จริงจากหัวใจ จริง จริง

..สีน้ำฟ้า..


;*'^'~*-.,_,.-* ...  *-.,_,.-*~
บนหน้าสมุดบันทึกออนไลน์หลายคนเริ่มบ่น พักนี้เธอเป็นอะไร ทำไมเขียนแต่เรื่องเศร้า  --ฉันรู้จักคนถามดี และไม่อยากให้เธอเป็นห่วงเป็นใยฉันไปมากกว่านี้ ก็เลยตอบไปว่า -- ไม่รู้สิมันเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับกระมัง เวลาเราอิ่มสุขมากๆ  ฉันก็มักจะนึกถึงเรื่องเศร้าๆ เพื่อให้ความสุขที่ได้รับในขณะนั้นๆ มันเจิดจรัสมากๆ มากพอที่จะจดจำเอาไปไว้เขียนยามฉันเศร้า  
อ้าว ถ้างั้นเวลาเธอเศร้า เธอก็เขียนถึงเรื่องมีความสุขหรือ พิลึกคน  เพื่อนเก่าแก่ ซึ้ซ้ำย่ำปึ้กกันมาบนโลกออนไลน์เมื่อสามปีก่อนเหน็บเอา
ประมาณนั้น
พอตอบไปเช่นนี้ ก็คิดถึงคุณอีก ผู้ชายตัวสูงใหญ่  ผมยาวลากระมาถึงต้นคอ แต่งกายสไตล์ศิลปินเพื่อชีวิต..เพื่อชีวิตของคุณคนเดียวนะ ยีนส์เก่าๆ กับเสื้อยืดเดิมๆ  จนแทบจะกลายเป็นคนที่สวมเสื้อผ้าชุดเดียวในโลกอยู่แล้ว  
 
