นิทานก่อนนอน : เจ้าชายเจนภพกับเสื้อขนแกะทองคำ (Jeson and the Golden Fleece)

Prayad

ตามตำนานกรีกโบราณ ย้อนอดีตกาลไปหลายศตวรรษ เล่าขานกันมาว่า มีกษัตริย์พลัดถิ่นพระองค์หนึ่งนามว่า
พระเจ้าเอกภพ สัญจรรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพร ทรงเสด็จดำเนินไปเพียงลำพังสองพระองค์กับพระราช
โอรสผู้ทรงพระเยาว์นามว่าเจ้าชายเจนภพ พระราชบิดาทรงแบกพระราชกุมารผู้อ่อนวัยไว้บนไหล่ตลอดการ
เดินทาง ด้วยพระองค์ทรงถูกน้องเขยผู้มีจิตใจอันอำมหิต นามว่าพระเจ้าไพลาศ แย่งชิงเอาราชสมบัติไปอย่าง
ไร้ความชอบธรรม มิหนำซ้ำยังขับไสไล่ส่งให้พระองค์พ้นจากอินทรนคร 
สองพ่อลูกจึงต้องหลบหนีและซัดเซพเนจรเพื่อเอาชีวิตของตนให้รอดพ้นไว้ก่อน สองเท้าย่ำป่า ฝ่าดง ลงหุบเหว 
ปีนผา ฝ่าเขาสูง รอนแรมมาเป็นระยะทางอันยาวไกล      
จนในที่สุดก็มาถึงยังถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณหน้าตีนผาอันสูงชัน ถ้ำแห่งนี้เป็นที่พำนักของมนุษย์อาชาไนย 
นามว่าธนู ซึ่งเขาเองก็มีรูปร่างเหมือนมนุษย์อาชาไนยโดยทั่วไป กล่าวคือธนูมีร่างกายเป็นคนตั้งแต่ส่วนหัวถึง
เอว แต่ส่วนที่ต่ำกว่าเอวลงมานั้นเป็นม้าชั้นดีมีสง่า      ธนูเป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลมและมีความเมตตากว่าคนทั้ง
มวลในโลก ผมสีขาวของเขาสยายตกมาปรกไหล่ ในขณะที่หนวดเคราอันยาวและหงอก ออกสีเงิน ถูกปล่อยลง
มาปิดคลุมไปครึ่งหน้าอกอันใหญ่และผึ่งผายของเขา 
พระเจ้าเอกภพจึงได้มอบเจ้าชายเจนภพให้อยู่ในความดูแลของท่านธนู เพื่อให้เจ้าชายผู้ยังเยาว์วัย ได้อยู่ศึกษา
เล่าเรียนวิทยาการและสรรพศิลป์ทั้งมวล อันจักเป็นคุณสมบัติแห่งมกุฎราชกุมารจะพึงมีสืบไป วงศ์กษัตริย์จาก
หลายแว่นแคว้นแดนไกลในอดีต ต่างก็เคยส่งพระราชกุมารมาอยู่ศึกษาเล่าเรียนสรรพศิลป์ต่างๆจากท่านธนู 
ด้วยไม่มีสิ่งใดเลยในโลกหล้าที่ท่านธนูจะไม่สามารถประสิทธิ์ประสาทให้กับพระราชกุมารเหล่านั้นได้ ท่านมี
ความสามารถในการบรรเลงพิณได้อย่างไพเราะเสนาะกังวาน ทั้งเชี่ยวชาญยิงธนูด้วยฝีมืออันฉมัง  ขับเพลงดั่ง
มนต์ขลังใครได้ฟังต้องพะวง เล่าตำนานดั่งใจจงย้อนอดีตแต่บรรพกาล อีกทั้งยังชำนาญการยุทธ์ใช้หอกและดาบ
ทั่วทั้งยุทธภพไร้ซึ่งคนทาบทันในฝีมือ
เจ้าชายเจนภพผู้ยังอยู่ในวัยเด็กเวลานั้น หัวใจจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชอบและศรัทธาในท่านอาจารย์เป็น
อย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าชายทรงทึ่งในความสามารถอันไร้ขีดจำกัดของท่านธนูนั่นเอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 
เจ้าชายเจนภพจึงเติบโตขึ้นในสำนักของท่านธนู ท่ามกลางบุคคลอื่นๆร่วมสำนัก อาทิ วีรบุรุษผู้กล้าทั้งหลาย และ
เจ้าชายจากต่างเมืองอื่นๆ  
วันเวลาผ่านไป หนุ่มน้อยเจนภพได้เจริญวัยเป็นผู้ใหญ่ที่แกร่งกล้า ใบหน้าสง่างาม ลือนามเพลงขับขาน เชี่ยว
ชาญการเต้นรำ ดีดพิณพร่ำอย่างเพราะพริ้ง เก่งช่วงชิงอย่างมีชั้นเชิงในการล่า ขับขี่ม้าอย่างชำนาญ ทั้งห้าวหาญ
ในการปล้ำ และแม่นยำในการรักษา จนได้รับสมญานามว่า เจนภพครบเครื่องยา
ในที่สุดเวลาแห่งการจากถ้ำ ถิ่นพำนักของเจ้าชายเจนภพก็มาถึง เมื่อเขามีภาระต้องเดินทางกลับไปจัดการลง
ทัณฑ์กับพระเจ้าไพลาศผู้ทรยศ ผู้ซึ่งเคยก่อกรรมทำเข็ญกับพระเจ้าเอกภพ ผู้เป็นพระราชบิดาของเขา การเดิน
ทางจากไปในคราวนี้ดูจะนำมาซึ่งความโศกเศร้าแก่ท่านอาจารย์ผู้ชาญฉลาดของเขาอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถึงกาล
