดินทำกิน

นางวรรณดีจิตร แม่เลี้ยงสวนผลไม้จากเมืองเหนือ หน้าฉากเธอดูเหมือนว่าเธอจะเป็นเจ้าของสวนผลไม้ส่งออกรายใหญ่ใน ภาคเหนือ ที่มีรายได้จากการค้าขายผลไม้ แต่เมื่อสองสามปีก่อนมีข่าวซุบซิบว่าเธอมีเบื้องหลังเป็นเอเย่นต์จัดส่งเด็กผู้หญิงให้ไปขายตัวและเป็นสายส่งยาบ้าออกนอกประเทศ แอบแฝงไปกับธุรกิจค้าส่งของเธอ แต่มาถึงทุกวันนี้ตำรวจก็ยังสืบสาวไปถึงตัวเธอไม่ได้ เธอถึงลอยนวลมาถึงทุกวันนี้

ไหนพี่ขอดูหน่อย

ชาตินักรบเลื่อนตัวเองมานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาค่อย ๆ อ่านเนื้อข่าวทีละทีข่าวอย่างตั้งใจ ในขณะที่สมชัยยังง่วนอยู่กับการหาอะไรบ้างอย่างในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่ง 

ชาตินักรบคิดว่าพอจะเข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันของคนทั้งหมดบางแล้ว และถ้าเหตุการณ์นั้นมีผู้ชายคนนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องจริง ๆ เขาก็พอจะรู้แล้วว่าเป็นเพราะอะไร

...ทุก ๆ คนต่างเคยทำให้คนหลายคนได้รับความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานมาแล้วทั้งสิ้น มีเหตุผลเพียงพอที่ชายผู้ควบคุมความเจ็บปวดคนนั้น จะใช้ความเจ็บปวดนั้นสั่งสอนพวกเขาเหล่านั้น

...แต่มันไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาดต้องฆ่าแกงกันเลยนี่...

แล้วเรื่องที่เขาเคยช่วยคนเป็นจำนวนมากบนถนนจรัญสนิทวงศ์วันนั้นล่ะ มันคนละเรื่องกันเลยนะ ระหว่างการช่วยชีวิตคนกับการฆ่าคนตาย..

พี่ชาติ  พี่ชาติ

เสียงเรียกของสมชัย ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์

หือ 

ผมคิดว่าผมเจออะไรที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งแล้ว

อะไรวะ

ข่าวเกี่ยวกับการตายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคุณหญิงศันสนีย์และคนอื่น ๆ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา 

น้ำเสียงของเขามีท่าทีตื่นเต้นและตื่นตระหนก

เป็นยังไง

เท่าที่ค้นเจอ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๕๐ ข่าว รวมยอดคนที่เสียชีวิตเกือบ ๑๕๐ คน เดี๋ยวผมจะลองสืบค้นด้วยคำอื่น ๆ ดู  งานนี้พี่จะทำอะไร บอกผมด้วยนะผมเล่นด้วย จะช่วยเต็มที่เลย

เกิดเรื่องขึ้นมากมายอย่างนี้ จะมีใครสังเกตบ้างหรือเปล่านะ แล้วเขาจะเริ่มต้นที่ไหนก่อนดี...ชาตินักรบได้แต่คิด คิด แล้วก็คิด...และแล้วคำพูดประโยคนั้นของอาริซ่าก็ลอยแล่นเข้ามา ....ถ้าชาติอยากจะหาผู้ชายคนนั้นให้เจอจริง ๆ ชาติลองไปเริ่มที่นี่ดูนะ

...อืม...ลองดูก็แล้วกัน...เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า อาริซ่าแนะนำเขาให้ไปหาผู้ชายคนนี้เพราะอะไร....

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ



ผู้ตั้งกระทู้ สุชาดา โมรา ( p_naja@hotmail.com )				
10 สิงหาคม 2548 21:23 น.

ปาฏิหาริย์รักข้ามมิติ ( ตอนที่ 5 )

สุชาดา โมรา

...จริง ๆ แล้ว เขาเองอาจจะยังอ่อนแออยู่มาก...ชาตินักรบได้แต่ครุ่นคิด 

...ตอนที่เจอกับอาริซ่าเขาพยายามแสร้งทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาริซ่าคงไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วตอนที่อยู่กับเธอเมื่อครู่ เขาสมมติให้เขาและเธอยังคงเป็นคนรักกันเหมือนเมื่อก่อน ด้วยหวังว่ามันจะกลบความรู้สึกโหยหาลงไปได้บ้าง...

หลังจากที่อาริซ่าขอตัวกลับไปก่อนแล้ว ชาตินักรบเดินเล่นเตร็ดเตร่ตามร้านขายวีซีดี-ดีวีดี เพื่อเลือกหนังเอาไปดูที่ห้องแก้เหงา เขาเลือกหนังได้มาสามเรื่องเป็นหนังลึกลับทั้งหมด ตั้งใจว่าจะเอามาดูเพื่อปลุกใจก่อนจะเริ่มทำงานร่างเนื้อหาของส***๊ปพิเศษเรื่องพิศวง...งาน งาน งาน...ชาตินักรบคิด เพื่อดึงกำลังใจของตัวเองให้กับมา เขาต้องคิดถึงแต่เรื่องงานเท่านั้น

ออกจากร้านขายวีซีดี-ดีวีดีแล้วชาตินักรบมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถบริเวณ ข้างหลังศูนย์การค้า จึงได้รู้ว่าข้างนอกนั้นฝนตกหนักและลมกรรโชกแรง แรงลมพัดพาละอองฝนสาดเทเข้ามาข้างในบริเวณลานจอดรถ ทำให้พื้นคอนกรีตบางส่วนเปียกปอนและน้ำไหลเจิ่งนอง ชาตินักรบเดินหลบเลี่ยงสายฝนมุ่งตรงไปยังรถของเขาที่จอดอยู่ ตรงข้ามที่รถของเขาจอดอยู่เป็นทางเชื่อมไปหาโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังของศูนย์การค้า ตอนนี้เองที่เขาได้เจอกับเทอดศักดิ์ที่เพิ่งจอดรถเสร็จ

เทอดศักดิ์เป็นทั้งรุ่นพี่ที่เรียนสื่อสารมวลชนมาด้วยกัน และเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานที่สำนักพิมพ์ ไททรรศน์มาก่อนเขาสามปี สำหรับชาตินักรบแล้วเทอดศักดิ์เป็นรุ่นพี่ที่ดี ทั้งทางด้านการเรียนและการทำงาน เทอดศักดิ์เป็นคนเปิดโลกการเรียนรู้ของเขาให้กว้างขึ้น ในตอนที่เขาเข้าร่วมเป็นทีมทำหนังสือพิมพ์ฉบับนักศึกษารายสัปดาห์ขึ้นเพื่อจำหน่ายในรั้วมหาวิทยาลัยกับเทอดศักดิ์

การได้เข้าร่วมวางแผนการนำเสนอข่าว การวางแผนหางบประมาณ และการออกงานภาคสนามกับเทอดศักดิ์ ทำให้เขาซึมซับประสบการณ์ของการทำงานในสถานการณ์จริง ๆ ได้มากทีเดียว และการได้มีโอกาสคลุกคลีทำงานร่วมกันนี้เอง ส่งผลให้เมื่อเขาเรียนใกล้จบ เทอดศักดิ์ชักชวนให้เขามาสมัครงานที่หนังสือพิมพ์ไททรรศน์ที่เทอดศักดิ์ทำอยู่ก่อนแล้ว

ตอนนั้นเทอดศักดิ์ทำเรื่องขอย้ายแผนกจากทีมข่าวอาชญากรรมมาอยู่ ทีมข่าวสังคมแทน เพราะนุศราภรรยาของเทอดศักดิ์ซึ่งท้องอ่อน ๆ ได้สามเดือนขอร้อง เธอต้องการให้เขาอยู่ใกล้ชิดดูแลเธอมากขึ้น ที่สำคัญเธอนั้นไม่อยากให้เขาทำงานเสี่ยงและกลับบ้านไม่เป็นเวลาเหมือนเคยอีก

เมื่อเทอดศักด์ทำเรื่องย้ายแผนกได้และทางสำนักพิมพ์ต้องการคนมาแทนเขาในทีมข่าวอาชญากรรม เขาไม่รอช้าเลยที่จะนำเรื่องนั้นมาบอกกับชาตินักรบให้รับรู้

เขาไม่ได้เจอกับเทอดศักดิ์มานานแล้ว ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยแวะเวียนไปเยี่ยมไปหาเทอดศักดิ์ที่บ้านอยู่เป็นประจำ เพราะมัวแต่วุ่น ๆ กับการทำข่าวอาชญากรรมที่ต้องตระเวนไปนู่นไปนี่ไม่เป็นเวลา เป็นเหตุผลที่เขายกขึ้นมาอ้างกับตัวเองเสมอ 

หลังจากตกลงกับอาริซ่าว่าจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม เขาก็พยายามทำตัวโดดเดี่ยวมาตลอด เอาแต่ก้มหน้าก้มตา มุ่งทำงานเพียงอย่างเดียวเพราะอยากจะพิสูจน์ว่าตัวเองเข้มแข็งสามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว และที่สำคัญการไปบ้านของเทอดศักดิ์มันทำให้เขาอดคิดถึง ช่วงเวลาที่เขาพาอาริซ่า ไปเล่นกับยัยลูกหนูลูกของเทอดศักดิ์ไม่ได้

เทอดศักดิ์และนุศรา ขอร้องให้พวกเขาเป็นพ่อแม่อุปถัมภ์ให้กับยัยลูกหนู ตั้งแต่แกยังเล็ก อาริซ่ารักยัยลูกหนูมาก จนเธอเคยปรารภกับเขาว่า ถ้าแต่งงานและมีลูกกับเขาซักคนอยากมีลูกสาวอย่างยัยลูกหนู...นึกถึงตรงนี้แล้วทำให้ชาตินักรบรู้สึกสะท้อนใจ โอกาสที่เขาจะได้แต่งงานอยู่กินและมีลูกกับเธอตอนนี้มันช่างอยู่ห่างไกลลิบลับหรือเกิน

ชาติ มาทำอะไรแถวนี้วะ เทอดศักดิ์เอ่ยทักขึ้นก่อน

พี่เทอดหวัดดีครับ มีนัดกับเพื่อนครับ กำลังจะกลับ พี่ล่ะครับวันนี้มาทำข่าวอะไร เขาเอ่ยถามเมื่อเห็น เทอดศักดิ์สะพายกล้องติดตัวมาด้วย

อ๋อ ข่าวงานเลี้ยงการกุศล ของคุณหญิงศันสนีย์น่ะ เห็นเขาบอกว่าจะระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กยากจนในชนบท   เออชาตินายว่างมั๊ยล่ะ

ทำไมเหรอครับพี่

พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วยเยอะเลย ไม่ได้เจอกันนานแล้วนี่เรา เอางี้นาเข้าไปทำข่าวกับพี่ในงาน เสร็จแล้วเราไปหาที่คุยกันที่บ้านพี่ ยัยลูกหนูบ่นว่าเจอแต่คุณอาริซ่า ไม่เจออาชาติซักที แกเข้าโรงเรียนแล้วนะ กำลังเห่อชุดนักเรียนใหญ่

ลูกหนู ตอนนี้คงจะย่างห้าขวบแล้ว เขาไม่ได้ไปเยี่ยมแกนานเท่าไรแล้วนะ....เกือบ ๆ ห้าเดือนได้แล้วมั้ง

มันจะดีเหรอครับพี่ ผมรอพี่อยู่ข้างนอกดีกว่า พี่เสร็จธุระแล้วค่อยโทรหาผมดีกว่ามั้งครับ 

เออน่า แป๊บเดียวไม่นานหรอก พี่ไปถ่ายรูปคุณหญิงกับแขกผู้มีเกียรติบางคนตอนมอบเงินการกุศลก็เสร็จแล้ว ถือว่าเข้าไปหาอะไรกินเล่นแล้วกันนะ..ไปกัน เทอดศักดิ์เอ่ยปากพร้อมฉุดแขนชาตินักรบไปด้วย  เหมือนเป็นการขอร้องแกมบังคับ

ก็ได้ครับ ชาตินักรบตกลงรับคำชวน เพราะเขาคิดว่าอย่างน้อยมีอะไรให้ทำบ้างก็ยังดีกว่ากลับไปนอนดู หนังเหงา ๆ อยู่ที่ห้องคนเดียว

.

