28 มิถุนายน 2557 23:12 น.

นิทานก่อนนอน : กระทิงดำแห่งนอร์โรเวย์ (The Black Bull of Norroway)

Prayad

ตามตำนานของสก๊อตแลนด์ ซึ่งเป็นอาณาจักรเก่าแก่อยู่ตอนเหนือของเกาะอังกฤษ ได้มีเล่าขานสืบกันต่อมาว่า 
ในอดีตกาลย้อนหลังไปหลายศตวรรษ ยังมีพระราชินีหม้ายพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีพระธิดาอยู่สามพระองค์ เวลานั้น
บ้านเมืองเกิดทุพภิกขภัย คือภาวะข้าวยากหมากแพง ความเป็นอยู่ของพระราชินีหม้ายจึงลำบากขึ้น พระนางและ
พระธิดาจึงดำริที่จะช่วยกันออกแสวงโชคเพื่อความอยู่รอดของปากท้อง
เจ้าหญิงพระองค์ใหญ่จึงตั้งใจที่จะออกจากปราสาท เพื่อไปเสี่ยงโชคยังโลกกว้างข้างนอก ซึ่งมารดาของเธอก็
เห็นด้วยและตรัสว่า 
“ออกไปหางานทำยังต่างด้าวย่อมดีกว่าอดข้าวตายอยู่ในบ้าน”
ณ กระท่อม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปราสาทมากนัก เป็นที่พำนักของยายชราคนหนึ่ง ซึ่งลือกันว่านางเป็นแม่มดและมี
วิชาพยากรณ์ชะตาชีวิตเป็นที่แม่นยำนัก พระราชินีจึงมีรับสั่งให้เจ้าหญิงไปพบยายชรายังกระท่อมของนาง เพื่อ
ตรวจพิเคราะห์ดูโชคชะตาว่า เจ้าหญิงควรจะออกแสวงโชคไปทางทิศใดจึงจะนำมาซึ่งโชคลาภและบังเกิดผลดี
ที่สุด
“การแสวงโชคของเจ้าหญิง ก็มิต้องเดินทางไกลไปเกินกว่าประตูหลังบ้านของหม่อมฉันนี่หรอก เพคะ” 
หญิงชรากล่าวด้วยความยินดี เพราะนางเองก็มักจะแสดงออกถึงความกังวลและห่วงใยในความลำบากของพระ
ราชินีและพระธิดาอยู่เสมอ จึงสบโอกาสได้สนองคุณด้วยข่าวดี
ครั้นเจ้าหญิงได้ยินเช่นนั้น ก็รีบวิ่งไปตามทางเดินมุ่งตรงออกไปทางประตูหลังบ้านของหญิงชรา พอถึงประตู
แล้วก็แอบชำเลืองออกไปข้างนอก พลันสิ่งที่เธอเห็นก็คือราชรถคันงามอันวิจิตร มีม้าสีครีมพันธุ์ดีมีสง่าเทียม
มาทั้งหมดหกตัว กำลังมุ่งหน้ามาตามถนน
ด้วยความตื่นเต้นเป็นที่สุดต่อภาพที่ปรากฏแก่สายตาอันหาดูได้ยากยิ่ง เจ้าหญิงจึงรีบวิ่งเข้าไปบอกแก่หญิงชรา
ในห้องครัวถึงสิ่งที่เธอได้พบเห็น
“นั่นอย่างไรล่ะเพคะ เจ้าหญิงได้เห็นโชคลาภของตนเข้าแล้ว” หญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันปลาบปลื้มและ
พึงพอใจเป็นอย่างมาก
 “ก็ราชรถและม้าทั้งหกนั่นกำลังมาเกยเจ้าหญิงนั่นเอง” 
จริงแท้ทีเดียว ม้าทั้งหกได้นำราชรถมาหยุดลงตรงหน้าปราสาทพอดี ไม่นานพระธิดาองค์ที่สองก็วิ่งมาแจ้งข่าว
แก่พระธิดาองค์ใหญ่ที่กระท่อมว่าให้รีบกลับโดยเร็วเพราะราชรถกำลังคอยอยู่ เธอดีใจอย่างเหลือล้นต่อโชคลาภ
อันน่าทึ่งที่มาถึงเธอ เธอจึงรีบเดินทางกลับเข้าปราสาท อำลาพระราชมารดาและพระขนิษฐาทั้งสองของเธอ 
แล้วก็ก้าวขึ้นไปนั่งในราชรถ จากนั้นม้าทั้งหกก็พากันเหยาะย่างเคลื่อนราชรถออกไปโดยทันที
เป็นที่ทราบกันดีในเวลานั้นว่า ราชรถได้นำพระธิดาไปยังพระราชวังของเจ้าชายผู้ลือนามและมั่งคั่งพระองค์หนึ่ง
ซึ่งทั้งสองได้อภิเษกสมรสกันในเวลาต่อมา ทว่าส่วนนี้ก็เป็นเพียงส่วนปลีกย่อยนอกเรื่องจากตำนานที่กำลังจะ
เล่ากันต่อไปนี้
เวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา พระธิดาองค์ที่สองก็ดำริที่จะออกแสวงโชคเช่นเดียวกันกับพี่สาว เธอจึงไปหาหญิงชราที่
กระท่อม และบอกแก่นางว่าเธอก็ปรารถนาที่จะออกไปเสี่ยงโชคยังโลกกว้างเช่นกัน แน่นอนที่เดียว ในหัวใจ
ของเธอก็ย่อมคาดหวังถึงโชคลาภอย่างเดียวกันกับที่ได้เกิดขึ้นกับพี่สาว 
ก็อดที่จะเผยให้ทราบไม่ได้ว่า เธอได้ลาภเช่นนั้นจริงๆ เพราะพอหญิงชราบอกให้เธอไปกวาดสายตาดูยังประตู
หลังกระท่อม โอ! นั่นไง ราชรถและม้าทั้งหกอีกคันหนึ่งก็กำลังมุ่งหน้ามาตามถนน  ครั้นเธอกลับเข้าไปแจ้งแก่
หญิงชรา นางก็ยิ้มอย่างมีเมตตาและบอกเธอให้รีบกลับปราสาท เพราะราชรถนั่นคือโชคลาภของเธอที่กำลังมา
เกยนั่นเอง
เธอจึงรีบเดินทางกลับเข้าปราสาท หลังจากอำลาพระราชมารดาและพระขนิษฐาแล้วก็ก้าวขึ้นราชรถ และม้าทั้ง
หกก็พาเหยาะย่างเคลื่อนจากไป
เป็นที่แน่นอนเลยทีเดียวว่า เหตุการณ์โชคลาภที่เกิดขึ้น ได้นำความปรารถนาอย่างแรงกล้ามาสู่เจ้าหญิงพระ
องค์เล็กเหลือประมาณ ซึ่งเกินกว่าจะรอได้แม้เพียงชั่วข้ามวัน จึงในห้วงแห่งราตรีวันเดียวกันนั้นเอง เธอจึง
แอบย่องไปหาหญิงชราที่กระท่อม ด้วยใจที่คึกคะนอง
หญิงชราก็บอกให้เธอไปตรวจดูที่ประตูหลังกระท่อมอีกเช่นกัน เธอดีใจมาก จึงรีบวิ่งไปดูด้วยหวังว่าจะได้เห็น
ราชรถและม้าทั้งหกเป็นคันที่สามมุ่งหน้ามาตามถนน ซึ่งตรงไปยังประตูเข้าปราสาท แต่ อนิจจา หาได้มีเช่น
นั้นไม่! มันไม่ปรากฏสิ่งใดอันเป็นที่พึงใจต่อสายตาที่กำลังใฝ่หาของเธอเลย เพราะถนนอันโดดเด่นก็ยังคงว่าง
เปล่าอยู่ดังเดิม ด้วยความผิดหวังอย่างใหญ่หลวง เธอจึงรีบวิ่งกลับมาบอกแก่หญิงชรา
“นั่นก็แสดงว่า โชคลาภของเจ้าหญิงยังไม่มาให้ประสบในวันนี้” หญิงชรากล่าว 
“ฉะนั้นในวันพรุ่งนี้ เจ้าหญิงจะต้องไม่มาที่นี่อีกก็แล้วกัน”
ดังนั้นเจ้าหญิงพระองค์เล็กจึงกลับเข้าปราสาท แต่แล้วพอวันรุ่งขึ้นเธอก็อดที่จะไปยังกระท่อมของหญิงชราอีกไม่
ได้
ครั้งนี้เธอก็ผิดหวังอีกเช่นเคย เธอพยายามสอดส่ายหาด้วยสายตาอันปรารถนาและใคร่เห็นราชรถกับม้าทั้งหก 
แต่ก็ปรากฏแต่ความว่างเปล่า ครั้นแล้วในวันที่สามถัดมา สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นกระทิงดำตัวใหญ่ วิ่งมาตามถนน
ด้วยท่าทางอันดุดัน มันใช้เขาขวิดอากาศมาอย่างน่ากลัว
อารามตกใจ เธอรีบปิดประตูและวิ่งไปแจ้งแก่หญิงชรา ถึงเรื่องกระทิงเถื่อนดุร้าย ที่กำลังวิ่งใกล้เข้ามา 
“เจ้าหญิงเอ๋ย” หญิงชราเอ่ยขึ้น พร้อมกับโบกไม้โบกมือเป็นการปลอบโยน 
“ใครเล่าจะคาดคิดว่ากระทิงดำแห่งนอร์โรเวย์จะเป็นโชคลาภของเธอ!” 