เวลา สิ่งใดก็ไม่อาจจะหยุดยั้งได้ เขาพาดไหล่อันกว้างใหญ่และสง่างามของเขาด้วยผ้าหนังเสือลายพร้อย มือทั้ง
สองกระชับหอกไว้คู่กาย ครั้นอำลาท่านอาจารย์แล้วก็ออกสัญจรรอนแรมไปตามเส้นทางอันยาวไกล 
ในระหว่างที่เดินทาง เจ้าชายยังใส่รองเท้าอันประณีตสวยงาม ที่สลักทำด้วยทองคำ ซึ่งก็เป็นสมบัติของพระราช
บิดาของเขานั่นเอง 
ในวันหนึ่ง เมื่อเจ้าชายเจนภพมาถึงบริเวณตีนเขาอันสูงตระหง่าน มีลำธารที่เชี่ยวกรากหลากไหล กระแสน้ำมี
ความรุนแรงอย่างน่ากลัว อันเนื่องมาแต่ห่าฝนที่เพิ่งกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ณ ที่ฝั่งน้ำเขาเหลือบเห็นหญิงชรา
ผู้หนึ่ง มีขนนกยูงประดับอยู่ที่ไหล่ กำลังรีๆรอๆ ด้วยนางมิกล้าที่จะข้ามลำธารอันน่ากลัวนั้น หนุ่มแน่นเจนภพจึง
ให้รำลึกถึงคำสอนสั่งของท่านอาจารย์ที่ว่า 
“ผู้แข็งแรงจักต้องให้ความช่วยเหลือผู้อ่อนแอ” 
ถึงแม้เขาเองก็ยังกึ่งกล้ากึ่งกลัวที่จะก้าวเท้าลงไปในลำธาร แต่เขาก็เข้าไปเสนอความช่วยเหลือแก่หญิงชราคน
นั้นเพื่อพานางข้ามลำธาร แต่ปรากฏว่าหญิงชราผู้นั้นกลับมีน้ำหนักไม่เบาเอาเสียเลย ในขณะที่เขาก็ต้องฝ่าฟัน
กับกระแสน้ำที่ปั่นมาอย่างรุนแรง แทบจะผลักและพัดพาให้ขาและน่องของเขาเซถลาไปตามแรงน้ำ ซ้ำร้ายเท้า
เขายังไปสะดุดเข้ากับท่อนไม้ใต้น้ำที่ถูกพลังกระแสน้ำถอนรากถอนโคนพัดพามา จนเขาต้องถลาเซซวน แต่ก็
สามารถทรงตัวไว้ได้และเดินลุยต่อไป ขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นฝั่งตรงกันข้ามได้ รองเท้าข้างหนึ่งก็เผอิญติดหนับ
เข้ากับโคลนตมที่อยู่ใต้ท้องลำธาร ทันทีที่ก้าวขึ้นฝั่งไป รองเท้าข้างนั้นก็หลุดจากเท้าของเขาและถูกน้ำพัดพาจม
หายไปในกระแสน้ำเชี่ยว แต่ที่สุด เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ระหว่างที่ค่อยๆบรรจงวางหญิงชราลงอย่างระมัด
ระวัง ทว่าทันใดนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง เมื่อหญิงชราเปลี่ยนร่างเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทพธิดาทั้งมวล พระนางคือ
เทพธิดาเฮร่า ผู้เป็นมเหสีในเทพเจ้าซีอุส พระนางได้สัญญาที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เขาเมื่อไหร่ก็ตามที่เขา
ต้องการความช่วยเหลือ จากนั้นก็อันตรธาน หายวับไปกับอากาศ คงปล่อยให้เจ้าชายเจนภพ ยืนเปียกโชก เหลือ
รองเท้าเพียงข้างเดียว และเหลียวซ้ายแลขวาแทบจะไม่หายใจด้วยความพิศวง
หลังจากรอนแรมมาไกล ในที่สุดเจ้าชายผู้ใส่รองเท้าข้างเดียวก็มาถึงยังอินทรนคร ผู้คนตามถนนรนแคมต่างก็
จ้องมองหนุ่มแปลกหน้าผู้งามสง่าซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าด้วยหนังของเสือ แต่ครั้นพวกเขามองดูที่เท้าต่างก็กระซิบกัน
ว่า 
“ดูนั่น เขาใส่รองเท้าเพียงข้างเดียว!”   การกระซิบต่อกันจนกลายเป็นเสียงขรม ไม่นานก็ได้ยินเสียงคน
ตะโกนบอกกันดังมาจากทุกทิศทาง 
“ชายผู้มีรองเท้าข้างเดียวมาถึงแล้ว ชายผู้มีรองเท้าข้างเดียวมาถึงแล้ว!”   พอข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงพระราชา 
พระองค์จึงกลัวจนตัวสั่นด้วยเคยมีคำพยากรณ์ไว้ว่า สักวันหนึ่งจะมีชายผู้สวมรองเท้าเพียงข้างเดียวเดินทางมา
ถึงแล้วก็จักเอาไปเสียซึ่งพระราชอาณาจักรของพระองค์ อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ทรงแสร้งทำเป็นโปรดปราณที่
ได้พบเห็นกับชายหนุ่มแปลกหน้า และยังทรงตรัสแก่เจ้าชายเจนภพว่า เขาคือบุคคลที่พระองค์กำลังรอคอยอยู่ 
เพราะว่าพระองค์กำลังต้องการชายหนุ่ม ผู้กล้าหาญ เข้มแข็ง และบังอาจพอที่จะล่วงล้ำไปยังดินแดนแห่ง
