จี้กงผู้กินอากาศ....

คีตากะ

     สวัสดี ท่านผู้ชมที่มีความสุข ยินดีต้อนรับสู่รายการระหว่างอาจารย์และศิษย์บนโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ การไม่ทานอาหารเป็นการปฏิบัติธรรมที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างมากที่ประเทศจีนมานานนับพันๆปี หนังสือเต๋า “หนังสือแห่งลำดับของอาหารประจำเดือน” กล่าวว่า “ผู้ที่ทานลมจะเข้าทางจิตวิญญาณและมีอายุยืนยาว ผู้ที่ทานธัญพืชจะฉลาดในวิถีทางต่างๆ แต่จะทำให้จิตเหนื่อยจากการทำงาน ผู้ที่ทานหญ้าจะโง่ ผู้ที่ทานเนื้อสัตว์จะมีความโกรธมากมาย ผู้ที่ทานอากาศจะเข้าถึงระดับจิตวิญญาณแห่งนิรันดรและบรรลุเต๋า” เพราะอาหารมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการสร้างชีวิตของเราและบุคลิก ความสำคัญของการปลอดอาหารถูกอธิบายไว้ในรายละอียดของพระสูตรของเต๋า “พระสูตรไทปิง (สันติสุข)” มันกล่าวว่าในตอนแรกเริ่มเมื่อมวลมนุษย์ปรากฏบนโลกครั้งแรก มนุษย์มีธาตุพลังงานเดียวกันในร่างกายเหมือนสวรรค์และโลก และไม่ต้องการอาหารใดในการดำรงชีวิต มนุษย์รุ่นแรกพึ่งพาการดูดซับของหยินและหยางโดยตรงหรือพลังจักรวาล อย่างไรก็ดี เนื่องจากการเสื่อมลงและการห่างจากหนทางของพระเจ้า หลงลืมแหล่งกำเนิดและมีแน้วโน้มสู่ภาพลวงตา ความสามารถทั้งหมดของมนุษย์ได้เสื่อม แล้วจึงเกิดความหิวโหย ดังนั้นถ้าไม่มีการทานอาหารหรือดื่มน้ำความตายจะเกิดขึ้นแน่นอน สวรรค์รู้สึกสงสารมนุษย์จึงได้รับอนุญาตให้ทานอาหารด้วยเหตุผลนี้ เต๋าจึงมีวิถีอย่างช้าๆ ที่จะปลอดอาหาร เริ่มต้นด้วยการทานอาหารปริมาณน้อยลงและมีรสชาติอ่อนลง แล้วพัฒนามาสู่ระดับที่ตนอยู่ได้ด้วยอากาศ จนกระทั่งจิตของคนหนึ่งและอวัยวะภายในเข้มแข็งขึ้นและมีความปรารถนาน้อยลง จนในที่สุดนำไปสู่การขาดความอยากอาหารโดยสิ้นเชิง ลัทธิเต๋าเน้นย้ำถึงการปลอดอาหารเพราะแม้ว่าอาหารสามารถทำให้ร่างกายมีชีวิต มันไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณนัก และจะเป็นอุปสรรคสู่การตื่นและยกระดับของจิตวิญญาณ มันได้รับการเชื่อว่าด้วยการลดการบริโภคอาหาร ผู้บำเพ็ญเต๋าสามารถลดความอยากทางกาย การมีชีวิตที่ปลอดอาหาร สามารถช่วยผู้บำเพ็ญเต๋าอิสระจากกรอบและข้อจำกัดของร่างกาย ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณในที่สุด ในตอนนี้ของรายการระหว่างอาจารย์และศิษย์ เรามาพบกับผู้บำเพ็ญจี้กง อาจารย์เหลียว ฟง เชง ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอยู่โดยไม่ต้องกินอาหาร จี้กงคืออะไร? ตามความเห็นของเคนเน็ธ โคเฮน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและผู้ก่อตั้งศูนย์บำเพ็ญและการวิจัยจี้กง มันเป็นวิชาของจีนโบราณ เขากล่าวว่าจี้กงคืออุดมการณ์สำหรับชาวเต๋าให้ตระหนักถึงเป้าหมายแห่งหวูจี้ สภาวะแห่งความว่างเปล่า ตื่นตัวของจิตสำนึกที่ไร้ข้อจำกัด ซิ่ง หมิง ฉวง สิ่ว ร่างกายและจิตวิญญาณอยู่ในสมดุล”  ผู้บำเพ็ญเต๋าและจี้กงทั้งคู้ล้วนแสวงหา ความกลมกลืนของหยินและหยาง ภายในและภายนอก ทางโลกและทางธรรม ความสงบนิ่งและความเคลื่อนไหว เชื่อกันว่าผลงานส่วนใหญ่ของจี้กงถูกพบในหนังสือ 1,000 เล่มในวิถีแห่งเต๋า เพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้น ในการฝึกจี้กงและการกินอากาศ นักข่าวโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ในฟอร์โมซา(ไต้หวัน) ได้ไปสัมภาษณ์อาจารย์เหลียงฟงเชง ผู้ปฏิบัติจี้กง ที่เปลี่ยนมาเป็นผู้กินอากาศ ตั้งแต่ปีที่แล้ว (ถาม : อาจารย์เหลียวโปรดอธิบายแนวคิดของผู้ไม่กินอาหาร) 