งานเลี้ยงจัดได้ค่อนข้างใหญ่โตเลยทีเดียว บรรดาแขกผู้มีเกียรติที่ใส่ชุดราตรีสวย ๆ งาม ๆ เท่าที่ประมาณดูด้วยสายตาแล้วไม่น่าจะมีจำนวนต่ำกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบคน สื่อมวลชนอีกจำนวนกว่าสามสิบชีวิต

เทอดศักดิ์พาชาตินักรบเดินสำรวจอาหารและเครื่องดื่มทั่วห้อง งานนี้จัดเลี้ยงแบบงานเลี้ยงค็อกเทล  อาหารจึงไม่เป็นอาหารหนักมาก  ส่วนใหญ่เป็นจำพวกเครื่องจิ้ม และของขบเคี้ยวกินเล่น 

ชาตินักรบไม่ได้ทานอะไรมาก  เพราะเขายังอิ่มจากมื้อที่ทานกับริซ่าอยู่  เขาเลือกหยิบเครื่องดื่ม และของแกล้ม เล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงไม่กี่ชิ้นมาทานในระหว่างรอเวลาเปิดงาน แต่เทอดศักดิ์ดูเอร็ดอร่อยกับการไล่ชิมอาหารอยู่มาก

พี่เทอด กินเยอะระวังอ้วนนะพี่ เขาเย้า

ไม่ทันแล้วว่ะชาติ  ตอนนี้มันยื่นออกมาแล้ว

เทอดศักดิ์หัวเราะ พลางใช้มือลูบหน้าท้องให้เขาดู สี่ห้าปีจากการมีชีวิตครอบครัว ทำให้เขาผ่อนคลายตัวเองลงไปมาก ชาตินักรบเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่า รุ่นพี่ผู้เคยเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง เมื่อเปลี่ยนมาเป็นสามีและพ่อคนแล้วจะกลายเป็นคนอ่อนโยนและขี้เล่นได้ถึงเพียงนี้

...ถ้าชาติมีครอบครัวแล้วก็จะรู้เอง...เทอดศักดิ์เคยบอกเขาอย่างนั้น

.

พิธีกรหญิงร่างเล็กขึ้นประจำตำแหน่งที่โพเดี่ยมบนเวที เธอกล่าวต้อนรับแขกผู้มาร่วมงาน แจ้งให้ทราบถึงกำหนดการต่าง ๆ ภายในงาน เมื่อเธอกล่าวจบแสงไฟภายในห้องค่อย ๆ ลดระดับความสว่างของมันลง  ม่านบนเวทีค่อย ๆ เปิดขึ้น พร้อมกับแสงสีที่สาดส่อง เป็นจุดเด่นบนเวที

หนุ่มสาวหลายคนแสดงลีลาท่าทางของพวกเขาบนเวที ร่างกายพลิ้วไหวไปตามบทเพลงที่บรรเลงประกอบ  แสงสีเสียงและการเคลื่อนไหวบนเวทีเรียกความสนใจจากผู้คนในห้องไม่น้อย นักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เริ่มทำหน้าที่ของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ชาตินักรบและเทอดศักดิ์เกาะกลุ่มกับนักข่าวคนอื่น ๆ ที่ออกันมาถ่ายรูปอยู่หน้าเวที ชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปแต่ละตัวส่งเสียงดังแข่งกันเอง ในขณะที่แสงแฟลชจากกล้องส่องประกายวูบวาบเหมือนพยายามจะสู้กับแสงสีบนเวที

การแสดงกินเวลานานเกือบสิบนาที เสียงตบมือดังกึกก้องหลังจากการแสดงจบลง สปร์อตไลท์ส่องแสงไปที่โพเดี่ยมบนเวทีอีกครั้งหนึ่ง พิธีกรหญิงคนเดิมกลับมาทำหน้าที่ของเธออีกครั้งหนึ่ง ประกาศแจ้งให้ทราบว่าต่อไปจะขอเรียนเชิญคุณหญิงศันสนีย์ขึ้นรับมอบเงินบริจาคของแต่ละคน

คุณหญิงศันสนีย์ก้าวขึ้นบนเวทีพร้อมเสียงตบมือ เธอใส่ชุดผ้าไหมสีน้ำเงิน เนื้อตัวประดับประดาไปด้วยเครื่องเพชรหลายชิ้น พิธีกรหญิงประกาศรายชื่อผู้บริจาครายใหญ่และเรียนเชิญแต่ละคนขึ้นมอบเงินให้กับคุณหญิงบนเวที

เสียงตบมือดึงกึกก้องทุก ๆ ครั้งที่มีการประกาศรายชื่อ ผู้บริจาคแต่ละคนทยอยขึ้นมอบเงินและถ่ายรูปคู่กับคุณหญิงบนเวที แต่ละคนบริจาคเงินไม่ต่ำกว่าสองหมื่นบาท หลังจากประกาศชื่อผู้บริจาคคนที่สิบห้าซึ่งเป็นคนสุดท้ายบนเวที พิธีกรหญิงก็แจ้งให้ทราบถึงยอดเงินบริจาคที่ได้รับทั้งหมดในคืนวันนี้ให้ทราบทันที สี่แสนห้าหมื่นบาทเป็นยอดเงินหลังจากหักค่าใช้จ่ายในงานแล้ว

คุณหญิงศันสนีย์ขึ้นกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกคนที่เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานในงาน พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าการแสดงชุดสุดท้ายจะเป็นการแสดงของเด็ก ๆ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ และกล่าวเชิญชวนแขกผู้มีเกียรติร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนจะปิดงาน

เด็ก ๆ เริ่มปรากฏตัวบนเวที คุณหญิงศันสนีย์เดินจากเวทีลงมา นักข่าวต่างมารุมมาตุ้มเข้าไปเพื่อขอสัมภาษณ์เธอ คุณหญิงให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเงินที่ได้รับบริจาคในคืนวันนี้จะถูกนำไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กยากจนในชนบทอย่างแน่นอน และวันไหนถ้าหากเธอมีเวลาว่างเธออาจจะเดินทางไปมอบทุนนี้ให้กับ เด็ก ๆ ถึงโรงเรียนของพวกเขาเอง...ให้สัมภาษณ์ได้ไม่นาน คุณหญิงก็ขออนุญาตเข้าไปคุยกับแขกผู้มีเกียรติซึ่งเป็นผู้บริจาคงานรายใหญ่

นักข่าวเสร็จงานของเขาแล้ว ต่อจากนี้ก็เป็นช่วงเวลาอิสระจนกว่างานจะเลิก เนื้อหาข่าวที่จะเขียนนั้นไม่มีอะไรบ้าง เพียงแค่บอกชื่องาน ผู้จัด จำนวนผู้เข้าร่วม ยอดบริจาค และรายชื่อผู้บริจาคเท่านั้น

เทอดศักดิ์ชวนให้ชาตินักรบดื่มเครื่องดื่มอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะออกไปคุยกันต่อที่บ้านของเขา  นาฬิกาข้อมือบอกเวลาสองทุ่มสี่สิบห้านาที  กว่าจะไปถึงบ้านของเทอดศักดิ์คงเกือบสี่ทุ่มแล้ว

..เพล้ง..

ว๊ายยย 

มีเสียงของแตกและเสียงร้องดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง มองไปตามที่มาของเสียงพบว่ามาจากกลุ่มที่คุณหญิงศันสนีย์เข้าไป คุยด้วยเมื่อครู่

คุณหญิงละ...คุณหญิงอยู่ไหน

มีเสียงตะโกนเรียก

คุณหญิง! คุณหญิง!

ชาตินักรบและเทอดศักดิ์ผวาไปตามต้นเสียงนั้น พร้อม ๆ กับนักข่าวคนอื่น ๆ

...เกิดอะไรขึ้น...

คุณหญิงล้มตัวนอนอยู่กับพื้น  แก้วไวน์ของเธอหล่นแตกอยู่ข้าง ๆ ตัว มีเลือดไหลออกตามบริเวณตา หู จมูก ปาก ช่องคลอด และทวารหนัก ร่างกายบิดกระตุกไปมา ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด

โอ๊ยยยย

ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวเธอยังคงยืนตัวสั่น สีหน้าซีดเผือด ผู้ชายที่อยู่ใกล้ ๆ กันท่าทางจะมีสติมากกว่าคนอื่น ๆ เขาอยู่ในท่าคุกเข่าจับตัวคุณหญิงเขย่าและร้องเรียก

คุณหญิง คุณหญิงครับ

ร่างเธอกระตุกอีกสองสามครั้งก่อนจะสำลักเอาลิ่มเลือดออกมาทางปาก และแน่นิ่งไปเสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังแข่งกันไม่หยุด กล้องโทรทัศน์แต่ละสถานีต่างบิดเสียดกันเข้ามาเพื่อที่จะแข่งกั นเก็บภาพให้ได้ใกล้และชัดที่สุด

กรี๊ดดดดดด 

เสียงกรีดร้องดังมาจากอีกตำแหน่งหนึ่งของห้อง บริเวณใกล้ ๆ กัน ผู้บริจาคสองคนล้มลงนอนอยู่บนพื้น มีเลือดไหลออกตามบริเวณตา หู จมูก ปาก อวัยวะเพศ และทวารหนัก ร่างกายบิดกระตุกไปมา ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาและเธอกระตุกอีกสองสามครั้งก่อนจะสำลักเอาลิ่มเลือดออกมาทางปาก และแน่นิ่งไป ไม่แตกต่างจากคุณหญิง

...เกิดอะไรขึ้นเหรอ...เกิดอะไรขึ้น...สื่อมวลชนยังแข่งกันทำหน้าที่ของพวกเขา

โอ๊ยยยย

พิธีกรหญิงที่เคยทำหน้าที่บนเวทีเมื่อครู่ร้องขึ้น ร่างของเธอทรุดลงกระแทกกับพื้นเสียงดัง นอนดิ้นทุรนทุรายร่างกายมีเลือดไหลออกตามบริเวณตา หู จมูก ปาก ช่องคลอด และทวาร ร่างของเธอกระตุกขึ้นสองสามครั้งก่อนจะสำลักเอาลิ่มเลือดออกมาทางปาก และแน่นิ่งไป

...สี่รายแล้ว...และดูเหมือนเหตุการณ์จะหยุดลงแค่นั้น

การแสดงบนเวทีหยุดชะงักไปกลางคัน เพราะความวุ่นวายจากข้างล่าง มีเสียงตะโกนให้เรียกรถพยาบาล พร้อม ๆ กับเสียงโหวกเหวกตกใจของคนที่เข้ามาร่วมงาน สักพักหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงแรมก็มาปรากฏตัวที่ห้องเกิดเหตุ

สงสัยคราวนี้เอ็งได้ข่าวใหญ่ไปเขียนอีกข่าวแล้วว่ะชาติ เห็นมั๊ยว่ามากับพี่แล้วไม่เสียหลาย เทอดศักดิ์หันมามองเขาและพูดเย้าทีเล่นทีจริง

ประหลาดมากแสดงว่าผู้ที่กระทำการในครั้งนี้ต้องมีพลังเหนือธรรมชาติเกินกว่าจะต้านทานได้แน่ ๆ เขาอาจจะเป็นคนที่เราตามหาอยู่ก็ได้  

แคนดี้นึกในขณะที่เธอเองก็ลอยตัวขึ้นไปบนเพดานและเกาะอยู่ตรงดวงไฟที่ห้อยระย้านั้นด้วยท่าทางที่ครุ่นคิด

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ



ผู้ตั้งกระทู้ สุชาดา โมรา ( p_naja@hotmail.com )				
10 สิงหาคม 2548 21:21 น.

ปาฏิหาริย์รักข้ามมิติ ( ตอนที่ 4 )

สุชาดา โมรา

เราต้องการจะรู้ว่าเรามาที่นี่ถูกจุดหรือไม่ทำไมเราถึงต้องบังเอิญไปเจอกับนายอะไรนะอ๋อนายชาตินักรบด้วย  
แคนดี้เปรยขึ้น  หล่อนนั่งลงที่นั่งอยู่บนเตียงอุ่น ๆ ของชาตินักรบในขณะที่เขาออกไปหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีพลังพิเศษ
                หยุดเวลา 
                แคนดี้หยุดเวลาของทั้งโลกไว้ด้วยนาฬิกาแห่งเทพ  หล่อนเริ่มย้อนกลับเพื่อหมุนทวนเข็มนาฬิกาว่าตนเองจะต้องมาเจอกับเขาอีกหรือไม่  ตนเองจะต้องพัวพันกับเขาอีกหรือเปล่า

                ย้อนเวลาหาอดีต  แคนดี้ร่ายมนตราทันที  เข็มนาฬิกาดังแกร๊กจากนั้นก็หมุนเวลาอย่างรวดเร็ว

                นี่เราทำไมยังยืนอยู่ที่เดิมล่ะขออีกทีละกัน  แคนดี้ร่ายมนตราอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้กลายเป็นว่าเวลาเดินหน้าไปยังอนาคตที่ไม่อาจจะเลี่ยงได้  หล่อนจึงต้องดูความเป็นไปของช่วงเวลานั้น  แคนดี้ยืนหยุดอยู่ตรงสถานที่แห่งหนึ่งท่ามกลางความมืดและมีลานจอดรถเยอะแยะไปหมด

ณ  สำนักงานหนังสือพิมพ์ไททรรศน์เป็นวันที่โจทย์จันกันถึงเรื่องไม่ดีในสำนักงาน
                .