โคจรบุรีเพื่อนำเอาเสื้อขนแกะทองคำกลับมา
เจ้าชายเจนภพก็พอทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเสื้อขนแกะทองคำนี้เป็นอย่างดี ซึ่งมันถือกำเนิดมาจากแผ่นหลังของ
แกะขนทองคำมหัศจรรย์ และครั้งหนึ่งแกะมหัศจรรย์ตัวนี้ เคยช่วยชีวิตเด็กพี่น้องสองคน คือ เฮลเล่ และพรีซัส
ไม่ให้ถูกแม่เลี้ยงฆ่าตาย ด้วยการให้เด็กทั้งสองขึ้นขี่บนหลัง แล้วก็พาเหินฟ้าหนีไป แต่เฮลเล่ เด็กผู้หญิง 
ได้พลัดตกจากหลังแกะและร่วงลงไปในทะเล (ซึ่งรู้จักกันในเวลาต่อมาว่าเฮลเล่สปอนต์) ส่วนพรีซัสเดินทางไป
จนถึงดินแดนแห่งโคจรบุรี และนำสุพรรณภูษาหรือเสื้อขนแกะทองคำไปพาดไว้ที่กิ่งของต้นโอ๊คใหญ่ เหตุนี้ป่า
ทึบบริเวณนั้นจึงสว่างไสวและแวววาวไปด้วยประกายจากทองคำ ซึ่งแผ่กระจายขยายรัศมีออกไปโดยรอบตั้ง
หลายไมล์ ในเวลานี้ยังมีมังกรดุร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีเวลาหลับนอนเลย คอยเฝ้าระวังรักษาเขตป่าโคจรบุรี
แห่งนั้นอยู่ ความพยายามของวีรบุรุษผู้กล้าทั้งหลายที่จะนำเอาเสื้อขนแกะทองคำออกมา ต่างก็ล้มเหลว การ
อาสากล้าเผชิญและเดินสู่ที่แห่งนั้นก็หมายถึงความตายอย่างแน่นอน เจ้าชายเจนภพรู้ดีในเรื่องนี้และยังรู้ด้วย
ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าไพลาศแฝงไว้ซึ่งความประสงค์ที่จะกำจัดเขานั่นเอง  จึงทรงชักนำให้เดินทางไปชิงเอา
เสื้อขนแกะทองคำ  พลันเขาก็ได้ยินเสียงกระซิบของเทพธิดาเฮร่า (ผู้ซึ่งเคยแปลงร่างเป็นหญิงชรา มาลองใจ
เขา ถึงความกล้าหาญและความมีเมตตาโดยขอร้องให้ช่วยพาข้ามลำธารอันเชี่ยวกรากในคราวนั้น) พระนางกระ
ซิบว่า
 
“อย่าได้หวั่นกลัวไปเลย เจนภพ ฉันจักช่วยเธอเอง” 
ดังนั้นเขาจึงจ้องตรงและมองลึกเข้าไปในดวงเนตรของพระเจ้าไพลาศและกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า
“หม่อมฉันจักไปชิงเอาเสื้อขนแกะทองคำและนำมันกลับมา ณ ที่นี้ หรือไม่ก็ม้วยมรอยู่ ณ ที่นั้น แต่มีเงื่อนไข
อยู่ว่า”
“เจ้ามีเงื่อนไขว่ากระไรหรือ เจนภพ” พระราชาตรัสถาม
“พระองค์จักต้องสละและคืนสิทธิ์อันชอบธรรมแห่งราชอาณาจักร  ซึ่งเป็นสิทธิ์ของพระบิดาหม่อมฉันอยู่
แต่เดิม” เจ้าชายเจนภพกล่าว
“ฉันขอสัญญาด้วยความสัตย์จริงว่าฉันจักคืนให้” พระราชาตรัสด้วยเสียงอันดัง แต่ในทางตรงกันข้ามพระ
องค์กลับดำริในพระทัยว่า  “ดีล่ะ มันคือจุดจบของเขา” 
แล้วพระองค์ก็ทรงกระหยิ่มกับตัวเองอย่างมีเลศนัย ด้วยทรงมั่นพระทัยว่า พระองค์ได้ลวงชายหนุ่มผู้กล้าหาญให้
เข้ามาติดกับดักแห่งภารกิจมรณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เช้าวันต่อมาเมื่อฟ้าสางย่างเยือนรุ่งอรุณ สิ่งแรกที่เจ้าชายเจนภพต้องทำก็คือออกไปขอคำแนะนำจากต้นไม้
มหัศจรรย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ต้นโอ๊คพูดได้ ลำต้นสูงตระหง่านเกินกว่าหนึ่งร้อยฟุต อยู่ ณ ใจกลางพันธุ์ไม้
ป่าดึกดำบรรพ์ดงโดโดน่า
“ฉันจักต้องทำประการใด” เขาถาม 
“เพื่อให้ได้มาซึ่งเสื้อขนแกะทองคำ” โดยการสั่นไหวของใบไม้ที่หนาดก เจ้าชายเจนภพได้ยินเสียงตอบมา
อย่างชัดเจนว่า
“จงไปหาช่างต่อเรือนามว่า อากาศะ และขอให้เขาต่อเรือรบขนาดห้าสิบฝีพาย”
สมจริงทีเดียวในอินทรนครนั่นเอง เขาสามารถเสาะหาช่างต่อเรือจนพบ ซึ่งตกลงรับทำงานต่อเรือให้เขาทันที 
โดยได้รับความช่วยเหลือจากลูกมือจำนวนมากมาย ซึ่งหวังแค่การเรียนรู้เอาทักษะการต่อเรือจากนายช่าง
อากาศะเพียงเท่านั้น ครั้นการต่อเรือสำเร็จลงเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาจึงพากันขนานนามเรือลำนั้นว่า อาโป 
