กำแพงสร้างขึ้นโดยเทพยดาเพื่อกักขังมนุษย์ปุถุชน.....

คีตากะ

ket.jpg









     ปราศรัยโดย ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่
ซีหู ฟอร์โมซา 28 ธันวาคม 1991 (เดิมเป็นภาษาจีน)








     เมื่อวันก่อน ฉันได้บอกพวกเธอเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า พวกเราทำไมจึงถูกกักกันไว้ที่นี่ได้อย่างไร ? ถูกขังไว้ที่ข้างนอกนี้และอยู่ในความดูแลของเทพยดา ทูตสวรรค์และผู้คุ้มครองจากสวรรค์ (A: จริงซิ) บางทีเธออาจจะถามฉันว่า แล้วพวกเขาจำกัดพวกเราไว้ได้อย่างไรเล่า ซึ่งสิ่งที่ว่านี้คือ ไตรภูมิ !
ระดับแรกของการกักกันนั้นเปรียบเสมือนคุกในโลกเรานั่นเอง ซึ่งก็จะมีประตูอยู่สามถึงสี่ชั้น อย่างตอนที่ฉันไปเยี่ยมนักโทษที่เรือนจำฮัวเหลี่ยนในการปาฐกถานั้น ฉันก็ต้องผ่านทางเข้า เข้าไปถึงเจ็ดประตูด้วยกัน ถึงจะเข้าไปหาพวกนักโทษได้ ภายนอกเต็มไปด้วยกำแพงที่ล้อมรอบซึ่งตามข้างบนกำแพงมีแต่ลวดหนาม พวกที่ต้องโทษหนักก็ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนและพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะออกจากห้องคุมขังไปไหนได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะผ่านไปทางประตูได้เลย อย่างไรก็ดี ก็มีนักโทษบางคนที่สามารถไปไหนมาไหนได้อิสระ พวกเขาก็จะถูกให้ทำงานกวาดพื้น ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ บางคนก็มีอิสระมากหน่อยก็สามารถผ่านประตูออกไป และสามารถจะออกไปได้เกือบจะถึงกำแพงชั้นนอก !
สถานการณ์นั้นจะคล้ายๆ กันกับพวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญทางจิตวิญญาณ บางคนก็ผ่านไปถึงประตูที่สามหรือที่สี่ และไปได้ถึงภูมิภพระดับที่สี่แต่ก็ถูกปิดกั้นไว้ด้วยกำแพง เหลือเพียงประตูและกำแพงใหญ่นี้เท่านั้นที่จะต้องผ่านไปจึงจะได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง นั่นคือสภาพที่พวกเราถูกกักขังไว้ภายในไตรภูมิ แล้วพวกเราถูกกักขังเอาไว้อย่างไรกันบ้างในระดับที่หนึ่งเรียกว่าโลกทิพย์ ?





upload-5W4QI17.jpg





     ถูกผูกมัดไว้ด้วยความรู้สึกรักและผูกพันของโลกทิพย์

     อะไรคือสภาพภายในโลกทิพย์ ? ในโลกทิพย์นี้เขาใช้ความรักและความผูกพันมาบังตาเรา โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการบังคับ ดุด่าหรือล่ามโซ่เลย เธอเข้าใจสภาพที่ว่านี้ไหม ? ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลายล้วนพัวพันอยู่ในความรักความผูกพัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง หรือแม้กระทั่งผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้ชายกับผู้ชาย
เพียงความรักความผูกพันก็ใช้เป็นเครื่องมือได้ดียิ่งกว่าการใช้กรงขังและโซ่ตรวน พวกเราทั้งหมดนี้ก็ไม่มีทางจะเล็ดลอดไปได้เมื่อเราถูกผูกมัดไว้ด้วยความผูกพัน ! มันเป็นการยากสำหรับเราที่จะจากไปเวลาที่เราต้องการ ต้องใช้พลังความตั้งใจอย่างยิ่งยวด ต้องใช้การสำนึกผิดที่แรงกล้ามากที่กำเนิดจากภายใน หรือต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก และหรือต้องใช้ความปรารถนาที่จริงใจอย่างมาก จึงจะได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลที่รู้แจ้ง เช่นนั้นเขาเหล่านั้นจึงจะให้การช่วยเหลือเราจนผ่านพ้นในระดับของโลกทิพย์ไปได้
ถ้าหากพวกเรายังคงถูกผูกมัดไว้ด้วยความรักความผูกพันและเต็มไปด้วยสายสัมพันธ์ของความรักใคร่ เราก็ทราบได้ว่าเรายังคงอยู่ภายในระดับโลกทิพย์ ถึงตอนนี้เราเลิกพูดมากจะดีกว่าและมาตระหนักดูว่าเรายังคงไม่สามารถข้ามผ่านเกราะกำบังในระดับที่หนึ่งไปได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ตั้งแต่โบราณกาลมาผู้คนมักจะให้ความนับถือผู้ทรงศีลเพราะพวกเขาคิดว่าอย่างน้อยที่สุดพวกผู้ทรงศีลสามารถผ่านพ้นไปจากระดับโลกทิพย์ที่เป็นประตูแรก
เหมือนกันกับผู้ต้องขังที่อยู่ในคุก ที่บางคนก็ก่ออาชญากรรมที่รุนแรง ดังนั้นพวกนี้จึงถูกกักกันไว้ในกรงเล็กๆ ที่เล็กกระทั่งไม่สามารถจะยืนตรงได้ บางคนก็ต้องโทษรุนแรงกว่ากระทั่งต้องล่ามโซ่ตรวน และคนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะผ่านประตูด่านแรกออกไปได้เลย ผู้ต้องขังบางคนสามารถผ่านประตูออกไปช่วยกันทำงานในพื้นที่คุก ดังนั้นนักโทษพวกนี้จึงมีอิสระมากขึ้นและแน่นอนล่ะที่พวกลหุโทษในกรงเล็กๆ นั่นย่อมอิจฉาพวกที่ผ่านประตูเข้าออกได้ เพราะในห้องขังที่กระจิริดนั้นพวกเขาไม่ได้เห็นกระทั่งดวงตะวันหรือเห็นหน้าผู้คน กระทั่งญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ด้วยกันก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมกระทั่งทนายความก็ไม่ได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยม คนเหล่านี้กำลังรอความตายจากการประหารชีวิต แน่นอนล่ะที่พวกลหุโทษเหล่านี้ย่อมริษยาพวกผู้ต้องขังที่สามารถผ่านเข้าออกประตูด่านแรก และสามารถไปไหนมาไหนได้เสรี
ก็เหมือนกันกับที่พวกเราคิดว่าพวกผู้บำเพ็ญทรงศีลทั้งหลายที่อยู่เหนือระดับของความรักความผูกพันและเป็นอิสระจากความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ เราก็เลยให้ความนับถือคนเหล่านี้ มิฉะนั้นแล้ว อะไรกันเล่าที่เป็นความแตกต่าง ? พวกลหุโทษไม่มีทางได้รับการยอมรับอย่างพวกผู้ทรงศีล ถ้าปราศจากการได้ก้าวข้ามระดับของความรักความผูกพันทีเป็นการคุมขังนี้ ! 
มันยากมากที่จะผ่านออกไปจากด่านแรก แต่ถ้าหากเราสามารถฝ่าออกไปได้ละก็ ด่านต่อๆ ไปก็ไม่ยากที่จะก้าวผ่านถ้าหากผู้ต้องขังประพฤติตัวดีเท่านั้น ผู้คุมก็จะอนุญาตให้เขาไปไหนมาไหนเพื่อทำงานได้ หลังจากนั้นซักระยะหนึ่งจะมีการสังเกตว่าเขาทำงานดีขึ้น ก็จะได้รับความไว้วางใจมากขึ้น ในไม่ช้าเขาก็สามารถผ่านเข้าออกไปยังประตูที่สองได้ง่ายขึ้น ถ้าหากความประพฤติของเขาพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็ง่ายสำหรับเขาที่ออกไปได้ ไม่ใช่ออกจากคุก แต่คือจะได้รับอนุญาตให้ทำงานมากขึ้นและได้รับการไว้วางใจมากขึ้นจากผู้คุม เขาจึงไม่ต้องถูกกักขัง ดุด่าหรือเฆี่ยนตีสถานหนักนัก