ยุพาเห็นด้วยกับพินิจที่ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดที่เธอจะยกมาเป็นเหตุผลเพื่อขอเลิกกับบุญมา

เธอรู้จักกับพินิจมาเกือบปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่บุญมาพาเธอมาสมัครงานที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไททรรศน์ในวันนั้น  เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลอยู่ที่นั่น  เจอกันครั้งแรกเธอรู้ได้ทันทีว่าพินิจแอบพึงพอใจในตัวเธอไม่น้อย   ตอนนั้นหัวใจเธอก็เริ่มหวั่นไหว...ขอให้เธอได้งานที่นี่ก่อนเถอะเธอคิด

ไม่นานยุพาก็สมหวัง พินิจรับเธอเข้าทำงานที่สำนักงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ เขากับเธอเริ่มสนิทกันมากขึ้น พินิจมักจะพาเธอไปทานข้าวกลางวันทุกครั้งที่มีโอกาส โอกาสซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บุญมาติดเวร หรือนอนพักผ่อนที่อยู่ที่ห้องเพื่อรอขึ้นงานกะกลางคืน

ในที่สุดเธอและพินิจก็มีอะไรกัน หลายครั้งแม้ว่าบุญมาจะแคลงใจอยู่บ้างถึงความสัมพันธ์ของเธอและพินิจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างเธอและบุญมาที่นับวันบุญมาก็ยิ่งรู้สึกว่าห่างเหินกันไปทุกที ๆ แต่เธอก็มีข้ออ้างให้บุญมารับฟังเสมอ ...ต้องช่วยหัวหน้าเคลียร์งาน...ติดประชุมไปกินข้าวด้วยไม่ได้นะ...ต้องไปต่างจังหวัดเพื่อหาสายส่งหนังสือพิมพ์... จากนั้นเธอจึงใช้ความสามารถเฉพาะตัวออดอ้อนบุญมาสารพัด  เพื่อให้เขาเลิกสงสัย

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอ พินิจและบุญมาดำเนินแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอคิดว่าคงปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้แน่ ๆ...  เธออยากมีความสุขกับพินิจอย่างเปิดเผย และเธออยากเลิกกับบุญมา...  แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่พอจะยกมาเป็นข้ออ้างในการบอกเลิกกับบุญมาได้เลย... บุญมาแทบจะไม่มีข้อเสียอะไรเลย เขาไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ติดผู้หญิง เขาทำงานทุก ๆ วันด้วยมุ่งหวังว่าวันหนึ่งเขาจะมีเงินเก็บมาขอเธอแต่งงาน

...บุญมาเขาไม่มีข้อเสียอะไรเลย นอกจากเขาเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และพินิจเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล...

ต้องขอบคุณเมื่อวานที่เรื่องนั้นเกิดขึ้น เรื่องที่นักข่าวในสำนักงานถูกทำร้ายในบริเวณที่จอดรถ ต้องขอบคุณที่วันนั้น ช่วงเวลานั้นอยู่ในความรับผิดชอบของบุญมา พินิจโทรหาเธอหลังจากที่เกิดเรื่องได้ไม่นาน  เขาบอกเธอว่ามีข้ออ้างให้เธอบอกเลิกกับบุญมาแล้ว

..

วันรุ่งขึ้นพินิจเรียกบุญมาเข้าไปพบ ตำหนิที่บุญมาปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ทำร้ายกันขึ้นได้ในสำนักงาน จริง ๆ แล้วเขาน่าจะลงโทษบุญมาและหักเงินเดือนเพื่อให้บุญมาได้สำนึกเท่านั้น แต่เขาทำมากกว่านั้น...พินิจไล่บุญมาออก ในวันเดียวกันนั่นเอง

ให้โอกาสผมอีกซักครั้งเถอะครับหัวหน้า หัวหน้าน่าจะรู้ว่าเรื่องนั้นมันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริง ๆ และผมก็พยายามทำดีที่สุดแล้ว บุญมาอ้อนวอนขอ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไร พินิจยังคงยืนยันที่จะไล่เขาออก ในฐานะที่เขาทำงานบกพร่องในหน้าที่

...ไม่ยุติธรรม หัวหน้าทำอย่างนี้มันไม่ยุติธรรมเลย...บุญมารำพึงในใจ นอกจากจะถูกไล่ออกแล้วเขายังถูกพินิจหักเงินเดือนและเงินทดแทนไปอีกเป็นจำนวนมาก เขาเดินคอตกออกมาจากห้องหัวหน้าฝ่าย ต้องการใครซักคนที่ที่จะพูดให้กำลังใจเขา มองยุพานั่งอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูห้องหัวหน้าฝ่ายมากนัก จึงสาวเท้าเดินเข้าไปหาเธอ

ยุ ว่างมั๊ยไปกินข้าวเป็นเพื่อนกันหน่อยเถอะ บุญมาเอ่ยชวนยุพา ช่วงเวลานี้เขาต้องการให้ใครซักคนมาอยู่เป็นเพื่อนมากที่สุด และคนนั้นก็คือเธอ

เพิ่งถูกหัวหน้าไล่ออกมาล่ะสิ เก็บเงินของเธอ เอาไว้เลี้ยงตัวเองเถอะบุญมา วันนี้ฉันมีนัดกับหัวหน้า 

บุญมาไม่รู้เธอแอบไปได้ยินมายังไง แต่ฟังน้ำเสียงเธอแล้วเขารู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังเหยียดหยัน รู้สึกได้ถึงความสมเพชและดูถูกในน้ำเสียงนั้น สีหน้าท่าทางของเธอด้วยเล่า บุญมาไม่อยากจะมองและคิดถึงมันเลย เพราะมันบอกให้เขารู้อยู่กลาย ๆ ว่าต่อไปความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาจะเป็นยังไงต่อไป...ทำไมยุพาจึงเปลี่ยนท่าทีของเธอได้รวดเร็วปานนี้...แล้วความรักระหว่างเขาและเธอที่ผ่านมาล่ะ...

..

เขากำลังโกรธ โกรธที่เขาถูกกระทำ โกรธเพราะความไม่ยุติธรรมที่เขาได้รับ โกรธที่ได้รู้ความจริงระหว่างยุพาและพินิจ หัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้น มันเล่นงานเขาให้นอนกระสับกระส่าย ถอดถอนลมหายใจอยู่บนเตียง

เขาแอบตามยุพาและพินิจไปที่ร้านที่ทั้งสองพอกันไปทานข้าว ท่าทางสนิทสนมกันอย่างนั้นเหมือนกับที่เธอเคยทำกับเขาเมื่อตอนคบกันใหม่ ๆ ดูเธอสิเธอหัวร่อต่อกระซิกกับเขา เขายิ้มให้เธอและเอามือกุมมือเธอไว้...ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน เขาซึ่งเป็นคนรักของเธอเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน เธอปฏิเสธจะคุยกับเขาแล้วยังมีหน้ามานั่งกินข้าวอย่างมีความสุข กับหัวหน้าฝ่าย

บุญมากำมือสองข้างไว้แน่น ความแคลงใจทั้งหมดของเขามันกระจ่างชัดในวันนี้นี่เอง  เขานอนไม่หลับ แม้ตอนนี้จะเลยเที่ยงคืนมากว่าสองชั่วโมงแล้วก็ตาม คิดถึงทีไรให้นึกเจ็บใจทุกที 

...จะปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้... เขาไม่ยอม...จะปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ...เขาไม่ยอม...

บุญมานอนคิดวนไปวนมาอยู่อย่างนั้นเกือบทั้งคืน จนเกือบตีสาม ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ.......

.

สำหรับเขาแล้วปืนเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยากนักหรอก ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวันเขาก็ได้มันมา เขาเก็บมันไว้ในกระเป๋าอย่างดี นั่งรถเมล์จากที่ซื้อปืนมาลงหน้าสำนักงาน...วันนี้เขากับพินิจมีเรื่องจะต้องคุยกัน

เจ้าหน้าที่หลายคนคงออกไปทานข้าวข้างนอก มีคนทำงานนั่งอยู่ในห้องไม่กี่คน เมื่อถูกทัก เขาบอกว่ามาคุยกับพินิจเรื่องเงินเดือนและค่าชดเชย มีเสียงบอกจากคนที่รู้จักด้วยสีหน้ากังวลว่าคุยกันดี ๆ นะ 

มีเสียงผู้หญิงอยู่ในห้องของพินิจ เสียงผู้หญิงที่หัวเราะต่อกระซิกอย่างมีความสุข...เสียงของยุพา ...ได้ยินเสียงของพินิจหัวเราะตามมา ในช่วงที่เขากำลังมีความทุกข์ สองคนนี่กลับมีความสุขกัน

...ไม่ยุติธรรม...ไม่ยุติธรรม...จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้...

...ไม่ยุติธรรม...ไม่ยุติธรรม...จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้...

มือควานไปในกระเป๋าปืนลูกโม่สีดำ บรรจุกระสุนหกนัดยังอยู่ในนั้น มันนอนเงียบ ๆ อยู่ในนั้นรอคอยให้คนมาปลุกให้ร้องคำราม ตอนแรกเขาตั้งใจเอาปืนมาขู่ให้พินิจเลิกคบกับยุพา แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว

..คลิ๊ก..

เขาเปิดประตูเข้าไป เสียงหัวเราะของคนทั้งสองหยุดเงียบไปทันที เมื่อเห็นว่าคนเปิดประตูเข้ามาเป็นใคร

บุญมา พินิจและยุพามีโอกาสพูดได้แค่นั้น จากนั้นจึงเป็นเสียงร่ำร้องตะโกน เสียงตะโกนก้องด้วยความหวาดกลัว เสียงตะโกนก้องเพราะความตกใจ จากคนในห้องและคนที่อยู่นอกห้อง  เขามอบของขวัญแสดงความยินดีให้พินิจและยุพาคนละสองนัด ที่หน้าอกและศีรษะ ร่างของพินิจที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กระเด็นไปทางผนังด้วยความแรงของกระสุนที่พุ่งมาปะทะ เลือดไหลย้อยออกมาจากหน้าผากและหน้าอก

ยุพาเล่าร่างเธอล้มลงไปอยู่ที่พื้น เธอนั่งอยู่บนพนักเก้าอี้ตอนที่เขาเดินเข้ามา เขายิงเธอเป็นคนแรก เลือดยังไหลเจิ่งนองอยู่ที่พื้น เสียงกรีดร้องข้างนอกยังคงดังไม่หยุด มีเสียงร้องตะโกนโวยวายอย่างนี้ อีกไม่นาน คงจะมีคนแห่เข้ามาอีกเยอะ...รวมทั้งตำรวจด้วย

...ไม่มีวันซะหรอก ที่เขาจะยอมถูกจองจำ และถูกกระทำอีกต่อไป...

บุญมาก้มมองปืนในมือที่ถืออยู่ ยังมีกระสุนเหลืออีกสองนัด...เขายิ้ม และยกปืนขึ้นจ่อที่ขมับข้างขวา นิ้วชี้ข้างขวาอยู่ในโกร่งไก รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้า เขาคิดว่ากำลังจะปลดปล่อยตัวเองให้มีอิสรภาพ ต่อไปนี้จะไม่มีใครมากระทำกับเขาให้ต้องผิดหวังทุกข์ทรมานได้อีกแล้ว 

บุญมามอบของขวัญให้ตัวเองหนึ่งนัด

.

ตายแล้ว.!!!!!!  นี่มันอะไรกันนี่  แคนดี้ร้องอุทานขึ้นมาทันที

อย่าไปยุ่งกับเขาเลย  ย้อนเวลากลับไปจุดเดิมดีกว่าหล่อนนึกพร้อมกับร่ายมนตรากลับไปยังปัจจุบัน  แต่เหตุการณ์ไม่อาจจะเป็นดังที่คาดคิด  หล่อนจึงได้มายืนหยุดอยู่ที่ลานจอดรถอีกครั้งและมองร่างของชาตินักรบแกับตนเองที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศและมอบพลังจากไข่มุกให้แก่เขา

ทำไมเราต้องทำเช่นนั้นด้วย  แคนดี้เอ่ย

ฟ้ากำหนดแล้วเจ้าหญิง.เสียงนี้ดังกึกก้องไปหมดทำให้แคนดี้หันไปมองรอบ ๆ เพื่อหาต้นเสียง

ใครท่านเป็นใคร

ข้าเหรอ.เหอะ ๆ ข้าเหรอท่านถามข้าเหอะ ๆ  

พลันใดนั้นแววตามหึมาคู่หนึ่งก็โผล่ออกมาจากความมืด  แคนดี้รู้สึกตกใจมากรีบคว้ากำไลมังกรขึ้นมาเพื่อที่จะป้องกันตัว

ท่านไม่ทำร้ายข้าหรอกเพราะข้าคือผู้เดียวที่ล่วงรู้อนาคตของท่านข้าเป็นคนกำหนดให้ท่านได้เจอกับชาตินักรบ  มนุษย์โลกผู้นั้นแต่อย่าถามว่าทำไม  สักวันท่านจะต้องค้นหามันพบ  ท่านจะต้องเข้าใจว่าข้าทำเช่นนี้เพื่ออะไร

แล้วเจ้าเป็นใคร  แคนดี้ถามด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

ข้าคือบุรุษนิรนาม  ข้าคือผู้พยากรณ์

.หาผู้พยากรณ์งั้นเหรอแคนดี้นึก

ท่านจงกลับไปยังวินาทีที่ท่าควรจะอยู่และติดตามชาตินักรบชายผู้นั้นไป  และท่านจะค้นหาเรื่องที่อยากจะค้นหาจนพบจำคำข้าท่านจงกลับไป.!!!!  