พอได้ยินเช่นนั้นเจ้าหญิงก็ถึงกับพระพักตร์ซีดเผือด เพราะการที่เธอตัดสินใจออกจากปราสาทมาก็เพื่อแสวงหา
โชคลาภ แต่ก็ไม่เคยคาดคิดเลยแม้แต่นิดว่า วาสนาของเธอจะมาพบกับอะไรที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
“แต่ว่ากระทิงถึกเยี่ยงนี้จะเป็นโชคลาภของฉันได้อย่างไร” เธอร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว
“ฉันไม่อาจไปกับกระทิงผู้ตัวนี้ได้หรอก”
“แต่เจ้าหญิงก็จำเป็นต้องไป” หญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยอากัปกิริยาอันสงบเยือกเย็น
“เพราะเหตุว่าเจ้าหญิงได้ไปเยี่ยมมองผ่านประตูหลังกระท่อมของหม่อมฉัน ด้วยจิตใจที่ปรารถนาในโชคลาภ
ของตน เมื่อโชคลาภมาถึงแล้ว เจ้าหญิงก็จะต้องรับเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น” 
ถึงแม้นเจ้าหญิงผู้น่าสงสารจะวิ่งร่ำไห้กลับไปแจ้งแก่พระราชมารดา เพื่อขอร้องให้เธอได้อยู่พำนักในปราสาท
ดังเดิมต่อไป ทว่าพระราชินีก็ทรงมีความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับหญิงชราผู้ชาญฉลาด ด้วยเหตุนั้นเจ้าหญิงจึงยิน
ยอมขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังกระทิงถึกสีดำ ร่างบึกตัวนั้น ซึ่งบัดนี้มันได้มายืนสงบนิ่งอยู่ที่หน้าปราสาทแล้ว แต่พอ
เจ้าหญิงขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังเป็นที่เรียบร้อย มันก็เริ่มออกอาการป่าเถื่อนและผลุนผันจากไป ในขณะที่เจ้าหญิง
ก็พยายามเกาะเกี่ยวอย่างสามารถเพื่อให้ตนเองอยู่บนหลังของมันด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
กระทิงดำพาเจ้าหญิงเดินทางรอนแรมมาไกลแสนไกล จนกระทั่งเธออดทนต่อความหวาดกลัว ความเหน็ด
เหนื่อย และความหิวกระหายไม่ไหว เธอจวนเจียนจะเป็นลมและแทบจะตกจากที่นั่ง และในระหว่างที่มือของ
เธอร่วงผล็อยจากเขาขนาดเขื่องของมัน เธอก็รู้สึกว่าร่างของเธอกำลังจะร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น แต่แล้วเจ้ากระ
ทิงก็นำหัวอันใหญ่โตของมันเอี้ยวกลับมาดุนร่างของเธอเอาไว้ พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันนุ่มนวลและแผ่ว
เบาอย่างมหัศจรรย์ 
“เชิญรับประทานได้จากหูข้างขวาและดื่มได้จากหูข้างซ้ายของฉัน แล้วเธอก็จักมีเรี่ยวแรงสำหรับการเดินทาง”
เจ้าหญิงจึงนำมืออันสั่นเทาของเธอล้วงลงไปในหูข้างขวา และสิ่งที่เธอได้ติดมือออกมาก็คือขนมปังและเนื้อย่าง 
ถึงแม้เธอจะยังหวาดกลัว แต่เธอก็ดีใจที่พอมีอะไรได้รับประทาน ต่อมาเธอก็ล้วงลงไปในหูข้างซ้าย ซึ่งพบว่ามี
ขวดไวน์เล็กๆขวดหนึ่ง หลังจากเธอดื่มเสร็จแล้วก็ปรากฏว่ากำลังและเรี่ยวแรงคืนกลับมาสู่เธออย่างน่าอัศจรรย์
 
เขาพากันสัญจรรอนแรมไปอีกไกลแสนไกล จนร่างกายของทั้งสองร้าวระบมจากการขี่ ต่อความรู้สึกของเจ้า
หญิง มันช่างไกลจนคิดว่าพวกเขากำลังใกล้จะถึงแดนสุดท้ายแห่งปลายโลกนั่นเทียว พลันปราสาทอันโอ่อ่าก็
ปรากฏเด่นตระหง่านอยู่ต่อหน้าของพวกเขาในที่สุด
“พวกเราอาจจะเข้าไปพักในนั้นสักคืน” กระทิงดำแห่งนอร์โรเวย์เอ่ยขึ้น
“เพราะที่นั่นก็คือบ้านน้องชายของฉันคนหนึ่ง”
แรกได้ยินเจ้าหญิงก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในเวลานั้นเธอก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากเกินกว่าจะไปให้
ความใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรทั้งสิ้น  เธอจึงมิได้ปริปากแต่อย่างใด หากแต่ยังคงนั่งอยู่เช่นนั้น จนกระทั่ง
กระทิงถึกได้พาเธอวิ่งเข้าไปในบริเวณปราสาท แล้วก็ใช้หัวอันใหญ่โตของมันโขกลงที่ประตู
บานประตูถูกเปิดออกในทันที โดยมีผู้รับใช้ซึ่งอยู่ในเครื่องแบบอันงดงาม ก้าวออกมาให้การต้อนรับแก่กระทิง
ถึกอย่างให้เกียรติ เขายังเข้ามาช่วยรับเจ้าหญิงลงจากหลังกระทิงอีกด้วย จากนั้นก็นำทางเธอไปยังห้องโถงอัน
อลังการ ที่นั่นมีท่านลอร์ด ท่านผู้หญิง ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติอื่นๆอีกหลายท่านรออยู่ ในขณะที่กระทิงดำก็วิ่ง
เหย่าๆออกไปอย่างเป็นสุข เพราะได้โอกาสและเล็มหญ้าอันเขียวขจีซึ่งขึ้นอยู่โดยรอบปราสาท และยังใช้ที่นั่น
เป็นที่หลับนอนสำหรับคืนนี้อีกด้วย
ท่านลอร์ดและท่านผู้หญิงล้วนแต่มีความเมตตาและเอ็นดูต่อเจ้าหญิงเป็นอย่างมาก หลังจากเลี้ยงอาหารค่ำเธอ
แล้ว ก็พาเธอไปยังห้องนอนซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ภายในห้องมีกระจกทองคำแขวนอยู่โดยรอบจากนั้น
เจ้าของปราสาทก็ขอตัวไปพักผ่อน คงละเธอไว้ให้พักอยู่ในห้องนั้นแต่เพียงลำพัง ครั้นถึงรุ่งเช้า กระทิงดำก็วิ่ง
มารออยู่ที่หน้าประตู ท่านลอร์ดและท่านผู้หญิงได้หยิบยื่นลูกแอปเปิลสวยงามลูกหนึ่งใส่มือให้เธอ พร้อมกับ
กำชับว่าอย่าเพิ่งกะเทาะเปลือกมันเป็นอันขาด จงเก็บใส่กระเป๋าไว้เช่นนั้น จนกว่าเวลาใดที่เธอตกอยู่ในภยัน
ตรายซึ่งอาจหมายถึงชีวิต เมื่อนั้นแหละค่อยกะเทาะมันแล้วเธอจะได้รับความช่วยเหลือ
ด้วยเหตุนั้นเธอจึงเก็บลูกแอปเปิลใส่ไว้ในกระเป๋า จากนั้นเจ้าของปราสาทผู้อารีทั้งสองก็ช่วยกันส่งเธอให้ขึ้นไป
นั่งอยู่บนหลังกระทิงดำอีกครั้งหนึ่ง เจ้าหญิงและผู้ร่วมเดินทางซึ่งดูออกจะประหลาดอยู่ไม่น้อยก็พากันออกเดิน
ทางต่อไป
ตลอดทั้งวันพวกเขาเดินทางโดยมิได้หยุดพัก เป็นระยะทางไกลเกินกว่าจะคะเนได้ จนกระทั่งยามราตรีมาเยือน
พวกเขาจึงมองเห็นปราสาทอีกหลังหนึ่ง ซึ่งมีความใหญ่โตและโอ่อ่ากว่าหลังก่อนหน้านี้มาก
“พวกเราอาจจะเข้าไปพักและค้างในนั้นสักคืน” กระทิงดำเอ่ยขึ้น
“เพราะที่นั่นก็คือบ้านน้องชายของฉันอีกคนหนึ่ง”
ที่นี่เองเจ้าหญิงได้เข้าพักค้างคืน และนอนบนเตียงนอนอันแสนจะนุ่มและประณีตงดงาม ม่านที่ผูกอยู่โดยรอบก็
ล้วนทำจากไหมชั้นดี ส่วนท่านลอร์ดและท่านผู้หญิงเจ้าของปราสาทก็คอยปฏิบัติต่อเธออย่างดียิ่ง  ทั้งนี้ก็เพื่อให้
เธอได้รับความสะดวกสบายที่สุด ครั้นถึงรุ่งเช้าก่อนที่เธอจะออกเดินทางต่อไป เจ้าของปราสาทก็นำลูกแพร์
ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมายื่นให้และยังกำชับมิให้เธอกะเทาะลูกแพร์เป็นอันขาด จนกว่าเธอจะตกอยู่
ในสภาวะคับขันอย่างร้ายแรง เมื่อนั้นแหละหากเธอกะเทาะ มันก็จะช่วยให้เธอพ้นไปจากที่นั่น
ในวันที่สามก็เป็นการเดินทางเช่นเดียวกันกับสองวันก่อน เจ้าหญิงและกระทิงดำแห่งนอร์โรเวย์ต่างก็อิดโรย
จากการรอนแรมมาเป็นระยะทางหลายต่อหลายไมล์ พอตะวันตกดิน พวกเขาก็มาถึงยังอีกปราสาทหลังหนึ่ง ซึ่ง
มีความวิจิตรอลังการมากกว่าสองหลังที่ผ่านมา 
ปราสาทหลังนี้เป็นของน้องชายคนเล็กสุดของกระทิงดำ ณ ที่นี้ เจ้าหญิงจึงมีโอกาสได้พักผ่อนอีก
หนึ่งคืนเต็มๆ ขณะเดียวกันกระทิงดำก็พักผ่อนอยู่ในสวนรอบๆปราสาทตามเคย ครั้นถึงเวลาเดินทางจากไป 
เจ้าหญิงก็ได้รับลูกพลัมซึ่งดูน่ารักที่สุดลูกหนึ่ง พร้อมกับถูกกำชับว่าอย่าเพิ่งกะเทาะมันเป็นอันขาด จนกว่าเธอ
จะตกอยู่ในภาวะคับขันที่สุดซึ่งอาจหมายถึงชีวิต เมื่อนั้นแหละจึงกะเทาะ แล้วมันก็จะช่วยให้เธอเป็นอิสระ
ในวันที่สี่ ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป พอสิ้นสุดการเดินทางในวันนั้น จะมีปราสาทอันวิจิตรคอยอยู่เหมือนเมื่อก่อน
ก็หาไม่ ตรงกันข้าม เมื่อเงาเริ่มทอดยาวยืดออกไป กลับมีแต่ความมืดปกคลุมเข้ามาทุกขณะๆ ป่าก็รกชัฏมืดดำ
เข้าทุกที ความอึมครึมแผ่เข้ามาแทนที่ จนเจ้าหญิงเองรู้สึกได้ถึงความกล้าหาญของตนกำลังหดหายไปตามลำดับ
ซึ่งเรียกได้ว่าทุกขณะของก้าวย่างที่ใกล้เข้าไปเลยทีเดียว 
กระทิงดำได้มาหยุดอยู่ ณ ปากทางเข้าป่าดงดิบ 
“แสงสว่างมาสิ้นสุดลง ณ ที่ตรงนี้เอง สุภาพสตรีเอ๋ย” เขาเอ่ยขึ้น 
“ณ ป่าแห่งนี้ โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ปรปักษ์ของฉันกำลังคอยอยู่ ฉันจักต้องเผชิญกับมันแต่เพียงลำพังโดย
ปราศจากซึ่งคนช่วยเหลือ ความมืดมนและวังเวงที่แผ่คลุมอยู่ย่านนี้ก็คืออำนาจดำแห่งวิญญาณร้าย ซึ่งคอย
