Home บ้านรักในรอยแค้น ตอนที่ 19

สมภพ แจ่มจันทร์

ตอนที่ 19

หญิงสาวหน้าสวยกึ่งวิ่งกึ่งเดินฝ่าเม็ดฝนที่กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ มาในร้าน มีบริกรหนุ่มหิ้วสัมภาระตามหลังมาติดๆ หล่อนง่วนอยู่กับการจัดการเสื้อผ้า หน้า ผม ให้กลับมาดูดีเหมือนเดิม หลังจากที่หล่อนวิ่งฝ่าฝนเข้ามาในร้าน

“โชคไปไหน?” พลางกวาดสายตาไปทั่วร้าน

พลันนั้นหญิงใบหน้าสวยกลับขมวดคิ้วเข้าหากัน จนทำให้เห็นรอยย่นบนหน้าผากอย่างชัดเจนชายหนุ่มกำลังสนทนากับหญิงสาวสองคนที่นั่งอยู่ริมระเบียง

ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกค้าก็ตาม แพรวพรรณมักจะไม่สบอารมณ์เสมอ หากพบว่าโชคคุยกับลูกค้าผู้หญิง ยิ่งด้วยภาษากายที่เธอสัมผัสได้ด้วยตาแล้ว ดูเหมือนพวกเขากำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะแววตาของชายหนุ่ม ที่เป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด ประกายเช่นนี้ที่เธออยากได้รับจากชายหนุ่ม ประกายของตานี้เหตุใดจึงไม่ใช่เธอที่เป็นผู้ได้สัมผัส แต่หญิงสาวจะรู้ไหมว่าภาพที่กำลังมองเห็นอยู่ในขณะนี้ เป็นภาพที่รันชรีสร้างขึ้นมาเพื่อแก้แค้นนางมารร้ายอย่างแพรวพรรณเพราะในความเป็นจริงชายหนุ่มยืนคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน

อารมณ์ของหญิงสาวเริ่มไม่สอดคล้องกับใบหน้าสะสวยนั้น

“โชค...คุยกับใครกัน?

“หญิงสาวผู้จุดประกายนัยตาของชายหนุ่มเป็นใครกัน?

หญิงใบหน้าสวยออกคำสั่งให้บริกรหนุ่มน้อยไปตามชายผู้เป็นเจ้าของร้าน เมื่อชายหนุ่มผละมาจากลูกค้าโต๊ะนั้น แพรวพรรณก็ยิ่งทวีความคุกรุ่นในอารมณ์ขึ้นอีกหลายเท่า

“ชโลธร” เธอจำหญิงสาวคนนี้ได้ ลูกน้องของกิตตินั่นเอง หลังจากครั้งแรกที่พบหน้ากัน และหญิงสาวผู้นี้มีคำพูดแปลกๆ หล่อนก็เริ่มจะไม่ชอบขี้หน้าอยู่เป็นทุน ยิ่งในวันนี้หญิงสาวได้สร้างประกายในตาให้ชายหนุ่มที่ตนหมายปองแล้วด้วย แพรวพรรณก็เริ่มแน่ใจหนักหนาว่า ความรู้สึกนี้คือความเกลียดชัง อย่างไม่ต้องสงสัย

“หรือกิตติจะใช้ให้ผู้หญิงคนนี้มาก่อกวน” เพียงแค่ความคิด ในดวงตาเหมือนไฟที่ถูกราดด้วยน้ำมัน เธอจ้องมองไปที่หญิงสาวผู้นั้นเหมือนดั่งจะให้ไฟในดวงตานั้นเผาไหม้หญิงสาวเบื้องหน้าให้แหลกเป็นจุน

“นี่เพิ่งเริ่มต้น...แพรว”

ใบหน้าขาวซีดนั้นยิ้มอย่างสะใจ ที่เห็นแพรวพรรณแสดงอาการหึงหวงโชคจนนั่งไม่ติด

                หลังจากลูกค้าโต๊ะสุดท้ายออกไปจากร้าน โชคนั่งริมระเบียงอยู่คนเดียว เขาหวนนึกเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

คำพูดบางประโยค...

