นิทานก่อนนอน : ความฉลาดไม่พอใช้ (A Tale of Unwise Manner)

Prayad

ในกาลครั้งหนึ่งหรือสองก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเพราะนานมาแล้ว ยังมีครอบครัวของชาวนาอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่ง
ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกสาว ด้วยความที่ไม่ขี้เหล่ของลูกสาว (เธอสวย) จึงมีชายที่ยังไม่แก่คนหนึ่ง (ชาย
หนุ่ม) มาสนใจเธอ และยังไม่ขี้เกียจ (ขยัน) เทียวแวะ มาเที่ยวหาพูดคุย ดื่มน้ำท่าอยู่ที่บ้านของเธอเป็นประจำ 
วันหนึ่งในระหว่างที่ชายหนุ่มแวะมาเยี่ยมตามปกติ ปรากฏว่าน้ำดื่มในตุ่มดินอันใสเย็น มันแห้งขอดลง
พอดี (สาวเจ้าลืมเติมน้ำดื่มใส่ตุ่มเอาไว้) เธอจึงบอกให้ชายหนุ่มรอดื่มน้ำเย็นอยู่ที่บ้าน ส่วนเธอก็ฉวยเอาเชือก
ป่าน และกระออมตักน้ำซึ่งสานด้วยไม้ไผ่และฉาบทาด้วยยางไม้เหนียวจึงใช้ตักน้ำได้โดยไม่รั่ว 
แล้วก็เดินตรงไปยังบ่อน้ำที่อยู่หลังบ้าน เธอผูกเชือกป่านเข้ากับคันไม้ของกระออม แล้วหย่อนลงไปในบ่อ 
ตักเอาน้ำและสาวเชือกป่านดึงกระออมขึ้นมา แต่พอเธอชะโงกหน้าลงไปในบ่อน้ำซึ่งลึกมาก เธอก็เริ่มคิดกับ
ตัวเองขึ้นว่ามันน่าหวาดเสียวและอันตรายจริงๆ 
“นี่สมมุติว่าถ้าเขาและฉันได้แต่งงานกัน แล้วพอพวกเรามีลูกชาย เมื่อเขาเติบโตขึ้นมาจนเป็นหนุ่ม ก็จะต้อง
มาตักน้ำที่บ่อแห่งนี้เหมือนกัน แล้วถ้าเขาพลาดตกลงไปในบ่อลึก เขาก็จะต้องตายเป็นแน่ โอ ช่างเลวร้ายเหลือ
เกิน!” 
เธอจึงปล่อยมือให้กระออมย้อนกลับลงไปอยู่ในบ่ออีกครั้ง แล้วก็นั่งลงและเริ่มร้องห่มร้องไห้
เวลาผ่านไปนานผิดปกติ คนที่อยู่ทางบ้านไม่เห็นเธอกลับมาสักทีก็สงสัย แม่ของเธอจึงลงจากบ้านและไปตาม
หาเธอที่บ่อน้ำ พอเห็นลูกสาวนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างบ่อน้ำโดยที่เชือกป่านก็ยังพาดคาอยู่ที่ปากบ่อ 
“เป็นอะไรไปล่ะลูก” แม่เธอถาม
“โอ คุณแม่!” เธอพูด 
“แม่ก็มองลงไปในบ่อนั่นสิ มันน่ากลัวและหวาดเสียวขนาดไหน! สมมุติว่าเขาแต่งงานกับฉัน แล้วมีลูกชาย
ด้วยกัน พอเขาโตขึ้นก็ต้องมาตักน้ำที่บ่อแห่งนี้ แล้วถ้าเขาพลาดท่าตกลงไปในบ่อลึกนี้ เขาก็ต้องตายอย่างแน่
นอน โอ ช่างเลวร้ายเหลือเกิน!” 