ผู้คนทั้งใกล้และไกลต่างหลั่งไหลพากันมาชื่นชมเรืออาโปกันอย่างล้นหลาม เพราะเหตุว่าไม่เคยมีการต่อเรือที่มี
ขนาดใหญ่และหนักเอามากถึงเพียงนี้มาก่อน ต่อมาเจ้าชายเจนภพก็ไปขอคำแนะนำจากต้นโอ๊คพูดได้อีกครั้ง
หนึ่ง คราวนี้ต้นไม้บอกให้เขาตัดเอากิ่งแรกของต้นโอ๊คนั้น และนำไปแกะสลักเป็นรูปนางกินรีเพื่อประกอบเข้า
เป็นส่วนหัวของเรืออาโป หลังจากเขาทำตามคำแนะนำนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ต้องแปลกประหลาดใจ 
เมื่อได้ยินเสียงพูด ดังออกมาจากปากของนางกินรีที่หัวเรือ
“จงส่งคนนำสาส์นออกไป” คือเสียงที่ดังมาจากหัวเรือ 
“เพื่อแจ้งให้วีรบุรุษผู้กล้าทั้งหลายและเจ้าชายทุกๆพระองค์ ที่เคยร่วมศึกษาเล่าเรียนในถ้ำของท่านธนู โดย
เป็นการร้องขอในนามของท่าน เพื่อแสวงหาเพื่อนร่วมเดินทาง ให้ได้ทั้งหมดจำนวนสี่สิบเก้าคน สำหรับการ
ไปชิงเอาเสื้อขนแกะทองคำ”
ดังนั้นคนนำสาส์นจึงถูกส่งออกไปยัง ทุกๆเมืองและตำบลต่างๆ ทั่วทั้งอาณาเขตประเทศกรีซ (พื้นที่ในปัจจุบัน)
 
“ใครมีความกล้าหาญชาญชัย เจ้าข้าเอ๊ย!” เสียงคนนำสาส์นป่าวประกาศ 
“ผู้ใดใจกล้าที่จะไปช่วยพายเรือให้กับเจ้าชายเจนภพ และมีความอาจหาญพอที่จะไปประสบ พบเผชิญกับมังกร
มหาภัย เพื่อชิงชัยเอาเสื้อขนแกะทองคำ แล้วนำกลับมายังอินทรนคร” 
ข่าวนี้ทำให้หัวใจของชายหนุ่มทุกผู้ทุกนาม ล้วนแต่มีความกระสันฝันใฝ่ถึงแม้จะเกินวิสัยสำหรับการร้องขอ แต่
ก็สนใจอาสาสมัครมากันอย่างล้นหลาม ทว่าเจ้าชายก็จำเป็นต้องคัดเลือกเอาเพียงจำนวนจำกัดคือสี่สิบเก้าคนเท่า
นั้น โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านพ้นภยันตรายนาๆจากการต่อสู้ ตัวอย่างวีรบุรุษผู้กล้าหาญเหล่านั้น
ได้แก่ คู่ฝาแฝด พอลลัส และ คัสเตอร์   เฮอคิวลีส  ธีสซีออส และ ออร์ฟีอุส โดยเฉพาะออร์ฟีอุสนั้น มีความ
สามารถในการขับกล่อมและดีดไลร์ (เครื่องดนตรีประเภทสายของชาวกรีกโบราณ) ได้อย่างไพเราะจับใจ ดุจดัง
มีมนต์ขลัง แม้นแต่สัตว์ป่าดุร้ายเพียงได้ฟัง ก็จังงังนั่งเหม่อ ไม่เผลอกัด กลายเป็นสัตว์เชื่อง แต่หากเขาดีดด้วย
ท่วงทำนองอันเร่งเร้าเขย่าขวัญ ทำให้ทั่วไพรวัลย์สั่นคลอนถึงถอนราก เกิดกำลังมากถึงลากกลิ้งโขดสิงขร หล่น
จากเขาเป็นศิลาบ้าฝ่าดงดอน คือบางตอนจากนิ้วกรีดเพียงดีดไลร์ 
เมื่อกำลังคนพร้อมเพรียงแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะนำเรืออาโปลงทะเล แต่แล้วก็ปรากฏว่า พวกเขาไม่สามารถจะขยับ
เขยื้อนเรือได้ เนื่องจากความใหญ่โตและน้ำหนักอันมหาศาลของเรืออาโปนั่นเอง นอกจากนั้นสันใต้ท้องเรือยัง
จมลึกลงไปในทราย ดังนั้นเจ้าชายเจนภพจึงขอคำแนะนำจากหัวเรือนางกินรีมหัศจรรย์อีกครั้ง ซึ่งส่วนของกิ่ง
ไม้โอ๊คพูดได้แนะนำว่า
“จงให้ออร์ฟีอุสดีดไลร์บรรเลงบทเพลงอันนุ่มนวล” 
ด้วยเหตุนั้น เหล่าวีรบุรุษทั้งหลายจึงพากันยกไม้หมอนมาถือรอไว้อย่างมั่นคง ในขณะที่ออร์ฟีอุสก็เริ่มบรรเลง
เพลงดีดไลร์  โอ ท่านทั้งหลายจงดูนั่น! เรืออาโปทั้งลำเริ่มสั่นสะท้านและคืบคลานขยับเขยื้อนเคลื่อนขึ้นมาอย่าง
ช้าๆตั้งแต่หัวจรดท้าย ในที่สุดก็ดีดตัวขึ้นมาอยู่บนไม้หมอนที่รองหนุน พอไม้หมอนหมุนก็ส่งให้ลำเรือไหลลื่น 
ชั่วไม่นานเรืออาโปก็ลงไปลอยโต้คลื่นอยู่ในน้ำทะเล
หลังจากขนเสบียงอาหารและน้ำดื่มลงไปไว้ในลำเรือ จนเป็นที่เพียงพอเรียบร้อยแล้ว เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั้ง
หลายก็เข้าประจำที่นั่งของฝีพาย แล้วก็พากันออกเรือมุ่งหน้าสู่มหาสมุทร ท่ามกลางเสียงร้องตะเบ็งเซ็งแซ่ ของ