23Angel_Kisses.jpg









    ดินแดนแห่งเหตุและผล เป็นเรื่องยากที่จะหลุดรอดไปจากกฎแห่งกรรม

     เราเรียกดินแดนด่านที่สองนี้ว่าดินแดนของกฎแห่งกรรม มันทำหน้าที่อย่างไรนะหรือ ? คือสิ่งที่พวกเทพยดาหรือทูตสวรรค์รังสรรค์มันไว้เพื่อพวกเรา แม้ว่าภายหลังจากที่เราได้ข้ามผ่านพรมแดนในระดับที่หนึ่งไปแล้ว พวกเทวดาก็ได้เตรียมด่านที่สองนี้ไว้ ดังนั้นพวกเราจึงไม่สามารถที่ผ่านไปในทันทีทันใดเพื่อก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำความยุ่งยากในสวรรค์ และทำลายบรรยากาศที่สงบสุขของจักรวาล เพราะฉะนั้นจึงมีพรมแดนซ้อนพรมแดนเพื่อหยุดเรา และเพื่อให้เทพยดาได้ตรวจสอบเรา ถ้าหากเราได้สิทธิ์เข้าสู่อาณาจักรของสวรรค์ภายหลังการฟันฝ่าด่านกักกันในระดับที่หนึ่งนั้นได้ ก็จะก่อความยุ่งยากขึ้น ดังนั้นจึงมีด่านต่อไปที่จะกักเราเอาไว้
แล้วที่นี้จะมีวิธีการอย่างไรที่ทูตสวรรค์จะใช้กับเราในตอนนี้นะหรือ ? เขาจะควบคุมพวกเราด้วยกฎที่ว่าด้วยเหตุและผล แต่เป็นเช่นไรนะหรือ ? วิธีการก็คืออะไรก็ตามที่เราทำไว้ในโลกนี้ ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว เราจะต้องกลับมารับทุกขเวทนา ถ้าทำดีเอาไว้ก็ต้องกลับมาเสวยผลบุญ และระหว่างที่เรากำลังมีความสุขอยู่กับผลบุญอยู่นั้น ก็อาจกำลังสร้างเวรกรรมชั่วไปด้วย ในระหว่างที่กำลังหลงระเริงอยู่ เราก็จะติดกับดัก เมื่อสถานการณ์กลับกลายเป็นเลวลง เราก็จะทุกข์ทรมานและเศร้าหมอง และในที่สุดก็จะทำให้ต้องประกอบกรรมชั่ว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็อันตรายต่อเราเสมอ และนี่ก็คือหลุมพราง
พวกเราได้สร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพราะเราเคยทำไม่ดีไว้เมื่อก่อนหน้านั้น บรรดาเทพยดาในสวรรค์ต่างรู้สึกเห็นใจต่อปูมหลังของพวกเรา และสภาพที่รวดร้าวภายหลังที่ถูกตัดสินให้ลงมาเกิด พวกเขาก็เลยพูดกับพระเจ้าว่า “ให้พวกเราได้ลงมายังโลกจะได้เรียนรู้เพื่อปรับปรุงตัวอีกครั้ง หรือเพื่อเป็นการลดหย่อนผ่อนโทษ” เมื่อครั้งที่พระเจ้าได้แตะอาดัมกับอีฟลงมายังโลก นั่นก็คือการที่พระองค์ต้องการให้พวกเขามาชดใช้กรรม ! พวกเขาจะต้องทำงานหนักทุกวันเพื่อแลกขนมปัง โดยหยาดเหงื่อและแรงงานพวกเธอจึงจะได้กินขนมปัง ดังที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระองค์ได้ให้พรต่อพวกเขา !
ในเวลาต่อมานานแสนนาน บรรดาลูกหลานและทายาทที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อกรรม ซึ่งสิ่งเลวร้ายต่างๆ ได้ก่อไว้โดยบรรพบุรุษ บรรดาเหล่าเทพยดาบนสวรรค์จึงได้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า “ได้โปรดให้พวกเราเหล่าเทวดาได้ลงไปช่วยพวกเขาเถิดด้วยเห็นแก่ความดีที่พวกเขาเคยทำไว้ และเหล่านั้นเป็นเพียงลูกหลานและทายาทของพวกเขา และพวกนี้ก็ก็ไม่มีจิตใจเลวร้ายอันใดเลย ความผิดและบาปต่างๆ นั้นเป็นของบรรพบุรุษ ดังนั้นโปรดให้โอกาสพวกเขาเถิด......”
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาหลังจากได้สดับฟัง ดังนั้นก็ตรัสว่า “ตกลง !”
บรรดาเทพยดาทูตสวรรค์ทั้งหลายก็ได้ลงมาสั่งสอนพลังอำนาจเวทมนตร์และกรรมวิธีในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ด้วยเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้วิถีชีวิตมีความสะดวกสบายและช่วยบรรเทาทุกข์ทรมาน นอกจากนั้นยังส่งนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจลงมาสอนพวกเราในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นความลับของจักรวาลและสิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ ภายหลังจากที่พวกเราได้เรียนรู้ไปในบางส่วน เราก็ต้องการรู้มันทั้งหมด ก่อนหน้านั้นพวกเราเรียนรู้ได้ดีมาก ความคิดชั่วร้ายและความละโมบก็เกิดขึ้น พวกเรามีความภาคภูมิในการได้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ขึ้นมา และคิดว่าพวกเรานั้นเทียบได้ราวกับเทวดา เราจึงได้บังคับให้เขาสอนเราทุกๆ อย่าง
บรรดาเทวดาทูตสวรรค์ก็กล่าวว่า “ใจเย็นๆ ! จงจดจ่อกับสิ่งนี้ก่อน ดูซิว่าเธอทำได้ขนาดไหน แล้วสิ่งอื่นๆ จะตามมาในเวลาที่เธอได้พัฒนาในเรื่องศีลธรรมและปัญญาของเธอเรียบร้อยแล้ว มันยังไม่ถึงเวลา เราไม่สามารถสอนพลังอำนาจเวทมนตร์ที่อยู่ในระดับสูงสุดยอดให้เธอได้ในเวลานี้”