ทีร่าน่ะ ชอบพูดคำนี้จัง ประมาณนั้น บ่อยจนผมจำได้แล้วนะเนี่ย  พูดจบก็หัวเราะ 
เอ๋า จะให้ทีร่าตอบยังไงล่ะเจ้าคะ เป็นคำตอบกลางที่ลงตัวที่สุดแล้ว นา.. ประมาณนั้น
....................จะมาที่ตรงนี้อีกไหม...เมื่อยามค่ำคืน มานอนฟังเสียงคลื่นแล้วฝัน จะคิดถึงไหม..คนของความผูกพัน ถ้าเราห่างกัน..แล้วแสนไกล  คืนคงเศร้า..แม้ดาวเกลื่อนกระจาย คนหนึ่งหาย..อีกคนจะคิดถึงไหม ไม่ห้าม..ไม่หวง..แต่อยากขออะไรอย่านะ..อย่าพาใครมานั่งลงที่ตรงที่ของเรา ไม่กล้าห้าม แต่อยากขออะไรอย่านะ.. อย่าพาใครมานั่งตรงที่ของเรา..     เสียงกีร์ต้าโดดเด่น กับเสียงขับร้องนุ่มๆ  ก้องอยู่ริมหู
จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือยังล่ะจ้ะ  เอากลอนเค้าไปทำเพลงน่ะ   มีแต่แสงวับๆ จากดวงตาตอบกลับมา 
บรื๋อส์  ไม่ต้ง ไม่ต้องจ่ายแล้ว ไม่เอ๊า ไม่คิดแล้ว   เสียงหัวเราะของเราคลอคลื่นในคืนวันที่พระจันทร์หม่นแสง และดวงดาวเปล่งประกายระยิบระยับ
ผมจะไปสมัครเป็นครูอาสา ไปด้วยกันไหม   คุณพูดขึ้นในวันที่พระจันทร์เต็มดวง แต่ริมหาดทรายที่เดิมของเรา
หมะ กับป๊าคงไม่ยอม ส่งเรียนมาจนปูนนี้ เพิ่งได้ทำงานใช้หนี้ป๊าไม่ถึงปีเลย  หน้าคุณเศร้า แววตาที่เคยพราวแสงแข่งดวงดาว ก็อับเฉาเหมือนดาวคืนนี้ที่ถูกรัศมีของพระจันทร์กลบเสียสิ้น
นั่นสินะ  ผมตัวคนเดียว อย่างไรก็ได้  แล้วจะเขียนจดหมายมาหานะ
ค่ะ  ฉันตอบได้เท่านั้นจริงๆ  
อย่านะ อย่าพาใครมานั่งตรงที่เขาเรา
ค่ะ
พรุ่งนี้ ผมจะออกเดินทางแล้วนะ
ค่ะ
จากนั้นเรานั่งกุมมือกันเงียบๆ  ปล่อยให้ความเงียบถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อกัน ผ่านอุ่นไอของผิวเนื้อ มือของคุณอุ่นจัดจนมือของฉันที่เย็นเยียบเริ่มอุ่นตาม
สามเดือนผ่านไป เรายังคงติดต่อกันทุกทาง โทรศัพท์ จดหมาย หรือบางครั้งคุณเข้าเมืองก็จะส่ง e-mail มาหา หรือถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็ได้คุยกับทางโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น  
วันหนึ่งก็เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจ เมื่อคุณโทรมาหา..
ผมจะแต่งงานแล้วนะ..   เสียงจากปลายสายที่ส่งผ่านโทรศัพท์เหมือนกระซิบริมหู ..ฉันเงียบ เงียบไปนานเท่าไหร่ไม่รู้
ค่ะ
ทีร่า
คะ  ดีใจด้วยค่ะ
ประมาณนั้นใช่ไหม    เสียงเขาเหมือนพยายามกลั้วเสียงหัวเราะมาให้ได้ยิน
ไม่ค่ะ ไม่ได้ประมาณ แต่เป็นความรู้สึกยินดีจากหัวใจ  ยินดีด้วยค่ะ
คืนนี้ฉันยังนั่งอยู่ตรงที่เดิม  ที่ข้างๆ ว่างเปล่า  คิดถึงคุณเหลือเกิน คืนนี้ฉันจะกลับไปเขียนบันทึกอีกสักเรื่อง เป็นเรื่องราวที่ฉันคิดถึง แล้วจบด้วยกลอนสักบท .. หวังว่าใครคงจะจับความรู้สึกไม่ได้เหมือนเคย
i-384.gif
ยามเย็นที่เปลี่ยวเหงา 
สีของท้องฟ้า...บอกเราว่าค่ำคืนกำลังจะมาเยือนย่ำ 
อยู่กับตัวเอง..และสมุดบันทึกที่เรียงร้อยถ้อยคำ 
ท้องฟ้าสีมืดดำ..เหมือนเรื่องราวที่รออยู่ข้างหน้า 
เก้าอี้ข้าง..ข้างยังว่างเปล่า 
เก็บตรงนี้ไว้ให้เขา..คนไกลอีกฝั่งฟ้า 
จรดตัวอักษรบนสมุดทุกวันที่มีเวลา 
จบบรรทัดสุดท้ายทุกทีว่า... คิดถึงคนดีที่แสนไกล 
จบบรรทัดสุดท้ายจากความคิดถึงทั้งหมดที่มี 
บอกคนดีว่า..จะนานแค่ไหนก็จะรอ
i-153.gif				
comments powered by Disqus
  • ลูกหมาตัวสกปรก

    16 สิงหาคม 2551 16:07 น. - comment id 100842

    จำได้ จำได้ แม้จะไม่ได้แวะมาเมิน สบายดีเน้ออี่ปี้ น้องบ่าวสบายดี 11.gif
  • ฉางน้อย

    16 สิงหาคม 2551 19:51 น. - comment id 100843

    อ่านแล้วคิดถึงใครบางคนเหมือนกันคะ 
    
    ใครบางคนที่ชอบทะเล 
    
    1.gif1.gif
  • สีน้ำฟ้า

    17 สิงหาคม 2551 13:35 น. - comment id 100849

    ขอบคุณค่ะ ที่น้องหมาน้อย.. กับคุณฉางน้อย แวะมาอ่าน
    
    มีตามไปบล็อกแก๊งด้วย..
    
    จริงๆ ช่วงนี้ เขียนอยู่โอเคเนชั่นมากที่สุดค่ะ เพราะว่าเป็น "แนวเดียวกัน"    
    
    ว่างก็เชิญตามต่อนะคะ
    
    http://www.oknation.net/blog/rimtarn
    
    11.gif11.gif
  • ราชิกา

    17 สิงหาคม 2551 17:38 น. - comment id 100854

    แวะมาอ่านเรื่องสั้น..ต้องบอกเลยว่า..นี่คือตัวจริง..เสียงจริง..ของสีน้ำฟ้า...ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจ๊ะ.....
    