เหล่ามหาชนที่แห่แหนกันมาส่ง และคอยให้กำลังใจกันอย่างเหลือล้นจากบนฟากฝั่งของทะเล
ลำนาวาล่องลอยมาเป็นเวลาหนึ่งจึงพากันเข้าหยุดพักเป็นจุดแรก ตรงนั้นคือถิ่นถ้ำ แหล่งพำนักของท่านธนูผู้
เป็นอาจารย์พวกเขาในอดีตนั่นเอง การแวะพักเพื่อมาเยี่ยมเยือนท่านอาจารย์นับว่าผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว 
ก่อนเดินทางจากไป ท่านธนูก็ได้ให้คำแนะนำ และอำนวยพรแก่พวกเขากันอย่างทุกถ้วนหน้า เรืออาโปเดินทาง
ต่อมาไม่นานก็ประสบเข้ากับปราการด่านมหาภัยลำดับแรก สิ่งนั้นก็คือเขากระแทกกระทบมรณะแห่งทะเลดำ 
ซึ่งมันสามารถที่จะบดขยี้บี้แบนอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามา ด้วยการกระทบกันของก้อนหินขนาดมหึมา หากจะรอ
โอกาสให้ช่องหินกระทบเปิดอ้าจึงค่อยฝ่าฟันไป พวกเขาย่อมไม่มีวันผ่านไปได้เป็นแน่แท้ แต่ทันใดนั้นก็ปรา
กฏว่า มีนกทะเลตัวหนึ่งบินผ่านเข้ามาอยู่เหนือภูเขากระทบ แล้วก็บินร่อนและเฉียดเฉี่ยวอยู่รอบๆเขากระทบ
ไปๆมาๆอยู่พักหนึ่งราวกับรอจังหวะจะบินลอดผ่านช่องเขากระทบ เจ้าชายเจนภพเห็นเช่นนั้นก็เชื่อในทันทีว่า 
นกทะเลตัวนั้นถูกส่งมาจากเทพธิดาเฮร่าให้มาทำหน้าที่นำทางเป็นแน่แท้  พลันพวกเขาก็เห็นนกทะเลบินเฉี่ยว
ลอดผ่านช่องหินกระทบไปอย่างหวุดหวิด ระหว่างที่เขาสองลูกพุ่งเข้ากระแทกกันและคงทันทำอันตรายได้ก็แต่
เฉพาะขนส่วนหางของนกเท่านั้น ทันทีที่แรงกระแทกส่งผล โขดเขาก็แยกแตกกระจายออกจากกัน จึงเปิดช่อง
ทางให้กับเรืออาโป และก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวเข้ามากางกั้นไว้อีกครั้ง เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าซึ่งทำหน้าที่ฝีพายก็
พร้อมเพรียงกันจ้วงพายด้วยพละกำลัง โหมเร่งความเร็วของเรืออย่างฉับไว จนสามารถนำเรือข้ามช่องอันตราย
ไปได้อย่างปลอดภัย
พวกเขาพากันล่องเรือต่อไปอีกเรื่อยๆทางเบื้องบูรพา ตามความยาวชายฝั่งตอนใต้ของทะเลยูไซน์ หลังจากสู้
ผจญกับปราการด่านมหาภัยหลายครั้งหลายหน แต่ละครั้งก็เรียกได้ว่าเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ในวัน
หนึ่งพวกเขาก็ต้องตื่นตาตื่นใจ เมื่อแลเห็นแสงอร่ามเรืองรองจากทองคำส่งประกายมาแต่ไกล สิ่งที่เห็นนั้นก็คือ
ปราสาทราชมนเทียรทองคำของพระเจ้าอาทิตยะแห่งเมืองโคจรบุรี ดินแดนที่มีเสื้อขนแกะทองคำซุกซ่อนอยู่ใน
ป่าลึก
ครั้นพระราชาทรงรับทราบถึงการมาของเรือผู้แปลกหน้า พระองค์จึงทรงประทับราชรถทองคำเทียมม้า เสด็จ
พร้อมด้วยเสนาอามาตย์ ข้าทาสบริพาร และเหล่าทวยหาญล้วนแต่หน้าเกรงขาม นำขบวนเสด็จมาหยุดรออยู่ ณ
ชายฝั่งมหานที ทรงฉลองพระองค์ด้วยสุพรรณภูษา อันประดับประดาด้วยทองคำจนหนักอึ้ง มงกุฎบนพระเศียร
เล่าก็แพรวพราวราวดวงไฟ เพราะประดับไว้ด้วยเพชรนิลจินดาอันประเมินค่ามิได้ พระองค์จึงทรงสง่างาม สม
กับพระนามว่า หน่อเนื้อเชื้อวงศาแห่งพระอาทิตย์
อย่างไรก็ตาม เจ้าชายเจนภพและเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าของเขา ก็หาได้หวั่นหวาดขยาดกลัวแต่อย่างใดไม่
“พวกเราเดินทางมาเพื่อรุกรานราชอาณาจักรของพระองค์ก็หาไม่” เจ้าชายเจนภพกราบทูลแก่พระราชา
ด้วยสุรเสียงอันสงบและเยือกเย็น 
“หากแต่มาเพื่อนำเอาเสื้อขนแกะทองคำกลับไปยังอินทรนคร ถ้าพระองค์ประสงค์จะทำศึกสงคราม พวกเราก็
จักต่อสู้ แต่หม่อมฉันขอทูลเตือนไว้ก่อนว่า คนของหม่อมฉันล้วนแล้วแต่เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งนั้น ซึ่งบางคน
เป็นถึงผู้บุตรแห่งองค์อมตะ”