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังคงยืนกรานและขู่เข็ญต่อเทวดาว่า “ตอนนี้เรารู้จักทำสิ่งต่างๆ มากมาย ! เราสามารถผลิตอาวุธต่างๆ ได้ แถมยังมีอำนาจเวทมนตร์มากมาย ถ้าท่านให้การปฏิเสธเราอีก เราก็จะปล้นเอาดื้อๆ เลย” มันก็เหมือนๆ กันกับที่นักเรียนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว ต้องการจะสู้กับคนที่เป็นอาจารย์ แม้จะยังอ่อนหัดอยู่เท่านั้นก็คิดว่าตัวเองมีพลังอำนาจมากพอจะท้าทายต่อคนที่เป็นอาจารย์ ก็แน่นอนละ ที่เทวดาจะปฏิเสธว่า “ไม่มีทางซะหรอก ! อำนาจเวทมนตร์ชั้นสูงสุดและปัญญานั้นจะต้องไปด้วยกันกับคุณธรรมที่สูงส่ง มิฉะนั้นเจ้าอาจจะทำสิ่งชั่วร้ายได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าเจ้าจะไม่รู้จักวิธีใช้มัน” แต่พวกเขาไม่ฟัง แถมยังย้ำว่าจะปล้นเสีย พวกเขามีอาวุธต่างๆ พร้อมและโจมตีเพื่อขู่เข็ญเอากับบรรดาเทวดาที่อยู่นั่น แล้วพวกเขาก็ทำสำเร็จถึงที่นั่นได้ และแล้วผู้คุมกฎแห่งจักรวาลก็มาถึง และได้ใช้อำนาจเวทมนตร์และอาวุธที่เหนือกว่าทำลายล้างอาวุธของพวกเราลง แล้วก็ส่งคนของพวกเรากลับมายังที่เดิมที่เคยเป็นอยู่ ซึ่งบ้างก็ไม่หวนกลับมาและตายลงที่นั่น เรื่องราวก็เป็นมาเช่นนี้ ตั้งแต่นั้นมาพุทธะและโพธิสัตว์ก็ไม่ไว้วางใจพวกเราอีก และคงไม่ให้อำนาจเวทมนตร์พวกเราอีกแล้ว แต่ถึงอย่างไร อำนาจเวทมนตร์ที่ได้มีการเรียนกันมาในชาติปางก่อนบ้างก็ไม่ได้ถูกกำจัดไปซะทีเดียว ฉะนั้นก็เลยยังคงเหลือร่องรอยไว้ที่พวกเราบางคน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนจึงสามารถร่ายเวทมนตร์คาถา ปลุกเสกสิ่งต่างๆ ได้ในทันทีแม้ว่าจะไม่อาศัยการเรียนรู้มาก่อนเลย สิ่งเหล่านี้เป็นความทรงจำที่หลงเหลือมาแต่ชาติปางก่อนนั่นเอง ซึ่งก็รวมไปถึงพวกที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดของปรมาณู ระเบิดดำ ระเบิดขาวและอีกสารพัดระเบิดอันมาจากคนชั่วร้ายทั้งสิ้น ! (อาจารย์กับทุกคนหัวเราะ)
ภายหลังการทำลายล้างอาวุธแห่งจักรวาลของพวกเราลง พวกเทวดาก็กักขังเราไว้ที่นี่ พวกเขาจัดการขังเราไว้อย่างไรน่ะหรือ ? พวกเขาไม่ได้ใช้โซ่ตรวนหรืออำนาจเวทมนตร์ธรรดาทั่วไป เนื่องจากสิ่งเหล่านี้พวกเราเรียนรู้มาหมดแล้ว เรารู้วิธีจู่โจมและหลบหนีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพวกเทวดาจึงวางแผนการที่แยบยลเพื่อปราบความก้าวร้าวของพวกเราด้วยการมีความรู้สึกถึงความรักความผูกพันและผลแห่งกรรม พวกเขาได้สร้างระบบกฎแห่งกรรมขึ้นเพื่อที่เราจะได้เกิดและตายลง โดยไม่จำเป็นต้องเสียแรงทำอะไรเราเลยด้วยซ้ำ เหลือเชื่อจริงๆ ! ไม่ว่าเธอจะทำสิ่งดีหรือเลวร้าย เธอก็จะต้องกลับชาติมาเกิดรับผลของมันอยู่ดี นี่คือความอัศจรรย์ ! ตั้งแต่นั้นมาพวกเราก็ถูกผูกมัดไว้จนบัดนี้ ไม่สามารถหลุดพ้นไปไหนได้ ไม่ว่าเราจะเพียรพยายามซักแค่ไหน ก็ไม่สามารถขึ้นไปได้
มันเหมือนกับประตูใหญ่ของที่คุมขัง ที่เราจะต้องออกไปโดยผ่านมันออกไป การขุดอุโมงค์หรือความพยายามหลบหนีวิธีอื่นๆ นั้น ไม่ช้าไม่นานก็จะถูกจับกุมโดยตำรวจ ถ้าหากเธอถูกจับได้หนึ่งครั้ง โทษที่ได้รับก็จะเพิ่มขึ้นอีก และเธอก็ถูกกักขังหนาแน่นขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ทำไมผู้คนที่บำเพ็ญให้ได้รับการหลุดพ้นและฝึกสมาธิด้วยตนเองจึงล้มเหลว พวกเขาพยายามที่จะขุดอุโมงค์หรือเจาะกำแพง ซึ่งเป็นการทำให้สภาพการณ์เลวร้ายลงไปอีก ที่เรารู้กันว่าการถูกเข้าสิงหรือถูกครอบงำ ฉะนั้นกฎแห่งกรรมนั้นคือโซ่ตรวนที่ล่ามหรือประตูที่กักขังเราไว้ที่นี่ นี่คือวิธีการของกฎแห่งกรรม มันถูกสร้างขึ้นโดยบรรดาเทพยดา มิฉะนั้นแล้วจะกักขังพวกเราไว้ที่นี่ได้อย่างไรกัน ?
ว๊าว ! พวกเราเคยมีอำนาจเวทมนตร์แบบที่เวลาเราจะไปไหนใช้เวลาแค่พริบตาก็ไปถึงดาวจูปีเตอร์ ถึงดาวอังคาร หรือไปยังดวงอาทิตย์ แสวงหาด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และอำนาจเวทมนตร์ที่เกรียงไกร ไม่มีใครจะมาหยุดยั้งเราได้ เรามีภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่แต่เราเพียงได้ใช้มันไปในการทำสิ่งที่ชั่วร้าย แล้วมนุษย์ก็ยังคงอยู่ในความป่าเถื่อนและผิดศีลธรรม พวกเขาจะไม่ฟังคำสอนในเรื่องของศีลธรรมกัน !
บางทีบรรดาเทวดาบนสวรรค์คงคิดว่าพวกเรามีความเมตตากรุณาอย่างเขากระมัง ดังนั้นก็เลยไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของศีลธรรมกัน พวกเขาไม่สั่งสอนผู้คนให้อยู่ในศีลห้าและให้รับการประทับจิตก่อนจะบำเพ็ญเพียรด้านสมาธิกัน พวกเขาเพียงแต่สอนผู้คนถึงวิธีการทำสมาธิ การกินเนื้อสัตว์นั้นไม่ได้รับการห้าม และเรื่องของศีลก็ไม่มีการยึดถือ ดังนั้นผู้คนจึงได้ไม่พัฒนาด้านศีลธรรมและคุณลักษณะในทางความเมตตากรุณา เพราะถ้าหากบุคคลที่ไร้ศีลธรรมได้ครอบครองฐานะตำแหน่งทางการเมืองหรือมีอำนาจหน้าที่ระดับสูงแล้วล่ะก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อประชาชน