รังควานมนุษย์โลกให้ได้รับความเดือดร้อน ฉันดีใจที่วันแห่งการต่อสู้มาถึง ฉันหวังและเชื่อมั่นในความรู้สึกว่า
ฉันจักเอาชนะมันได้ สำหรับเธอ ในระหว่างนี้เธอจะต้องนั่งอยู่ที่โขดหินนี้เท่านั้น โดยจักต้องไม่กระดุกกระดิก 
ไม่ว่าจะเป็นมือ เท้า หรือแม้แต่ลิ้นของเธอ จนกว่าฉันจะกลับมา จงระวังตัวให้ดีนะ ถ้าหากเธอเคลื่อนไหวมากไป 
เธอก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งวิญญาณร้ายที่ครอบงำป่าดงดิบแห่งนี้อยู่”
“แล้วฉันจักรู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน” เจ้าหญิงซักถามอย่างเป็นกังวล ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงอย่าง
จับจิต ต่อสัตว์ร่างใหญ่สีดำซึ่งทำหน้าที่เป็นพาหนะมาตลอด ได้ลุกโพลงขึ้นในใจ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความ
กล้าหาญในวันที่สี่ 
“หากฉันไม่สามารถจะขยับมือ ขยับเท้าหรือปริปากพูดออกมาได้” 
“เธอจะรู้ได้จากสัญญาณที่อยู่รอบข้างเธอ” กระทิงกล่าว
“หากทุกสิ่งรอบข้างเธอกลายเป็นสีน้ำเงิน เธอก็พึงรู้เถิดว่าฉันได้ปราบวิญญาณชั่วร้ายลงอย่างราบคาบแล้ว 
แต่ถ้าทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างเธอกลายเป็นสีแดง นั่นก็หมายความว่าฉันถูกมันฆ่าตายอย่างสิ้นซาก” 
กล่าวเสร็จเขาก็เดินจากไป ไม่นานก็ลับสายตาท่ามกลางความมืดดำแห่งป่าดงดิบ คงปล่อยให้เจ้าหญิงนั่งนิ่งไม่
ไหวติงอยู่บนโขดหินแต่เพียงลำพัง เธอกลัวแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว เพราะเกรงว่าอาจจะมีวิญญาณร้ายที่เราไม่รู้
เข้าสิงสู่เธอได้
ในที่สุด หลังจากที่เธอนั่งอยู่นานเกือบชั่วโมง ความเปลี่ยนแปลงที่เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็เริ่มผ่านเข้ามา
ทั่วทั้งบริเวณ แรกทีเดียวมันปรากฏเป็นสีเทา ต่อมามันก็กลายเป็นสีน้ำเงินอันสดใสราวกับแผ่นนภาได้ทอดตัวลง
มาจรดพื้นแผ่นหล้า
“เจ้ากระทิงถึกมีชัยแล้ว” เจ้าหญิงนึกในใจ 
“โอ! ช่างเป็นสัตว์ที่ประเสริฐอะไรเช่นนี้!” อารามดีใจและโล่งอก เธอจึงเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นนั่งไขว้เท้า 
โอ อนิจจา! ช่างเป็นวันที่เลวร้ายและน่าเศร้าเหลือที่สุด ในบัดดลนั้นเอง มนต์ดำแห่งคำสาปก็ตกต้องเธอ และ
เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นเธอได้จากสายตาของเจ้าชายแห่งนอร์โรเวย์ ผู้ซึ่งบัดนี้ได้มีชัยแก่วิญญาณร้าย 
และกำลังจะหลุดพ้นจากคำสาป อันทำให้เขาอยู่ในร่างของกระทิงดำอย่างที่เห็น หลังจากพิชิตปรปักษ์เป็นผลสำ
เร็จ เขาก็คืนสู่ร่างเดิมเป็นชายหนุ่มเหมือนก่อนหน้าที่ต้องคำสาป และรีบเร่งเดินทางกลับออกจากป่าเพื่อไป
แสดงตัวต่อหญิงคนที่เขารัก ผู้ที่คาดหมายไว้จะเอาชนะซึ่งหัวใจ ด้วยหวังว่าเธอจักเป็นเจ้าสาวของเขา
เขาเฝ้าตระเวนหาเธอจนแล้วจนเล่าเป็นเวลานาน ในขณะที่ตลอดเวลา เธอเองก็ยังคงนั่งคอยอยู่บนโขดหิน ณ 
ที่ ตรงนั้นอย่างอดทน หากแต่ความอาถรรพ์นั่นเองได้บดบังดวงตาของเธอ จึงทำให้เธอมองไม่เห็นเขา เช่น
เดียวกันกับที่เขาไม่สามารถมองเห็นเธอ
เธอนั่งคอยอยู่ที่นั่นนานต่อนาน จนกระทั่งเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หวาดผวา เงียบเหงาและโดดเดี่ยว 
เมื่อเหลือที่จะอดเธอถึงกับปล่อยโฮ ร้องห่มร้องไห้ สะอึกสะอื้น และในที่สุดก็ม่อยหลับไปอย่างอิดโรย ครั้นเธอ
รู้สึกตัวและตื่นขึ้นมาในตอนเช้า จึงคิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนั่งอยู่ที่นี่ต่อไป เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นและ
ออกเดินทาง ทั้งๆที่ยังไม่แน่ใจว่าจะไป ณ แห่งหนตำบลใด 
เธอเดินตะรอนไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง จนในที่สุดก็มาถึงเนินเขาขนาดใหญ่ ซึ่งรกชัฏอัดแน่น
ไปด้วยพงหญ้าและป่าหนาม จึงเป็นสิ่งขวางกั้นที่เธอไม่สามารถจะบากบั่นดั้นเดินต่อไปอีกได้ เธอพยายามปีน
ป่ายไต่ขึ้นไปบนเนินเขาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามมันก็จะลื่นไถลกลับลงมา
ที่เดิม ทั้งนี้ก็เพราะพื้นผิวของมันมีความลื่นและลาดชัน ในบางคราว เธอสามารถปีนขึ้นไปได้ แต่อย่างเก่งก็ไม่
เกินสองหรือสามฟุต ก็เป็นอันต้องไถลกลับลงมาอีกครั้งในบัดเดี๋ยวนั้น
เมื่อเป็นดังนี้เธอจึงออกเดินทางไปรอบๆตีนเขา ในใจก็คาดหวังถึงเส้นทางแคบๆที่อาจจะช่วยให้เธอเดินข้าม
เนินเขาไปได้ ทว่าเนินเขาลูกนั้นใหญ่โตเอามาก ซ้ำร้ายเธอเองก็เหนื่อยแสนเหนื่อย ความต้องการของเธอ
จึงดูเหมือนว่าเกือบจะเป็นสิ่งที่ไร้ความหวัง เธอไม่มีกระจิตกระใจต่อสิ่งใดเหลืออยู่แล้ว เธอเดินซวนเซต่อไป
อย่างเชื่องช้า และสะอึกสะอื้นอย่างหมดอาลัย ต่อความรู้สึกภายในหากไม่มีใครให้ความช่วยเหลือทัน เธอก็จัก
ทรุดกายลงไปนอนราบและรอคอยความตายอย่างไม่ต้องสงสัย 
อย่างไรก็ตาม พอตกในราวเที่ยงวัน เธอก็พาร่างอันอ่อนล้า มาถึงยังกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่ง ข้างกระท่อมเป็น
โรงตีเหล็ก ซึ่งมีช่างตีเหล็กเป็นชายชรากำลังง่วนอยู่กับงานของเขา เธอจึงเข้าไปหาและถามถึงเส้นทางที่เขาพอ
รู้ที่สามารถช่วยให้เธอข้ามเขาลูกนี้ได้ ชายชราวางค้อนตีเหล็กลง จ้องหน้ามาที่เธอ และขณะที่ส่ายหัวอย่างช้าๆ
“เปล่า ไม่มีหรอกหนูเอ๋ย”   เขาเอ่ยขึ้น
“มันไม่มีถนนที่สะดวกสำหรับข้ามเขาอันเต็มไปด้วยพงหนามนี่หรอก หากใครจะข้ามก็จะต้องเดินอ้อม ซึ่งก็ไม่
ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ ถึงใครพยายามจะลอง แน่นอนเลยทีเดียว ก็มักจะพากันหลงทาง
เสียเกือบหมด หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเดินลัดตัดขึ้นไปบนยอดเขาเสียโดยตรง แต่ใครที่สามารถทำเช่นนี้ได้ ก็คือ
คนที่จะต้องสวมใส่รองเท้าเหล็กเพียงเท่านั้น”
“แล้วฉันจะหารองเท้าเหล็กมาได้อย่างไร” เจ้าหญิงรีบไต่ถามด้วยความอยากได้ 
“ท่านผู้ใจดี ท่านพอจะทำให้ฉันสักคู่ได้ไหม   ฉันยินดีที่จะจ่ายค่ารองเท้าให้” 
แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุดกึกลงทันใด เพราะเธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่มีเงินติดตัวเลย
“รองเท้าที่กล่าวถึงนี้ มิได้มีไว้ หรือ ทำขึ้นเพื่อขาย” ชายชราเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็นและจริงจัง 
“หากแต่สามารถได้มันมาด้วยการยินยอมเป็นทาสรับใช้แต่เพียงเท่านั้น ฉันเองแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถทำ
ให้ได้กับใครก็ตามที่ยินยอมเป็นคนรับใช้ฉัน”
“ฉันจะต้องรับใช้ท่านอยู่นานเพียงใดท่านถึงจะยอมทำให้” เจ้าหญิงถามต่อในขณะที่กำลังจะเป็นลมล้มพับ
“เจ็ดปี” ชายชราตอบ 
“เพราะเหตุว่ามันเป็นรองเท้าวิเศษ ดังนั้นจึงต้องเป็นตัวเลขอันวิเศษ”
จึงดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้เลือกมากไปกว่านี้ เจ้าหญิงจึงตกลงใจและยอมตนทำหน้าที่เป็นทาสรับใช้ของช่างตี
เหล็ก และอยู่เป็นระยะเวลาอันยาวนานถึงเจ็ดปีเต็มๆ เธอต้องทำความสะอาดบ้าน หุงหาอาหารทำกับข้าว ตัด
เย็บเสื้อผ้าและปะชุนพวกที่ขาด
จนในที่สุดวาระครบเทอมก็มาถึง ชายชราจึงทำรองเท้าเหล็กให้เธอหนึ่งคู่ตามสัญญา เมื่อได้สวมรองเท้าเหล็ก 
เธอจึงสามารถปีนป่ายภูเขาได้อย่างง่ายดาย ส่วนพงหนามเล่าเมื่อเหยียบย่างไปก็ราวกับว่าเดินอยู่บนสนามหญ้า
อันอุ่นนุ่ม
 
ในที่สุดเธอก็สามารถเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขา จากนั้นก็เป็นการเดินลงเขาเพื่อข้ามไปอีกฟากหนึ่ง จนกระทั่งมา
ถึงตีนเขา บ้านหลังแรกทีเดียวที่เธอเห็น คือบ้านของหญิงผู้มีอาชีพซักผ้าคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวเพียงคน
เดียวของนาง ด้วยเวลานี้เจ้าหญิงอ่อนล้ามาก เธอจึงเข้าไปเคาะที่ประตูบ้านเพื่อขออาศัยพักสักคืน 