“โอ ตายแล้ว! มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ ลูกแม่!” แล้วแม่ของเธอก็นั่งลงและเริ่มร้องห่มร้องไห้
อยู่ข้างๆเธอนั่นเอง  ครู่ต่อมาครั้นพ่อไม่เห็นแม่และลูกสาวกลับมาสักที เขาจึงเป็นคนลงจากบ้านออกไปตาม
หาคนทั้งสองที่บ่อน้ำ พอไปถึงเขาก็เห็นแม่และลูกสาวพากันนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างบ่อ
“มันเกิดอะไรขึ้นล่ะนี่”  พ่อเธอถาม
“ทำไมล่ะ” แม่เธอพูด 
“คุณก็ลองชะโงกลงไปในบ่อดูสิ ว่ามันน่ากลัวและหวาดเสียวขนาดไหน นี่ถ้าลูกสาวของเรากับคู่รักของเธอ
แต่งงานกัน แล้วได้ลูกชาย เมื่อเขาโตขึ้นมา ก็ต้องมาตักน้ำที่บ่อแห่งนี้ หากเขาพลาดท่าตกลงไปในบ่อลึก 
เขาก็ต้องตายเป็นแน่ โอ มันช่างเป็นเรื่องเลวร้ายและน่ากลัวจริงๆ!”
“โอ ตายแล้ว! จริงด้วย” พ่อเธอกล่าว แล้วเขาก็นั่งลงข้างๆแม่กับลูกและเริ่มร้องห่มร้องไห้อีกคน
ฝ่ายชายหนุ่มซึ่งนั่งรอดื่มน้ำเย็นจากบ่ออยู่ที่บ้านคนเดียว เมื่อรอนานจนเมื่อยขบ เขาจึงลงจากบ้านและออก
ไปตามหาคนทั้งสามเหล่านั้นที่บ่อน้ำ พอไปถึงเขาก็เห็นคนทั้งสามพากันนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างบ่อ โดยที่
เชือกป่านก็ยังพาดคาอยู่ที่ปากบ่อ เขาจึงตรงไปสาวเชือกป่านและดึงเอากระออมนำน้ำขึ้นมาจนพ้นปากบ่อ 
แล้วก็วางลงข้างๆตัว พลางถามว่า 
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่านทั้งสามล่ะนี่ ถึงได้พากันนั่งร้องไห้ แล้วก็ไม่ยอมสาวเชือกดึงกระออมขึ้นมาจากบ่อ
เช่นนี้” 
“โอ!” ผู้เป็นพ่อคร่ำครวญ
“ท่านก็ก้มมองดูลงไปในบ่อลึกนั่นสิ ว่ามันน่ากลัวและหวาดเสียวขนาดไหน! ถ้าท่านและลูกสาวของพวกเรา
แต่งงานกัน แล้วมีลูกชาย พอเขาโตขึ้นมาก็ต้องมาตักน้ำจากบ่อแห่งนี้ หากเขาพลาดท่าตกลงไปในบ่อลึก เขา
ก็ต้องตายเพียงเท่านั้น!” 