      “ผู้ไม่กินอาหารเป็นเรื่องอธิบายกันยาก มันคือการปราศจากอาหาร ซึ่งคุณไม่กินเลยหรือลดการกินอาหารลง แนวคิดหลักก็คือพยายามเป็นมังสวิรัติ ธัญพืชหรือเนื้อสัตว์ควรจะหลีกเลี่ยง เราอาจเริ่มอดอาหารโดยกินผลไม้หรือซุป แล้วค่อยๆปรับการกินอาหารลดลง จนคุณหยุดกินโดยสิ้นเชิงและบรรลุถึงภาวะของการไม่ต้องกินอาหาร คำว่า อินนีเดีย มาจากศัพท์โบราณแบ่งได้เป็น 2 ประเภท อินนีเดียแบบธรรมชาติและอินนีเดียแบบวางแผน อินนีเดียแบบธรรมชาตินั้นก็เหมือนอย่างผมหลังจากที่ฝึกจี้กงไปถึงระดับหนึ่ง ผมก็เลิกกินอาหารไปโดยธรรมชาติ แต่ร่างกายผมยังคงได้รับการหล่อเลี้ยงเพื่อค้ำจุนชีวิต ส่วนคำว่าอินนีเดียแบบวางแผนหรือการใช้อาหารบางชนิดเพื่อปรับเปลี่ยนร่างกาย ขณะที่ยังต้องค้ำจุนชีวิตของคุณ แล้วค่อยๆลดการกินอาหารจนกระทั่ง คุณกลายเป็นผู้กินแต่น้ำ บางคนกระทั่งไม่กินน้ำ นี่เป็นการอดอาหารแบบวางแผน ที่จริงแล้วทั้งสองแบบก็ค่อนข้างคล้ายกัน มันเพียงแต่ขั้นตอนต่างกัน ถ้าคุณทำวิธีอดอาหารแบบวางแผนเพื่อยืดช่วงเวลาให้ยาว คุณจะเข้าสู่ภาวะของการอดอาหารแบบธรรมชาติ”
    อาจารย์เหลียวเป็นผู้ที่ไม่กินอาหารเมื่อไม่นานมานี้ เขาบรรลุถึงสภาวะนั้นได้อย่างไร? อะไรทำให้เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต? ที่แน่ๆคือเขาเผชิญอุปสรรคมากมายในการเดินทาง
     “ผมเติบโตในฟาร์มในชนบท หลังจากเรียนจบ ผมก็ทำงานเป็นครู ต่อมาเนื่องจากเงินเดือนไม่พอจ่ายค่ายาจำนวนมหาศาลสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวของผม ผมจึงเริ่มทำธุรกิจ การทำธุรกิจต้องใช้แรงงานมากและลำบาก หลังจากทำงานหนักอยู่หลายปี ผมทรมานมากจากการเจ็บป่วยเนื่องจากอาชีพ”
     หลังจากที่ป่วย อาจารย์เหลียวกลายเป็นคนไข้ประจำของคลินิกแพทย์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปหาหมอกี่ครั้ง สุขภาพของเขาก็ไม่ดีขึ้น ในที่สุดขาทั้งสองข้างของเขาก็ใช้การไม่ได้เนื่องจากโรคไขข้อเสื่อม ทางเลือกเดียวสำหรับเขาคือการผ่าตัดเขาทั้งสองข้าง หลังจากการทดสอบครั้งนี้ อาจารย์เหลียวก็เริ่มปฏิบัติ “จี้กงตามธรรมชาติ” เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและเพื่อคุณภาพของชีวิต
      “ โดยทั่วไปจี้กงสอนให้คุณใช้จิตใจของคุณควบคุมชี่ ปกติแล้วเมื่อเราฝึกจี้กง ครูจะสอนเราให้เพ่งพลังชี่ของเราที่ท้องแล้วเคลื่อนมันไปยังจักระ การปฏิบัติแบบ “จี้กงตามธรรมชาติ”เราเรียกมันว่า “จี้กงตามธรรมชาติ”  เพราะมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ มันมาและไปตามที่มันเห็นว่าเหมาะสม เราไม่ต้องใช้สมองไปควบคุมมัน ดังนั้นเมื่อชี่กำลังหมุนเวียนอยู่ทั่วร่างกายของคุณ คุณไม่ต้องควบคุมมัน เมื่อคุณเห็นอากัปกิริยาของจี้กงตามธรรมชาติ บางครั้งมันเป็นการเคลื่อนไหวที่เล็กน้อย การเคลื่อนไหวที่เด่นชัด บางคนหมุนเร็วมาก”