เสียงของผู้พยากรณ์ดังกังวาลน่เกรงขามยิ่งนักจู่ ๆ สายลมและละอองฝนก็สาดซัดมาที่ร่างของแคนดี้  ร่างนั้นเซแทบจะล้ม  เกือบจะพยุงตัวไม่อยู่  ทำให้หล่อนต้องหยิบนาฬิกาเทพขึ้นมาเพื่อหมุนเวลาให้ย้อนกลับไป

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ติดตามผลงานมาโดยตลอดค่ะ				
7 สิงหาคม 2548 20:10 น.

ปาฏิหาริย์รักข้ามมิติ ตอนที่ 3

สุชาดา โมรา

ชาตินักรบโทรหาเธอเมื่อคืนนี้ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย แต่ไม่สะดวกคุยทางโทรศัพท์ วันนี้จึงเป็นการนัดเจอกันครั้งแรกในรอบหกเดือนหลังจากที่เลิกเป็นแฟนกัน

หลังจากที่เปลี่ยนสถานะจากคนรักกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง ชาตินักรบโทรหาเธอน้อยลง ส่วนเธอเองก็โทรหาเขาน้อยลงเช่นกัน

มีเหตุผลสองประการเท่านั้น ที่เขาจะโทรหาเธอ นั่นคือ หนึ่ง วันนั้นเป็นวันเกิดของเธอ ชาตินักรบไม่เคยลืมวันเกิดของเธอเลยแม้แต่ปีเดียว นับตั้งแต่เริ่มรู้จักกัน คบหาดูใจกันมาจนกระทั่งกลับกลายมาเพื่อนกันอีกครั้งหนึ่ง สอง เขามีเรื่องสำคัญจริง ๆ จะคุยด้วย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เขาอยากจะระบายให้ใครสักคนฟังมากกว่า และคนที่เขาเลือกที่จะระบายให้ฟังก็คือเธอ

ก็ริซ่าจบจิตวิทยามานี่... นั่นคือเหตุผลที่เขายกขึ้นมาเสมอ เมื่อโทรหาเธอ

ช่วงที่นั่งรอเขาอยู่ในร้านนั้น อาริซ่านึกย้อนไปถึงวันที่เขาและเธอพบกันครั้งแรก วันที่ราชพฤกษ์นัดเธอและเพื่อน คนอื่น ๆ มาทำรายงานส่งอาจารย์ที่ใต้ถุนตึกคณะ วันนั้นเขาพาเพื่อนผู้ชายมาด้วยคนหนึ่ง 

ทุกคน นี่เพื่อนเราชื่อชาตินักรบ เรียนอยู่สื่อสารมวลชน เขาจะมาช่วยเราคิดว่าจะนำเสนองานยังไงให้น่าสนใจ นั่นคือเหตุผลที่ราชพฤกษ์พาชาตินักรบมาร่วมวงสนทนากันได้ไม่นาน มีบางสิ่งที่ทำให้อาริซ่าสาวลูกครึ่งอังกฤษคิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้งวิธีคิดและวิธีการพูดของเขา

การได้พูดคุยกับเขาทำให้เธอรู้สึกดี และมีความสุขใจเป็นพิเศษแตกต่างกับคนอื่น ๆ ที่คบหาเป็นเพื่อนกันมาเกือบปีหนึ่ง จู่ ๆ วันหนึ่งเขาก็บอกกับเธอว่าเธอเป็นคนที่เวลาเขาอยู่ใกล้ ๆ และพูดคุยด้วยแล้วรู้สึกดีเป็นพิเศษ

ริซ่าดีใจนะที่เราสองคนคิดตรงกัน.. วันนั้นเธอบอกเขาไปอย่างนั้น นับตั้งแต่นั้นมา เธอและเขาก็เริ่มคบหาเป็นแฟนกัน

หลังเรียนจบชาตินักรบก็ตัดสินใจมาทำงานที่กรุงเทพฯ ราชพฤกษ์เลือกจะทำงานเกี่ยวกับการดูแลเพาะพันธุ์ต้นไม้อยู่ที่เชียงราย ในขณะที่เธอตัดสินใจเรียนปริญญาโทต่อที่กรุงเทพฯ ทำให้เขาและเธอไม่ห่างเหินกันมากนักในช่วงแรก ส่วนเธอเลือกเรียนต่อจิตวิทยาด้วยเหตุผลที่เธอบอกชาตินักรบและราชพฤกษ์ว่า หลังจากที่รู้จักโครงสร้างและระบบการทำงานต่าง ๆ ของพืช สัตว์และคนมาพอสมควรแล้ว เธออยากเรียนรู้จิตใจและความคิดภายในของคนเพิ่มมากขึ้น

สองปีแรกที่ชาตินักรบทำงานและเธอเรียนอยู่ ทั้งสองมีโอกาสนัดพบเจอกันบ้างอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้ง ตามเวลาที่เขาและเธอว่าง แต่หลังจากที่เธอเรียนจบและเริ่มทำงานเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิทยา ทั้งสองก็มีเวลาว่างตรงกันน้อยลง

เข้าสู่ปีที่สี่ที่อยู่ในกรุงเทพฯ หลังจากที่พยายามปรับตัวเข้าหากันอยู่นาน และต่างฝ่ายต่างเริ่มเรียกร้องเวลาระหว่างกันและกันมากขึ้น ในที่สุดชาตินักรบและเธอก็ตัดสินใจ กลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้พบคนใหม่ที่อาจจะมีเวลาให้เขาและเธอมากกว่าที่เขาและเธอมีให้แก่กัน 

แต่เกือบปีแล้วที่ทั้งคู่ ยังไม่เคยคิดที่จะมีคนใหม่...เธอยังรักชาตินักรบอยู่หรือเปล่านะ..ไม่รู้สิ อาริซ่าตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน รู้เพียงแต่ว่าความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กับชาตินักรบ กับความทรงจำในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันแม้เวลาจะผ่านไปหลายเดือน ไม่ได้ทำให้มันลดน้อยหายลงไปเลย 

อาริซ่ายอมรับกับตัวเองว่าเธอยังคงแอบดีใจอยู่ลึก ๆ ทุกครั้งที่เขาโทรหาเธอ แม้มันจะเป็นการโทรมาเพื่อระบายความอัดอั้นภายในใจก็ตาม

.

ชาตินักรบมาช้าเกือบครึ่งชั่วโมง เขาบอกขอโทษขอโพยเธอ ด้วยเหตุผลที่ว่าวันนี้ต้องไปทำข่าวไกลถึงย่านรังสิต ช่วงกลับเข้ามาในเมืองจึงต้องผจญกับรถติด เพราะเป็นเวลาเลิกงานของคนอื่น ๆ พอดี 

เขายังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย เรื่องงานเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเสมอ น่าแปลกที่ช่วงแรกเธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าเพราะอะไรงานถึงสำคัญกับเขาขนาดนั้น จนกระทั่งเธอเริ่มทำงานเอง ไม่น่าเชื่อว่านิสัยเรื่องงานเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเสมอของเขาจะติดมาอยู่กับตัวเธอด้วย 

อาริซ่ารอจังหวะให้เขาได้พักเหนื่อยและสั่งน้ำ สั่งอาหารเสร็จก่อน จึงเริ่มเอ่ยถาม

ชาติ มีอะไรเหรอ

เขาดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่อง

ชาตินักรบเล่าให้อาริซ่าฟังถึงความรับผิดชอบใหม่ที่เขากำลังทำอยู่ เล่าให้เธอฟังถึงเรื่องประหลาดที่เขาเจอ และข้อสังเกตเกี่ยวผู้ชายคนนั้นของเขาให้เธอฟัง อาริซ่านั่งฟังอย่างตั้งใจ เรื่องที่เขาเล่าให้เธอฟัง ทำให้เธออดนึกถึงผู้ชายคนหนึ่งไม่ได้

ริซ่า มีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหนที่คนเราจะสามารถถ่ายโอนความเจ็บปวดจากคนหนึ่งมายังอีกคนหนึ่ง เขาตั้งคำถามทันทีหลังจากที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟังเสร็จแล้ว

พนักงานยกอาหารที่อาริซ่าสั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ทำให้จังหวะในการสนทนาหยุดลงไปชั่วขณะ อาริซ่าใช้ช่วงเวลาขณะนั้นประมวลความคิดของเธอก่อนที่จะเอ่ยถามเขากลับมา

ชาติคะ ชาติจำเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ที่เคยช่วยพวกเราทำพรีเซ็นเตชั่น สมัยที่เรียนชีวะกันได้หรือเปล่า 

พอจะจำได้ลาง ๆ มั้ง ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเซลล์กับส่วนประกอบของเซลล์ใช่หรือเปล่า แต่เดี๋ยว ๆ แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องของเรายังไง

อาริซ่ายิ้มก่อนที่เอ่ยตอบออกมา ชาติจำเรื่องของอะตอมได้หรือเปล่าว่าถ้าเราแบ่ง ธาตุหรือสารประกอบของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ให้เป็นส่วนเล็ก ๆ ให้เล็กลงไปมาก ๆ เราจะได้หน่วยเล็ก ๆ ที่เกือบเล็กที่สุดที่เขาเรียกกันว่า อะตอม  ในอะตอมแต่ละอะตอมถ้าแบ่งให้เป็นส่วนย่อยลงไปอีก จะประกอบด้วยอนุภาคต่าง ๆ อีกสามอย่างคือ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน เดี๋ยวนะอย่าเพิ่งทำหน้างง ริซ่ากำลังจะเข้าเรื่องจริงๆ แล้วล่ะ ก็เพราะสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ คือผลรวมของเซลล์ต่าง ๆ ที่เกาะกลุ่มรวมตัวกัน และเซลล์แต่ละเซลล์ก็มีอนุภาคต่าง ๆ สามอนุภาคเป็นส่วนประกอบนี่เอง เมื่อมารวมตัวกันจึงมีปฏิกิริยาเคมีหรือมีการถ่ายโอนประจุระหว่างกันเกิดขึ้น ความเจ็บปวดที่ชาติพูดถึงก็ถือว่าเป็นผลพวงมาจากปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน อย่างกรณีความเจ็บปวดในร่างกายของคน จะมีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่จะแปลงการกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่าง ๆ ให้เป็นปฏิกิริยาเคมี ถ่ายโอนประจุจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ผ่านตัวรับและตัวส่งผ่านต่าง ๆ 

อาริซ่าหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาวาดรูปให้ชาตินักรบดู ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เธอกำลังพูดให้เขาฟัง 

และในส่วนของสิ่งมีชีวิตที่เป็นพืช ก็มีปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวเกิดขึ้นเช่นกัน

ริซ่า กำลังจะพยายามบอกเราว่า... ชาตินักรบพยายามครุ่นคิดตามในสิ่งที่อาริซ่าพูดให้ฟัง

ริซ่าพยายามจะอธิบายไปถึงเรื่อง ความเจ็บปวดที่ถ่ายโอนไปให้กับต้นไม้ด้วยนะ สมมตินะชาติ ถ้าเราสมมติให้โลก หรือจักรวาลเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ เมื่อเทียบกับกรณีข้างต้นสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทั้งที่เป็นคน เป็นสัตว์ หรือเป็นพืช ก็เปรียบเหมือนเป็นเซลล์ เซลล์หนึ่งของโลก และถ้าสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีสถานะเป็นเซลล์ เซลล์หนึ่งจึงมีความเป็นไปได้ที่ว่า มันจะเกิดมีปฏิกิริยาเคมีหรือการถ่ายโอนแลกเปลี่ยนประจุระหว่างกัน และถ้าจะให้พูดถึงผู้ชายคนนั้นหรือนาย ก.ที่ชาติเล่าให้ฟังนั้น ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง เราก็พอจะระบุความสามารถหรือบทบาทของเขาในปฏิกิริยานี้ได้ชัดเจนมากขึ้น....

อาริซ่าหยุดคำพูดไว้ช่วงขณะหนึ่ง เหมือนลังเลที่จะตอบออกมา ชาตินักรบสบตาเธอเพื่อเร่งเร้าขอให้เธอยืนยันคำตอบว่าตรงกับที่เขาคิดไว้หรือไม่

...เราคิดว่า เขาอาจจะมีบทบาทเป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์ต่าง ๆ ของโลก...