แต่การณ์กลับเป็นที่ประหลาดใจแก่เจ้าชายเจนภพยิ่งนัก เมื่อพระเจ้าอาทิตยะทรงตรัสตอบกลับมาอย่างผ่อน
ปรน 
“ไยพวกเราจักต้องทำศึกสงครามกันล่ะ” พระราชาตรัส 
“มันไม่ดีกว่าหรอกหรือ ถ้าเพียงแต่คัดเลือกคนที่ดีที่สุดในพวกท่าน แล้วให้เขาทดลองความสามารถตามที่ฉัน
จักกำหนด หากเขาทำได้สำเร็จ ฉันก็จักให้โอกาสสำหรับการไปชิงเอาเสื้อขนแกะทองคำ”
เจ้าชายเจนภพในฐานะผู้นำของคนในเรืออาโป จึงตกลงตามข้อเสนอ โดยยอมรับคำท้าและขันอาสาที่จักทำด้วย
ตนเอง แต่แล้วเขาก็ต้องพบว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จตามความประสงค์นั้นแทบจะไม่มีเลย ด้วยเงื่อนไข
สามประการแห่งคำท้าทายนั้นสุดแสนจะยากยิ่ง
ประการที่หนึ่ง ปราบพยศคู่กระทิงไฟเสียให้สิ้น  เชื่องแล้วใช้ไถดินห้าสิบไร่
ประการที่สอง นำเขี้ยวมังกรยิ่งยงหว่านลงไป  อุบัติใหม่เป็นไพร่พลคณนา
ประการที่สาม จงต่อสู้ไพร่พลให้ป่นปี้  จึงจักชี้ว่ามีชัยในคำท้า
กล่าวถึงพระราชธิดาของพระเจ้าอาทิตยะ นามว่าเจ้าหญิงจันทรวตี ผู้ทรงครอบครองของวิเศษ เพียงครั้งแรกที่
ได้พบเห็นเจ้าชายเจนภพ พระธิดาก็บังเกิดความรักใคร่และลุ่มหลงในเจ้าชายเป็นยิ่งนัก เธอจึงต้องการที่จะช่วย
ให้เจ้าชายรอดพ้นจากความหายนะ ดังนั้นเมื่อตกตอนเย็นเธอจึงส่งเด็กนำสาส์นไปที่ชายฝั่ง ซึ่งมีเจ้าชายและคน
ของเขาคอยเฝ้าระแวดระวังดูแลเรืออาโปอยู่ที่นั่น
“ท่านจงไปที่พระราชวังเร็วเข้า” เด็กนำสาส์นกระซิบกับเจ้าชายเจนภพ 
“เจ้าหญิงจันทรวตีประสงค์ที่จะพบท่านเป็นการด่วน”
 
ครั้นเจ้าชายได้พบเจ้าหญิง เขารู้สึกว่า เธอมีพร้อมทั้งความสวยสดงดงามเป็นเลิศ และความน่ากลัวอยู่ในตัวก็ไม่
น้อย
“เจ้าชายเจนภพ” เธอกล่าว 
“หากท่านไว้วางใจฉัน และปราศจากซึ่งความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ฉันสามารถบอกท่านได้ ถึงวิธีที่ทำให้กระ
ทิงไฟมันเชื่อง เรื่องหว่านเขี้ยวมังกร รอนรานกับพลไพร่ และไขว่คว้าเอาเสื้อขนแกะทองคำ ฉันเป็นผู้ครอบ
ครองของวิเศษ ฉันรู้ดีเกี่ยวกับหญิงชราที่ท่านนำพาข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย ต้นไม้โอ๊คพูดได้ นั่นอย่างไรล่ะ 
ตลอดจนการผจญภัย ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนาๆในระหว่างทางที่ท่านมุ่งมายังดินแดนโคจรบุรี”   เจ้าชาย
เจนภพตั้งใจสดับรับฟังอย่างกระหายใคร่รู้ แต่ดูเหมือนว่าความสวยงามของเจ้าหญิงจะมีอิทธิพลเหนือยิ่งกว่าสิ่ง
อื่นใด
“นี่อย่างไรล่ะ ขี้ผึ้งมนต์ขลัง” เจ้าหญิงจันทรวตีกล่าวต่อ พร้อมกับยื่นกล่องทองคำให้กับเจ้าชาย 
“เมื่อนำขี้ผึ้งนี้ทาตามตัวของท่านแล้วไซร้ ลมหายใจอันร้อนเร่าของเจ้ากระทิง ก็ไม่สามารถจะทำอันตรายแก่
ท่านได้แม้แต่น้อย” 
จากนั้นเธอก็นำเอาตะกร้า ซึ่งเต็มไปได้ด้วยเขี้ยวมังกรมายื่นให้แก่เจ้าชาย แล้วพาเขาเดินออกไปยังทุ่งนา ณ ที่
ตรงนี้ กระทิงไฟคู่หนึ่งกำลังและเล็มหญ้าอยู่อย่างเงียบๆ 
ครั้นเจ้าหญิงคล้อยหลังให้เขา เจ้าชายก็ค่อยๆย่องด้วยปลายเท้า เข้าไปใกล้ๆกระทิงไฟคู่นั้น จนกระทั่งเขา
สามารถสังเกตเห็น ไอร้อนของไฟพวยพุ่งออกมาจากจมูกของมัน เขาจึงหยุดอยู่แล้วก็นำขี้ผึ้งมนต์ขลังออกมาทา
ตามเนื้อตัว เสร็จแล้วเขาก็ย่างก้าวเข้าไปหามันทันที พลันที่มันได้ยินเสียงเท้าเหยียบย่างเข้ามา มันก็โผนออก
จากที่ แล้ววิ่งปราดเข้ามาหาเขาทันที ลมหายใจที่ร้อนเป็นไฟของมันเผาผลาญหญ้าจนไหม้เกรียมมาเป็นทาง 
แต่ความร้อนก็หาได้ระคายผิวของเจ้าชายไม่ กอปรกับหัวใจอันองอาจและกล้าหาญของเขา ก่อนที่จะถูกกระทิง
ไฟขวิดส่งขึ้นไปลอยในอากาศ เจ้าชายก็คว้าได้ที่เขาของมันตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งจับทันได้ส่วนหาง ด้วยพละกำลัง