     เหตุใดอาจารย์เหลียวจึงเลือกการไม่กินอาหาร เขาเปลี่ยนมามีชีวิตอยู่โดยอาศัยเพียงพลังจักรวาลหรือพลังปราณได้อย่างไร? เรามาศึกษาดู อาจารย์เหลียวเกิดในปี 2502 ที่ผิงตง ฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ในครอบครัวเกษตรกร หลังจากเรียนจบ เขาก็ทำงานเป็นครูอยู่ระยะหนึ่งแล้วเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเจ้าของกิจการ หลังจากทำงานหนักหลายปี เขาทุกข์ทรมานจากโรคที่เกิดจากงานที่ทำ แล้วในที่สุดขาทั้งสองข้างก็ใช้การไม่ได้เนื่องจากโรคไขข้อเสื่อมและต้องผ่าตัด หลังจากนั้นเขาเริ่มฝึก “ชี่กงตามธรรมชาติ” แล้วสุขภาพและคุณภาพชีวิตของอาจารย์เหลียวก็พัฒนาดีขึ้นอย่างมาก
     “เวลาที่คุณฝึก “ชี่กงตามธรรมชาติ” นี้มันจะเป็นไปตามลักษณะปัญหาสุขภาพของคุณ มันไปปรับระบบการหมุนเวียนในร่างกายคุณ จนกระทั่ง มันเคลียร์จุดที่ติดขัด เมื่อระบบหมุนเวียนในร่างกายราบรื่นขึ้น เราก็สามารถพูดถึงการฟื้นฟูสุขภาพของคุณ เราเริ่มต้นด้วยการฟื้นฟูสุขภาพ ตามมาด้วยการบำรุงความแข็งแกร่ง แล้วเราก็ขยับขึ้นไปที่การปฏิบัติด้านจิตวิญญาณ เราทำไปทีละขั้นตอน หลังจากจบแต่ละช่วง ร่างกายและจิตใจของคุณรู้สึกสบายอย่างมาก พิษทั้งหลายถูกชำระล้างออกไปจากร่างกายของคุณ มีการเคลื่อนไหวที่เก็บสะสมชี่และในช่วงการสะสมชี่และการล้างชี่ ร่างกายของคุณจะปรับตัวเองและล้างพิษออกไป หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกสดชื่น ร่างกายและวิญญาณของคุณเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อคุณขยันฝึกปฏิบัติ การเจ็บป่วยของคุณนั้นก็จะหายไปทีละอย่าง”
     แล้วสภาวะของการอยู่โดยไม่กินอาหารเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติชี่กงตามธรรมชาตินี้อย่างไร?
      “ผมไม่ได้เรียนเพื่อการไม่กินอาหาร แต่เมื่อผมปฏิบัติชี่กงตามธรรมชาตินั้น มันก็เป็นไปเองโดยธรรมชาติ มันเริ่มเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทีแรก มันขะเป็นช่วงๆ ประมาณ 21 วัน หลังจาก 21 วันแล้ว ผมก็กินอาหารอีก แต่สองสัปดาห์หลังจากนั้น ผมก็หยุดกินอีก แล้วค่อยๆ เข้าสู่สภาวะของการอดอาหารโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเวลาที่ชี่ของคุณมีพลังอย่างที่เราพูดถึง เรื่องของจักรวาลหรือพิภพเล็กๆ เวลานี้คุณเป็นส่วนหนึ่งของพิภพเล็กๆ คุณสามารถค้ำจุนตัวคุณเองได้ ร่างกายของคุณสามารถเริ่มสะสมพลังงานภายนอก การกินอาหารจะลดน้อยลงและค่อยๆหยุดไปเอง ผมหยุดกินอาหารนานกว่าหกเดือนแล้ว ตอนนี้นานกว่าครึ่งปี”
     เมื่อร่างกายของเขาไม่ต้องการอาหารที่เป็นวัตถุอีกแล้ว อาจารย์เหลียวยังค่อยๆหยุดการดื่มน้ำในที่สุด มันมีขั้นตอนอย่างไรของ “การกินอากาศ” มันเป็นไปได้หรือของ “การกินอากาศ” มันเป็นไปได้หรือใน “การฝึกชี่กง” อาจารย์เหลียวบอกว่าความคิดเห็นบางอย่างของเขา