พูดเสร็จพวกเขาทั้งสามก็พากันร้องไห้คร่ำครวญหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับหัวเราะก๊าก พลางยก
กระออมน้ำขึ้นดื่ม เสร็จแล้วจึงพูดขึ้นว่า
“ฉันเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ก็ไม่เคยจะเห็นใครเฉลียวขาดฉลาดน้อยเหมือนกับท่านทั้ง
สามนี้เลย ฉันควรจะออกสัญจรรอนแรมไปอีกสักวาระหนึ่ง ถ้าหากฉันพบเห็นใครก็ตามที่ฉลาดน้อยลงไปกว่า
พวกท่านเสียอีก สักสามราย ฉันก็จะกลับมาแต่งงานอยู่กินกับลูกสาวของท่าน” 
ชายหนุ่มจึงอำลาและอำนวยพรแก่ครอบครัวของคนทั้งสาม แล้วก็ออกเดินทางจากไป คงปล่อยให้พวกเขาพา
กันร้องห่มร้องไห้อีกครั้งเพราะว่าคราวนี้ลูกสาวสูญเสียคนรัก
ชายหนุ่มเดินทางรอนแรมมาไกล จนกระทั่งมาถึงกระท่อมปลายนาของหญิงชราผู้หนึ่ง หลังคากระท่อมถูกปก
คลุมไปด้วยสีเขียวของใบหญ้า ซึ่งแผ่กอต่อยอดขึ้นไปงอกงามอยู่บนหลังคา ในเวลานั้นหญิงชรากำลังพยายาม
ลากจูงควายของแก ให้ไต่บันไดขึ้นไปกินหญ้าบนหลังคา แต่ความพยายามนั้นก็ดูทุลักทุเลและไม่เป็นผล 
ดังนั้นชายหนุ่มจึงถามหญิงชราว่ากำลังทำอะไรกันแน่
“ทำไมล่ะ ก็ดูสิ” หญิงชราตอบ 
“หญ้าเขียวๆทั้งนั้นอยู่บนหลังคา ฉันก็จะจูงควายไต่บันไดขึ้นไปกินหญ้าบนนั้น ไม่น่ามีปัญหาอะไร พอมัน
กำลังกินหญ้าอยู่บนหลังคา ฉันก็โยงเชือกที่สนตะพายมันอยู่นั้นให้ลอดผ่านลงมาทางหน้าต่าง แล้วก็นำมาผูก
ไว้ที่เอวของฉัน ในระหว่างที่ทำงานบ้านไป หากควายมันจะหนีไปจากหลังคาเมื่อใด ฉันก็ย่อมรู้” 
“โอ ทำไมถึงฉลาดน้อยอย่างนี้!” ชายหนุ่มกล่าว
“ท่านควรจะขึ้นไปเกี่ยวเอาหญ้าเสียเอง แล้วก็โยนลงมาให้ควายมันกินอยู่ข้างล่างก็ได้!” 
แต่หญิงชราก็เห็นว่าการนำควายขึ้นไปกินหญ้าอยู่บนหลังคา มันดูง่ายกว่าที่จะขึ้นไปเกี่ยวลงมาให้มันกินอยู่
ข้างล่าง หญิงชราจึงพยายามลากจูงควายอยู่เช่นนั้น นางไต่ขึ้นไปยืนอยู่บนตอนปลายของบันไดใกล้ๆกับหลัง
คา มือก็พยายามชักเชือกลากจูงให้ควายก้าวขาเหยียบขั้นบันไดตามขึ้นไป อาลามตกใจหรือไม่ก็รำคาญหรือ
ทรมานเจ็บปวดจากการถูกบังคับ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เกินกว่าจะคาดคิด ควายจึงสะบัดเขาอันยาวและแข็งแกร่ง
ของมัน เป็นเหตุให้ไปโดนบันไดที่พาดอยู่ไถลลื่นลงมา จนหลุดร่วงออกจากหลังคา หญิงชราจึงร้องเสียงหลง 
แล้วก็ร่วงลงมานอนครางโอยๆอยู่ข้างกระท่อมของนางนั่นเอง ความฉลาดมีไม่พอใช้จริงๆ ชายหนุ่มส่ายหัว
ไปมา
ชายหนุ่มจึงเดินทางต่อไป จนกระทั่งตอนเย็นในวันหนึ่ง เขาจำเป็นต้องเข้าพักนอนในโรงแรมแห่งหนึ่ง 
แต่เผอิญว่าทุกห้องนั้นเต็มหมด จึงจำเป็นต้องเข้าพักร่วมห้องกับผู้เดินทางอีกคนในห้องเตียงคู่ สุภาพบุรุษ
ร่วมห้องของเขา เป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีเป็นอย่างดี แต่พอถึงตอนเช้าหลังจากตื่นนอน ชายหนุ่มก็ต้องประหลาด
ใจ เมื่อเห็นชายคนที่พักร่วมห้องเดียวกัน นำกางเกงขายาวของเขามาห้อยไว้ที่มือจับของลิ้นชัก แล้วก็พยายาม
วิ่งจากด้านหนึ่งของห้อง เพื่อกระโดดลงไปสวมเอากางเกงขายาวนั้น เขาพยายามแล้วพยายามเล่าก็ยังทำไม่
สำเร็จ ชายหนุ่มก็สงสัยเหมือนกันว่าเขาทำอะไรกันแน่
“โธ่ โว้ย!” ชายคนนั้นพูด 
“ฉันคิดว่าในบรรดาเสื้อผ้าทั้งหมดนี้ กางเกงขายาวออกจะแย่ที่สุดเลยนะ ฉันคิดไม่ออกเหมือนกันว่าใครช่าง
ประดิษฐ์คิดทำเสื้อผ้าอย่างนี้ขึ้นมา กว่าฉันจะสวมใส่ได้แต่ละเช้า ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ เล่นเอาเหงื่อแตกพลั่กๆ!