อาริซ่าเริ่มให้สมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ชายคนนั้นให้เขาฟังมากขึ้น เธอคิดว่าการที่เขาเดินเข้าไปทำท่าเหมือนสำรวจตรวจค้นอะไรบางอย่างจากผู้เคราะห์ร้ายในขณะที่เกิดเหตุนั้น เขาอาจจะกำลังหาจุดเชื่อมต่อระหว่างเขากับคนเจ็บคนนั้นเพื่อให้มีการถ่ายโอนความเจ็บปวดนั้น ในกรณีดังกล่าวการที่จะถ่ายโอนความเจ็บปวดจากจุดต่าง ๆ มาไว้ที่เขาเพียงจุดเดียวได้นั้น หมายความว่าเขาจะต้องมีความสามารถในการเหนี่ยวนำหรือดูดความรู้สึกเข้ามาเก็บไว้ในตัวเขาด้วย และจากพฤติกรรมช่วงหลังที่สวนสาธารณะนั้นสะท้อนให้เห็นว่าตัวเขาเองก็มีศักยภาพที่จำกัดในการรองรับความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เขาจึงจำเป็นต้องสะท้อนหรือคายความเจ็บปวดนั้นออกมาสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งสิ่งที่เขาเลือกก็คือต้นไม้ในสวนสาธารณะ และท้ายที่สุดเมื่อต้นไม้รองรับความเจ็บปวดนั้นไม่ไหว ต้นไม้จึงสะท้อนความรู้สึกนั้นออกมาให้กับอากาศโดยรอบ 

สิ่งมีชีวิตทุกชนิด จะพยายามรักษาสมดุลให้กับตัวเองเสมอ อาริซ่าบอกกับเขาในตอนท้าย

ชาตินักรบนิ่งไป แม้จะได้รายละเอียดและความเป็นไปได้เกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นมากขึ้น แต่เขาก็ยังจนความคิดอยู่ว่า สุดท้ายแล้วเขาจะเริ่มเสาะหาผู้ชายคนนั้นจากที่ไหนก่อน 

อาริซ่าสังเกตอาการนี้ได้ ในระหว่างที่ทานอาหาร เธอจึงเริ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามเขาก่อนบ้าง

ชาติ มีคำถามอะไรอยู่ในใจอีกเหรอ ดูเหมือนชาติยังกังวลอะไรบางอย่างอยู่นะ

สุดท้ายแล้วเราก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มหาผู้ชายคนนั้นจากที่ไหนก่อนอยู่ดี 

อาริซ่ายิ้ม เมื่อรับรู้ถึงข้อกังวลของเขา

ริซ่าไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วชาติจำเป็นต้องค้นหาผู้ชายคนนั้นให้เจอหรือเปล่านะ แต่ถ้าชาติอยากจะหาผู้ชายคนนั้นให้เจอจริง ๆ ชาติลองไปเริ่มที่นี่ดูก็แล้วกัน เธอพูดพร้อมหยิบกระดาษขนาดเท่านามบัตรส่งมาให้เขา เมื่อรับมาแล้วจึงรู้ว่าสิ่งที่อาริซ่าส่งให้เป็นนามบัตรจริง ๆ ในนั้นมีข้อความระบุว่า

ร.ต.อ.สิทธิกร ต้นการเกด ( ผู้อำนวยการ )

สมาคมส่งเสริมศักยภาพจิตเพื่อชีวิตเป็นสุข

แขวง ลาดกระบัง เขต ลาดกระบัง 

กรุงเทพมหานคร

โทร.02-XXX-XXXX มือถือ 09-XXX-XXXX

เขาเป็นตำรวจนี่ แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ล่ะ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย

แหมถึงเขาจะเป็นตำรวจแต่เขาก็เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นกรณีพิเศษนะ เพราะเขาเองก็ศึกษาด้านนี้มาโดยตรงและทางกรมตำรวจและศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศก็ให้การยอมรับนับถือเขามากนะอีกอย่าง คดีสืบสวนสอบสวนบางอย่างที่แปลก ๆ ผู้กองคนนี้ก็มักจะทำได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่เกินหรือนอกเหนือจากธรรมชาติ แต่เขากลับสรุปคดีได้ดีมากเลยละจริง ๆ นะชาติ ขอร้องละอย่าทำหน้างง ๆ แบบนั้นสิ ถ้าชาติได้เจอคน ๆ นี้แล้วชาติจะต้องรู้ว่าสิ่งที่ชาติคิดและสิ่งที่ชาติกำลังค้นหามันอยู่แค่เอื้อมเท่านั้นเอง

มื้อนี้ชาติเลี้ยงริซ่าแล้วกันนะ แล้วถ้าได้เรื่องอะไรขึ้นมาถือว่าคราวหน้าชาติติดข้าวริซ่าอีกหนึ่งมื้อก็แล้วกัน ชาตินักรบเอ่ยริซ่ายิ้มอีกครั้งหนึ่งหลังพูดจบ

ทั้งสองคนนั่งทานอาหารอยู่ครู่หนึ่งชาตินักรบก็เริ่มรู้สึกเหมือนกับมีใครกำลังจ้องมองและร่วมทานอาหารด้วย เหมือนมีบุคคลที่สามนั่งขัดจังหวะและคอยแอบฟังในสิ่งที่ตัวเองพูดคุยอยู่ตลอดเวลาเขาจึงลุกขึ้นและเดินไปจับเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ตะแคงข้างทันที

ชาติจะทำอะไรคะ อาริซ่าถามอย่างงง ๆ

ผมรู้สึกเหมือนมีบุคคลที่สามที่เราไม่อยากจะให้ร่วมวงสนทนาด้วย

คุณคิดมากไปหรือเปล่าคะกลับมาทานอาหารเถอะค่ะ

ร่างของแคนดี้กระแทกลงไปกองกับพื้นทันที หล่อนรู้สึกเจ็บจนพูดไม่ออก ไหนจะโดนชาตินักรบเหยียบมือเข้าไปเต็ม ๆ อีก

วันนี้ซวยอะไรนะเนี่ยกำลังนั่งอยู่เพลิน ๆ เลย อุตส่าห์หยิบอาหารมาทานได้แล้วนะเนี่ย อีตาบ้านี่ก็ระแวงอะไรนักหนานะ จู่ ๆ ก็เทเก้าอี้ทิ้งทำให้เราต้องหล่นลงมากองกับพื้นเลยเจ็บนะอีตาบ้า แคนดี้ตะโกนสุดเสียงแต่ไม่มีใครได้ยินเลย มีเพียงชาตินักรบเท่านั้นที่หันมาและคล้ายกับว่ากำลังจ้องหาเสียงคนที่พูดคนนั้นอยู่				
7 สิงหาคม 2548 20:08 น.

ปาฏิหารรักข้ามมิติ ตอนที่ 2

สุชาดา โมรา

ใครจะเชื่อว่าจู่ ๆ ผู้บริหารและกองบรรณาธิการจะมีความเห็นตรงกันว่า น่าจะเพิ่มคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องแปลกพิศวง เรื่องเหลือเชื่อ ในหนังสือพิมพ์ไททรรศน์ทุก ๆ วันอาทิตย์ เพื่อดึงให้คนหันมาสนใจซื้อหนังสือมากขึ้น ซึ่งเรื่องแปลก ๆ มักจะขายได้เสมอ แม้จะอยู่ในยุคของการแข่งขันทางการตลาดที่สูงก็ตาม ยิ่งนำเสนอได้น่าตื่นตาตื่นใจ น่าพิศวงมากเท่าไร โอกาสที่ยอดขายจะเพิ่มขึ้นก็มีมากขึ้นเท่านั้น 

ชาตินักรบ พงศ์ไทย นักข่าวหนุ่มจากทีมข่าวอาชญากรรม ผู้มีความสามารถในการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นคดีได้น่าสนใจแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในทีมข่าวด้วยกัน เขาได้รับมอบหมายให้เป็นคนรับผิดชอบในการเขียนเปิดคอลัมน์นี้ก็เพราะเหตุนี้

ครั้งแรกที่ได้ยินข้อเสนอ ให้เป็นคนเขียนส***๊ปเปิดคอลัมน์ดังกล่าว ชาตินักรบคิดว่า การหาข้อมูลมาเขียนเรื่องแปลก เรื่องเหลือเชื่อคงไม่แตกต่างกับการหาข้อมูลมาเขียนข่าวอาชญากรรม มากนัก เป็นโอกาสดีเสียอีกที่จะเขาได้ลองฝึกเขียนงานแนวอื่นบ้าง เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพนี้ เขาจึงตบปากรับคำคุณอดิศร เกริกหล้า หัวหน้ากองบรรณาธิการว่ายินดีรับเป็นคนเขียนเปิดคอลัมน์ให้

ครับผมจะรวบรวมข้อมูลและทำข่าวนี้ให้ดีที่สุด

คุณอดิศร เกริกหล้า ให้เวลาเขาหาประเด็นและเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนประมาณสองอาทิตย์ก่อนที่หนังสือพิมพ์จะเปิดคอลัมน์ดังกล่าว

ชาตินักรบ พงศ์ไทย เป็นนักข่าวอาชญากรรมหนุ่มไฟแรง เขามีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย เป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว แววตาของเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ใบหน้าหวาน พร้อม ๆ กับความคมเข้มที่มองเห็นได้ชัดเจนเวลาที่เขาเดินไปไหนต่อไหน ใคร ๆ ก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นดารามาเดินเที่ยวที่ห้างฯ ต่างก็ต้องเข้ามาขอลายซงลายเซ็นกันยกใหญ่ ทำให้เขาเองต้องบอกปฏิเสธอยู่หลายครั้ง

อุ๊ย!!!! พี่บิ๊กดีทูบีขอลายเซ็นค่ะ

กรี๊ด.!!!!!!!!!!พี่ชาย ชาตโยดม ขอลายเซ็นหน่อยค่ะ

พี่กิ๊ฟฟฟฟฟฟฟฟ.วรรธนะ กัมทรทิพย์แน่ ๆ เลยเธอ เข้าไปขอลายเซ็นกันหน่อยเนาะ!!!!

ฉันว่าน่าจะเป็นพี่สันติภาพ สุวรรณพิมพ์แน่ ๆ เลย

แต่ฉันว่านี่พี่กิ๊ฟนะ

ฉันว่าพี่บิ๊กดีทูบี

เอ๊ะจะมาเถียงเอาอะไร ฉันว่านี่พี่ชาย ชาตโยดมต่างหากล่ะ

แต่ฉันว่าน่าจะเป็นเขต ฐานทัพต่างหากล่ะ

สาว ๆ ที่เข้ามาขอลายเซ็นของชาตินักรบต่างก็ถกเถียงกันใหญ่ว่าเขาเป็นดาราคนไหนกันแน่ เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คล้ายไปหมดทุกคน

หยุดดดดดดด!!!!!!

ชาตินักรบตะโกนดังลั่นห้างสรรพสินค้า ทำให้สาว ๆ หลายคนต้องเงียบจ๋อยไปตาม ๆ กัน

ผมไม่ได้เป็นดารงดาราหรอกครับผมเป็นนักข่าว ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือพิมพ์ไททรรศน์คุณก็จะรู้จักผม

ถึงจะไม่ใช่ดาราแต่พวกเราก็ขอลายเซ็นคนหล่อเลยละกันเนาะจริงไหมพวกเรา

ชาตินักรบจึงต้องหลวมตัวเซ็นลายเซ็นให้กับสาว ๆ พวกนี้อยู่เป็นประจำ เพราะเขาเองก็รู้ว่าคงจะปฏิเสธเด็กสาวพวกนี้ไม่ได้เพราะเขาเข้ามาลุมล้อมกันขนาดนี้ ถ้าจะฝ่าวงล้อมออกไปก็เกรงว่าจะน่าเกลียด

.