     “สิ่งที่เรียกว่า “การกินอากาศ” มันรวมถึงพลังในธรรมชาติและพลังงานที่มีอยู่ในบรรยากาศในต้นไม้ แสงแดด แสงจันทร์และอื่นๆ  พลังงานเหล่านี้เข้ากับการฝึกปีกู (การอดอาหารในชี่กง) และ “การกินอากาศ” อาหาร 3 มื้อสามารถสามารถลดลงเป็น 2 มื้อหรือหนึ่งมื้อและแล้วไม่กินเลย ถ้าหากคุณไม่หิว วิธีนี้เราสามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้กินอากาศและทำตามระบบใหม่ในการรับสารอาหาร”
     อะไรคือกระบวนการของอินนีเดีย ในการฝึกชี่กง? มันมีสภาวะที่แตกต่างจากการไม่กินอาหารของผู้ที่ไม่ได้ฝึกชี่กงหรือไม่? มีอุปสรรคอะไรที่คนเราต้องเผชิญเพื่อการเป็นผู้กินอากาศ? อาจารย์เหลียวได้บรรยายให้แก่ผู้สื่อข่าวของโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ในรายละเอียดที่ลึกซึ้ง
     “โดยทั่วไป อินนีเดียมีสภาวะที่แตกต่างกัน ทั่วไปแล้วใน 3 วันแรกของการไม่กินอาหารเป็นสภาวะที่ลำบากที่สุด เพราะคุณเปลี่ยนจากการเคยกินไปเป็นไม่กินอะไร ผมพูดจากจุดยืนของการเป็นผู้กินอากาศในระดับของชี่กงที่ไม่กินอาหาร 3 วันแรก คุณต้องต่อสู้กับนิสัยของการกินอาหาร แล้วตอนนี้คุณไม่กิน มันไม่ใช่ว่า คุณไม่ต้องการกิน แต่คุณจะรู้สึกไม่สบาย เวลาที่คุณกินและจะทิ้งมันไปหมด คุณไม่สามารถกลืนลงคอ คุณรู้สึกว่าอิ่มเหลือเกินเหมือนอาหารนั้นขึ้นมาถึงคอ ดังนั้นทั้งหมดมันทำให้คุณฟื้นฟูทุกอย่าง 3 วันแรกนั้น มันยากที่จะทนได้ เพราะเมื่อคุณเห็นคนอื่นกินอาหาร คุณก็อยากจะกินบ้าง แต่ร่างกายของคุณไม่ยอมรับ แล้วหลังจาก 3 วัน คุณจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง แล้วจากวันที่ 10 ถึง 13 คุณจะรู้สึกเหนื่อย เพราะในสภาวะนี้ร่างกายและจิตใจของคุณต้องการพัฒนาไปสู่ระดับที่ไม่กินโดยสิ้นเชิง เวลานั้นคุณจะเหนื่อยง่ายและค่อนข้างอ่อนแอ นี่คือภาวะที่เจ็บปวด แต่พอถึงวันที่ 14 ร่างกายจะคืนสู่ปกติอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นมันก็ง่ายขึ้น คุณไม่มีปัญหาที่อยากจะกินอีกต่อไป มันมีแต่กินไม่ได้”
      อาจารย์เหลียวได้เล่ารายละเอียดว่าคนเราควรคาดหวังอะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้ รวมทั้งการแนะนำถึงวิธีจัดการบางอย่าง
      “ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 3 เราเรียกมันว่าช่วงล้างพิษ ในระหว่างช่วงนี้เนื่องจากคุณหยุดกินอาหาร ท้องและลำไส้ของคุณว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงและพิษทั้งหลายจะถูกล้างออกจากร่างกายของคุณ ดังนั้นคุณอาจจะมีอาการท้องเสียบ่อย มันมีสภาวะหลายอย่างในช่วงที่ล้างพิษ เช่น ขับถ่ายหนักเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลดำ สีของถ่ายเบาจะเป็นสีคล้ำและข้น ร่างกายของคุณมีกลิ่นแรงและไม่น่าพอใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการล้างพิษและชี่ที่ไม่ดีถูกขับออกจากผิวหนังและจักระของคุณ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ผู้คนจะได้กลิ่นและที่กระจายออกจากตัวคุณ ซึ่งคล้ายกับกลิ่นคนแก่ แต่กลิ่นตัวของคุณอาจจะแรงกว่านั้นก็ได้ บางครั้งคุณจะเห็นของเหลวข้นๆออกมาจากตัวคุณ แม้ลมหายใจของคุณก็มีกลิ่นเหม็นไม่มีทางใดจะระงับมันได้ เพียงแต่ล้างปากของคุณให้บ่อยครั้งขึ้น ช่วงของการล้างพิษตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 7 คล้ายกับการล้างทุกสิ่งทุกอย่างออกจากโกดัง คุณต้องกำจัดทุกอย่างที่ไม่ต้องการ นี่เป็นสภาวะที่สอง เริ่มต้นในวันที่ 3 แล้วภายในสัปดาห์แรกหลังจากที่ล้างพิษแล้วซึ่งคือสิ่งที่เราเรียกว่าช่วงทำความสะอาด สิ่งที่ไม่ต้องการที่ถูกสะสมไว้ ทั้งหมดจะถูกกำจัดทิ้งไป”
      เมื่อล้างพิษแล้วก็ก้าวหน้าไปสู่สภาวะของการทำความสะอาด
     “ในช่วงนี้ร่างกายของคุณเริ่มเผาผลาญไขมันและสารอาหารที่เกินความจำเป็น หากคุณมีน้ำหนักมากเกินไป ไขมันส่วนเกินจะถูกเผาผลาญไปอย่างช้าๆ ภายใต้สภาวะนี้ ดังนั้น คุณอาจจะพบกับความรู้สึกร้อนและรู้สึกร่างกายอ่อนแอ ปากของคุณจะไม่รู้รสชาติ ในสภาวะตรงนี้คุณอาจจะใส่อาหารในปากของคุณได้บ้าง เช่น ผักที่มีรสเผ็ด เพียงเพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้น นี่คือที่เรียกว่าช่วงการทำความสะอาด”
      มีสภาวะที่แตกต่างกันอย่างไรในการกลายเป็นผุ้กินอากาศ? เราเรียนรู้จากอาจารเหลียวว่าในสภาวะแรกเรียกว่าการล้างพิษ ในช่วงนี้ร่างกายของเราจะขจัดพิษที่สะสมมาตลอดชีวิตของเราจนถึงจุดนี้ มันยังเป็นสภาวะที่ เราเริ่มหมดความรู้สึกอร่อยและไม่สามารถกินอะไรได้เลย แม้ว่าเราถูกยั่วให้กิน เมื่อเราผ่านกระบวนการของการอยู่โดยไม่กินอาหาร เราควรระวังอะไรบ้างและเราจะเอาชนะความท้าทายที่เกิดขึ้น แต่ละครั้งได้อย่างไร?
      “คุณอาจจะท้องเสีย มันเป็นหนึ่งในสภาวะของการล้างพิษ คุณควรดื่มน้ำมากขึ้น ในช่วงนี้และคุณต้องทำตามเหมาะสม การที่ดื่มน้ำมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะดื่มไม่หยุด ให้ดื่มเพียงแค่พอเพราะคนเราเสียน้ำในร่างกายหลังจากที่ท้องเสีย แบบนี้ไม่ดี ดังนั้นระหว่างอดอาหารเราต้องดื่มน้ำตามที่จำเป็นอย่างที่ผมพูดมาแล้ว ”วิธีที่ปราศจากวิธี” ขอให้ใช้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นคุณต้องทำตามที่เหมาะสม ระหว่างการล้างพิษ เราอาจรู้สึกเหนื่อยอย่างชัดเจน แต่อย่าไปคิดว่าคุณป่วย มันเป็นปฏิกิริยาธรรมดา เนื่องจากการล้างพิษและการเริ่มต้นใหม่ แน่นอนที่คุณจะรู้สึกเหนื่อยและอ่อนแอ ถ้าคุณพบกับสภาวะอะไรที่พิเศษในระหว่างอดอาหาร คุณอาจจะหยุดได้ชั่วขณะ ถ้าครอบครัวของคุณคิดว่าคุณป่วย คุณควรอธิบายให้พวกเขาว่านี่ไม่ใช่การที่กินไม่ได้ อินนีเดียคือวิธีที่พัฒนาศักยภาพของคนเรา คุณต้องอธิบายให้ชัดเจนแก่ครอบครัว อย่าทำให้พวกเขารู้สึกรู้สึกสับสน”
      เมื่อเราผ่านขั้นตอนแรกซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ร่างกายของเราเริ่มทำความสะอาด ในสภาวะทำความสะอาดนี้ร่างกายเราจะเพิกเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกินหรือไม่จำเป็น เช่น ไขมันส่วนเกิน สภาวะต่อไปคือการปรับสภาพ