หญิงอาชีพซักผ้าคนนั้น ค่อนข้างมีอายุ ดูอัปลักษณ์ ใบหน้าแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความชั่วร้าย ได้กล่าวแก่
เธอว่านางอาจจะอนุญาตให้พักได้ หากเธอจะพยายามซักเสื้อคลุมสีขาวของอัศวินดำแห่งนอร์โรเวย์ ผู้ซึ่งนำเสื้อ
เปื้อนเลือดจากการต่อสู้กันถึงตายมาให้เธอซัก
“เมื่อวานนี้ฉันใช้เวลาซักมันทั้งวันเลย” หญิงชราพล่ามต่อ 
“แล้วก็ยังนำมาวางไว้บนโต๊ะและแช่ต่ออีก พอตกกลางคืน ฉันจึงนำออกมาจากถังซัก แต่ว่ารอยเปื้อนนั่นก็ยัง
คงดำอยู่เหมือนเดิม บางทีมือแม่หนูอาจจะช่วยทำให้มันสะอาดได้นะ ฉันไม่อยากจะทำให้อัศวินดำแห่งนอร์โร
เวย์ต้องผิดหวัง เพราะท่านเป็นผู้มีเกียรติยศอันเลื่องลือและเป็นถึงเจ้าชายผู้มีวาสนาบารมี”
“อัศวินท่านนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับกระทิงดำแห่งนอร์โรเวย์บ้างรึเปล่า” เจ้าหญิงรีบซักถาม ด้วยชื่อนั้น
ทำให้หัวใจของเธอแทบจะเต้นออกมานอกทรวงอกเพราะความยินดี บางทีเธออาจจะได้พบกับชาย คนที่สาบสูญ
ไปในคราวนั้นอีกครั้ง
หญิงชราจ้องเธออย่างสงสัย 
“เป็นสองก็เหมือนหนึ่ง” นางกล่าว 
“เพราะเหตุว่าอัศวินดำต้องคำสาป ทำให้เขากลายเป็นกระทิงดำ ต่อเมื่อได้ต่อสู้และมีชัยแก่วิญญาณร้ายซึ่งอา
ศัยอยู่ในป่าดงดิบนั่นแหละ จึงจะสามารถลบล้างคำสาปนั้นได้ และกลับคืนสู่ร่างเดิม แต่เล่าลือกันว่าหัวใจของเขา
กลับต้องเผชิญกับความมืดมนอยู่ ณ ที่ใดสักแห่ง เพราะเขาบอกว่าหญิงสาวที่เขารักและหวังจะแต่งงานกลับมีอัน
ต้องพลัดหลงจากกันนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนที่พอจะรู้จักกับหญิงสาวคนนั้นว่าเธอ
เป็นใคร แต่ฉันว่าเรื่องอย่างนี้ก็คงไม่น่าสนใจสำหรับคนแปลกหน้าอย่างเธอหรอกกระมัง” 
แล้วนางก็กล่าวต่อไปอย่างช้าๆเป็นเชิงว่าขออภัยที่พูดมาก 
“ฉันไม่อยากจะพูดมากให้เสียเวลาหรอกนะ แต่ถ้าเธอจะลองซักเสื้อที่เปื้อนนั้น ฉันก็ยินดีต้อนรับกับฝีมือ คือ
ยอมให้พักค้างคืนได้ แต่ถ้าเธอไม่ยอมซัก ฉันก็ต้องขอร้องให้ไปจากที่นี่ตามทางของเธอ” 
กล่าวไปไยให้ป่วยการ เจ้าหญิงจึงรับปากที่จะซักเสื้อดังกล่าวให้ และราวกับว่านิ้วมือของเธอมีอำนาจอันวิเศษ 
เพราะทันทีที่เธอจุ่มมือลงในน้ำ  คราบเปื้อนนั้นก็อันตรธานไปเสียสิ้น เสื้อจึงกลับดูขาวสะอาดราวกับเป็นเสื้อ
ใหม่ในบัดดลนั้นเอง 
แน่นอนเลยทีเดียว หญิงชรามีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่เพิ่มความสงสัยให้แก่นางยิ่งขึ้น เพราะดู
ออกจะเป็นที่ชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกลับระหว่างหญิงสาวคนนี้กับท่านอัศวิน เมื่อเธอ
สามารถซักเสื้อของเขาให้สะอาดได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่นางและลูกสาวต่างก็ช่วยกันซักจนสุดฝีมือ แต่รอย
เปื้อนก็ยังคงติดคาถาวรอยู่เช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม นางทราบดีว่าเจ้าชายหนุ่มผู้กล้าหาญ กำลังจะมาที่บ้านของนางในค่ำคืนนี้ ด้วยนางต้องการให้ลูก
สาวของตนเป็นผู้ได้รับความดีความชอบ จากการซักเสื้อเปื้อนเลือดอาถรรพ์ตัวนั้นแต่เพียงผู้เดียว นางจึงออก
อุบายบอกให้เจ้าหญิงเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หลังจากที่ตรากตรำกับงานมา
ทั้งวัน เจ้าหญิงก็เห็นคล้อยตาม ไม่นานเธอก็ม่อยหลับไปอย่างสนิทโดยมีร่างของเธอซุกซ่อนอยู่ภายในตู้นอน
อันมิดชิด ซึ่งวางอยู่ที่มุมภายในบ้านนั้นเอง และก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่อัศวินดำแห่งนอร์โรเวย์เดินทางมา
ที่บ้านหลังนั้น เพื่อรับเอาเสื้อของเขากลับคืนไป
กล่าวในส่วนของอัศวิน ผู้ซึ่งเก็บรักษาเสื้อเปื้อนเลือดนี้ไว้ตลอดระยะเวลาเจ็ดปี นับตั้งแต่วันที่เผชิญกับวิญญาณ
ชั่วร้าย ณ ป่าดงดิบคราวนั้น และตลอดเวลาเขาก็ได้พยายามเที่ยวเสาะหาใครก็ตามที่สามารถซักมันให้สะอาด
ได้ แต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จ
เจ้าชายเองก็เห็นคล้อยกับหญิงชราผู้ชาญฉลาดซึ่งชำนาญในศาสตร์แห่งโชคชะตา ที่ได้เคยบอกแก่เขาไว้ว่า 
หญิงคนใดก็ตามที่สามารถซักให้มันสะอาดได้ คนนั้นไซร้ก็คือเนื้อคู่ที่ผูกพันเป็นภรรยา ไม่ว่าเธอจักสวย หรือ 
อัปลักษณ์ จักยังสาว หรือ แก่ชรา และยิ่งไปกว่านั้นเธอจักเป็นผู้ที่พิสูจน์ถึงค่าแห่งความรัก ความภักดี และความ
เสียสละอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนั้นพอเจ้าชายมารับเอาเสื้อที่บ้านของหญิงซักผ้า จึงได้เสื้ออันขาวสะอาดราวกับสีของหิมะคืนมา ครั้น
ทราบว่าลูกสาวของหญิงอาชีพซักผ้านั่นเอง คือคนที่ทำให้เสื้อกลับเปลี่ยนเป็นขาวสะอาดอย่างน่าอัศจรรย์ เขา
จึงตกปากรับคำที่จะแต่งงานกับเธอโดยทันที และกำหนดวันแต่งงานขึ้นอย่างเร่งด่วนคือในวันรุ่งขึ้น
เมื่อเจ้าหญิงตื่นนอนในตอนเช้า จึงได้รู้ข่าวทั้งมวล เธอเพิ่งทราบว่าอัศวินดำได้มาที่บ้านเมื่อคืนที่ผ่านมา ใน
ขณะที่เธอกำลังหลับอยู่ เขามารับเสื้อกลับคืนไปแล้ว และยังได้ให้สัญญาที่จะแต่งงานกับลูกสาวของหญิงอาชีพ
ซักผ้า ซึ่งเป็นวันนี้ด้วย  โอ...หัวใจของเธอแทบแหลกสลาย ด้วยเธอคงจะไม่มีโอกาสได้บอกเล่าถึงความจริงกับ
เขา ว่าแท้ที่จริงแล้วเธอเป็นใคร
ความเสียใจอย่างใหญ่หลวงกอปรกับความกลัดกลุ้มที่รุมเร้า พลันเธอก็นึกขึ้นได้ถึงผลไม้อันสวยงามที่เธอได้รับ
มอบมา ซึ่งเธอเองพกพาเอาไว้อยู่กับตัว มาตลอดระยะเวลาเจ็ดปี 
“แน่นอนล่ะ คราวนี้เราเองคงจะไม่มีความเจ็บปวดรวดร้าวที่มากเกินไปกว่านี้อีกแล้ว” 
เธอครุ่นคิดในใจ จากนั้นก็หยิบเอาลูกแอปเปิลออกมา แล้วเธอก็กะเทาะเปลือกมันออก ทันใดนั้น โอ...ภายใน
นั้นเต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาอันมีค่าเหลือประมาณ ซึ่งเธอไม่เคยเห็นในชีวิตมาก่อน ต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
พลันสมองของเธอก็โลดแล่นและมีแผนการผ่านเข้ามาในความคิด
เธอนำเอาเพชรนิลจินดาเหล่านั้นออกมาจากลูกแอปเปิล แล้วก็ห่อมันด้วยผ้าเช็ดหน้าของเธอเอง เสร็จแล้วก็
นำไปให้หญิงอาชีพซักผ้าดู
“ดูสิ่งนี้สิ” เธอกล่าว 
“บางทีฉันอาจจะร่ำรวยกว่าที่ท่านคาดคิดก็ได้นะ   แต่ถ้าท่านทำอะไรบางอย่างได้ สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นของ
ท่าน”
“โอ้โฮ! แน่ใจล่ะหรือ รีบบอกมาเถอะจะให้ฉันทำอะไร”   
หญิงชรารีบถามอย่างกระหายใคร่ได้เป็นเจ้าของ เพราะนางเองก็ไม่เคยพบเห็นเพชรนิลจินดาราคาแพงจำนวน
มากมายอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ความอยากได้จึงมีมากเป็นทวีคูณ
“ก็เพียงแต่เลื่อนวันแต่งงานของลูกสาวท่านออกไปอีกสักหนึ่งวันเท่านั้นแหละ” เจ้าหญิงบอกนาง 
“แล้วก็ขอให้ฉันเข้าไปดูอัศวินดำอยู่ข้างๆเตียง ขณะที่เขากำลังหลับคืนนี้ เพราะฉันปรารถนาอยากจะเห็นหน้า
ตาของเขามาก”
เงื่อนไขเพียงเท่านี้เอง หญิงอาชีพซักผ้าจึงตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก นางจึงตอบตกลงตามที่ขอทันที ด้วยหญิง
ชราหวังเอาแต่ได้ในของมีค่าเหล่านั้น ซึ่งมันหมายถึงความร่ำรวยของนางไปจนตลอดชีวิต และอีกอย่างคำร้อง
ขอของเจ้าหญิงก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรมาก เพราะนางคิดอยู่ในใจแล้วว่า นางจะแอบใส่ยานอนหลับให้กับท่าน
อัศวินดำ เหตุนั้นเขาก็จะไม่มีโอกาสได้พูดคุยอะไรกันมากกับหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้นางจึงหยิบเอาเพชร
พลอยเหล่านั้นไปเก็บไว้ในตู้ของตน และลงสลักปิดไว้เป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นวันแต่งงานก็ถูกเลื่อนไปอีกหนึ่ง
วัน พอตกกลางคืนเจ้าหญิงก็แอบเข้าไปในห้องของอัศวินดำ ผู้ซึ่งเวลานี้กำลังนอนหลับ เธอเฝ้าจดจ้องมองดูเขา
อยู่ข้างๆเตียงนอน ตลอดห้วงเวลาหลายชั่วโมงอันยาวนาน เธอขับขานด้วยบทเพลง จิตบรรเลงอย่างเร้ารุก เผื่อ
จักปลุกเขาให้ตื่นมายลยิน กับน้ำเสียง และสำเนียงถ้อย อันเธอได้ร้อยจำนรรจ์ว่า...
“โอ... ยอมเป็นทาสเจ็ดปีฉันพลีให้
ขุนเขาไซร้ปีนป่ายเพื่อปลายฝัน
เสื้อกลับขาวฉันซักให้สมใจพลัน
ถึงกระนั้นเธอมิจ้องตื่นมองฉันฤๅ”
ถึงแม้บทเพลงดังกล่าวจะร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายต่อหลายหน ประหนึ่งว่าหัวใจของเธอจะแยกแตกออกเป็น
เสี่ยงๆ ทว่าเขาจะได้ยินหรือระแคะระคายแต่เพียงนิดก็หาไม่ ด้วยเหตุว่ายานอนหลับของหญิงอาชีพซักผ้านั้นส่ง
ผล เขาจึงหลับเป็นตาย
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยใจที่ทุกข์ทรมานอย่างหนัก เจ้าหญิงจึงกะเทาะลูกแพร์และหวังใจไว้ว่าเธอจะได้รับความช่วย
เหลือที่ดีกว่าลูกแอปเปิล แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือมันเป็นเพชรนิลจินดาจำนวนมากและมี
มูลค่าแพงกว่าอันก่อนมากมายนัก
ดังนั้นจึงดูเหมือนว่ามีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่เธอพอจะทำได้ คือนำมันไปให้หญิงชราเพื่อเป็นของกำนัลสำหรับ
การเลื่อนวันแต่งงานออกไปอีกสักหนึ่งวัน และขอให้เธอได้เข้าไปเฝ้าดูอยู่ข้างๆเตียงของอัศวินดำอีกสักหนึ่งคืน
หญิงชราก็ตกลงตามนั้น “ดีแล้ว” นางกล่าว ขณะนำเอาเพชรนิลจินดาเหล่านั้นไปใส่ในตู้ของตนและลงสลัก
ปิดเอาไว้ 
“ไม่นานฉันก็จะยิ่งร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ หากมีรายได้มากมายขนาดนี้” 
อนิจจา! ความพยายามของเจ้าหญิงก็หาได้บังเกิดผลแต่อย่างใดไม่ ถึงแม้เธอจะเฝ้าขับขานบทเพลงนั้นจนสุด
ความสามารถตลอดห้วงเวลาอันยาวนานหลายชั่วโมงก็ตาม บทที่พร่ำร้องรำพันก็ยังคงย้ำอยู่ว่า...
“โอ... ยอมเป็นทาสเจ็ดปีฉันพลีให้
ขุนเขาไซร้ปีนป่ายเพื่อปลายฝัน
เสื้อกลับขาวฉันซักให้สมใจพลัน
ถึงกระนั้นเธอมิจ้องตื่นมองฉันฤๅ”
ทั้งนี้เจ้าชายหนุ่มที่เธอเฝ้าแต่จดจ้องมองเมียงอย่างทะนุถนอมนั่น ก็ยังคงเป็นเหมือนคนหูหนวกและใบ้ ไม่ไหว
ติง ดูแน่นิ่งราวกับก้อนศิลาอยู่เช่นนั้น
เมื่อถึงรุ่งเช้า ความหวังของเธอก็แทบจะไม่มี ด้วยเวลานี้มีเพียงลูกพลัมเท่านั้นที่เธอยังเหลืออยู่ หากเธอพลาด
อีกครั้งความหวังทั้งมวลก็คงเป็นอันสูญสลายหายไปด้วยกัน เธอหยิบลูกพลัมออกมากะเทาะด้วยมืออันสั่นเทา 
พลันสิ่งที่เห็นอยู่ข้างในก็คือเพชรนิลจินดาอันมีค่ามหาศาลและหาได้อย่างยากยิ่งกว่าอันก่อนหน้านี้ทั้งหมด
เธอจึงรีบถือไปหาหญิงอาชีพซักผ้านั่นทันที พร้อมกับโยนมันลงบนตักของนาง และบอกแก่นางว่าเธอยินดีที่จะ
ยกให้ทั้งหมดนี้ หากนางจะเลื่อนวันแต่งงานของลูกสาวออกไปอีกสักครั้งหนึ่ง และขอโอกาสให้เธอได้เข้าไปเฝ้า
ดูเจ้าชายอีกสักคืน หญิงชราก็ยินยอมตามนั้นเพราะความตื่นเต้นและยินดีในความร่ำรวยของตน
คราวนี้ล่ะที่เปิดโอกาสให้กับอัศวินดำรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการรอคอยวันแต่งงาน ที่เอาแต่เลื่อนออกไปเรื่อยๆติด
ต่อกันหลายวัน เขาจึงตัดสินใจเข้าป่าหาล่าสัตว์เป็นการผ่อนคลายโดยมีบริวารติดตามไปด้วยหลายคน ซึ่งใน
ระหว่างที่พวกเขาขี่ม้ามาด้วยกันก็ได้สนทนากันถึงเรื่องๆหนึ่งที่ทำให้พวกเขาต่างก็ประหลาดใจตลอดห้วงเวลา
สองคืนที่ผ่านมา ในที่สุด พรานอาวุโสจึงเร่งฝีเท้าม้าแซงหน้าขึ้นไปเพื่อถามไถ่เอากับอัศวินด้วยตนเอง
“ท่านชาย” เขาเอ่ยขึ้น 
“พวกเราใคร่อยากทราบว่านักร้องคนใดกัน ช่างขับร้องได้อย่างไพเราะและหวานจับใจจนตลอดคืน ซึ่งแว่วดัง
มาจากห้องบรรทมของท่านนั่นเอง” 
“นักร้อง!” เจ้าชายทวนคำ 
“ไม่เห็นจะมีนักร้องที่ไหนนี่นา ห้องของฉันก็แสนจะเงียบเชียบราวกับป่าช้า ฉันเองก็หลับสนิท แม้แต่ฝันก็
ไม่เคยมีเลย นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาพักในบ้านหลังนี้”
พรานอาวุโสจึงส่ายหน้า 
“ถ้าเช่นนั้น คืนนี้ท่านชาย อย่าได้ดื่มอะไรจากหญิงชราคนนั้นเป็นอันขาด” 
เขาพูดต่ออย่างหนักแน่น 
“แล้วท่านก็จักได้สดับว่าหูของคนอื่นๆเขาได้ยินอะไรกัน”
หากเป็นเวลาอื่น อัศวินดำก็คงจะปล่อยหัวเราะออกมาอย่างแน่นอนกับคำพูดของพรานอาวุโส แต่ทว่าวันนี้เขา
พูดด้วยท่าทีจริงจังซึ่งจะแฝงด้วยเรื่องตลกแม้แต่นิดก็หาไม่ เจ้าชายจึงไม่อาจจะเห็นเป็นเรื่องน่าขัน แต่จำต้อง
รับฟังด้วยความใส่ใจ ครั้นพอตกตอนเย็น หญิงชราก็นำเอาเครื่องดื่มมาวางที่ข้างเตียงนอนเหมือนเช่นเคย เขา
จึงกล่าวแก่นางว่าความจริงแล้วเขาชอบรสหวานมากกว่านี้ พอนางหันหลังให้เพื่อกลับไปหยิบเอาน้ำผึ้งจากห้อง
ครัว เจ้าชายจึงรีบกระโจนลงจากเตียงนอนแล้วก็เทมันทิ้งออกทางหน้าต่างจนหมดสิ้น พอนางเดินกลับเข้ามาอีก
ครั้งเขาก็แสร้งเป็นว่าได้ดื่มมันจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ดังนั้นจึงเป็นอันว่าเจ้าชายสามารถเอนหลังลงนอนโดยที่ยังไม่หลับได้ตลอดคืน เขาได้ยินเสียงแม้กระทั่งการ
ย่องเข้ามาของเจ้าหญิง บทเพลงสั้นๆของเธอ และน้ำเสียงอันเต็มไปด้วยความระทมขมขื่นที่พร่ำพรรณนาว่า...
“โอ... ยอมเป็นทาสเจ็ดปีฉันพลีให้
ขุนเขาไซร้ปีนป่ายเพื่อปลายฝัน
เสื้อกลับขาวฉันซักให้สมใจพลัน
ถึงกระนั้นเธอมิจ้องตื่นมองฉันฤๅ”
ทันทีที่ได้ยิน เขาก็เข้าใจเรื่องราวโดยตลอด เจ้าชายจึงดีดผึงขึ้นจากเตียงนอน และสวบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน
แล้วก็จุมพิตเธอ พลางก็ขอให้เธอได้เล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
ครั้นเจ้าชายได้สดับเรื่องราวจนหมดสิ้น ทรงกริ้วมาก จึงมีรับสั่งให้เนรเทศหญิงอาชีพซักผ้าผู้มากไปด้วยเหลี่ยม
เล่ห์เพทุบายพร้อมทั้งลูกสาว ให้พ้นไปจากราชอาณาจักรของพระองค์โดยทันที ส่วนเจ้าชายและเจ้าหญิงก็ได้
อภิเษกสมรสกันและมีความสุขสืบต่อมา จนตราบชั่วอายุขัย เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
25 มิถุนายน 2557 03:22 น.