ในรอบสัปดาห์นี้มีข่าวที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลาตามหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ อยู่หลายเรื่อง แต่มีข่าวอยู่สองข่าวที่ความสดใหม่และความน่าสงสัยของมัน ทำให้ชาตินักรบคิดว่าน่าจะลองออกไปหาข้อมูลมาดูก่อนเผื่อว่าจะเขียนเป็นส***๊ปข่าวเปิดคอลัมน์ได้ ซึ่งข่าวสองข่าวนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันสองวันนี้เอง

เหตุการณ์แรกเป็นอุบัติเหตุรถนักเรียนชนกับรถประจำทาง บนถนนสายจรัญสนิทวงศ์ จากลักษณะของการชนกันของรถ ผู้คนที่มุงดูต่างคาดคะเนว่าถ้าไม่มีคนตายเป็นจำนวนมาก ก็น่าจะมีคนที่บาดเจ็บสาหัสจำนวนไม่น้อย เพราะสภาพรถยับเยินไปทั้งคัน แต่เมื่อหน่วย***้ภัยและรถพยาบาลไปถึง กลับพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพียงสองคน ส่วนคนเจ็บนั้นกลับมีบาดแผลและบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่มีคราบเลือดปรากฏให้เห็นในที่เกิดเหตุเป็นจำนวนมาก

ผู้รอดชีวิตหลายคนให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นผู้เดินทางมาประสบเหตุและเขาคนนั้นเป็นคนโทรแจ้งไปยังหน่วย***้ภัยให้มาช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย ช่วงเวลาที่รอหน่วย***้ภัยและรถพยาบาลมารับนั้น ผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไปหาผู้เคราะห์ร้ายทุกคน ใช้มือพลิกจับไปมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายพวกเขา เหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ในขณะที่บุคคลดังกล่าวที่กำลังบาดเจ็บนั้นนอนร้องโอดครวญขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

หลังจากที่ถูกชายคนนั้นสัมผัสตัว พวกเขาต่างรู้สึกมึนงง และหมดสติไปครู่ใหญ่ ในใจคิดว่าคงโชคร้ายซ้ำสองถูกผู้ชายคนนั้นวางยาเพื่อปลดทรัพย์แน่แล้ว

เมื่อฟื้นขึ้นมาชายคนนั้นไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุแล้ว ส่วนทรัพย์สินมีค่าต่าง ๆ ที่กังวลว่าจะถูกขโมยไปนั้นยังอยู่ครบถ้วน ในขณะที่ความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากอุบัติเหตุกลับค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ไม่รู้สึกเจ็บปวดทุรนทุรายเหมือนเคย บาดแผลที่ได้รับเหมือนจะมีขนาดเล็กลงไปด้วย เมื่อรออยู่ครู่ใหญ่หน่วย***้ภัยและรถพยาบาลจึงมาถึงที่เกิดเหตุและนำ พวกเขาส่งโรงพยาบาล

จากบันทึกประจำวันของตำรวจระบุว่า มีผู้เห็นเหตุการณ์สองสามคนให้ข้อมูลสอดคล้องกับผู้รอดชีวิตว่า เห็นผู้ชายคนหนึ่งขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อเริ่มมีคนจอดรถเพื่อดูเหตุการณ์เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเอ่ยถามถึงป้ายทะเบียนรถที่ผู้ชายคนนั้นขับ ไม่มีพยานคนไหนบอกได้เลยว่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าสีบรอนซ์ที่ชายอายุประมาณ ๒๕  ๓๐ ปีคนนั้นขับออกไปหมายเลขทะเบียนอะไร

ผมไม่รู้ครับ

ฉันไม่รู้ค่ะ มันคลับคล้ายคลับคลา ฉันจำได้แต่กางเกงของเขาและรองเท้าของเขาเท่านั้น

แล้วเขาใส่รองเท้าอะไร

รองเท้าหนังสีดำเป็นเงาราวกับจะส่องเป็นกระจกได้ เขาใส่กางเกงชเล็กสีดำฉันจำได้แค่นี้เอง

แล้วทรัพย์สินมีค่าของคุณหายไปหรือเปล่า

ไม่นี่ไม่

เมื่อผู้รอดชีวิตให้การว่าทรัพย์สินมีค่าที่ตนเองมีอยู่ในขณะเกิดเหตุไม่ได้สูญหายไป แต่อย่างใด ประเด็นความสนใจของตำรวจว่าชายคนนั้นอาจจะเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ที่เข้ามาลักทรัพย์ของผู้เคราะห์ร้ายก็หมดไป เหลือไว้แต่เพียงข้อสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นเข้าไปทำอะไรกับผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นก็เท่านั้น

อย่างไรก็ตามเนื่องจากตำรวจเจ้าของคดีลงความเห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปคดี ข้อสงสัยนั้นจึงไม่ได้มีการสืบค้นเพื่อขยายผลแต่อย่างใด แต่สำหรับชาตินักรบนั้นข้อสงสัยนี้กลับเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก และยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเขาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งสองที่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต้นไม้ในสวนสาธารณะบริเวณใกล้ ๆ กับที่เกิดอุบัติเหตุหรือต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ กับที่เกิดเหตุ พร้อมใจกันสลัดใบ และเ***่ยวเฉาลง หลังจากวันที่เกิดอุบัติเหตุเพียงหนึ่งวัน

มีผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนให้ข้อมูลว่า ก่อนวันที่ต้นไม้จะพร้อมใจกันสลัดใบและเ***่ยวเฉาหนึ่งวัน ซึ่งตรงกับวันที่มีอุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้ชายอายุประมาณ ๒๕ - ๓๐ ปีคนหนึ่งขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์มาจอดที่สวนสาธารณะ รูปพรรณสัณฐานของชายคนนั้น ชี้นำให้รู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นผู้ชายคนเดียวกันกับผู้ชายที่อยู่ในที่เกิดเหตุรถชนกันในวันนั้น

ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าชายคนนั้นเขาเดินโซซัดโซเซออกจากรถมานอนเหมือนคนหมดสติอยู่ใต้ต้นไม้ในสวนอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อมีคนเดินเข้าไปหาเพื่อที่จะดูอาการ จู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาและเดินกลับไปที่รถ ขับรถออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทะเบียนรถของชายคนนั้นล่ะครับหมายเลขอะไร ชาตินักรบเอ่ยถาม

ป้ายทะเบียน... ป้ายทะเบียนเหรอรถคันนั้นมีป้ายทะเบียนไหมนะเอไม่รู้สิแต่น่าจะไม่มีป้ายทะเบียนนะ 

นั่นคือข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับรถคันนั้นที่ชาตินักรบได้รับเพิ่มเติมมา

แทบจะหาจุดเริ่มต้นอะไรไม่ได้เลย สำหรับการค้นหาผู้ชายคนนั้น ไม่มีชื่อ ไม่รู้ป้ายทะเบียนรถ ผู้ชายคนหนึ่งที่ขับรถยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ คงมีเป็นพัน เป็นหมื่นคนในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และจังหวัดอื่น ๆ บางทีอาจจะเลยออกไปถึงเขตปทุมธานีหรือนครปฐมด้วยซ้ำชาตินักรบนึก

.

ช่วงขณะที่ต้องผจญกับภาวะรถติดในขณะที่เดินทางกลับที่พัก ชาตินักรบได้แต่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าตอนนี้เขาจะคิดหัวข้อเรื่องที่จะเขียนบทความเรื่องพิศวงซึ่งเป็นการเปิดคอลัมน์ได้แล้วว่าน่าจะใช้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับความเจ็บปวดที่หายไป แต่ภายในใจก็ยังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าความเจ็บปวดที่หายไป จะมีความน่าสนใจ ถึงขั้นเป็นเรื่องน่าพิศวง ที่จะนำมาเขียนในคอลัมน์จริง ๆ นะเหรอ...

มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากว่าในช่วงขณะที่ชายคนนั้นเข้าไปจับตัวผู้เคราะห์ร้ายทุก ๆ คนที่มีชีวิตอยู่ เขาอาจจะฉีดยาชาหรือทำการรักษาอาการเจ็บปวดให้ผู้เคราะห์ร้ายด้วยวิธีการแบบอื่น ๆ เช่น สกัดจุด หรือฝังเข็ม เพื่อให้ผู้เคราะห์ร้ายรู้สึกเจ็บปวดทุรนทุรายน้อยลง

แต่การฉีดยาชา การสกัดจุด หรือการฝังเข็มให้กับคนเจ็บทุกคนนั้นคงต้องใช้เวลาไม่น้อย ในสภาวการณ์ตามที่ได้รับข้อมูลมา ชายคนนั้นไม่น่าจะมีเวลามากมายถึงขนาดที่จะกระทำการใด ๆ อย่างนั้นได้ เพราะการฉีดยาชา และการฝังเข็มต้องมีอุปกรณ์ และต้องใช้เวลาในการเตรียมอุปกรณ์สำหรับคนคน ๆ หนึ่งพอสมควร

ในขณะที่การสกัดจุดนั้น ลักษณะบาดแผลของผู้เคราะห์ร้ายซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้การสกัดจุดแต่ละจุดเพื่อยับยั้งความเจ็บปวดนั้น คงต้องใช้เวลาในการค้นหาจุดแต่ละจุดพอสมควรเช่นกัน

บาดแผลที่มีขนาดลดลงไปอีกล่ะ จะอธิบายได้ว่ายังไง...แล้วการกระทำของผู้ชายคนนั้นในเหตุการณ์ที่สองมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แรกหรือไม่ ยังไง...ตอนนี้ชาตินักรบเองก็ยังหาคำตอบให้กับคำถามนี้ไม่ได้...

เบื่อรถติดชะมัด

กว่าชาตินักรบจะฝ่ารถติดมาถึงห้องพักได้ก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว เขาเปิดประตูห้อง เอื้อมมือกดสวิตช์ไฟข้างประตู เปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อระบายอากาศ จากนั้นจึงเดินไปเปิดโทรทัศน์เพื่อให้เสียงและภาพของมันอยู่เป็นเพื่อน ถึงแม้ที่ห้องจะมีเครื่องเสียงอยู่ชุดหนึ่งก็ตาม แต่ชาตินักรบเองก็ไม่ชอบเปิดฟังมันมากนัก เพราะเวลาที่เปิดฟังมัน เขารู้สึกเหมือนกับต้องจมเข้าไปอยู่กับความรู้สึกภายในของตัวเองคนเดียวทุก ๆ ครั้งที่ปล่อยใจไปกับเสียงเพลงที่ได้ยิน

...อยู่กับตัวเองคนเดียวมันเหงาเหลือเกิน...ความรู้สึกนี้มันกลับเข้ามากระทบใจอีกครั้ง เมื่อไรเราจะสลัดมันไปได้ซะทีนะชาตินักรบนึกพร้อมกับแสดงสีหน้าซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด

โทรทัศน์จึงเป็นสิ่งที่เขาเลือกเปิดมากกว่า เพราะมีทั้งภาพ ทั้งเสียง ให้ได้ยินได้ฟัง อย่างน้อยการมองดูชีวิตคนอื่นในโทรทัศน์ ก็ทำให้หลงลืมการอยู่คนเดียวไปได้บ้าง

ชาตินักรบเดินไปหยิบจานและช้อนที่หลังห้องมาใส่ข้าวกล่องที่แวะซื้อจากร้านปากซอย เปิดขวดน้ำรินน้ำใส่แก้ว พร้อมแล้วสำหรับการกินอาหารค่ำและการดูรายการโทรทัศน์

ใครน่ะใคร

เขารู้สึกเหมือนมีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงตะโกนออกไปและรีบหันหลังกลับไปดูทันที แต่ก็น่าแปลกที่เขาเองกลับไม่เห็นอะไรเลย

ตายแล้วเขาจะเห็นเราไหมนะ แคนดี้นึกพร้อมกับลอยตัวไปยังหลังประตูห้องครัวก่อนที่ชาตินักรบจะหันมา หล่อนถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่

เขานั่งทานข้าวอยู่คนเดียวอยู่ครู่หนึ่ง ชาตินักรบก็อดนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขาเคยอยู่กับอาริซ่า อดีตคนรักที่เพิ่งเลิกกันไปไม่นาน เพราะงานที่เขาและเธอทำอยู่ทำให้แต่ละคนมีเวลาให้กันไม่ได้มากนัก ...ช่วงเวลาที่ได้นั่งทานข้าวกับเธอตอนนั้น สำหรับเขาแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขแตกต่างกับตอนนี้มาก

ชาตินักรบคิดเรื่อยเปื่อยย้อนไปถึงสมัยที่เขายังอยู่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด ช่วงเวลาเย็น ๆ แบบนี้เป็นเวลาที่สมาชิกทุกคนจะมานั่งทานข้าวล้อมวงกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เสร็จจากอาหารเย็นแล้วยังเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวใช้เป็นโอกาสในการพูดคุยปรึกษาหารือกันในเรื่องต่าง ๆ

เขาออกจากบ้านมาทำงานในเขตเมืองหลวงได้เกือบสามปีแล้ว นับตั้งแต่เรียนจบทางด้านหนังสือพิมพ์และการเป็นบรรณาธิการมาด้วยผลการเรียนที่ดีเยี่ยม แม้ว่าพ่อแม่จะคะยั้นคะยอให้เขาทำงานในสำนักงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในตัวจังหวัด เพราะอยู่ใกล้บ้านก็ตาม แต่เขากลับเลือกที่จะมาสมัครทำงานในสำนักงานหนังสือพิมพ์ส่วนกลางอย่างสำนักพิมพ์ไททรรศน์ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านมากที่สุดและเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดมากกว่า.เพราะอยากจะมองเห็นโลกให้กว้างขึ้น และอยากจะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่พิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น..เขาบอกตัวเองและคนในครอบครัวอย่างนั้น

ชาตินักรบมองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งตอนนี้ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว นานเท่าไรแล้วนะที่เขาไม่ได้โทรกลับบ้าน เกือบสองเดือนได้แล้วมั้ง ไม่รู้ว่าป่านนี้ที่บ้านจะเป็นยังไงบ้าง

เมื่อทานข้าวเสร็จ ชาตินักรบจึงยกจานและแก้วไปล้างและเก็บไว้ เขาเดินมาที่โทรศัพท์ ยกหูโทรศัพท์ขึ้นแล้วกดหมายเลขลงไป สัญญาณโทรศัพท์ดังอยู่สามสี่ครั้ง จึงมีเสียงตอบกลับมาจากปลายสาย

พ่อเหรอครับ เขาทักเมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร

เออ 

จะนอนหรือยังครับพ่อนี่ผมโทรมารบกวนหรือเปล่า

กำลังจะนอนแล้ว

เหรอครับ

มีอะไรหรือเปล่าเจ้าชาติ โทรมาซะดึกดื่น เสียงพ่อถามกลับมาด้วยความเป็นห่วง 

ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่อยากจะถามว่าที่บ้านฝนตกหรือเปล่า...แม่ล่ะครับเป็นยังไงบ้าง 

บทสนทนาดำเนินไปไม่ถึงห้านาที ชาตินักรบเริ่มรู้สึกว่าตนเองนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะถามไถ่พ่อแม่ไม่ออกแล้ว เขาจึงเป็นฝ่ายขอยุติการสนทนาขึ้นก่อน หลังจากที่วางสายเสร็จแล้วชาตินักรบจึงนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้บอกสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งให้กับพ่อแม่ได้รู้ สิ่งสำคัญนั้นก็คือประโยคที่ว่า...... คิดถึงนะครับ รักษาสุขภาพด้วย........