จับถือปานมือเหล็ก เจ้าชายตรึงมันไว้ในมืออย่างมั่นคง  แต่ทันใดนั้นเองโดยไม่คาดคิด กระทิงไฟคู่นั้นก็เปลี่ยน
เป็นกระทิงเชื่องธรรมดาๆและมีลมหายใจเป็นปกติในบัดดล ทั้งนี้ก็ด้วยความองอาจสามารถของเจ้าชายและอิทธิ
ฤทธิ์ขี้ผึ้งมนต์ขลังของเจ้าหญิงนั่นเอง จึงสามารถลบล้างอาถรรพ์ของกระทิงไฟได้โดยสิ้นเชิง จากนั้นเจ้าชายจึง
นำกระทิงทั้งคู่ไปเทียมแอกและไถ แล้วก็ลงมือไถนาด้วยความชำนิชำนาญไปจนทั่วท้องทุ่ง ตามแบบอย่างที่ได้
รับการอบรมสั่งสอนมาจากท่านธนู เมื่อไถเสร็จเขาก็นำเขี้ยวมังกรมาหว่านให้กระจายไปตามรอยไถดินดำนั้น
 พลันแต่ละเขี้ยวก็อุบัติขึ้นเป็นหมวกเหล็กและนักรบพร้อมอาวุธครบมือ พวกเขาผสานกันตามลำดับชั้นยศ แล้ว
ผนึกกำลังกันเข้า ดูพร้อมพรั่งดุจดั่งกองทัพ เมื่อเสร็จสรรพก็ยาตราเข้าหาเจ้าชายโดยมิชักช้า พวกเขาต่างกวัด
แกว่งอาวุธ และสองมือกระชับลับศาสตรา เกิดสะเก็ดประกายเจิดจ้าจนน่าสะพรึง 
“คว้าเอาก้อนหินขึ้นมา แล้วทุ่มเข้าไปในหมู่ไพร่พลนั่น” เสียงเจ้าหญิงจันทรวตีตะโกนมาแต่ไกล เพื่อชี้
แนะหนทางตอบโต้ให้แก่เจ้าชาย เขาปฏิบัติตามนั้นโดยทันที ก้อนหินถูกขว้างไปโดนหมวกเหล็กของคนหนึ่ง
จนหลุดกระเด็น และลอยไปกระแทกพวกเดียวกันเข้า จึงเป็นเหตุให้เกิดความสับสนอลหม่านขึ้นในหมู่นักรบ 
เพราะแทนที่พวกเขาจะเข้าโจมตีเจ้าชายเจนภพ แต่พวกเขากลับหันเข้าประหัตประหารห้ำหั่นในระหว่างหมู่
นักรบด้วยกันเอง จึงเปิดโอกาสให้เจ้าชายหลบหนีพวกไพร่พลไปได้อย่างปลอดภัย
เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น เจ้าชายก็รีบเดินทางเข้าไปในพระราชวังโดยทันที และกราบทูลแก่พระราชาว่า เขาได้ปราบ
พยศกระทิงไฟ ไถนาเสร็จห้าสิบไร่ หว่านเขี้ยวมังกรลงไป กระทั่งลวงพลไพร่ให้ฆ่ากันเอง ทันทีที่ได้รับทราบ
ข่าวนี้ พระเจ้าอาทิตยะถึงกับพระพักตร์ซีดเผือด ด้วยทรงทราบในบัดเดี๋ยวนั้นว่า พระราชธิดาผู้เลอโฉมของพระ
องค์ซึ่งครอบครองของวิเศษอยู่ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าชายเป็นแน่โดยมิต้องสงสัย ดังนั้นเจ้าชายเจนภพ 
ย่อมมีความสามารถที่จะสังหารมังกรที่อารักขาเสื้อขนแกะทองคำอยู่นั้นได้โดยง่ายดาย
“ท่านกระทำการลงไปโดยมิซื่อ” พระราชากล่าวแก่เจ้าชายอย่างไม่ไยดี 
“เหตุนั้นฉันจักไม่ยินยอมให้ท่านได้ไปซึ่งเสื้อขนแกะทองคำเป็นอันขาด” 
เจ้าชายเจนภพจึงออกจากพระราชวังด้วยความวิตกกังวล และในระหว่างที่กำลังเดินครุ่นคิดอยู่นั้น ว่าจักทำประ
การใดดีต่อไป เขาก็ต้องหยุดกึกลงทันใดเพราะได้ยินเสียงของเจ้าหญิงจันทรวตี 
“เจ้าชายเจนภพ” เธอเอ่ยขึ้น 
“พระบิดาทรงคาดโทษฉันถึงตาย พระองค์ทรงวางแผนที่จะเผาทำลายเรือรบของท่านและสังหารพลพรรคของ
ท่านทั้งหมด ถ้าเพียงแต่ท่านมีความเชื่อใจ ฉันจักสามารถช่วยท่านได้ จงมาคอยฉันอยู่ที่นี่ เวลาเที่ยงคืน” 
เจ้าชายเจนภพจึงกล่าวแก่เธอว่า
“เธอจะต้องไม่ได้รับอันตรายใดๆ เราทั้งสองจักชิงเอาเสื้อขนแกะทองคำให้จงได้ แล้วเธอก็เดินทางกลับไป
พร้อมกับฉัน ไปเป็นพระราชินีแห่งฉัน ยังอินทรนคร เมืองอมรชายฝั่งทะเล” 
ครั้นถึงชั่วโมงนัดหมาย ทั้งสองก็มาพบกันตามนัดและพากันเล็ดลอดไปยังสวนป่าอาถรรพ์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่
เจ้าชายได้สัมผัสกับแสงสว่างแวววาว อันเป็นส่วนหนึ่งของรัศมีจากเสื้อขนแกะทองคำ ด้วยความใคร่ที่จะได้ยล
ความงดงามอันวิจิตรของมันอย่างเต็มตา เขาผลีผลามตรงเข้าไปอย่างลืมตัว หากแต่เจ้าหญิงจันทรวตีฉุดรั้งแขน