นิทานก่อนนอน : โจรไพรกับไหวพริบของสาวใช้

Prayad

เรื่องราวเกิดขึ้นในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว จนกลายเป็นเรื่องเล่า ของเหล่าชาวเปอร์เซียหรือประเทศ
อิหร่านในปัจจุบัน    ยังมีชายยากจนคนหนึ่งนามว่าอารี มีอาชีพตัดฟืนไปขายในตลาด ณ เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง
ในวันหนึ่งขณะที่เขาขี่ลากลับบ้านได้ผ่านไปทางป่าแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นอารีก็มองเห็นฝุ่นตลบอบอวนมาแต่ไกล 
กำลังมุ่งตรงใกล้เข้ามาหาเขา จนใกล้ในระยะที่เขาสังเกตได้ ก็ปรากฏว่าคือหมู่คนขี่ม้าพร้อมอาวุธกำลังฮ้อมาเต็ม
ที่ อารีจึงรีบลงจากหลังลาและปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ด้วยความกลัวว่าอาจจะเป็นพวกโจรห้าร้อย
จริงทีเดียว คนขี่ม้าเหล่านั้นเป็นพวกโจร มีจำนวนทั้งสิ้นสี่สิบคน พวกเขาขี่ม้าผ่านเลยต้นไม้ใหญ่ที่อารีซ่อนอยู่
นั้น แล้วพากันไปหยุดม้าและลงจากหลังม้าบริเวณข้างๆโขดหินขนาดอันมหึมา พวกเขาต่างพากันเคลื่อนย้ายสัม
ภาระและถุงต่างๆจากหลังม้า เท่าที่เห็นดูท่าทางมันจะมีน้ำหนักเอามาก 
          ต่อมาอารีก็ได้ยินเสียงของคนที่ขี่ม้านำหน้า ซึ่งความจริงแล้วเขาก็คือหัวหน้าของหมู่โจร ตะโกนด้วยเสียง
อันดังว่า 
“เปิด จิ้งหรีด” 
พลันอารีต้องตกตะลึงเพราะประตูขนาดใหญ่ที่โขดหินค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ แล้วพวกโจรทั้งสี่สิบคน ก็พากัน
ขนเอาถุงและสัมภาระจากหลังม้าเข้าไปในนั้น
ครู่ต่อมาประตูก็ปิดเข้าอย่างช้าๆ ทำให้อารียิ่งอยากจะรู้ว่าพวกเขาจะอยู่ภายในถ้ำนั้นนานสักเพียงใด 
ในที่สุดประตูก็เปิดออกอีกครั้ง พวกเขาพากันเดินออกมาพร้อมถุงเปล่าๆกับสัมภาระหลังม้าเปล่าๆและคนหัว
หน้าก็ตะโกนว่า 
“ปิด จิ้งหรีด” 
ซึ่งประตูก็ปิด จากนั้นพวกเขาก็พากันมาขึ้นหลังม้า แล้วควบจากไป สักครู่ก็ลับสายตาของอารี
อารีจึงลงมาจากที่ซ่อนบนต้นไม้ เขาเดินไปหยุดยังโขดหินนั้น แล้วก็ตะโกนขึ้นเหมือนกับที่หัวหน้าโจรทำ
“เปิด จิ้งหรีด”   
พอประตูเปิดออกเขาก็เดินเข้าไปข้างใน
สิ่งที่เห็นต่อหน้าเขาคือถ้ำขนาดใหญ่ มันไม่ได้มืดเหมือนที่บางคนคาดคิด แต่มีแสงแพรวพราวอันสวยงาม 
ซึ่งเต็มไปด้วยทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ได้แก่ เพชรนิลจินดา ผ้าไหมชั้นดี พรมสีต่างๆ เหรียญอีกอย่างมีไม่ต่ำ
กว่าสองชนิดคือทองคำและเงิน กองพะเนินเทินทึกอยู่ภายในถ้ำ
           อารีถึงกับตกตะลึงตาค้างไปกับกองทรัพย์สินมหาศาลที่เห็นอยู่ข้างหน้า เขาจึงสรุปว่า มันจักต้องเป็นการ
สั่งสมทรัพย์สิน ที่ได้จากการขโมยและปล้นจี้มา เป็นเวลาหลายต่อหลายปีโดยพวกโจรทั้งสี่สิบคนที่เขาเพิ่งเห็น
ผ่านมา หรือบางทีอาจจะสะสมมาจากโจรรุ่นพ่อและรุ่นปู่ของพวกโจรกลุ่มนี้ก็ได้
อารีจึงขนเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นขึ้นบรรทุกบนหลังลา เป็นจำนวนมากเท่าที่เขาจะขนเอาไปได้ แล้วก็เดินทาง
กลับบ้าน ก่อนหันหลังให้กับโขดหินใหญ่นั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะตะโกนว่า 
“ปิด จิ้งหรีด” 
          ครั้นอารีนำเอาทองคำ เงิน และเพชรนิลจินดาต่างๆที่ได้มาไปอวดภรรยา เธอก็รู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น 
และให้ประหลาดใจเป็นที่ยิ่ง จึงอยากจะบอกเล่าให้เพื่อนบ้านได้รับฟัง แต่อารีกลับบอกเธอว่าอย่าให้ใครล่วงรู้
เรื่องนี้เป็นอันขาด เขาจึงคอยอยู่จนถึงเวลาค่ำคืน แล้วจึงนำทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปฝังดินไว้ ในสวนหลังบ้าน
เป็นการชั่วคราวก่อน
“คุณจะไม่นับมันก่อนเลยหรือ” ภรรยาของเขาถามขึ้น
“ก็มันมากมายเกินกว่าที่จะนับได้นะสิ” อารีตอบ
“ไม่เห็นเป็นไร อย่างน้อยก็ให้ฉันไปยืมถังตวง มาตวงเอาก็ได้” ภรรยายังยืนยัน ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่
ผิดวิสัยเอามากทีเดียว แต่อารีก็ไม่อยากขัดใจภรรยา ดังนั้นเธอจึงไปที่บ้านของกาซีม ซึ่งเป็นพี่ชายของอารี 
กาซีมเป็นคนที่ร่ำรวยมากแต่จิตใจคับแคบ และไม่คิดที่จะช่วยเหลือใครทั้งสิ้น แม้แต่อารีน้องชายแท้ๆผู้ยากจน
ของตัวเขาเอง 
ในเวลานั้นกาซีมไม่อยู่บ้าน คงอยู่แต่ภรรยาของเขา ซึ่งเป็นคนช่างสอดรู้สอดเห็นมาก เธอจึงอยากจะรู้เหมือน
กันว่า น้องสะใภ้นั้นมายืมถังตวงไปตวงข้าว ถั่ว งา หรือธัญญาหารประเภทใดกันแน่ แต่เธอคงไม่คาดคิดหรอก
ว่า มันจะเป็นเงินทองสิ่งของอันมีค่า ดังนั้นเธอจึงแอบเอาไขมันสัตว์เหนียวๆ ขนาดแผ่นเล็กๆ ติดเอาไว้ที่ก้นถัง
ตวง เพื่อให้เมล็ดธัญพืชที่นำมาตวงเกาะติดและค้างคาอยู่ที่ก้นถังตวง โดยที่น้องสะใภ้มิอาจจะทันสังเกตเห็น
แต่แล้วเธอก็ต้องตะลึงเมื่อภรรยาของอารีนำถังตวงมาคืน สิ่งที่ติดอยู่กับไขสัตว์เหนียวที่ก้นถังตวง แทนที่จะเป็น
เมล็ดธัญพืชตามที่เธอคาดคิด แต่ทว่ามันกลับเป็นเศษชิ้นของทองคำ
“มันแปลกประหลาดเอามากทีเดียว” เธอสงสัยและอุทานขึ้น
“ตวงทองคำ จริงๆด้วย! แต่ว่าเขาก็มีฐานะแค่เพียงคนตัดฟืนจนๆเท่านั้นนี่นา”
ครั้นเศรษฐีกาซีมกลับมาถึงบ้านในคืนนั้น ภรรยาของเขาก็เล่าให้ฟังว่า
“ฉันมีข่าวดีจะเล่าให้ฟัง สามีที่รัก คุณมีน้องชายที่ร่ำรวยมากทีเดียวนะ ร่ำรวยมากถึงขนาดจำเป็นต้องมีถังตวง
ไปตวงทองคำโน่นแหละ” เมื่อกาซีมผู้มีความละโมบได้รับฟัง จึงคั่งแค้นด้วยความริษยา 
พอรุ่งเช้าสิ่งแรกที่ทำก็คือตรงไปยังบ้านอารีแล้วตะโกนว่า 
“แกเสแสร้งทำเป็นยากจนรึ อธิบายนี่ซิ” พร้อมกับชูเศษชิ้นของทองคำที่ติดอยู่กับไขสัตว์เหนียวๆนั่น
อารีจึงได้รู้ว่าภรรยาของเขาทำเหตุให้ความลับถูกแพร่งพรายออกไปเสียแล้ว เขาจึงยอมบอกเล่าเรื่องราวทั้ง
หมด และเสนอส่วนแบ่งทรัพย์สมบัติที่มีให้กับพี่ชาย
“มันจะง่ายไปแล้ว!” กาซีมพูด
“แกจะต้องบอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ว่าถ้ำทรัพย์สมบัตินั้นอยู่ที่ไหน ฉันจะไปเลือกเอาด้วยตัวเอง หรือถ้าแกไม่ยอม
บอก ฉันก็จะไปแจ้งความแก่ทางการ” 
จึงเป็นอันว่าอารีถูกพี่ชายบังคับขู่เข็ญ ให้บอกทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่คำสั่งวิเศษ 
“เปิด จิ้งหรีด”
ในวันถัดมานั่นเอง กาซีมก็ออกเดินทางไปยังถ้ำสมบัติพร้อมกับนำลาไปด้วยสิบตัว โดยมีถุงเปล่าและสัมภาระ
เปล่าผูกไว้กับลาทุกตัว ครั้นมาถึงบริเวณโขดหินเขาก็ตะโกนคำสั่ง ประตูก็เปิดออก พอเขาผ่านเข้าไปข้างใน
ประตูก็ปิด เขาจึงนำถุงและสัมภาระเปล่ามาบรรจุเอาทรัพย์สมบัติ ให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถนำ
เอาไปได้ มี ทองคำ เงิน และเพชรนิลจินดาต่างๆ แล้วก็วางไว้ข้างๆประตูก่อนที่เขาจะตะโกน 
“เปิด ...” แต่ปรากฏว่าคำที่สอง เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกหรือบอกไม่ถูกไปจนชั่วชีวิต ด้วยจิ้งหรีด
มันก็จัดเป็นสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งมีชื่อใกล้ชิดกับชื่อของสัตว์อื่นๆ ซึ่งกาซีมก็พยายามคิด จนนึกได้มากมายหลายชื่อ 
เว้นเสียแต่ชื่อของจิ้งหรีด ชื่อที่เขานึกได้และลองใช้ดูได้แก่ เปิดจิ้งโหลน เปิดจิ้งเหลน เปิดจิ้งจก เปิดจิ้งจอก 
เปิดจิงโจ้ เปิดกิ้งก่า และเปิดกิ้งกือ ตลอดจนชื่ออื่นๆอีกหลายชื่อ แต่ก็ไร้ผล ประตูก็ยังคงปิดอยู่นั่นเอง 
แรกๆกาซีมก็โมโห พอเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกวิตกกังวลอย่างหนัก จนในที่สุดก็ลืมสิ้นเรื่องขนทรัพย์สมบัติกลับ
บ้าน เพราะความหวาดวิตกกังวลและหวั่นกลัว
พอถึงเวลาเที่ยงพวกโจรก็กลับมายังถ้ำสมบัติ พวกเขาได้เห็นหมู่ลาพร้อมสัมภาระเปล่าอยู่บนหลัง กำลังยืนรอ
อยู่ข้างนอกถ้ำ ทันทีที่ประตูเปิดออกด้วยการเปล่งคำพูดของหัวหน้าโจร กาซีมก็วิ่งถลันออกมาและปะทะเข้ากับ
อ้อมแขนของหัวหน้าโจรพอดี ด้วยความโกรธอย่างสุดขีดของขุนโจร เขาจึงชักกระบี่ออกมาสังหารกาซีมตาย
อย่างโหดเหี้ยม และเพื่อเป็นบทเรียนแก่ใครที่คิดจะเข้ามาขโมยเอาอีก พวกโจรจึงหั่นร่างกายของกาซีมออก
เป็นสี่ส่วนและห้อยโตงเตงเอาไว้ข้างนอกโขดหิน มันจึงเป็นภาพที่น่าอเนจอนาถและหวาดผวาเอามากทีเดียว
          เมื่อไม่เห็นสามีกลับบ้านในคืนนั้น ภรรยาของกาซีมก็เอะใจ และหวั่นเกรงว่าจะมีภัยร้ายแรงเกิดขึ้นกับ
เขา เธอจึงวิ่งไปบ้านอารีและขอร้องเขาให้ออกไปตามหากาซีมเป็นการด่วนด้วย อารีจึงจัดแจงออกเดินทางไป
ยังโขดหินใหญ่พร้อมกับลาสองตัว พอเขาไปใกล้บริเวณโขดหิน ก็พบรอยเลือดซึ่งแสดงว่าย่อมมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