ใครน่ะใคร

เขายังคงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังเขาทุกที เมื่อเขาหันกลับไปก็เห็นผู้หญิงผมสีน้ำตาลเข้มเป็นลอนสวย แววตาเป็นประกาย ใบหน้ารูปไข่ แก้มสีชมพูระเรื่อ ปากเธอสวยราวกับกลีบกุหลาบสีชมพูอ่อน แต่งตัวราวกับเจ้าหญิงในชุดสีขาวประดับด้วยอัญมณีสีรุ้ง มีกำไลที่ข้อมือเป็นรูปมังกรขาว เธอมีปีกเป็นขนนกและเธอบินได้

นี่เธอเธอเป็นใครน่ะ เข้ามาในบ้านผมได้ยังไง

ตายแล้วเขาเห็นเราได้ไงเนี่ย หรือว่าเขาจะเป็นแต่คงไม่ใช่หรอก มนตราเอาอาจจะเสื่อมลงก็ได้เพราะเราก็หายตัวมานานแล้วเหมือนกัน แคนดี้ตอบกับตัวเองในใจ

.แวบ..แคนดี้ลอยตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกับค่อย ๆ หายตัวไปกับผนังห้องที่เป็นสีขาวสะอาดตา

ชาตินักรบรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบขยี้ตาทันที เมื่อจ้องมองไปที่ผนังห้องก็มองไม่เห็นเธอแล้ว

สงสัยเราคงตาฝาดไปเอง เขาเอ่ยขึ้น


รุ่งชึ้น 

๐๙.๒๓ น. สำนักงานหนังสือพิมพ์ไททรรศน์

คุณอดิศรเดินมาถามชาตินักรบถึงโต๊ะทำงานว่าเขามีเรื่องที่จะเขียนเปิดคอลัมน์ให้หรือยัง เมื่อชาตินักรบเล่าถึงเรื่องที่เขากำลังจะทำให้ฟัง เขาได้รับความเห็นจากคุณอดิศรว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว เขาอยากรู้มากว่าชาตินักรบจะเขียนเรื่องราวออกมาในแนวไหน

ดี ๆ เอาเลยนะ คุณรีบไปเก็บข้อมูลมานะ แล้วถ้าเขียนเสร็จแล้วก็เอามาส่งผมที่ห้องด้วย



๐๙.๓๕ น. แฟลตแห่งหนึ่งที่ย่านบางกะปิ

ปาริชาติได้กลิ่นเหม็นมาจากห้อง ๔๐๗ ห้องพักข้าง ๆ ห้องของเธอมา ๒-๓ วันก่อนแล้ว กลิ่นเหม็นที่ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน หลังจากที่ทนเหม็นจนนอนไม่หลับมาตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้ปาริชาติจึงตัดสินใจเดินมาเคาะประตูห้องนั้นเพื่อจะสอบถาม เจ้าของห้องว่าเก็บอะไรเหม็น ๆ ไว้ในห้อง หรือได้กลิ่นอะไรเหม็น ๆ ในห้องหรือเปล่า 

เมื่อปาริชาติยืนอยู่หน้าประตูห้อง ๔๐๗ จมูกของเธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นที่ทวีความรู้แรงเพิ่มมากขึ้น เหม็นมากจนแทบจะอาเจียนออกมา เธอกลั้นใจเอามือข้างหนึ่งอุดจมูกไว้ และใช้มืออีกข้างหนึ่งเคาะประตู พร้อมกับส่งเสียงเรียกเจ้าของห้อง

นี่คุณ..มีใครอยู่มั๊ย...มีใครอยู่หรือเปล่า ? 

เธอไม่มียินเสียงตอบรับกลับมา แม้ว่าเธอจะส่งเสียงเรียกเจ้าของห้องดังเพียงใดก็ไม่มีใครตอบรับกลับมาสักที 

ชั่วขณะที่มีความเงียบเป็นเสียงตอบรับ ปาริชาติได้ยินเสียงเหมือนคนพูดคุยกันเบา ๆ มาจากข้างในห้อง ใจเธอเริ่มคิดไปต่าง ๆ นานา เธอเคยรู้จักเจ้าของห้องนี้มาก่อนหรือเปล่านะ...

เคยสิ...ดูเหมือนเขาจะชื่อทรงพล เธอเคยเห็นเขาอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งแล้วแต่โอกาส ว่าจะบังเอิญเปิดประตูห้องมาเจอกันตอนไหน เขาเป็นผู้ชายอายุยี่สิบต้น ๆ เพิ่งทำงานได้ไม่นาน ท่าทางเงียบ ๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยออกไปไหนแม้ว่าจะเป็นช่วงกลางคืนหรือวันหยุดก็ตาม ที่เธอรู้ก็เพราะว่าเธอมักจะได้ยินเสียงเพลงหรือเสียงโทรทัศน์ดัง มาจากห้องข้าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว จำได้ว่าเธอเห็นเขาครั้งล่าสุด เมื่อ ๕-๖ วันที่ผ่านมานี่เอง หลังจากนั้นมาเธอยังไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีกเลย

ความเงียบทำให้ความรู้สึกบางอย่างอย่างเกิดขึ้นในจิตใจ สมองของปาริชาติเริ่มนึกไปถึงข่าวต่าง ๆ ที่เธอเคยอ่าน หรือได้ยิน ได้ฟัง มาจากสื่อต่าง ๆ และเริ่มประมวลผลมันเข้ากับสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่

มีความเป็นไปได้ ที่น่าเชื่อถืออยู่มากทีเดียวว่าอาจจะเกิดเรื่องร้าย ๆ เรื่องหนึ่งขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของประตู เธอกลั้นหายใจ ตัดสินใจเคาะประตูห้องนั่นดูอีกครั้งหนึ่ง

ก๊อกก๊อกก๊อก

นี่คุณ ถ้าไม่เปิดประตูออกมา ฉันจะไปเรียกผู้ดูแลข้างล่างให้ขึ้นมานะ...คุณ...คุณ

ความเงียบยังคงเป็นคำตอบที่เธอได้รับกลับมาปาริชาติเริ่มมั่นใจในความคิดของเธอมากขึ้น เธอวิ่งลงจากชั้น ๔ ลงไปหาไสวผู้ดูแลอาคารที่ชั้นล่าง เล่าเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งข้อสงสัยของเธอให้เขาฟัง และร้องขอให้เขาเอากุญแจสำรองขึ้นไปเปิดประตูห้องของทรงพล

ไสวกดเบอร์โทรศัพท์ของห้องทรงพลขึ้นมาเพื่อสอบถาม สัญญาณดังอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีผู้รับสาย ไสวเองก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาเองก็ไม่ได้เห็นทรงพลมา ๔-๕ วันแล้วเช่นกัน

ความสงสัยบวกกับเรื่องราวที่เขาได้ฟังมาจากปาริชาติ เชิญชวนให้เขาตัดสินใจเดินขึ้นมาข้างบนเพื่อหาข้อพิสูจน์

ตายไปแล้วหรือยังก็ไม่รู้

ประตูถูกลงกลอนจากด้านใน แม้ว่าไสวจะใช้กุญแจสำรองไขเปิดลูกบิดแล้วก็ตาม กลิ่นที่เหม็นรุนแรง กับการคาดการณ์ซึ่งน่าจะมีเค้าความจริงอยู่ไม่น้อย ทำให้ไสวตัดสินใจพังประตูห้องของทรงพลเพื่อจะเข้าไปดูเหตุการณ์ ข้างใน

...ปัง....ประตูถูกกระแทกเข้าไป

กลิ่นเหม็นรุนแรงนั้นลอยเข้ามาปะทะจมูกจนสะอึก และสิ่งที่พวกเขาพบนั้นถึงกับทำให้ผงะด้วยความตกใจ 

ทรงพลเจ้าของห้องนอนตะแคง เป็นศพอยู่บนเตียง ใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนกำลังรู้สึกเจ็บปวด มือข้างหนึ่งกุมอยู่บริเวณหน้าอก ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยกขึ้นไปเหนือศีรษะเหมือนกำลังพยายามจะไขว่คว้าหาอะไรบางอย่าง 

เมื่อมองตามทิศทางมือของทรงพลขึ้นไปจนสุดเขตสายตา เห็นโทรศัพท์เครื่องหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะติดกับผนังห้อง...โทรศัพท์นั่นเอง...เขากำลังพยายามจะหยิบโทรศัพท์

โทรทัศน์ในห้องนั้นถูกเปิดทิ้งไว้ สภาพศพบวมเป่ง มีคราบน้ำเหลืองเป็นวงกว้างให้เห็นบนฟูกนอน ภาพที่เห็นกับกลิ่นที่ได้รับ เกินความทนทานของจิตใจที่จะรับได้ ร่างกายของปาริชาติและไสวขับดันบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนขึ้นมาจากบริเวณช่องท้อง เพื่อลดความกดดันนั้นให้ลดลง

โอ๊ก..

โอ๊ก..

พวกเขาอาเจียนออกมาเกือบจะพร้อมกัน

ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีร่องรอยการฆาตกรรม หลักฐานที่ปรากฏไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าผู้ตายฆ่าตัวตายแต่อย่างใด ตำรวจซึ่งมาตรวจที่เกิดเหตุให้ความเห็นในเบื้องต้นว่า 

ผู้ตายอาจจะหัวใจวายตาย 

ชาตินักรบหยิบสมุดบันทึกของเขาขึ้นมา บันทึกข้อความลงไป

นางปาริชาติหญิงข้างห้อง และนายไสว ผู้ดูแลอาคาร พบศพนายทรงพลผู้ตาย ในห้องพักหมายเลข ๔๐๗ ย่านบางกะปิ... หลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วประมาณ ๕ วัน... ก่อนผู้ตายจะเสียชีวิตคาดว่าน่าจะรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกอย่างรุนแรง และพยายามจะหยิบโทรศัพท์เพื่อติดต่อใครสักคนให้มาช่วยเหลือ แต่เขาทำไม่สำเร็จ หัวใจของเขาทำร้ายตัวเขาเองก่อนที่เขาจะบรรลุเป้าหมาย 

เสียงโทรศัพท์มือถือของชาตินักรบดังขึ้น หมายเลขที่แสดงทำให้รู้ว่าเป็นเบอร์ของคุณอดิศรหัวหน้ากองบรรณาธิการ 

ครับ หัวหน้า ชาตินักรบตอบรับ

จำเรื่องต้นไม้ที่สวนสาธารณะที่คุณพูดถึงได้หรือเปล่า 

มีอะไรเหรอครับ

ผมเพิ่งขับรถผ่านมาจากทางนั้น มีเรื่องอยากจะให้คุณช่วยเช็คดูหน่อย

ได้ครับ ผมเพิ่งทำข่าวเสร็จพอดี มีเรื่องอะไรเหรอครับ คงจะเป็นเรื่องด่วนน่าดู ไม่งั้นหัวหน้าคงไม่โทรศัพท์มาหาเขาทันทีแน่

...ผมเพิ่งเห็นต้นไม้ทุกต้นในสวน ผลิดอกผลิใบเต็มต้นเมื่อกี้นี้เอง.....