ในอดีตกาล พวกทูตสวรรค์ได้กระทำผิดพลาดไปโดยการละเลยต่อการพัฒนาศีลธรรมจรรยาของพวกเรา และได้เล็งเห็นแต่เรื่องการเอาใจใส่ไปในทางวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว พวกเขาเห็นว่ามนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทนทรมานกับน้ำตาไหลรินและกับหยาดเหงื่อที่ตรากตรำตลอดวันแต่ก็ยังมีไม่พอจะกิน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการใช้ปุ๋ยในการเพาะปลูกเลย และยังคงไร้เดียงสาต่อสรรพสิ่งที่มีวิวัฒนาการ พวกเขาได้ผลตอบแทนที่เล็กน้อยมากไม่ว่าจะทำอะไร เพราะว่าพระผู้เป็นเจ้าได้พิพากษาไว้ว่า “ด้วยหยาดเหงื่อและแรงงานของเจ้า เจ้าจึงจะได้กินขนมปัง” พระองค์ไม่ได้กล่าวว่าเจ้าจะต้องกักตุนอะไรและเก็บมันไว้ในธนาคาร พระองค์เพียงแต่กล่าวว่า “จงกินเท่าที่จะอยู่รอด” อย่างไรก็ดียังไม่ใช่เรื่องของธนาคารอีกนั่นแหล่ะ ! พระองค์ไม่ได้คิดถึงเรื่องการกักตุนเลย พระองค์กล่าวว่ามันเป็นการดีอยู่ถ้าหากเรามีพอใช้จ่าย พระเจ้าทรงซื่อตรงและสะอาดอย่างแท้จริง พระองค์ไม่เคยสอนอะไรที่เกี่ยวข้องกับธนาคารหรือการกู้ยืม (อาจารย์หัวเราะ) ดังเช่นระบบซึ่งไม่เคยมีอยู่แต่ไรมา
ดังนั้นพอพวกทูตสวรรค์ได้มาเห็นมนุษย์อยู่ในสภาพทุกข์ยากแสนสาหัส ก็เลยให้ความสนใจไปทางที่เกี่ยวกับวัตถุและลืมเรื่องของศีลธรรมจรรยาที่มีความสำคัญยิ่งไปกว่า เพราะถ้าหากผู้คนทำผิดศีลธรรมก็จะมีแต่ความเสื่อมทราม ถ้ามีแต่การให้สิ่งต่างๆ แต่ในทางวัตถุ พวกเขาไม่เพียงแต่จะยึดถือ กอบโกยเพื่อความมั่งคั่งของตนเอง หรือไม่แบ่งปันให้กับผู้คนอื่นๆ เท่านั้น เมื่อใดที่เขามีพลังอำนาจและความมั่งคั่ง เขาก็จะใช้มันไปในทางสิ่งที่เลวร้ายต่างๆ ได้
ถ้าเธอได้ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์หรือหนังสื่อต่างๆ เธออาจจะพบว่าประวัติศาสตร์ของพวกเรานั้นเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ขุนนางระดับสูงที่ทุจริต พวกนี้จะหาประโยชน์เอาจากประชาชนและปล้นชิงเอาทรัพย์สินของประชาชน ยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงเท่าไรก็ยิ่งกลายเป็นความเลวร้ายมากเท่านั้น ผลสุดท้ายรัฐบาลทั้งหมดก็พังทลาย ถ้าหากว่าคนชั่วเหล่านั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขุนนางระดับสูง หากแต่เป็นชาวนาที่ยากจนแทน คนเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอันตรายอะไรได้มากนัก อย่างมากก็ทำได้แค่คดโกงพื้นที่นาของเพื่อนบ้านหรือหาเงินได้มากขึ้นจากผู้คนโดยการทำธุรกิจติดสินบน ตั้งแต่ระดับที่เป็นเจ้าหน้าที่ขึ้นไปก็สามารถคดโกงประชาชนได้มากมาย ยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงเท่าไรก็ยิ่งข่มขู่ประชาชนได้มากเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งที่จะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไร้ศีลธรรมจรรยา
ก็คล้ายๆ กับการที่ไม่มีใครสั่งสอนบรรพบุรุษของเราในเรื่องที่เกี่ยวกับจริยธรรม พวกเทวดาเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาและเป็นผู้ที่มีคุณธรรมอยู่ในตนเอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยคิดว่าพวกเราจะไร้ศีลธรรมจรรยา และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่พระเจ้าตัดสินให้พวกเราลงมารับโทษบนโลกนี้ การขาดแคลนศีลธรรมเป็นเหตุผลที่ชัดเจนแน่นอน ไม่เช่นนั้น เราก็น่าที่จะมีสิทธิ์สมควรที่จะอยู่บนสวรรค์ได้ ! เรามาที่นี่ก็เพราะคุณสมบัติที่บกพร่องของเรา เหมือนกับเด็กนักเรียนที่ต้องเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปีนั่นเอง เมื่อเห็นว่าพวกเราขาดแคลนสิ่งของทางวัตถุ พวกเทวดาก็เกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจพวกเราและรีบให้ความช่วยเหลือต่อพวกเรา เหมือนกันกับตอนที่เราไปช่วยผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ตอนที่เราไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฟิลิปปินส์ เราก็ให้ความช่วยเหลือเจือจานทางด้านวัตถุก่อนอื่น เพราะเราเป็นห่วงว่าพวกเขาอาจจะอดอยาก ดังนั้นเมื่อเราไปที่ฟิลิปปินส์ เอาแลค หรือว่าจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เราจะไม่ค่อยพูดถึงสิ่งอื่น เราจะย้ำกับพวกเขาแต่เพียงว่า “ความช่วยเหลือที่พวกเราจัดหาให้ทางด้านวัตถุนั้นอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยดูแลทางด้านจิตวิญญาณของพวกเขาและสอนให้พวกเขาสวดอธิษฐานภายในถึงพระเจ้าให้ท่านช่วย เพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ตลอดกาล และหลังจากนั้นจึงค่อยแนะนำให้พวกเขาเป็นคนดี และพยายามที่จะเป็นมังสวิรัติ และจากนั้นก็แนะนำคำสอนแก่พวกเขาบ้างเพื่อช่วยให้เขาได้มีความเข้าใจ” ไม่เช่นนั้น พวกเขาก็จะคิดว่าเป็นการดีเพียงพอแล้วจะได้รับข้าวสาร อาหารและเงิน มันก็อาจจะดีอยู่ในชั่วเวลาสองสามเดือน แต่ก็ได้แค่เพียงช่วยค้ำจุนทางด้านร่างกายเท่านั้น วันนี้เราอาจจะมีร่างกายแต่ก็อาจจะสูญเสียไปในวันรุ่งขึ้น มันไม่มีทางที่จะปลอดภัยอยู่ได้ถาวร เมื่อเราช่วยเหลือผู้คน ความจริงแล้วการให้ความดูแลทางด้านร่างกายของพวกเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน มันอาจจะเสียหายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนพรุ่งนี้ก็ได้ หรือจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรืออาจจะถูกพัดพาไปพร้อมกับน้ำท่วม ไม่มีอะไรที่เราควรจะภาคภูมิใจในการช่วยเหลือกิจกรรมบรรเทาสาธารณภัย มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ กับการช่วยประคับประคองร่างกายมนุษย์เอาไว้ชั่วเวลาสองสามเดือน !