พลันอารีก็แทบลมจับเมื่อเขาเห็นซากศพของพี่ชาย ซึ่งถูกหั่นทิ้งไว้อย่างน่าสยดสยอง แต่รวดเร็วปานความคิด 
เขารีบเก็บเอาซากศพทั้งหมดของพี่ชายมาบรรทุกบนหลังลาตัวหนึ่ง แล้วปิดคลุมทับด้วยฟืนและฟาง ส่วนลาอีก
ตัวหนึ่งนั้น เขาบรรทุกมันด้วยทองคำและปิดคลุมอำพรางด้วยฟางเช่นกัน แล้วก็ขี่ลากลับบ้าน
เขานำลาตัวที่บรรทุกทองคำเข้าไปยังบ้านตัวเอง และปล่อยให้ภรรยาเป็นคนจัดการปลดของบรรทุกลงจากหลัง
ของมัน ส่วนลาอีกตัวหนึ่งเขานำมันไปที่บ้านของพี่สะใภ้ พอไปถึงก็เคาะประตู โชคดีจริงๆที่คนเปิดประตูคือสาว
ใช้ของบ้านกาซีม ชื่อมีนา ผู้ปัญญาดีและเฉลียวฉลาด อารีจึงเข้าไปใกล้ๆเธอและกระซิบว่า 
“สองห่อใหญ่ที่อยู่บนหลังลานั่น คือซากศพถูกหั่นของเจ้านายเธอเอง พวกเราจะต้องทำพิธีฝังศพเขาให้เหมือน
กับการตายอย่างธรรมดา ฉันไว้เนื้อเชื่อใจเธอว่านี่เป็นความลับนะ ขอให้เตรียมการสำหรับพิธีฝังศพได้เลย”
จากนั้นอารีก็เข้าไปข้างในเพื่อปลอบโยนภรรยาหม้ายของกาซีม เขาต้องพยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
ซึ่งก็คงไม่ใช่งานง่ายเลยทีเดียว
มีนาจึงไปที่ร้านขายยาใกล้ๆบ้าน และบอกกับเจ้าของร้านว่าเธอต้องการซื้อยาสำหรับรักษาโรคอันตรายร้ายแรง
ที่สุด
“กาซีม เจ้านายของฉัน” เธอกล่าว 
“กำลังป่วยอยู่ในขั้นอันตรายและน่าเป็นห่วงมาก” 
พร้อมกับนำห่อยากลับบ้านไป แต่พอรุ่งเช้าเธอก็มาที่ร้านขายยาอีกครั้งหนึ่ง และอ้อนวอนเจ้าของร้านด้วยน้ำตา
นองหน้า อีกทั้งยังร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง ซึ่งอาจจะเป็นที่ได้ยินกันทุกคน เพื่อขอยาปัจจุบันสำ
หรับเจ้านายที่กำลังจะตาย ดังนั้นเมื่อตกตอนเย็น พอมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากบ้านของกาซีม จึงไม่มีใคร
สงสัยหรือแปลกใจในการตายของเขา
           รุ่งขึ้นในวันต่อมา มีนาก็ไปหาช่างเย็บรองเท้าที่ชื่อมุตาฟา และพูดกับเขาว่า 
“ฉันจะให้ชิ้นส่วนของทองคำเป็นรางวัล ถ้าท่านยอมมัดตาตัวเอง แล้วไปกับฉันยังที่ใดที่หนึ่งพร้อมเข็มและด้าย
ของท่าน” 
แรกทีเดียวมุตาฟาก็ยังแคลงใจและสงสัย แต่พอเธอเสนอเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนของทองคำให้อีก เขาก็รีบตกลงทำ
ตามข้อเสนอ และยอมมัดตาตัวเอง แล้วพากันเดินไปยังบ้านของเจ้านายเธอทันที มีนาต้องระวังให้เขาอยู่ใน
สภาพมัดตาไปตลอดทาง จนกระทั่งไปอยู่ในห้องที่มีซากชิ้นส่วนศพของกาซีม ซึ่งพร้อมที่จะถูกเย็บเข้าด้วยกัน 
เธอจึงให้เขาแก้มัดตาออกได้ 
“ท่านจะต้องเย็บชิ้นส่วนซากศพเหล่านี้เข้าด้วยกัน” เธอกล่าวกับมุตาฟา 
“แล้วฉันก็จะเพิ่มทองคำให้อีกสองชิ้น” มุตาฟาจึงลงมือทำงาน แม้ว่าเขาจะอีหลักอีเหลื่อและรู้สึกพะอืดพะอม
แต่ไม่นานงานก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อย มีนาจึงให้เขามัดตาอีกครั้ง แล้วพาเดินไปส่งกลับบ้าน ในวันถัดมาพิธี
ฌาปนกิจศพของกาซีมก็ถูกจัดขึ้น ซึ่งทุกคนก็เชื่อว่าเขาตายด้วยโรคเฉียบพลันอันมีอุบัติการณ์ที่น้อยมาก ต้อง
ขอบคุณมีนาผู้ปัญญาดี ด้วยไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยถึงสาเหตุการตายของกาซีม ซึ่งอันที่จริงแล้วมันน่ากลัว
และสยดสยองมาก  สองหรือสามวันต่อมา อารีก็นำครอบครัวและข้าวของทั้งหมดของเขา ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน
หลังเดียวกันกับภรรยาหม้ายของกาซีมผู้ล่วงลับ
          กล่าวถึงพวกโจรทั้งสี่สิบคน เมื่อกลับมายังถ้ำสมบัติอีกครั้ง พวกเขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า ซากศพของ
กาซีมหายไปและซ้ำสมบัติก็ยังถูกขโมยไปอีกด้วย
“อย่าให้เสียเวลาเลย พวกเราจักต้องสืบหาตัวการนี้ให้ได้” หัวหน้าโจรกล่าว 
“ไม่เช่นนั้นทรัพย์สมบัติที่สั่งสมมาเป็นเวลาอันยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ ก็จะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ” 
สมุนโจรคนหนึ่งจึงขันอาสาที่จะเข้าไปเป็นสายลับในเมืองโดยทันที เพื่อเสาะหาเบาะแสคนที่มาขโมยเอาความ
มั่งคั่งของพวกเขาไป
“แกเป็นคนใจกล้ามาก” หัวหน้าโจรกล่าว
“แต่ฉันขอเตือนก่อนว่ากฎของพวกเราคือ ถ้างานล้มเหลวก็หมายถึงต้องชดใช้ด้วยชีวิตของแก” 
สมุนโจรคนนั้นซึ่งพร้อมที่จะตอบตกลงและยอมรับเงื่อนไขอยู่แล้ว จึงได้รับการปรบมือจากกลุ่มโจรในความใจ
กล้า เขาจึงปลอมตัวแล้วก็แอบแฝงเข้าไปในตลาดทันที ช่างเป็นความบังเอิญโดยแท้ พอเข้าไปถึงตลาด 
สมุนโจรได้แวะเข้าไปในร้านเย็บรองเท้าของมุตาฟา
“ดูท่านมีอายุนะ ผู้อาวุโส” เขากล่าวแก่มุตาฟา 
“แต่ยังสายตาดีพอ ที่จะแหย่รูเข็มได้” 
“ฉันนี่แหละเป็นช่างเย็บรองเท้าที่ดีที่สุดในเมืองนี้” มุตาฟาคุยโว 
“ตอนเช้าวันนี้ ฉันเพิ่งไปเย็บซากศพคนตายมาหยกๆ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากย่านตลาดนี้เอง”
“เป็นความจริงหรือ” สมุนโจรกล่าวในขณะที่ตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความอยากรู้ 
“ฉันใคร่อยากรู้เหลือเกินว่าสถานที่แห่งนั้นมันอยู่ที่ไหน” แล้วเขาก็เสนอชิ้นส่วนทองคำให้เพื่อเป็นการ
จูงใจมุตาฟา
“ฉันเกรงว่าฉันจะไม่สามารถพาคุณไปที่นั่นได้หรอก เพราะว่าฉันถูกมัดตาเอาไว้ทั้งขาไปและขากลับในเวลา
นั้น” มุตาฟาตอบ
“ไม่เห็นเป็นไร ก็ให้ฉันมัดตาคุณอีกที” สมุนโจรกล่าวและพยายามคะยั้นคะยอ 
“แล้วพวกเราก็เดินไปด้วยกันสักระยะหนึ่งเพียงสั้นๆ ใครจะไปรู้ คุณอาจจะสามารถจดจำเส้นทางขึ้นมาก็ได้”
พูดพลางเขาก็ยัดเยียดชิ้นส่วนของทองคำใส่ในมือช่างเย็บรองเท้า
มุตาฟาจึงมีผ้าเช็ดหน้ามัดตาเอาไว้ โดยมีสมุนโจรกึ่งเดินนำกึ่งเดินตามเขาไป ซึ่งเป็นอุบายให้ช่างเย็บรองเท้า
พาไปพบบ้านของกาซีม แต่ในเวลานี้ แน่นอนล่ะ อารีและครอบครัวเป็นผู้อยู่อาศัย
“คุณแน่ใจนะว่านี่คือบ้านหลังนั้น” สมุนโจรถามขึ้นในขณะที่แก้มัดออกจากตาของมุตาฟา
“ฉันรู้สึกว่านี่คือระยะทางที่ไกลพอๆกันกับที่ฉันเคยมา” คือคำตอบ 
“เพราะฉันไม่ได้พักอาศัยอยู่แถวนี้ ฉันจึงไม่สามารถจะพูดอย่างมั่นใจได้” 
อย่างไรก็ตาม สมุนโจรคนนั้น ก็รีบนำชอล์กมาขีดทำเป็นเครื่องหมายไว้บนประตูบ้าน แล้วก็กลับเข้าป่าไปหา
หัวหน้าโจรของเขา
ในระหว่างนั้นมีนากำลังจะกลับเข้าบ้าน เธอก็บังเอิญไปเห็นเครื่องหมายที่ขีดด้วยชอล์กบนประตูบ้านเข้าพอดี 
“มันออกจะแปลกอะไรอย่างนี้” เธอสงสัย 
“จักต้องมีใครสักคนวางแผนชั่วร้ายต่อเจ้านายของเราเป็นแน่” 
หญิงผู้ฉลาดจึงนำชอล์กไปขีดทำเครื่องหมายอย่างเดียวกันนั้นลงบนประตูทั้งสามบานของบ้านทั้งด้านนอกและ
ด้านใน
สมุนโจรได้กลับไปรายงานแก่พวกพ้อง และคิดว่าตนเองประสบความสำเร็จในการทำงานเป็นสายลับแล้ว 
พวกโจรจึงตัดสินใจพากันเข้ามาในเมืองในตอนเย็นวันนั้น เพื่อหวังจะเด็ดชีวิตศัตรูของพวกเขาให้ได้ แต่แล้ว
พวกเขาก็ต้องหมดหวัง ลองคิดดู พอมาถึงบ้านของกาซีมพวกเขาก็เห็นมีเครื่องหมายปรากฏอยู่บนประตูทุกบาน
เหมือนกันไปหมด สมุนโจรผู้ทำหน้าที่นำทางจึงเกิดความสับสนและเขาก็ต้องเตรียมตัวตายเพราะนำทางพวก
พ้องมาอย่างผิดพลาด
สมุนโจรคนนั้นถูกสังหารตายตามกฎของพวกเขาไปได้ไม่นาน ก็มีโจรอีกคนขันอาสาทำหน้าที่สายลับอีกครั้ง 
ซึ่งเขาก็ไปพบกับมุตาฟา แล้วก็ยังพากันเดินไปหยุดยังจุดเดิมอีกด้วย เขาทำเครื่องหมายไว้ที่ประตูอีกเช่นกัน 
แต่คราวนี้ใช้ชอล์กสีแดงขีดไว้ที่มุมล่างของประตู แต่มีนาผู้ฉลาดก็สังเกตเห็นอีก เธอจึงทำเครื่องหมายที่ประตู
ให้เหมือนกันที่ตำแหน่งเดียวกันและใช้ชอล์กสีเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้นโจรคนที่สองจึงต้องสังเวยชีวิต ชดใช้
ความผิดพลาดตามกฎของเขาอีกคน เหตุนี้หัวหน้าโจรจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็นคนไปสืบ
เรื่องราวด้วยตัวของเขาเอง หัวหน้าโจรก็ได้ไปพบกับมุตาฟาและถูกพาไปยังตำแหน่งเดียวกันอีกครั้ง 
แต่คราวนี้เขาไม่ได้ทำเครื่องหมายด้วยชอล์กแต่อย่างใด เขาเพียงแต่ยืนจ้องมองเป็นเวลานานพอที่เขาคิดว่า
เขาจะไม่ลืมมัน เมื่อกลับมาเขาจึงเรียกประชุมโจรทั้งสามสิบเจ็ดคน และออกคำสั่งให้พวกเขาเดินทางไปยังหมู่
บ้านเพื่อซื้อลาสิบเก้าตัว พร้อมตุ่มขนาดใหญ่ทำจากหนังสัตว์จำนวนสามสิบแปดใบ ในจำนวนนี้ให้บรรจุน้ำมัน
ไว้เต็มหนึ่งใบ ส่วนอีกสามสิบเจ็ดใบให้เหลือไว้เป็นตุ่มเปล่า  จากนั้นก็จัดการบรรทุกลาทั้งสิบเก้าตัวด้วยตุ่มเปล่า
ทั้งหมด (ที่ไหนได้มีโจรสามสิบเจ็ดคนซ่อนอยู่ในนั้น!) 