พฤติกรรมบางอย่าง...

ใบหน้าของหญิงสาวที่เขามองเห็นเป็นอดีตเพื่อนรัก...

ภาพวันเก่าๆ ในอดีตที่มีตัวเขา...เพื่อน...โดยเฉพาะเพื่อนอย่างรันชรี มันวกกลับมาให้หวนคิดอีกคราหนึ่ง

แต่อีกใจหนึ่งก็คิดถึงแต่ใบหน้าของหญิงสาวผู้เป็นลูกค้าเมื่อหัวค่ำ

เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า...เขาคิดถึงเธอ...

อยากให้เธอมาที่ร้านอีก อยากเห็นหน้าทุกๆ วัน เหตุใดหนอความรู้สึกนี้มันช่างรุนแรง จนชายหนุ่มไม่สามารถยับยั้งความรู้สึกไปได้สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือการปล่อยใจให้ล่องลอยตามติดหญิงสาวผู้นั้นไป

                แต่เธอจะอยู่ที่นี่อีกแค่เดือนกว่าเท่านั้น

“อย่าไปคิดถึงเขาเลย” กังวานที่ชายหนุ่มบอกตนเอง

เขานึกย้อนถึงบทสนทนากันเมื่อหัวค่ำ ทำให้เขาได้รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใคร และมาทำอะไรที่เมืองนี้

                “หรือเราจะชอบเธอ?”

                คำถามที่เขาเองก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าเป็นเช่นไร

                “โชค ดื่มไวน์ไหม” แพรวพรรณเดินมาใกล้พร้อมกับถือแก้วใบใส ด้านในบรรจุของเหลวสีม่วงเข้มมองปราดเดียวก็พอจะรู้ว่าในขณะนี้หญิงสาวมีอาการมึนเมาอยู่บ้าง

เธอฝืนใจยิ้มให้กับชายหนุ่ม ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้ว อยากจะตะโกนถามออกมาดังๆ ว่ากำลังคิดถึงผู้หญิงคนนั้นอยู่หรือ

                “เอาเถอะแพรว เราไม่อยากดื่ม”

                “งั้นเราออกไปนั่งฟังเพลงกันไหม” หญิงสาวเสนอความคิดเห็น

                “ไม่ล่ะ ชวนนนท์ไปสิ รายนั้นเขาไม่เคยขัดใจเธอเลยนี่” ชายหนุ่มตอบโดยที่ไม่มองหน้าหญิงสาวแม้แต่น้อย

อารมณ์ที่ขุ่นเคืองอยู่แล้วยิ่งเพิ่มระดับความเข้มข้นเข้าไปอีก เมื่อชายหนุ่มแสดงพฤติกรรมเฉยชาออกมา

“โชคคิดอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรือ?” หญิงสาวเปิดคำถามตามหัวใจตนเองทันที

ชายหนุ่มเงยหน้าเพิ่งพินิจหญิงสาว คงเป็นเพราะเหตุการณ์ในคืนนั้น เขารู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขาไม่น่าเผลอตัวทำสิ่งที่เลวร้ายเช่นนั้นไปเลย หากเขามีสติมากกว่านี้เหตุการณ์นั้นคงไม่เกิดขึ้น และพฤติกรรมของหญิงสาวคงไม่ก้าวร้าวเช่นนี้ เพราะนับตั้งแต่เล็กจนโต ที่คบหากันเป็นเพื่อน แพรวพรรณไม่เคยมองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด และใช้วาจาที่แข็งกร้าวเช่นนี้เลย

แม้ในคืนนั้นหญิงสาวจะบอกว่าสามารถทำทุกอย่างที่เขาต้องการได้ แต่พฤติกรรมทั้งหมดนับตั้งแต่วันนั้นมันเลวร้ายลง เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าอยากได้เพื่อนคนเดิมกลับมาเสียมากกว่า ไม่ใช่หญิงสาวที่คอยแต่จะจ้องจับผิดเขาเช่นนี้