    ..อยากให้กำลังใจ...และอยากบอกว่า..พี่สาว..ยังอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้น้องตลอดเวลา....นะจ๊ะ..เจ้าตัวดี..ของพี่...57.gif57.gif
  • ศาสนาธรรมชาติ

    21 สิงหาคม 2551 19:31 น. - comment id 101055

    ศาสนาแต่ละศาสนา ก็เหมือนสถาบันการศึกษาหรือโรงเรียน ของแต่ละพวก แต่ละเผ่าพันธุ์ ที่มีรูปแบบวิธีการสอน หลากหลายแตกต่างกันไป ทุกศาสนาล้วนมุ่งสู่การสอนให้ทุกคนเป็นคนดี อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สันติไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
    โรงเรียนพุทธวิทยา มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าของหลักสูตร เป็นผู้คิดค้น กำหนดเนื้อหา รูปแบบการสอน และเป้าหมายหลักสูตร โรงเรียนอิสลามวิทยา มีท่านนบีมูฮัมมัดเป็นเจ้าของหลักสูตร เป็นผู้คิดค้น กำหนดเนื้อหา รูปแบบวิธีการสอน และเป้าหมายของหลักสูตร โรงเรียนคริสตวิทยา มีท่านเยซูคริสต์ เป็นเจ้าของหลักสูตร เป็นผู้คิดค้น กำหนด เนื้อหา รูปแบบวิธีการสอน และเป้าหมายของหลักสูตร โรงเรียนฮินดูวิทยา มีท่านศังกราจารย์ เป็นเจ้าของหลักสูตร เป็นผู้คิดค้น  กำหนด เนื้อหา รูปแบบวิธีการสอน และเป้าหมายของหลักสูตร
    ทุกโรงเรียนสอนวิชาเดียวกัน  คือวิชา ความจริงของธรรมชาติ  โดย โรงเรียนพุทธวิทยา เรียกชื่อวิชานี้ว่า ธรรมะ โรงเรียนอิสลามวิทยาเรียกชื่อวิชานี้ว่า อัลลอฮ์ โรงเรียน คริสตวิทยา เรียกชื่อวิชานี้ว่า พระผู้เป็นเจ้า โรงเรียนฮินดูวิทยา เรียกชื่อวิชานี้ว่า พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม   แต่ละโรงเรียน  จะใช้วิธีการสอนตามความถนัดของตัวเอง  อาจใช้แบบจิตนิยม  (ความคิด) และแบบเทวะนิยม (ความศรัทธา) หรือ อาจจะเรียกว่าเน้นหนักที่ปัญญา (ความเข้าใจ) และเน้นหนักที่ศรัทธา (ความเชื่อ)  เจ้าของหลักสูตรแต่ละท่าน จะคิดค้นเทคนิควิธีการเรียน การสอนเป็นของตนเอง
    ในโรงเรียนชาวพุทธจะสอนว่า ธรรมะ คือความจริงของธรรมชาติ คือธรรมชาติ คือ กฎของธรรมชาติ คือหน้าที่ของธรรมชาติ คือผลของธรรมชาติ  ธรรมะ คือหน้าที่ การทำหน้าที่คือการปฏิบัติธรรม ซึ่งหมายรวมถึงทั้งหน้าที่ทางกายภาพ (ปฏิบัติหน้าที่ตามคุณสมบัติ เช่น ตามีหน้าที่ดู หูมีหน้าที่ฟัง) และหน้าที่ทางจินตภาพ (หน้าที่สมมุติทางสังคม  เช่น  หน้าที่ของ  พ่อ,  แม่,  ลูก,  ผู้บังคับบัญชา,  ลูกน้อง,  เจ้านาย)  ในโรงเรียนชาวมุสลิม, ชาวคริสต์, ชาวฮินดู จะสอนว่า อัลลอฮ์, พระผู้เป็นเจ้า (พระยะโฮวา) พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม เป็น เทวะ ผู้วิเศษ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะบันดาลสิ่งใดๆ ในโลกก็ได้ ซึ่งจะเป็นไปตามเหตุปัจจัย (เมื่อมีสิ่งนี้ จึงเกิดสิ่งนี้ มันเป็นเช่นนั้นเอง)
    โดยสรุป การสอนวิชา ธรรมะ อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม ก็คือการสอนวิชา ความจริงของธรรมชาติ นั่นเอง เพียงแต่ผู้นำศาสนาแต่ละท่านจะใช้วิธีการเรียนการสอนแบบไหนที่จะให้เข้าใจธรรมชาติได้ดีที่สุด จะสอนแบบใช้ความศรัทธา (ความเชื่อมั่น) หรือสอนแบบใช้ปัญญา (ความเข้าใจ) และที่สำคัญแต่ละโรงเรียนที่มีอาระยะธรรมแล้ว จะไม่ยกพวกตีกันหรือยกพวกไปเบียดเบียนโรงเรียนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน    
    เมื่อมีสิ่งนี้ (เหตุ) จึงเกิดสิ่งนี้ (ผล) มันเป็นเช่นนั้นเอง (ธรรมชาติ/อัลลอฮ์)
  • ฅนไท