ถ้าหากว่าคนเหล่านี้ตายลงในเวลาต่อมา พวกเขาก็ยังคงจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดบางอย่างเมื่อเขากลับมาอยู่นั่นเอง ถ้าหากเขารอดพ้นจากน้ำท่วมที่นี่ได้ เขาก็อาจผจญกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอีกสถานที่หนึ่งก็ได้ หรือไม่เขาอาจจะกลับมาเกิดอีกครั้งและตกอยู่ในอันตรายจากอัคคีภัย.....ไม่มีอะไรที่แน่นอน ! ดังนั้นเราจึงใช้โอกาสนี้เพื่อบอกวิถีทางแห่งการหลุดพ้นแก่พวกเขา แนะนำให้พวกเขาหันมาทานอาหารมังสวิรัติ หรือให้สวดถึงพระเจ้า สำนึกผิดอย่างจริงใจ ให้ท่านช่วยเหลือ แล้วบางทีพวกเขาอาจจะได้พบกับอาจารย์ผู้รู้แจ้งเมื่อพวกเขากลับมาเกิดอีกในชาติต่อไป นี่จึงเป็นการช่วยบรรเทาภัยพิบัติอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น เราก็อาจจะช่วยเหลือพวกเขาได้ในตอนนี้ แต่เขาก็ยังคงต้องพบกับภัยพิบัติอย่างอื่นอีกในไม่ช้า ใครล่ะที่จะสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีวาตะภัย แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นอีก ?
นั่นเป็นครั้งแรกที่เหล่าเทวดาได้ติดต่อกับมวลมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ! แต่ก่อนนี้ ตอนที่ลูกศิษย์ที่เป็นนักบวชของเราจัดให้มีการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย พวกเขาก็ไม่ได้นึกถึงข้าวของต่างๆ อย่างถี่ถ้วนเช่นกัน พระเจ้าเองก็ไม่ได้คิดถึงมันมากนัก เพราะท่านมัวเพลิดเพลินอยู่กับเหล้าองุ่นและสรรพสิ่งอันปราณีตงดงามบนสวรรค์ ! ถ้าพวกมนุษย์ตกอยู่ในความเจ็บปวดอย่างสาหัส นั่นมันก็เป็นเรื่องของพวกเขา พระเจ้าไม่ได้ทุกข์ทรมาน ดังนั้นท่านจึงไม่รู้เรื่อง ! ดังนั้นทำไมเธอจึงพบว่าคนรวยบางคนนั้นไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคนยากจน พวกเขาไม่ใช่ว่าจะชั่วร้ายหรือว่าขี้เหนียว แต่เขาไม่รู้ว่าความทุกข์ทรมานแบบใดกันที่คนยากจนต้องการจะให้เขาช่วยเหลือ การที่ตนเองมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เราจะไม่สามารถรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของคนที่เจ็บป่วยได้ มันก็เหมือนกับคนที่พูดว่า : เราไม่อาจที่จะเข้าใจถึงความหมายของความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อแม่ได้ ถ้าหากว่าตัวเรานั้นไม่เคยได้ให้กำเนิดทารก นี่เป็นความจริงอย่างที่สุด
ฉันเองก็มีประสบการณ์เดียวกันนี้ เฉพาะเวลาที่ฉันไม่สบายฉันจึงจะคิดถึงความเจ็บปวดของผู้ที่เจ็บป่วย ฉะนั้นเวลาที่ฉันไม่สบาย ฉันจะไม่อธิษฐานให้ตัวเองหายป่วย เพราะฉันกลัวว่าฉันอาจจะลืมความเจ็บปวดของผู้ป่วยไข้ไม่สบายในเวลาที่ฉันหายดีแล้ว ดังนั้นฉันจึงปล่อยให้มันเป็นไป และไม่สวดอธิษฐานอะไร ! เวลาที่ฉันอธิษฐาน ฉันก็จะขอกับพระเจ้าว่า “ถ้าหากว่าเป็นไปได้ ก็ปล่อยให้ฉันตกอยู่ในความเจ็บป่วยเพื่อคนอื่นๆ เถิด ถ้าเพียงแต่ความเจ็บป่วยหรือความทุกข์ทรมานของฉันจะสามารถแลกเปลี่ยนให้พวกเขาได้รับความสุขได้”
หลังจากที่พวกเทวดาสอนพลังอิทธิปาฏิหาริย์บางอย่างให้พวกเรา ความชั่วร้ายและความโหดร้ายที่อยู่ภายในของพวกเราก็ปรากฏออกมา และมันก็สายเกินไปที่จะยับยั้งพวกมันไว้ ! เราไม่ได้พัฒนาคุณธรรมของพวกเราไปด้วยในเวลาเดียวกัน พวกเทวดาสอนแต่พลังอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่ได้สอนศีลธรรมจรรยา ดังนั้นมันจึงเป็นการสายเกินไป ! พวกเราได้รับพลังอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และก็สายเกินไปต่อการฝึกหัดคุณธรรมให้กับพวกเรา ดังนั้นพวกเทวดาจึงต้องใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อพันธนาการพวกเราไว้
เธออาจจะถามฉันว่า “อุปสรรคด่านแรกคือความรู้สึกเกี่ยวกับความรัก และด่านที่สองคือกรรม นั่นก็น่าจะเป็นการเพียงพอ แล้วทำไมจึงจำเป็นจะต้องมีด่านที่สามอยู่อีกและด่านที่สี่ล่ะมีไว้เพื่ออะไร มันมีไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านความปลอดภัย ! สังเกตดูพวกนักโทษในคุก พวกเขาถูกล่ามโซ่ แล้วก็ยังมีประตูอีกหลายประตูอยู่ข้างในเสริมความมั่นคงด้วยลวดหนามและกำแพงชั้นนอกยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกมากมายคอยคุ้มกันและยังมีระบบที่สามารถหยุดยั้งการหลบหนีได้อย่างทันท่วงทีอีก อย่างเช่นรั้วไฟฟ้าเป็นตัวอย่าง เวลาที่มีคนปีนขึ้นไป เขาก็จะหมดสติและหล่นลงมา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตามจับเขา และยังมีเรดาห์กับสัญญาณป้องกัน ถ้ามีคนคลานออกไปข้างนอก สัญญาณก็จะร้องดังขึ้นมา ทำให้ทั่วโลกได้รับรู้