“แพรวใจเย็นๆ นะ หายใจเข้าลึกๆ” ชายหนุ่มบอกหญิงสาว แล้วเลื่อนเก้าอี้ข้างๆ ตัวนัยว่าเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งร่วมโต๊ะด้วย

ใบหน้าสวยที่บูดบึ้งเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา กลับยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง

“ฟังเรานะแพรว แพรวอย่าลืมว่าเราเป็นเพื่อนกันเท่านั้น เราขอโทษหากการกระทำของเราในคืนนั้นจะทำให้เพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่เล็ก ต้องมากลับกลายเป็นผู้หญิงที่ขี้ระแวงและคอยจับผิดเราตลอดเวลาอย่างนี้”

ชายหนุ่มเอ่ยด้วยวาจาหนักหน่วง ตาทั้งคู่ประสานกัน แต่ทว่าในแววตานั้นมันแฝงไปด้วยความอึดอัดของชายหนุ่มที่ยากจะเอื้อนเอ่ย หญิงสาวผู้อยู่เบื้องหน้ายังคงนั่งนิ่ง

“โชค...แพรวไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดอะไรใคร แต่...โชคก็รู้ว่าแพรว...” หญิงสาวหยุดที่จะพูดต่อไป ดวงตากลมโตนั้นหลุบมองลงยังเบื้องต่ำ เพื่อหวังจะปกปิดของเหลวใสๆ ที่กำลังเอ่อล้นมาจากตาในขณะนี้

แม้จะใจอ่อนกับการเห็นน้ำตาของหญิงสาว แต่ชายหนุ่มกลับบอกตัวเองอย่างหนักแน่นว่า เขาต้องคุยกับแพรวพรรณให้จบ ไม่เช่นนั้นผลทางธุรกิจต้องตามมาอย่างแน่นอน เขาหวนคิดไปถึงเรื่องที่แพรวพรรณเทน้ำแกงใส่เท้าลูกค้า เพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้าที่เข้ามาสนิทสนมกับเขา แม้เขาจะไม่ได้ประสพเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง แต่เขาก็มั่นใจว่าผู้เป็นมารดาจะไม่มีวันพูดจาใส่ร้ายใครเด็ดขาด

มาจนถึงวันนี้ แม้เขาจะยอมรับกับตัวเองว่าสนใจในตัวชโลธรไม่น้อย แต่อย่างไรเสียชโลธรก็คือลูกค้า หากมองอย่างไม่อคติ เขาเพียงเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าตามปกติ แพรวพรรณในฐานะเจ้าของร้านคนหนึ่ง น่าจะเข้าใจว่านี่คือหัวใจของงานบริการ แต่ทว่าหญิงสาวกลับไม่เข้าใจ มิหนำซ้ำยังมีความรู้สึกหึงหวงพ่วงเข้ามาด้วย มันไม่เป็นผลดีเลยไม่ว่าจะมองในแง่ของธุรกิจหรือในแง่ของความรู้สึก

 “เราห่างกันสักพักดีไหม เผื่อมิตรภาพของเพื่อนมันจะกลับมาชัดเจนเหมือนเดิม”

“ไม่นะโชค แพรวจะไม่อยู่ห่างโชคอีกแล้ว นี่โชคเกลียดแพรวถึงเพียงนี้เชียวหรือ เพราะผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม โชคชอบมันใช่ไหม” หญิงสาวกล่าวทั้งน้ำตา

อีกครั้งที่หญิงสาวสะกิดความไม่พอใจให้กับชายหนุ่มมาอีกระลอก หากบุคคลที่สามที่แพรวพรรณกำลังกล่าวถึงนั้น ไม่ใช่หญิงสาวที่ชายหนุ่มกำลังรู้สึกหวั่นไหวอยู่จริงๆ

“เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะความไม่มีสติของเราเอง เราขอโทษ หากคืนนั้นถ้าเรามีสติมากกว่าที่เป็นอยู่ เราคงไม่...” ชายหนุ่มกล่าวปนความรู้สึกผิด

“เพราะโชคชอบผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม ถึงได้เกลียดแพรว และอยากให้แพรวไปให้พ้นๆ อย่างนี้”

“เราไม่ได้เกลียดแพรว แต่เรารู้สึกว่าตอนนี้แพรวกำลังฟุ้งซ่าน ลองให้เวลากับตัวเองบ้างนะ เชื่อเราเถอะ”ชายหนุ่มกล่าวอย่างเชื่องช้าแต่แฝงด้วยความหนักแน่นของน้ำเสียง

หญิงสาวปล่อยโฮออกมาราวกับคนเสียสติ ชายหนุ่มแม้จะรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่เขาก็บอกตัวเองว่าอย่าใจอ่อนเด็ดขาด หากเขาใจอ่อน ความรู้สึกของแพรวพรรณที่มีต่อเขาจะยิ่งเตลิดไปมากกว่านี้

“ไม่นะโชค แพรวรักโชค โชคอย่าไล่แพรวไปเลย”

หญิงสาวพูดอย่างใส่อารมณ์ แล้วโถมตัวเข้าไปกอดชายหนุ่มไว้แน่น ตรงกันข้ามกับชายหนุ่มที่ลุกพรวดขึ้นแล้วถอยไปจนชิดขอบระเบียง 

“แพรวตั้งสติหน่อยสิ เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองรวบมืออันอ่อนนุ่มนั้นไว้ เขากุมมือหญิงสาวไว้แน่น

“โชคบอกมาสิว่าอยากให้แพรวทำอะไร เป็นแบบไหน แพรวทำได้หมด แต่อย่าทำแบบนี้เลย” น้ำตาหนึ่งหยด ร่วงเผลาะที่หลังมือชายหนุ่ม ความรู้สึกสงสารมันกำลังคืบคลานเข้ามาในบัดนี้ หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้านี้ เพื่อนวัยเยาว์ที่เขาคุ้นเคยดี แต่ทว่าบัดนี้เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่เคยรู้จักหญิงสาวผู้นี้เลย

“เขาจะทำเช่นไร กับหญิงแปลกหน้าคนนี้?

ความยุ่งยากในหัวจิตหัวใจเช่นนี้ เขาไม่เคยประสพมาก่อน เสี้ยวหนึ่งของความคิด หากเป็นรันชรีเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด!

จริงอยู่ที่เขาและแพรวพรรณรู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก แต่ในด้านความใกล้ชิดแล้วหากเทียบกับรันชรี คะแนนทั้งหมดต้องเทไปทางเพื่อนรักอย่างรันชรี เขาย้อนนึกไปตั้งแต่ที่เขารู้จักกับรันชรีเมื่อวันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของคณะ ในวันที่ทำกิจกรรมกลุ่ม ในวันรับปริญญา ในวันที่เขาโอบกอดรันชรีเมื่อเธอต้องสูญเสียมารดาไป ภาพวันเก่าๆ มันก็ย้อนมาอย่างหยุดไม่อยู่

กลุ่มเพื่อนที่คลุกคลีตีโมงกันหลากหน้าหลายตา แวะเวียนเข้ามาเช่นกัน เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่มีเขาและรันชรี เพื่อนรักที่หอบเงินไปให้ผู้ชาย “หรือมันจะไม่จริง” สำนึกหนึ่งในความคิด รันอาจจะเอาเงินไปใช้เองไม่ได้เอาไปให้ผู้ชายอย่างที่เขาเข้าใจ แต่จะเอาไปให้ใครก็ขึ้นชื่อว่าทำผิด รันชรีทำผิดต่อเขา อย่างไม่น่าให้อภัย