    21 สิงหาคม 2551 19:48 น. - comment id 101104

    ความคิดความเชื่อทางศาสนา    ทุกศาสนา ส่วนใหญ่มักจะสอน ให้ห้ามสงสัยในคำสอน (มีจริงหรือเปล่า?, ใช่หรือไม่?, เชื่อได้หรือเปล่า?, เป็นจริงอย่างที่สอนหรือไม่?, เพราะอะไร?, เป็นจริงอย่างที่ท่านศาสดาสอนไว้หรือเปล่า?)
    	ยกเว้นแต่ พุทธศาสนา สอนให้ต้องสงสัยในคำสอน สอนให้คิด สอนให้ใคร่ ครวญจนเข้าใจชัดเจนก่อนจึงค่อยเชื่อ ตามหลักแห่งความเชื่อใน กาลามสูตร ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึง คุณ โทษ หรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ
    ๑.	อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน) 
    ๒.	อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
    ๓.	อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย) 
    ๔.	อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน) 
    ๕.	อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
    ๖.	อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
    ๗.	อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
    ๘.	อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว(มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
    ๙.	อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
    ๑๐.	อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา(มาสมโณ โน ครูติ)
    ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
    ลักษณะความเป็นไทย  คือรักอิสระ  คนไทยจึงดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้รอดพ้นจากการครอบงำของ  พระผู้เป็นเจ้า  ความเชื่อที่ผิด  และเผด็จการ
  • มูฮัมมัดเมืองไท