     “ในระหว่างช่วงการปรับสภาพ เราปรับอะไรก็ตามที่จำเป็นเมื่อคุณอยู่ในสภาวะนี้ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายของคุณ เบาขึ้น เพราะอะไร? เพราะคุณเพิ่งเคลียร์คลังเก็บของของคุณ และเผาผลาญไขมันส่วนเกินออก ดังนั้น คุณจะรู้สึกเบาขึ้น เมื่อคุณอยู่ในช่วงของการปรับสภาพ คุณอาจรู้สึกผิวหนังที่หย่อนขึ้นนั้น กระชับขึ้นเนื่องจากการเผาผลญไขมัน ดังนั้น ในช่วงการปรับสภาพนี้ ผิวหนังเต่งตึงขึ้น หมายถึงว่ารอยเหี่ยวย่นจะค่อยๆหายไป รอยตีนกาบางแห่งของคุณอาจหายไปในระหว่างช่วงนี้”
     การเริ่มสภาวะที่ปรับสภาพร่างกายของเรายังคงแสดงออกถึงประโยชน์จากการไม่กินอาหาร
      “หลังจากช่วงการปรับสภาพนี้ ในวันที่ 15 สภาวะต่อไปเรียกว่าช่วงฟื้นฟู หลังจากที่ “คลัง” เตรียมตัวเสร็จแล้วและปรับสภาพแล้ว ตอนนี้เราจะใช้งานมัน นี่เป็นการเริ่มต้นการอดอาหารที่แท้จริง เมื่อเราวางรากฐานของเราใหม่ ตอนนี้เราจะใช้งานมัน ณ จุดนี้ ไม่สำคัญว่าคุณฝึกชี่กงหรือไม่หรือคุณปฏิบัติธรรมวิถีใดก็ตาม คุณจะได้รับผลสองเท่าโดยใช้ความเพียรครึ่งเดียว พูดอีกอย่างคือคุณสามารถได้รับผลโดยใช้ความพยายามนิดเดียวเท่านั้นและสภาพร่างกายของคุณก็อยู่ในระดับที่ดีที่สุดของมัน ถ้าคุณมีปัญหาด้านสุขภาพ มันจะถูกกำจัดออกไปในช่วงการชำระล้าง การเจ็บป่วยที่เรื้อรังก็จะถูกปรับสภาพและถูกซ่อมแซมระหว่างช่วงการฟื้นฟู ดังนั้นสภาพร่างกายของคุณจะพัฒนาขึ้น คุณจะรู้สึกแข็งแรงขึ้น และมีพลัง คุณอยากนอนน้อยลง คุณเพียรพยายามเพียงนิดหน่อยแต่ได้รับผลดีมาก”
      คล้ายกับคนอื่นๆที่ไม่กินอาหาร เช่น เจริโค ซันไฟร์ ,พานทันลุค,หรืออากาฮี เมื่อเราผ่านขั้นตอนของการอดอาหาร ความอยากในรสชาติอาหารจะเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นพืชผัก และในที่สุดเราสามารถอยู่ด้วยพลังของจักรวาลหรือพลังปราณ ณ จุดนี้ตามที่อาจารย์เหลียวกล่าว ร่างกายของเราจะไม่อยากและจะปฏิเสธอาหารวัตถุไม่ว่าในรูปแบบใด
      “โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือเราลดการบริโภคอาหารและเรากินน้อยลง เรายังกินและดื่ม แต่ไม่กินเนื้อสัตว์และธัญพืช(ข้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฯลฯ) จำนวนของอาหารที่กินก็เล็กน้อยมาก บางทีเป็นผักนิดหน่อยและผลไม้ก็พอแล้ว มีตัวอย่างหนึ่ง อาจารย์กวงชิน ในอดีตผู้กินแต่ผลไม้ ประเภทที่สองคือหยุดกินโดยสิ้นเชิงเพียงดื่มน้ำเท่านั้น ประเภทที่สามคือผู้กินอากาศ คนหนึ่งหยุดการกินโดยสิ้นเชิงแบบสุดท้ายนี้ดีที่สุด ไม่ว่าเป็นประเภทใด คุณจะไม่รู้สึกหิว จิตคิดของคุณจะเฉียบแหลม สภาพร่างกายของคุณก็ดีมาก คุณไม่ต้องนอนมากและร่างกายของคุณอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดของมัน คุณจะดูดีตามธรรมชาติ คุณจะแข็งแรงและสุขภาพดี และแล้วผลก็คือคุณอายุยืน ระหว่างที่อดอาหารอาการของโรคทางสุขภาพจะปรับดีขึ้นหลายๆ อย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วนและไขมันในเลือดสูง อย่างตัวผมเองเคยเป็นโรคเก๊าท์มาก่อน ถ้าผมกินถั่ว แม้แค่เม็ดเดียว มันจะทำให้ผมทรมานทั้งคืน ในช่วงที่ผมพยายามอดอาหารขั้นที่สอง ผมบำบัดโรคเก๊าท์หายโดยสิ้นเชิง”
     ด้วยการไม่กินอาหาร เราลดการพึ่งพาวัตถุในโลกนี้ ด้วยพลังของจักรวาลหล่อเลี้ยงร่างกายของเรา เราสามารถเพ่งความสนใจมากขึ้นในพระเจ้าพลังแห่งจักรวาล วิธีเช่นนี้การอดอาหารจึงสามารถมีผลต่อการบำเพ็ญของเรา