แล้วท่านล่ะจัดการสวมใส่ของท่านอย่างไร”  
ชายหนุ่มได้ฟังก็อดที่จะปล่อยหัวเราะออกมาไม่ได้ แล้วเขาก็แสดงการสวมใส่กางเกงขายาวให้ชายคนนั้นดูเป็น
ตัวอย่าง ชายคนนั้นจึงได้กล่าวขอบคุณแก่เขาเป็นอย่างมาก เขาบอกว่าเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า มันจะ
สามารถสวมใส่ด้วยวิธีง่ายๆเช่นนั้นได้ ชายหนุ่มจึงส่ายหัวไปมา นับว่าเป็นเรื่องที่ฉลาดไม่พอใช้จริงๆ 
ชายหนุ่มยังเดินทางต่อไปอีก จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสระน้ำอยู่ข้างนอกหมู่บ้าน ในเวลานั้นมีผู้
คนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมล้อมอยู่รอบๆสระ ในมือของพวกเขานั้นบ้างก็ถือคราด ไม้สอยมะม่วง ไม้กวาดด้ามยาว 
และไม้ตะขอด้ามยาว ต่างก็กำลังพยายามที่จะเกี่ยวเอาอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในสระ ชายหนุ่มสงสัยจึงได้ไต่
ถามพวกเขา
“ทำไมล่ะ” พวกเขาตอบ 
“เป็นเรื่องนะสิ! ดวงจันทร์ตกลงไปจมอยู่ใต้ก้นสระ พวกเราไม่รู้ว่าจะนำเธอขึ้นมาได้อย่างไร!” 
ชายหนุ่มได้ฟังก็หัวร่องอหงาย พลางก็ชี้ให้พวกเขาแหงนมองขึ้นไปดูบนท้องฟ้า และบอกกับพวกเขาว่าที่เห็น
อยู่ในน้ำนั่นคือเงาของมัน แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อชายหนุ่มคนนั้น มิหนำซ้ำยังพากันเหยียดหยามและด่าทอเขา
ให้ได้รับความอับอาย ชายหนุ่มจึงต้องรีบหนีไปจากพวกเขาโดยไม่ชักช้า
จึงเป็นอันว่าเขาได้พบเห็นคนที่ฉลาดไม่มาก หรือ ฉลาดน้อยเต็มที (โง่) ยิ่งกว่าครอบครัวของชาวนา ดังนั้น
ชายหนุ่มจึงเดินทางกลับไปแต่งงานอยู่กินกับลูกสาวของชาวนา ตามที่ได้ให้สัญญาเอาไว้ แต่ถ้าพวกเขาไม่มี
ความสุขหลังจากการแต่งงาน ทั้งผู้อ่านและผู้เขียนก็ไม่เห็นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขามิใช่หรือ 
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
comments powered by Disqus
  Prayad

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>