    21 สิงหาคม 2551 19:51 น. - comment id 101108

    มูลเหตุแห่งความรุนแรงทางภาคใต้ของไทย  เพราะการมอมเมาชักจูงสาวกของนายมูฮัมมัด  ที่พยามยามยัดเยียดความคิดวิธีแก้ปํญหา  ด้วยความรุนแรงจากการทำสงครามทางศาสนา  โดยใช้อาวุธ  ประกอบกับมีคนในพื้นที่  พยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ให้การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนเป็นการต่อสู้ทางศาสนา แล้วนายมูฮัมมัดคือใครกันแน่  นายมูฮัมมัดก็เป็นมนุษย์ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง  ที่ใช้ความเป็นหนุ่มรูปงาม อายุน้อย ผูกมัดใจสาวใหญ่สูงอายุผู้มั่งคั่ง  เพื่อการดำรงชีพ   แล้วขอแต่งงานด้วย   เพื่อครอบครองทรัพย์นำไปเป็นประโยชน์แก่ตนเอง หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า  เกาะเมียกิน  ก็ได้  จึงกลายมาเป็นลักษณะนิสัยของหนุ่มมุสลิมทั่วไปในปัจจุบัน
    เพราะการที่ท่านศาสดามูฮัมมัดมีเมียแก่ แต่ไม่ค่อยจะมีความสุขในครอบครัว ไม่พอใจในชีวิตการครองคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว  จึงกำหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้ชายมุสลิมมีเมียได้ ๔ คน
    แต่พอมีเมียคนใหม่เป็นเด็กอายุน้อย ๆ ตั้งแต่คนที่ ๒ ก็เกิดความหวงแหนกลัวเมียเด็กจะไปปันใจให้ชายอื่นที่หนุ่มกว่า จึงบังคับให้เมียเด็กคลุมหน้าคลุมตา ไม่ให้ผู้ชายคนอื่นมองเห็นความงดงามของเมียน้อยตัวเอง และเพื่อมิให้เป็นข้อครหา จึงกำหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้หญิงมุสลิมทุกคนต้องคลุมหัวปิดหน้า
    ท่านศาสดาเป็นคนที่มีอีโก้สูง อยากโดดเด่นเหนือคนอื่น  จึงคิดหาวิธีการตั้งตนเป็นใหญ่ด้วยการจัดตั้งลัทธิความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน คือ  อัลเลาะฮ์   และการที่ทุกคนจะติดต่อกับอัลเลาะฮ์ ได้ ก็จะต้องติดต่อผ่านท่านศาสดามูฮัมมัดเท่านั้น  คนอื่น ๆ ไม่เก่ง ไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีเลิศเท่าท่านศาสดา  ความคิดนี้ จึงไปขัดแย้งกับสาวกของพระเจ้าองค์อื่น ๆ  ที่พวกเขานับถือกันอยู่  ซึ่งถือเป็นเผด็จการทางความคิดนั่นเอง   จึงเกิดสงครามต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในการครอบครอง  หินกาบะห์   สถานที่ศักด์สิทธิ์ของพระเจ้าหลายองค์ในขณะนั้น
    การต่อสู้ทางความคิด และสงครามทางอาวุธ ของท่านศาสดามูฮัมมัดในระยะแรก พ่ายแพ้ยับเยิน ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน ถูกตามล่าจนแทบเอาชีวิตไม่รอด  จึงหาวิธีปลุกระดมมวลชน สาวกกลุ่มใหม่ให้ยอมสละชีวิตร่างกายในการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตัวท่านมูฮัมมัดเอง แต่อ้างว่าเป็นโองการจากอัลเลาะห์ ให้การต่อสู้ในครั้งนั้น เป็นการต่อสู้ทางศาสนา โดยกำหนดหลักการที่ว่า การเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ที่มีความเชื่อแตกต่างไปจากพวกของศาสดามูฮัมมัดไม่ผิด และจะได้บุญ ได้ไปพบกับอัลเลาะฮ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเจ้าผู้วิเศษ ศักดิ์สิทธิ์ให้คุณให้โทษ สร้างและทำลาย  ให้พรและสาปแช่ง  ต่อมวลมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ที่มีในโลก และนอกโลก ( ทุกอย่างเป็นประสงค์ของอัลเลาะฮ์ )
    แท้จริงความหมายของ  อัลเลาะฮ์  ก็คือ   ความเป็นจริงของธรรมชาติ  ( ผลย่อมเกิดแต่เหตุปัจจัยที่เหมาะสม )   แต่ศาสดามูฮัมมัด ได้กำหนดความหมายให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า  อัลเลาะฮ์   เป็นองค์เทวะผู้วิเศษที่จะบันดาลอะไรก็ได้ตามคำร้องขอของท่านศาสดามูฮัมมัด ผู้ติดต่อกับอัลเลาะฮ์ได้โดยตรงเพียงคนเดียวเท่านั้น
    เมื่อศาสดามูฮัมมัดชนะสงครามทางความเชื่อ ตั้งตัวเป็นศาสดาของศาสนาอิสลามแล้วจึงกำหนดกฎของอัลเลาะฮ์ขึ้นเป็นหลักความคิดความเชื่อของศาสนาอิสลาม  ซึ่งเป็นเผด็จการทางความคิด คล้ายกับพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก  คือ........ 
    มุสลิมต้องเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ( อัลเลาะฮ์ ) โดยผ่านทางศาสดามูฮัมมัดคนเดียว  เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ต้องเชื่อในอุดมการณ์ของพรรคโดยผ่านคนของพรรคเท่านั้น
    ทั้งมุสลิมและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ห้ามสงสัยในคำสอน ห้ามสงสัยในคำสั่งของพรรค ต้องอุทิศร่างกาย และชีวิตแด่ศาสดา หรือพรรค
    กฎของพรรคคอมมิวนิสต์ เปรียบเสมือนเป็นโองการของศาสดา ที่กำหนดเป็นคำภีร์         ( กุรอาน ) ที่ต้องเชื่อและปฏิบัติตามหนทางเดียว
    นบีมูฮัมมัด เป็นเจ้าของกฎเกณฑ์ความคิดความเชื่อ และหลักการทางศาสนา เช่นเดียวกับ มาร์ค  เลนิน เป็นเจ้าของแนวคิดและอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนกัน
    หลักการความเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์  ก็คือหลัก ความคิด ความเชื่อของอิสลาม

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>