     “การอดอาหารมีประโยชน์มาก สามารถช่วยยกระดับทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ดังนั้นผู้บำเพ็ญจิตหลายๆ คนใช้การอดอาหารมาช่วยให้บรรลุถึงการรู้แจ้ง ตัวอย่างเช่น คริสเตียนใช้การอดอาหารและการภาวนามาช่วยพัฒนาจิต และรับรู้การชี้ทางของพระเจ้า เราลองมาดูนักปราชญ์ในอดีต ศาสนาพุทธ พระศากยมุนีพุทธเจ้าก็ทรงผ่านช่วงของการอดอาหาร ศาสนาคริตส์ พระเยซูคริสต์ก็ทรงมีประสบการณ์ช่วงของการไม่กินอาหาร ฮิบโปเครติส บรรพบุรุษทางการแพทย์ของกรีกโบราณเชี่ยวชาญในเรื่องการบำบัดด้วยอาหารและแนะนำคนไข้ของเขาให้รักษาการเจ็บป่วยด้วยการอดอาหาร โซเครติสก็ยังใช้การอดอาหารทำความบริสุทธิ์และยกระดับวิญญาณของเขา ดังนั้นนี่เป็นวิธีที่ดีมากที่จะแนะนำให้ทุกคน แต่คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจนก่อนถึงกระบวนการทั้งหมด อย่าพยายามอดอาหารทันทีโดยไม่มีความเข้าใจ มันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”
      สำหรับผู้ที่ต้องการอยู่โดยไม่กินอาหาร แม้ว่าช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม อาจารย์เหลียวได้กรุณาให้เคล็ดลับและข้อแนะนำที่มีประโยชน์มาก สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการฝึกอดอาหารเป็นช่วงเวลายาวนาน เขาก็แนะนำอาหารพืชผักปราศจากเนื้อสัตว์
     “กระบวนการเรียนรู้ในการอดอาหารจำเป็นต้องรู้บางอย่าง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ ถ้าหากคุณไม่ต้องการจะเรียนรู้การอดอาหาร คุณควรกินให้น้อยลงเพราะมันจะดีต่อสุขภาพของคุณ คุณอาจจะไม่ต้องการฝึกการอดอาหาร แต่คุณควรลดการบริโภคอาหารเพราะว่าการกินมากเกินไปจะสะสมอาหารมากเกินไปไว้ในท้องของคุณและคุณต้องย่อยทั้งหมดนั้นซึ่งจะต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมาก นั่นคือสาเหตุที่เวลาคุณกินอิ่มเกินไป คุณรู้สึกง่วงนอน มีข้อแนะนำมากมายบอกว่า “กินอิ่มแค่ 80%” ให้ระบบย่อยของคุณมีเวลาว่างมากกว่า 10 ชั่วโมง เพื่อให้ก๊าซที่สะสมสามารถระบายออกได้ ในช่วงนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือเป็นมังสวิรัติและเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ เพราะการเป็นมังสวิรัติจะช่วยระบบเผาผลาญอาหารและสร้างสมดุลให้แก่ระบบประสาทอัตโนมัติของเราและช่วยให้มันอยู่ในสภาพที่ดีพร้อม ทุกคนรู้ว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้เรามีความรู้สึก “เลี่ยน” และก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตัน ดังนั้นคนเป็นมังสวิรัติมีเลือดที่เป็นด่างอ่อนๆ ทำให้กล้ามเนื้อของพวกเขาและส่วนอื่นๆ ของร่างกายไม่เหนื่อยง่าย จิตใจของพวกเขาก็แจ่มใส และพวกเขาไม่มีการเซื่องซึม อีกอย่างหนึ่งคือ เนื้อสัตว์ถูกฆ่า ความเกลียดชังจะสะสมอยู่ในเนื้อนั้น เมื่อคุณบริโภคเนื้อ ความเกลียดชังก็เปลี่ยนเป็นสารพิษซึ่งมันไม่ดีเลยสำหรับร่างกายของคุณ”
      ดังนั้นขั้นตอนอะไรที่จะลดการกินอาหารของเราได้ เพื่อจะพัฒนาสุขภาพ?