25Ange.jpg









     ไม่มีทางออกไปจากโลกที่สามได้ ก่อนที่จะขจัดทำลายอัตตาลง

     ทำนองเดียวกัน คนบนโลกนั้นทุกข์ทนกับการที่ต้องถูกปิดขังอยู่เบื้องหลังประตูทั้งสองและไม่สามารถที่จะหลบหนีออกไปได้เพียงพออยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงสร้างประตูที่สามไว้อีก ประตูที่สามมีไว้เพื่ออะไร ? นี่ก็เพื่อในกรณีที่มีคนฉลาดมากๆ และรู้ว่าการกระทำสิ่งที่เลวจะนำมาซึ่งผลกรรมที่เลว และการกระทำดีก็จะนำมาซึ่งผลกรรมที่ดี อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าเขาจะไม่ทำทั้งความดีและความชั่วใดๆ เลย แล้วเขาไปยังโลกในอาณาจักรที่สามได้ ถ้าหากว่าที่นั่นไม่มีกำแพงอีกชั้นหนึ่งในโลกระดับที่สาม เขาก็อาจจะตรงเข้าไปสู่อาณาจักรสวรรค์ได้เลย ! ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำสิ่งที่ดีหรือสิ่งทีเลวเลย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณา บางทีเขาอาจจะมีแผนการดีๆ อยู่ในใจด้วยความที่เขารู้ว่า เขาจะต้องถูกผูกมัดในสิ่งใดก็ตามที่เขากระทำลงไป เขาก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับความรัก ! “เรารอได้เสมอจนกว่าเราจะได้ขึ้นไปข้างบน บนนั้นมีนางฟ้านางสวรรค์ แล้วทำไมเราจะต้องมาถูกกักขังอยู่ที่นี่ ? นับตั้งแต่วันนั้น เราปลงใจที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกของความรักใคร่เกิดขึ้นต่อตัวเรา ละเว้นการทำดีและทำชั่วใดๆ แล้วก็คอยดูว่าเราจะสามารถออกไปได้หรือไม่” เราก็ยังคงไม่สามารถที่จะออกไปได้เพราะพวกเทวดาได้คิดถึงสิ่งนี้ไว้แล้ว พวกเขาฉลาดกว่าพวกเรา อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาหวาดกลัวพวกเรา เพราะพวกเรานั้น “น่ากลัว” จริงๆ
ดังนั้นจึงมีด่านที่สามถัดจากด่านที่สองอยู่อีก ด่านที่สามหยุดเราได้ด้วยวิธีใด ? เราไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับความรักและเราก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งที่ดีและทั้งที่เลว ถ้าอย่างนั้นอะไรอีกล่ะที่จะสามารถกักขังหรือควบคุมเราไว้ได้ ? พวกเธอจำได้หรือไม่ว่าคุณลักษณะเฉพาะของโลกระดับที่สามนั้นคืออะไร ? มันคือพลังของการสร้างสรรค์ พระพรหมเป็นผู้สร้างภายในโลกระดับที่สาม ผู้ที่เราเรียกกันว่า พระผู้สร้างก็อยู่เพียงแค่โลกระดับที่สามเท่านั้น พระผู้สร้างที่พวกเราส่วนใหญ่รู้จักก็คือ พระพรหม นั่นเอง พวกเทวดาสามารถผูกมัดพวกเราไว้ได้อย่างไรในขณะที่มอบพลังของการเป็นผู้สร้างแก่เราไปด้วยในเวลาเดียวกัน มันเป็นเพราะว่า ถึงแม้ว่าเราจะเข้าถึงระดับนั้นแล้วก็ตาม เราก็ยังคงมีอัตตาอยู่ เรายังคงเตือนตนเองไม่ให้ทำความดีหรือความเลว ตราบเท่าที่เรายังมีพลัง มีความเฉลี่ยวฉลาดและความตั้งใจที่จะควบคุมตัวเอง เราก็ยังคงมีอัตตาอยู่ ถ้าหากว่าเรามีพลังอิทธิปาฏิหาริย์สร้างบางสิ่งบางอย่างได้ เราก็ยิ่งจะมีความหยิ่งทะนงมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าความหยิ่งทะนองจะเป็นสิ่งที่สูงส่งอย่างหนึ่ง มันก็ยังคงเป็นความหยิ่งอยู่นั่นเอง
“ว้าว ! ฉันยิ่งใหญ่ ! ตอนนี้ฉันเขียนกลอนได้ เล่นเปียโนได้ และก็ทำได้ทุกอย่าง ความสามารถต่างๆ มากมายของฉันได้เผยออกมา” ผลที่สุดก็คือ เราจะกลายเป็นหยิ่งทะนงมากขึ้น ตราบใดที่เรายังคงอยู่ภายในสามโลก เราจะไม่สามารถควบคุมอัตตาได้ เรายังไม่ได้ฝึกฝนคุณธรรมของเรา ไม่ได้ปราบปรามความมีอัตตาทุกๆ วัน และไม่เรียนรู้ที่จะถ่อมตัว ดังนั้นยิ่งเราได้รับผลหรือว่าสร้างสรรค์ได้มากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งมีความหยิ่งทะนงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราติดอยู่ที่นั่น
หรือว่าเราอาจจะภูมิใจอย่างมากถ้าหากว่าเรามีความฉลาดมากขึ้น หรือว่าสามารถโต้แย้งได้คล่องแคล่วกว่าเดิม “ฉันดีกว่าเขา เพราะเขาเถียงสู้ฉันไม่ได้ ฉันเป็นผู้มีการศึกษาแต่ว่าเขาไม่มี ฉันทำสิ่งนี้ได้ในขณะที่เขาทำไม่ได้” นี่เป็นตัวอย่างหรือว่าฉันมีความสำนึกเสียใจแต่เขาไม่มี มีคนบอกว่าอาจารย์รักคนที่มีความสำนึกผิด ! เธอก็เห็นนี่ว่าฉันเป็นผู้ที่มีความสำนึกผิด ! ฉันนี่ยิ่งใหญ่จริง ! เธอเคยนึกไหมว่าแม้กระทั่งการสำนึกผิดก็ยังสามารถทำให้คนเกิดความหยิ่งลำพองขึ้นมาได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราสร้างขึ้นมาได้ก็สามารถทำให้เรามีความรู้สึกภาคภูมิใจได้ ดังนั้นมันจึงยากเย็นอย่างที่สุดสำหรับพวกเราที่จะข้ามพ้นออกจากสามโลก ทุกๆ คนจึงได้แต่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในสามโลก แล้วก็คิดว่าพวกเขายิ่งใหญ่และสูงส่งมาก
คนที่มีความถ่อมตัวอาจจะบอกว่า “ว้าว ! ฉันนี่ถ่อมตัวมาก ฉันถ่อมตัวมากกว่าเขา ยังจะมีใครถ่อมตัวมากไปกว่าฉันอีก” คนที่อยู่ใกล้ชิดอาจารย์ก็อาจจะคิดว่าเขานั้นยิ่งใหญ่ “อาจารย์ไว้ใจฉัน ! แสดงว่าฉันจะต้องมีอะไรที่พิเศษ” ส่วนคนที่ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดอาจารย์ได้ ก็อาจจะปลอบใจตัวเองว่า “พวกที่อยู่ใกล้ชิดอาจารย์น่ะเป็นพวกมารพวกปีศาจ (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) ฉันไม่ได้ป่วยขนาดหนัก ดังนั้นอาจารย์ก็เลยไม่เรียกให้ฉันไปอยู่ใกล้ๆ อาจารย์ (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ)