เขาไว้นั่นดอกถึงได้สติ 
“ระวัง!” เธอร้องเตือน 
“ท่านลืมไปแล้วล่ะหรือว่ามีมังกรดุร้าย” 
พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าสัตว์ชั่วร้าย หัวมีเกล็ดสีดำ ก็กลายกล้ำเข้ามาทันที ลิ้นแฉกรูปส้อมของมันแลบออกมาอยู่
แผล็บๆ ระหว่างที่มันรับรู้ถึงการก้าวย่างของเขาทั้งสอง  เจ้าหญิงจันทรวตีจึงล้วงเอากล่องทองคำออกมาจากพก
ห่อของเธอ พลันเธอก็โยนสิ่งที่บรรจุอยู่ในกล่องทองคำนั้น เข้าไปในขากรรไกรอันทรงพลังของมัน เพียงชั่วอึด
ใจ มันก็ตวัดปัดป่ายหางไปมาอย่างบ้าคลั่ง ยืนเหยียดโก่งหลังและโน้มตัวไปข้างหน้า แล้วก็กลับล้มครืนลงมา 
นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง โดยไม่ชักช้า เจ้าชายเจนภพรีบกระโดดข้ามลำตัวเจ้ามังกร ไปคว้าเอาเสื้อขนแกะทองคำ
ที่พาดอยู่บนต้นไม้นั้นทันควัน จากนั้นทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงก็รีบพากันเดินทางกลับมายังเรืออาโป ซึ่งทอดสมอ
รออยู่ ณ ชายฝั่งทะเล พวกเขาทั้งหมดจึงได้ถือโอกาสจัดเลี้ยงฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ด้วยการทำอาหารอัน
หรูหราพร้อมทั้งมีเครื่องดื่มสุราและไวน์ แต่แล้วการเลี้ยงฉลองของพวกเขาก็ต้องสิ้นสุดลงในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อมีเสียงจากนางกินรีที่หัวเรืออาโปพูดเตือนภัยขึ้นว่า 
“ไม่มีเวลาแล้ว เร็วเข้า เจนภพ จงพากันรีบหนีเอาชีวิตของพวกเจ้าให้รอด เร็วเข้า!” 
พอเจ้าชายเจนภพมองขึ้นไปบนฝั่ง ก็เห็นราชรถม้าศึกของพระเจ้าอาทิตยะสะท้อนแสงอยู่วาววับ ติดตามด้วย
ขบวนพหลพลพยุหเสนา ยาตราทัพตามกันมามืดฟ้ามัวดิน และกำลังเร่งความเร็วมุ่งหน้ามายังชายฝั่งทะเล  
ครั้นเห็นเช่นนั้น เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั้งห้าสิบ จึงปราดเข้าประจำตำแหน่งฝีพายของตัวเองราวกับเป็นคนๆเดียว
กัน ในขณะที่เจ้าชายเจนภพก็ชูเสื้อขนแกะทองคำมหัศจรรย์ไว้อยู่เหนือศีรษะ ทว่ากองทัพที่ยกไล่ติดตามมา 
ก็จำเป็นต้องหยุดเพราะสุดแผ่นดินตรงชายฝั่ง   
ด้วยความเดือดดาล พระเจ้าอาทิตยะจึงมีรับสั่งให้พลธนูของพระองค์ ระดมยิงลูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษเข้าใส่
เป้าหมายเรืออาโปอย่างหนาแน่นประหนึ่งว่าเป็นห่าฝน แต่ก็หาได้เป็นอันตรายต่อคนบนเรือไม่ เพราะลูกเกา
ทัณฑ์ต้องแข่งกับความเร็วของเรือ ซึ่งกำลังเร่งออกสู่ทะเลและห่างไกลออกไปอย่างว่องไว 
เหล่าวีรบุรุษผู้กล้ายังใช้โล่กำบังปัดป้องไว้อยู่ตลอดเวลา               นอกจากนั้นออร์ฟีอุสยังช่วย
บรรเลงบทเพลง คอยปลุกเร้าและเฝ้าชื่นชมเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั้งหลาย ด้วยการกรีดดีดไลร์เสริมส่งอีกแรงหนึ่ง
 และด้วยบทเพลงอันสุดแสนจะซาบซ่านหวานซึ้งตรึงหฤทัย ยิ่งช่วยเร่งเรืออาโปให้ล่องลอยไกลออกไป และ
ย้อนกลับยังทิศประจิมสมดั่งใจปรารถนา มุ่งหน้าสู่อินทรนคร เมืองอมรฝั่งทะเล จนในที่สุด เจ้าชายเจนภพและ
เหล่าวีรบุรุษทั้งหมด ก็เดินทางกลับมาถึงพระนครโดยสวัสดิภาพ ภายหลังจากการทวงสัญญากับพระเจ้าไพลาศ 
และเรียกคืนสิทธิ์อันชอบธรรมแห่งราชอาณาจักร เจ้าชายก็เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ พร้อมทั้งได้อภิเษกสมรส
กับเจ้าหญิงจันทรวตี ซึ่งสถาปนาเป็นองค์พระราชินี และอยู่ร่วมปกครองไพร่ฟ้าประชาชี บ้านเมืองจึงมีแต่ความ
ผาสุกสืบต่อมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
comments powered by Disqus
  Prayad

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>