     “เราควรลงมือ ดังนี้ คุณสามารถค่อยๆ เลื่อนเวลาอาหารค่ำ ตัวอย่างเช่น คุณเลื่อนจากสองทุ่มเป็นหนึ่งทุ่มจากนั้น 6 โมงเย็น คุณสามารถ คุณค่อยๆ เลิกหลังเที่ยง ดังนั้น คุณกินวันละ 2 มื้อ กินตอนเช้าและตอนบ่าย ไม่ใช่กลางคืน มันอาจจะยากในตอนเริ่มต้น คุณสามารถกินผลไม้หรือดื่มอะไรบางอย่างเป็นอาหารเสริมในเวลากลางคืน แล้วคุณจะค่อยๆชินกับการไม่กินอาหารค่ำ แล้วคุณจะสุขภาพดีขึ้น หลังจากคุณกินอาหารเช้าและกลางวัน คุณสามารถพักระบบย่อยของคุณ มันจึงจะสามารถฝึกการขับถ่ายของมัน วิธีนี้ร่างกายและจิตใจของคุณมีควาสมดุล มันจึงดีกว่าสำหรับคุณ”
       ทำอย่างไร ถ้าเราต้องการหยุดกินอาหารและเรียนรู้วิธีอยู่โดยไม่กินเป็นเวลานานๆได้? อาจารย์เหลียวได้อธิบายกระบวนการและเคล็ดลับรายละเอียด
     “ขั้นแรกก่อนลองอดอาหาร คุณต้องหาข้อมูลความรู้ของการอยู่โดยการไม่กินอาหารและทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อที่คุณจะไม่ต้องตกใจแล้วก็ให้ตัวคุณเข้าสู่สภาวะอดอาหารโดยธรรมชาติ อย่าบังคับตัวเอง เมื่อร่างกายของคุณไม่พร้อมแล้วคุณบังคับมัน คุณมีแต่จะทำร้ายตัวคุณเอง หลังจากที่คุณเข้าสู่ภาวะอดอาหารคุณต้องคอยสำรวจปฏิกิริยาของร่างกายคุณแต่ละอย่างและทำความเข้าใจสภาวะนั้น แล้วคุณจะสามารถอดอาหารได้โดยปลอดภัยและมีสุขภาพดี คุณต้องจัดการอย่างพิถีพิถันระหว่างงานของคุณ ครอบครัวและสภาพจิตใจของคุณเอง มันจำเป็นต้องมีการจัดการในทุกๆด้าน ถ้าคุณมีโอกาสอยู่โดยไม่ต้องกินอาหาร คุณต้องคว้าจับมันไว้เพราะมันดีมากสำหรับร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของคุณ สุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงคือการอดอาหารโดยอนุโลมและการอดอาหารโดยสิ้นเชิง การอดโดยสิ้นเชิงคือการเลิกกินอาหารโดยสิ้นเชิง การอดโดยอนุโลมคือการกินและดื่มนิดหน่อยเป็นครั้งคราว บางครั้งการอดอาหารจะมี 2 แบบผลัดกัน เราไม่ควรยืนกรานอย่างใดอย่างหนึ่ง เราควรปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ อย่าบังคับมันด้วยสมองของเรา มันจะส่งผลที่เป็นลบแก่เรา”
      “เรากินเนื้อสัตว์มากเกินไป หลงใหลเคยชินกับการกินเนื้อสัตว์ ตอนนี้เราก็เห็นผลของภาวะโลกร้อนบนโลก การเลี้ยงปศุสัตว์เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะโลกร้อน รายงานล่าสุดทาฃวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ก่อให้เกิดการแพร่ก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 50% ซึ่งมากกว่าการแพร่ก๊าซของการขนส่งทั้งหมดมารวมกัน มีการประชุมสัมนาระดับนานาชาติหลายครั้งที่ยกเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องแรกของวาะ ตัวอย่างเช่น โปเอ้า ฟอรั่ม ฟอร์เอเชีย มีหลายคนที่ประกาศอย่างเปิดเผยถึงการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ การลดการกินเนื้อสัตว์จะลดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นี่เป็นทางแก้ปัญหาวิธีหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากเราพูดคุยเรื่องนี้มามาก เราควรทำความเข้าใจว่าการอดอาหารเป็นทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ เพื่อนๆของโทรทัศน์สุพรีมมาสเตอร์ ในช่วงภาวะโลกร้อนนี้และวิกฤตการณ์ของโลก เราควรลดการกินเนื้อสัตว์ลงและเดินในทิศทางของการเป็นมังสวิรัติ หากคุณไม่ต้องการฝึกการอดอาหารแบบชี่กงเหมือนผม ผมอยากแนะนำว่าการลดการกินเนื้อสัตว์และหันมาเป็นมังสวิรัติและลดอาหารของคุณ จาก 3 เป็น 2 มื้อต่อวัน มันไม่เพียงแค่ดีต่อร่างกายของคุณ มันยังดีต่อสิ่งแวดล้อม ขอบคุณทุกๆคน”
      ขอบคุณอาจารย์เหลียวในการสละเวลาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเราในเรื่องการอยู่โดยไม่กินอาหาร คำอธิบายของคุณถึงสภาวะของอินนีเดีย ทำให้ผู้ชมของเรามีความเข้าใจมากขึ้นในกระบวนการของการอยู่ด้วยพลังปราณ
				
comments powered by Disqus
  • ตุ่ม

    18 ธันวาคม 2555 09:24 น. - comment id 131370

    ดีมากค่ะ ขอบคุณนะคะ

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>