“พอเถอะโชค” เขาบอกตัวเอง

“เลิกคิดถึงเพื่อนคนนี้เสียทีเถิด” สมองสั่งการให้คิดเช่นนั้นอีกครั้ง

ในวันนี้ผู้หญิงที่ชื่อรันชรีไม่ได้อยู่ในชีวิตของเขาแล้ว ภาพและเรื่องราวทุกอย่างมันเป็นเพียงสิ่งในอดีต แม้มันจะสวยงามเพียงใด แต่มันก็เป็นได้แค่สิ่งที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น ความจริงมากกว่าที่เขาต้องเผชิญ ความจริงที่วันนี้รันชรีทรยศเขา ความจริงที่รันชรีฉวยโอกาสตอนที่เขาต้องไปดูแลแม่ หอบเอาเงินไปให้ผู้ชาย มันเลวร้ายเกินกว่าคนอย่างเขาจะรับมันได้

สำหรับแพรวพรรณ ตั้งแต่เรียนจบและแยกย้ายกันไปทำงาน เขาก็จะเริ่มห่างเหินกันออกไป คงมีเพียงอานนท์เท่านั้นที่เป็นเสมือนเงาของแพรวพรรณ จนบางทีตัวเขาเองยังอดคิดไม่ได้ว่าอานนท์แอบชอบแพรวพรรณอยู่หรือไม่ แต่เมื่อเวลาผ่านมาถึงบัดนี้ เขาเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดี อานนท์คบหากับแพรวพรรณในฐานะเพื่อนจริงๆ เพื่อนที่สามารถรองมือรองเท้าได้ทุกอย่าง แต่เขาเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่เพราะความรักเหมือนอย่างที่เขาเคยมีให้รันชรี หากแต่มันเป็นเพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าเงินต่างหาก

อานนท์สามารถทำทุกอย่างที่แพรวพรรณต้องการได้ โดยแลกกับสิ่งที่ตนร้องขอ รวมไปถึงการเข้ามาร่วมหุ้นของแพรวพรรณในร้านนี้ ที่พักหลังแพรวพรรณมักจะให้อานนท์มาแทน จนกระทั่งประกาศให้พนักงานทั้งร้านรู้กันทั่วว่าอานนท์เป็นทั้งเพื่อนและเลขาของตน และที่สำคัญแพรวพรรณเสนอให้ตั้งอานนท์เป็นผู้จัดการสาขาใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในห้างสรรพสินค้าในเร็ววันนี้

เขาพลาดเองที่อ่อนแอมากในวันที่รันชรีทำผิดต่อเขา จนทำให้แพรวพรรณเข้ามามีบทบาทในชีวิตอย่างง่ายดาย แต่ทว่าเมื่อนึกถึงพฤติกรรมของแพรวพรรณในวันแรกที่เข้ามาร่วมงานกับเขาจนถึงวันนี้มันต่างกันลิบลับ ทุกอย่างอยู่ที่ความบกพร่องของเขาเอง ที่ทำอะไรไปโดยไม่ปรึกษาใคร แต่ในขณะนั้นหากเขานำเรื่องรันชรีไปปรึกษามารดาแล้ว อาจจะทำให้ความเจ็บป่วยที่ท่านกำลังทุเลาขึ้น กลับกลายเป็นทรุดหนักกว่าเดิมก็เป็นได้ เพราะเขารู้ดีว่านางนั้นรักและเอ็นดูรันชรีมากมายเพียงใด

เมื่อฉุดความรู้สึกกลับมาอีกครา เขามองใบหน้าสวยของแพรวพรรณอีกครั้งหญิงสาวยังคงนั่งนิ่งปนด้วยเสียงสะอื้น

“ถ้าอย่างนั้น ช่วงนี้แพรวก็ดูแลร้านกับแม่เราไปก่อนนะ เราขอพักสักหน่อย” โชคตัดบทไปดื้อๆ เขาเดินผ่านหญิงสาวโดยไม่ชำเลืองตามองด้วยซ้ำว่าหลังจากที่ตนกล่าวไปแล้วนั้น แววตาที่โศกเศร้านั้น มันแปรเปลี่ยนไปมากมายเพียงใด

ชายหนุ่มคิดว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในขณะนี้ หากแพรวพรรณอยู่กับมารดาของตนได้เหมือนที่รันชรีอยู่ได้ เขาเองอาจจะมีความรู้สึกดีขึ้นมาบ้างก็เป็นได้

………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>