พวกเทวดานั้นช่างเจ้าความคิด ฉันยอมยกย่องพวกเขาจริงๆ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะควบคุมมนุษย์โลกได้ เพราะพวกเรานั้นฉลาดซะเหลือเกิน ใช่หรือเปล่า ? พวกเราสร้างได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เราสามารถลงไปได้ถึงก้นทะเล สำรวจอวกาศ แล้วก็ลงไปจอดที่ดาวอังคาร เพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้เอาพระจันทร์มาเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น เหลือแต่เพียงดวงอาทิตย์ที่ร้อนเกินไปเท่านั้น (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เราก็เลยไม่กล้าเข้าไปใกล้จนเกินไปนัก ไม่อย่างนั้น ดวงอาทิตย์จะต้องตัวสั่นงันงกในไม่ช้านี้กลัวว่าพวกเราอาจจะไปปล้นพลังงานความร้อนจากมัน (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) แล้วก็ปล่อยให้มันหนาวจนแข็งตาย (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เราได้เริ่มที่จะขโมยความร้อนจากมันเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่หรือ ? (ตอบ : พลังงานแสงอาทิตย์) เราทำสิ่งนี้ขึ้นมาและกำลังคิดจะทำสิ่งนั้น ดวงอาทิตย์ก็เริ่มที่จะตัวสั่นแล้ว
ว้าว ! มันช่างน่ากลัว ใครกันที่จะหยุดเราได้ ? เราทำแม้กระทั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกัน แล้วใครกันที่จะมาคุกคามพวกเราได้ คนในประเทศนี้ฆ่าคนที่อยู่อีกประเทศหนึ่ง คนนี้ฆ่าคนนั้น มันคือบรรยากาศของการดิ้นรนระหว่างชีวิตและความตาย ! การต่อสู่ก็ดำเนินต่อไปทุกวัน เราไม่มีแม้กระทั่งความเวทนาสงสารต่อเผ่าพันธุ์เดียวกัน ยังมีใครอีกล่ะที่เราจะต้องกลัว พวกเทวดานั้นเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นและพวกเขาก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา ดังนั้นเราก็แค่ขโมยจากพวกเขาหากว่าเราทำได้ ระบบที่กักขังพวกเราไว้ในสามโลกนั้นช่างเหลือเชื่อ และมีพลังมากมายยิ่งกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ ที่เราได้เรียนรู้มา ไม่เช่นนั้นล่ะก็ ด้วยพลังอิทธิปาฏิหาริย์ที่เราเรียนนั้น เราสามารถบุกทะลวงไปได้สามสิบโลก ไม่ต้องไปพูดถึงแค่สาม ! แต่ก่อนนี้เราสามารถทำให้ชั้นซึ่งป้องกันดวงดาวนั้นฉีกขาดแล้วก็ขึ้นไปได้
เดิมทีเดียวแต่ละดวงดาวจะมีเกราะป้องกัน คนเราจะไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ถ้าหากว่าไม่รู้วิธี พวกเทวดานั้นโง่เขลาที่สอนพวกเราถึงวิธีที่จะหลอมละลายสนามแม่เหล็ก และแล้วเราก็จัดการบุกทะลวงเข้าไป ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถทำได้ ก็เหมือนกับที่แต่ละประเทศจะมีศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ปกป้องพรมแดน เฉพาะเวลาที่เธอมีวีซ่าเท่านั้น พวกเขาจึงจะอนุญาตให้เธอเข้าไปและอยู่ที่นั่นในระยะเวลาที่จำกัดไว้
แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาไม่ได้หมายมั่นที่จะโจมตีโลกของเราอย่างรุนแรง ในการที่พวกเขาต้องการจะทำลายอาวุธที่มีพลังร้ายแรงของเรา เขาจะต้องใช้พละกำลังมหาศาล ไม่เพียงแต่โลกเราเท่านั้นที่จะกระทบกระเทือน ดวงดาวใกล้เคียงอีกหลายดวงหรือดวงดาวที่อยู่ในวงโคจรเดียวกับเราก็จะได้รับอิทธิพลจากการระเบิดด้วย ผลที่สุดก็คือพืชพันธุ์บนดวงดาวบางดวงจะอันตรธานหายไป ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่นได้ และดินก็จะกลายเป็นดินที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม บนดวงดาวเหล่านั้นกลับกลายเป็นมีอันตรายอย่างมาก เพราะที่นั่นไม่มีอากาศหรือบรรยากาศที่จะปกป้อง มนุษย์อาจจะตายได้ถ้าอาศัยอยู่ที่นั่น ดังนั้นพวกเขาจึงขุดหลุมแล้วลงไปอาศัยอยู่ใต้ดิน แม้แต่ต้นไม้หรือดอกไม้ก็ถูกย้ายลงไปใต้ดินด้วย บ้านเรือนถูกปลูกสร้างไว้ที่นั่นโดยมีเกราะกำบังอยู่ด้านบน ถ้าหากว่าพวกเขาต้องการจะออกไปข้างนอก เขาจะต้องเปิดประตูอย่างรวดเร็วแล้วรีบเข้าไปในจานบิน เขาไม่สามารถที่จะเปิดเผยตนเองโดยที่ไม่มีเกราะกำบังออกสู่บรรยากาศได้ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะถูกฆ่า บรรยากาศมีความเป็นพิษอย่างสูงซึ่งเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อทั้งมนุษย์และพืช ดังเช่นเรารู้ว่ามีก๊าซบางชนิดที่มีพิษและเป็นอันตรายถึงตาย เราอาจจะทำให้ตัวเองถึงแก่ความตายได้หากว่าไม่ระมัดระวัง ดวงดาวที่ถูกผลกระทบจากการระเบิดเหล่านั้นก็สร้างบรรยากาศที่เป็นพิษซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อสภาพชีวิต แน่นอนที่สุด สถานการณ์จะปรับเปลี่ยนเป็นดีขึ้นหลังจากหลายๆ พันปี แต่ก็ไม่ได้พื้นคืนอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะพูดได้ว่า เวลาที่ตัวเราผู้เดียวหรือโลกของเราทำอะไรลงไป เราจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับซึ่งผลลัพธ์นั้น บางครั้งคนอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
ในเวลานั้นเราขึ้นไปโจมตีดวงดาวหลายต่อหลายดวง และเป็นธรรมดาอยู่เองที่พวกเขาจะต้องตอบโต้ แม้ว่าบรรดาพุทธะจะบอกพวกเขาไม่ให้ทำเช่นนั้น นั่นก็เป็นการกระทำโต้ตอบตามธรรมชาติของพวกเขาเอง ผลก็คือ พวกเขาก่อให้เกิดกรรมซึ่งเขาจะต้องชดใช้ในภายหลัง นี่เป็นความยุ่งยากจริงๆ 