.หา.เขานึกในใจก่อนที่จะขับรถออกมา

๑๓.๔๕ น. สวนสาธารณะ บริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์

ต้นไม้ที่สวน ผลิใบเต็มต้นทุกต้น เหมือนที่คุณอดิศรบอกจริง ๆ ถึงแม้ว่าต้นไม้จะมีเวลาฟื้นตัวของมันเอง แต่จากสภาพของต้นไม้ที่ปรากฏให้เห็นเมื่อคราวก่อน ไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่า ในเวลาเพียงสองวัน ต้นไม้ที่ลำต้นเ***่ยวเฉา กิ่งก้านไร้ใบที่แห้งและเปลือกแตกเหมือนขาดน้ำมานาน จะกลับมาสดชื่น และผลิดอกผลิใบได้เต็มต้นขนาดนี้ 

เกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้ พวกนี้?เขานึก ความสงสัยนี้ทำให้ชาตินักรบตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาราชพฤกษ์เพื่อนของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ เพื่อสอบถามเรื่องบางอย่างทันที

ชาตินักรบรู้จักกับราชพฤกษ์ตอนไปเข้าค่าย ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่นครปฐม ชาตินักรบเรียนอยู่สื่อสารมวลชนคณะมนุษย์ ในขณะที่ราชพฤกษ์เรียนชีววิทยาอยู่คณะวิทยาศาสตร์ แม้จะอยู่ต่างคณะกันแต่กิจกรรมค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ทำให้ทั้งสองมีโอกาสได้มาพบกันเขาทั้งสองนอกจากจะถูกล้อเรื่องชื่อที่สื่อออกมาเพื่อแสดงความเป็นไทยแล้ว ตอนอยู่ในค่ายยังเป็นคนชอบสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น ๆ เหมือน ๆ กันด้วย ความที่มีอะไรเหมือน ๆ กันนี่เองทำให้ทั้งคู่ยังคงติดต่อกันเรื่อยมา แม้จะกลับออกจากค่ายมาแล้ว

กระทั่งเรียนจบและชาตินักรบก็ตัดสินใจมาทำงานที่กรุงเทพฯ ในขณะที่ราชพฤกษ์เลือกที่จะทำงานเกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ อยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์ที่เชียงราย ด้วยหน้าที่การงานของเขาทั้งสองจึงทำให้พวกเขามีโอกาสติดต่อกันน้อยลง

***ชาติเองเหรอวะ มีอะไรหรือเปล่าร้อยวันพันปี ***ไม่เคยเห็น***โทรมาเลย ราชพฤกษ์แปลกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ ชาตินักรบโทรหาเขา เพราะชาตินักรบไม่ได้โทรหาเขามานานจนจะร่วมปีแล้ว...

ชาตินักรบเล่าให้ราชพฤกษ์ฟังถึงเรื่องต้นไม้ในสวนสาธารณะ และถามพฤกษ์ถึงความเป็นไปได้ที่ต้นไม้จะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ภายในเวลาเพียงสองสามวัน หลังจากที่อยู่ในสภาพใกล้ตาย 

แปลกมาก นั่นเป็นประโยคแรกที่เขาได้ยินจากราชพฤกษ์

ถ้าไม่แปลก***คงไม่โทรมาหา***หรอก ***คิดยังไงกับเรื่องนี้ 

***รู้สึกเหมือนกับว่า ต้นไม้มันเจ็บเหมือนคนใกล้จะตายอยู่แล้ว จู่ ๆ ก็มีปาฏิหาริย์มาทำให้มันหายป่วยกะทันหัน ยังไงยังงั้นเลยว่ะ

ต้นไม้เจ็บเหมือนคนใกล้ตายเหรอ เข้าใจเปรียบนะชาตินักรบนึก

...เดี๋ยวก่อน ประโยคหลัง***พฤกษ์แกพูดว่ายังไงนะ เหมือนมีปาฏิหาริย์ทำให้มันหายป่วย ยังงั้นเหรอ

ก็เออน่ะสิทำไมเหรอ

เดี๋ยวนะคนเจ็บไม่เจ็บอย่างที่ควรจะเป็น ผู้ชายท่าทางเจ็บหนักที่นอนสติอยู่ใต้ต้นไม้ที่จู่ ๆ ก็ลุกพรวดเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กับต้นไม้ที่หายป่วยอย่างกับปาฏิหาริย์ยังงั้นเหรอ

ใช่แล้ว ชาตินักรบคิดว่าเขาหาจุดเชื่อมของเรื่องทั้งหมดนี้ได้แล้ว

เฮ้ย! ขอบใจว่ะพฤกษ์ แค่นี้ก่อนนะ 

อ้าว เฮ้ย! เดี๋ยว ๆ ***ชาติ ***ยังไม่ทันจะบอกอะไร***เลยนะ... ชาตินักรบวางสายไปเสียก่อนที่ราชพฤกษ์จะพูดจบ

***บ้าเอ๊ย โทรมาทั้งที โทรคุยกันแค่เนี้ยะ ราชพฤกษ์บ่นตามหลังมา

..

ชาตินักรบชายคนนี้จะนำพาเราไปหาผู้วิเศษ ผู้ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ มีพลังเหนืออำนาจใด ๆ ในโลกนี้ ดีไม่ดี ชายคนนั้นอาจจะเป็นคนที่เรากำลังจะตามหาอยู่ก็ได้แคนดี้นึก

ใครน่ะใคร

ชาตินักรบยังคงรู้สึกเหมือนว่ามีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาสัมผัสได้และรู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้นเขารู้สึกเหมือนถูกผีหลอก หรือไม่ก็มีคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันกลับไปเขาก็มองไม่เห็นอะไรเลย

มันก็น่าแปลกอยู่ที่คนเราจะสัมผัสและรับรู้กับบางสิ่งบางอย่างได้ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่เห็นตัวตนอะไรที่แฝงมากับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าสีดำคันนี้

สงสัยเราจะประสาทหลอน ชาตินักรบเปรยขึ้น

๑๙.๐๙ น

ชาตินักรบกลับถึงห้องเร็วกว่าปกติ เพราะไม่มีงานค้างที่สำนักงานที่ต้องทำให้เสร็จ ทำให้เขามีเวลาในการคิดทบทวนข้อมูลบางอย่างจากเหตุการณ์ทั้งสอง เหตุการณ์มากขึ้น

เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานภายในห้อง เปิดโคมไฟใช้แสงสลัว ๆ เพื่อให้มีสมาธิในการใช้ความคิดมากขึ้น เขาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอ่านข้อมูลต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ และหยิบคำสองคำที่บันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ เข้ามาคิดประมวลร่วมด้วย...คำว่า ความเจ็บปวด และ ความเจ็บปวดที่หายไป 

เค้าร่างบางอย่างเหมือนจะเกิดขึ้นในห้วงคิด หากจะทำให้มันชัดเจนขึ้นคงต้องเขียนออกมาให้เป็นรูปร่าง เป็นตัวหนังสือ ชาตินักรบหยิบแผ่นกระดาษเปล่าขึ้นมาหนึ่งแผ่น ใช้มือเอื้อมไปหยิบดินสอมาไว้ในมือ และเริ่มลงมือเขียนความคิดของตัวเองออกมา

มีข้อสังเกตอะไรที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นี้บ้าง ชาตินักรบเริ่มใช้ความคิดผ่านสายตาและสมองของเขา

๑.ผู้ได้รับการบาดเจ็บอาการดีขึ้น หลังจากที่ นาย ก.( นามสมมติของชายคนนั้น ) เดินเข้ามาสัมผัสกับพวกเขา นาย ก. ย่อมมีความสัมพันธ์กับความเจ็บปวดที่หายไปของผู้ที่ได้รับความบาดเจ็บเหล่านั้น

๒.หลังจากที่นาย ก.ออกมาจากที่เกิดเหตุ ขับรถมาจอดรถที่บริเวณสวนสาธารณะ ขณะที่เดินออกมาเขามีอาการเหมือนคนไม่สบาย คำถามก็คือ อาการเหมือนคนไม่สบายของเขามาจากไหน ในขณะที่ข้อมูลก่อนหน้านี้ไม่ได้ชี้นำให้เห็นว่า เขามีอาการเหมือนคนไม่สบายมาก่อนเลย

๓.มีความเป็นไปได้มากว่าอาการเหมือนคนไม่สบายของนาย ก. เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ไปสัมผัสกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นแล้ว 

๔.ถ้าการกระทำของนาย ก. มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเจ็บปวดที่หายไปของผู้ที่ได้ รับบาดเจ็บ และอาการเหมือนคนป่วยของเขาเกิดขึ้นหลังจากที่สัมผัสคนเจ็บแล้ว มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า ความเจ็บปวดที่หายไปนั้นจะเข้ามาอยู่ในร่างกายของนาย ก.เอง 

๕.หลังจากที่นาย ก.นอนเหมือนคนหมดสติอยู่ใต้ต้นไม้แล้ว ครู่หนึ่งเขาจึงลุกขึ้นเดินกลับไปขึ้นรถเหมือนคนปกติ ไม่มีอาการเหมือนคนไม่สบายให้เห็น อาการเหมือนคนเจ็บของนาย ก.หายไปไหน รุ่งขึ้นต้นไม้ในสวนสาธารณะที่นาย ก.นอนอยู่จู่ ๆ ก็ทิ้งใบ ลำต้นเ***่ยวเฉา เหมือนคนเจ็บ อาการเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการกระทำของนาย ก.หรือไม่อย่างไร 

๖.ต้นไม้กลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างไรถ้าคำตอบสำหรับข้อสังเกตที่ ๒ คือ อาการเหมือนคนไม่สบายของนาย ก.มาจากความเจ็บปวดที่หายไปของผู้ได้รับบาดเจ็บ และข้อสังเกตที่ ๓ เป็นความจริง คำตอบดังกล่าวย่อมทำให้ข้อสังเกตที่ ๔ มีความเป็นไปได้เพิ่มมากขึ้น

...แต่มันเข้ามาได้ยังไง...เขานึก

นอกจากผู้วิเศษแล้ว ก็คงจะไม่มีใครทำเรื่องแบบนี้ได้หรอก ชาตินักรบเอ่ยขึ้น

ผู้วิเศษ.!!!! เขาร้องเสียงหลง

ผู้วิเศษงั้นเหรอเขาคิด หรือว่าชายคนนั้นจะเป็นผู้มีพลังพิเศษ อาจจะเป็นไปได้เพราะเรื่องคนที่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่น ตอนนี้มีให้ได้ยินได้ฟังในสื่อต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

ถ้าสมมติให้ชายคนนั้นมีพลังวิเศษจริง คำตอบที่จะเติมคำลงไปในช่องว่างสำหรับคำถามที่ว่า ความเจ็บที่หายไปของนาย ก.ไปอยู่ที่ไหน คือ ถูกถ่ายโอนไปให้กับต้นไม้ใช่หรือเปล่าถ้าใช่ เมื่อต้นไม้กลับคืนสู่สภาพปกติ ความเจ็บปวดทั้งหมดหายไปไหน?แล้ว ผู้ชายคนนั้นเป็นใครมาจากไหน และมีพลังนั้นได้ยังไงกัน?....

ชาตินักรบรู้สึกเหมือนกับว่า เขาวนกลับมาสู่คำถามเดิม ที่ตอบไม่ได้มาตั้งแต่ตอนต้น และตอนนี้เขากำลังต้องการใครสักคน มาช่วยให้ความกระจ่างกับเขา

ใครใครน่ะใคร

เขายังคงรู้สึกเหมือนเดิม รู้สึกเหมือนว่ามีใครกำลังยืนอยู่ที่ข้างหลังเขา เมื่อเขาเอนตัวพิงเก้าอี้และเงยหน้าขึ้นมองบางสิ่งบางอย่างนั้น เขาก็ต้องตกใจกับผู้หญิงมีปีกคนนั้น คนที่เขาเห็น

นี่คุณ!!!! 

เขาถึงกับร้องเสียงหลงทีเดียว เมื่อเขาหันเก้าอี้กลับมาผู้หญิงมีปีกคนนั้นก็หายไป

นางฟ้านางฟ้าเหรอ หรือว่าผีหลอกกันแน่ เขาเอ่ยขึ้น สงสัยว่าเราจะทำเรื่องเกี่ยวกับเรื่องพิศวงมากจนเกินไปทำให้ตาฝาดเห็นเป็นนางฟ้า หรือเทพธิดาที่โบยบินมาในห้องรก ๆ ของเรา

ใครว่ารกล่ะ ชาตินักรบ ห้องออกจะสะอาด เราอุตส่าห์เก็บให้จนสวยงามแบบนี้ยังจะว่ารกอีกเหรอ

เสียงนี้ถึงกับทำให้ชาตินักรบสะดุ้งพร้อมกับกวาดสายตามองหาเจ้าของเสียงนั้น แต่เขากลับมองไม่เห็นอะไรเลยแต่สิ่งที่น่าแปลกที่สุดคือห้องของเขาทำไมถึงสะอาดได้ถึงเพียงนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

อาริซ่า!!!!!! เขาเอ่ย เพราะเขาคิดว่าคนที่มาเก็บห้องให้เขาน่าจะเป็นอดีตคนรักเก่าของเขาเป็นแน่				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสุชาดา โมรา
>