micael.jpg









     โลกระดับที่สี่ เขตปลอดภัยซึ่งปกป้องดินแดนบริสุทธิ์

     ในที่สุดก็มาถึงระดับที่สี่ เขตปลอดภัยชั้นสุดท้าย เหมือนกับคุกซึ่งเราขังพวกนักโทษเอาไว้ ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะได้รับอิสระมากขึ้น เรียนรู้ที่จะเป็นคนฉลาดและดูจากภายนอกแล้วดีขึ้น เราก็ไม่สามารถปล่อยพวกเขาอย่างอิสระตามท้องถนนได้ เพราะพวกเขายังเป็นนักโทษอยู่ ! เขายังไม่ได้ชดใช้ต่ออาชญากรรมที่ตนทำขึ้นหรือว่ายังไม่สมควรแก่เวลาตามที่กำหนดไว้ การมีอิสระมากขึ้นอาจจะทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายและก่อการกบฏขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีกำแพงชั้นนอก พวกเขามีอิสระที่จะผ่านประตูได้หลายชั้นโดยที่ไม่มีผู้คุมคอยขัดขวาง แต่เขาก็ต้องกลับไปนอนที่ห้องขังของตนเองในตอนกลางคืน เพื่อควบคุมพวกเขาจากการไปทำสิ่งเลวร้าย ยังไม่อาจที่จะแน่ใจได้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ภายใน พวกเขาเพียงแต่ดูดีจากภายนอกเท่านั้น แต่เราไม่สามารถอ่านใจของพวกเขาได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่กำแพงเป็นสิ่งที่จำเป็น
ทำนองเดียวกัน เมื่อเราได้เข้าถึงโลกในระดับที่สาม เราได้ชื่อว่ากลายเป็นผู้มีความเมตตา อย่างเช่น เราไม่ถูกผูกมัดด้วยความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับความรัก เราควบคุมตัวเองได้ เรามีปัญญา พูดจาแคล่วคล่อง คารมคมคายและมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าเรายังมีความเลวร้ายอยู่ภายในหรือไม่ และได้เข้าถึงสถานะของความไม่มีอัตตาหรือยัง ดังนั้นเราจึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปข้างบนได้ อะไรจะเกิดขึ้นหากเราไปเรียนรู้อะไรที่สะเพร่าเข้า แล้วก็กลับมาทำร้ายผู้คน ราอาจจะกระทั่งโจมตีพวกเทวดาเหมือนอย่างที่เราเคยทำมาก่อน ฉะนั้นมันจึงไม่ปลอดภัยเพียงพอที่จะมีอุปสรรคเพียงแค่สามด่าน! 
เราจะได้รับอิสระกลับคืนมาเมื่อถึงระดับที่สี่ เรามีอิสระมากขึ้นตั้งแต่เราไม่มีกรรมใดๆ และเรามีพลังมีปัญญาอย่างไรก็ตาม วิญญาณภายในของเรายังคงอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเราขึ้นไปได้สูงขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ถอนหายใจ ! พระเจ้า บรรดาพุทธะไม่กล้าที่จะไว้วางใจพวกเราอีกต่อไป จะเป็นอย่างไรหากเราบุกโจมตีบัลลังก์ของพวกเขาด้วยปืนกับมีด ? (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) เราอาจจะขู่เข็ญกวนอิมโพธิสัตว์ หรือว่าสั่งให้ศากยมุนีพุทธเจ้ายอมจำนน “เร็วๆ เข้า เรียกตัวลูกศิษย์ทั้งหมดของท่านมารวมกัน (อาจารย์และทุกคนหัวเราะ) และก็บอกให้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของพวกเรา” พอเห็นศากยมุนีพุทธเจ้าถูกจับเป็นตัวประกัน พวกเขาก็คงไม่กล้าที่จะทำอะไร และพวกเทวดาทั้งหลายก็จะพากันยอมแพ้ เธอนึกภาพออกไหมว่าสถานการณ์แบบไหนที่จะเกิดขึ้น
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมโลกระดับที่สี่จึงทั้งกว้างและก็มืดมิด ยาวไกลและยากที่จะผ่านเข้าไปได้ มันเป็นเขตคุ้มกันด่านสุดท้ายที่ปกป้องโลกระดับสูงเอาไว้ เมื่อเราเข้าไปได้ถึงระดับที่สาม เราจะมีอะไรบางอย่างบ้างแล้ว เรามีพลังอิทธิปาฏิหาริย์เฉลี่ยวฉลาด สามารถประดิษฐ์คิดค้นหลายสิ่งหลายอย่าง และเป็นอิสระจากพันธะผูกมัดของความรู้สึกเกี่ยวกับความรัก ว้าว ! เรามีกำลังใจที่เข้มแข็งและมีพลังที่ไม่น่าเชื่อ ! ถ้าหากเราขึ้นไปปล้นสะดมโลกของพวกเขา พุทธะทั้งหลายคงต้องตกอยู่ในความลำบากอย่างวิกฤติ และจะสายเกินกว่าที่จะหยุดยั้งเราไว้ได้ !
ฉะนั้นโลกระดับที่สี่จึงได้ยากที่สุดที่จะผ่านเข้าไป ถ้าปราศจากอาจารย์ผู้รู้แจ้งเป็นผู้รับประกัน เราจะไม่มีวันทำได้เลย เราได้รับอนุญาตให้ท่องเที่ยวไปอยู่ในสามหรือกระทั่งสี่โลก เราสามารถพักอยู่ที่นั่น เราสามารถบินไปรอบๆ อย่างเสรี และเพลิดเพลินกับแสงของดวงอาทิตย์หมื่นหกพันดวง แต่ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านี้ เราสามารถจะไปที่ไหนก็ได้ยกเว้นขึ้นไปข้างบน ทางเข้าที่ซ่อนอยู่จะไม่ปรากฎขึ้น นอกจากเธอจะมีอาจารย์ผู้รู้แจ้งเป็นผู้นำทาง มันก็เหมือนกับประตูลับซึ่งต้องการรหัสลับสำหรับเปิด มีเพียงคนหรือสองคนที่รู้รหัส เหมือนกับความลับเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาติ ปุ่มกลไกหรือรหัสลับบางอย่างนั้นรู้กันเพียงเฉพาะไม่กี่คนในหน่วยงานกลาโหม ไม่มีคนอื่นอีกที่จะรู้ได้ เพราะเขาเกรงว่าอาจจะถูกสายลับของศัตรูค้นพบความลับและพวกเขาก็จะตกอยู่ในความลำบาก
คราวนี้เธอก็รู้แล้วว่าโลกระดับที่สี่มีไว้เพื่ออะไร เป็นระบบที่สมเหตุสมผลอย่างมากจริงไหม ? (ตอบ : ใช่) ไม่มีอะไรที่ลึกลับ เธอไม่ต้องสงสัยหรือว่าเดาสุ่มในคำพูดของฉัน “ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ ? “ พวกเธอสงสัยอะไรอีกหรือเปล่า (ตอบ : ไม่สงสัย)






cupid.jpg&t=1





       Be Veg Go Green 2 Save the Planet

www.suprememastertv.com				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>