และตุ่มที่บรรจุน้ำมัน ส่วนหัวหน้าโจรทำหน้าที่คุมคาราวานลาบรรทุกตุ่มออกเดินทางเข้าไปในเมืองทันทีที่ได้
เวลาพลบค่ำ หัวหน้าโจรนำคาราวานลาไปถึงบ้านกาซีม และจำเพาะมาเคาะประตูเอาตอนที่อารีออกมาเอกเขนก
นอกบ้าน หลังจากที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ในระหว่างที่แนะนำตัวเองต่ออารี หัวหน้าโจรพูดว่า 
“ฉันเดินทางมาจากแดนไกล เพื่อมาขายน้ำมันในตลาด ขอท่านได้โปรดกรุณาให้ความอนุเคราะห์ที่พักในคืนนี้
ด้วยเถิด” 
อารีจึงยินดีต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีอันอบอุ่นตามปกติวิสัยของเขา แน่นอนล่ะเขาไม่รู้หรอกว่าคนนี้คือมหา
โจร หลังจากรับประทานอาหารที่จัดต้อนรับอย่างเหลือเฟือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เข้านอน
แต่หัวหน้าโจรคอยอยู่ครู่หนึ่ง พอสบโอกาสก็ย่องออกไปหากองคาราวานลาที่พักอยู่ข้างนอก ขณะที่เดินผ่านลา
แต่ละตัวเขาก็แง้มฝาตุ่มและกระซิบเบาๆว่า 
“เมื่อได้ยินเสียงฉันโยนก้อนหินสองสามก้อนออกมาจากทางหน้าต่าง จึงค่อยออกมาจากตุ่มอย่างเงียบๆนะ 
แล้วฉันจะออกมาสมทบ” 
จากนั้นเขาก็กลับเข้าไปยังห้องพัก ซึ่งอารีได้จัดเตรียมไว้ให้
ทว่าเหตุการณ์หนึ่งก็เกิดขึ้น เมื่อมีนากำลังตระเตรียมอาหารไว้สำหรับมื้อเช้า บังเอิญน้ำมันตะเกียงที่กำลังไต้อยู่
นั้นหมดลงพอดี เธอจึงออกมาข้างนอกหวังจะแบ่งเอาน้ำมันจากตุ่มใดตุ่มหนึ่งซึ่งวางอยู่กับกองคาราวานลา ทันที
ที่เธอเข้าไปใกล้ๆตุ่มแรก เธอก็ได้ยินเสียงคนพูดออกมาจากข้างในตุ่ม 
“ได้เวลารึยัง”  
“หา” สาวใช้ผู้ชาญฉลาดคิดในใจ 
“ยุ่งล่ะสิ! เจ้านายของเรากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงตาย” 
ด้วยสติสัมปชัญญะอันมั่นคงและคิดอย่างรอบคอบ เธอจึงกระซิบตอบไปว่า 
“ยัง คอยก่อนสักครู่ เร็วๆนี้ล่ะ” 
แล้วเธอก็กระซิบอย่างเดียวกันนี้กับทุกๆตุ่ม เว้นเสียแต่ตุ่มสุดท้าย แน่นอนล่ะ เพราะไม่มีเสียงพูดออกมา 
มันคือตุ่มที่มีน้ำมันบรรจุอยู่เต็มนั่นเอง เธอจึงแบ่งเอาน้ำมันจากตุ่มใส่ในหม้อแล้วก็นำกลับเข้าไปในบ้าน 
จุดตะเกียงให้สว่างอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ฉวยเอากาต้มน้ำออกมาใส่เอาน้ำมันจากตุ่มแล้วนำไปต้มด้วยการเร่งสุม
ไฟจากฟืนจำนวนมาก ทันที่ที่น้ำมันในกาเดือดได้ที่ เธอก็นำน้ำมันเดือดนั้นมาเทลงไปในตุ่มทีละตุ่มจนครบ 
ดังนั้นพวกสมุนโจรทั้งหมดสามสิบเจ็ดคนจึงถูกน้ำมันร้อนลวกและคาอยู่ในตุ่มนั่นเอง
ครู่ต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงก้อนหินหล่นอยู่ข้างนอกบ้าน นี่คือการส่งสัญญาณจากหัวหน้าโจร เขากำลังจะออกมา
สมทบกับกลุ่มโจร แต่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แน่นอนทีเดียว ก็เพราะว่าสมุนโจรพวกนั้นตายเรียบไปแล้ว 
ครั้นหัวหน้าโจรไปถึงตุ่มสุดท้าย ซึ่งพบว่าน้ำมันหายไป เขาจึงเข้าใจได้ทันทีว่าโจรพวกนั้นตายเพราะเหตุใด 
เขาโมโหสุดขีดจึงรีบลนลานไปควบเอาม้าและห้อหนีไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะเร็วได้ 
พอรุ่งเช้า อารีต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า 
“พ่อค้า” ออกจากบ้านเขาไปแล้วคงทิ้งไว้แต่กองคาราวานลาและตุ่มน้ำมัน เขาจึงถามมีนาว่าพอรู้เรื่องอะไร
บ้างไหมทำไมเขาถึงหนีไป 
“เชิญเจ้านายตามฉันมาสิ” เธอตอบ 
“แล้วท่านจะเห็นว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงพิทักษ์ชีวิตท่านไว้อย่างไร” 
ทันทีที่อารีมองลงไปในตุ่ม เขาก็ต้องผวาถอยกรูดออกมาด้วยความกลัว 
“ชายคนนั้นไม่สามารถทำอันตรายแก่ท่านได้หรอก”   มีนากล่าว
“เขาตายแล้ว รวมทั้งพรรคพวกของเขาอีกสามสิบหกคนในตุ่มอื่นๆ” 
 
แล้วเธอก็อธิบายทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นให้อารีฟัง นำเขาไปดูตุ่มน้ำมันซึ่งถูกใช้ไปเกือบหมดและยังบอกเขาถึง
ความจำเป็นที่จะต้องปกปิดเป็นความลับโดยไม่ให้เพื่อนบ้านล่วงรู้
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพ่อค้าคนนั้น” อารียังสงสัย
“ชายคนนั้นมิใช่พ่อค้าอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าฉัน...” 
เธอไขปริศนา และยังอธิบายเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ คือเรื่องขีดเครื่องหมายด้วยชอล์กบนประตู จนถึงเรื่อง
การทำลายล้างพวกกลุ่มโจรไปหยกๆ
อารีจึงมีความยินดีและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแก่มีนามาก 
“เธอได้ช่วยรักษาชีวิตของฉันเอาไว้แท้ๆทีเดียว” อารีกล่าว 
“ฉันขอให้เธอเป็นอิสระจากความเป็นสาวใช้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” 
มีนารู้สึกเป็นสุขมาก แต่ส่วนลึกในใจแล้ว เธอก็ยังรู้สึกว่า เจ้านายยังคงต้องการความช่วยเหลือจากเธอ
 
ดังนั้น อารีและมีนา พร้อมทั้งคนรับใช้ที่มีทั้งหมด จึงได้ช่วยกันขุดหลุมให้ลึกและทำเป็นร่องยาวแล้วก็นำศพ
พวกโจรทั้งหมดไปฝัง เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย พวกเขายังพากันนำตุ่มและอาวุธทั้งหมดไปซุกซ่อนไว้อย่างระมัด
ระวัง และต่อมาก็ค่อยๆทยอยนำลาไปขายทีละตัวๆจนหมด 
         เมื่อหัวหน้าโจรกลับมาถึงถ้ำสมบัติ เขาก็จนปัญญาไม่รู้จะทำประการใดดี มันช่างเป็นความเลวร้ายที่สุด
ที่เขาต้องอยู่คนเดียวตามลำพังโดยปราศจากสมุนโจรทั้งสามสิบเก้าคน เขาจึงคิดวางแผนการใหม่เพื่อล้างแค้น
อารี โดยตัดสินใจไปเปิดร้านใกล้ๆกับบ้านของกาซีม เนื่องจากเขาได้ข่าวมาว่าลูกชายของอารีก็มีร้านอยู่ที่นั่น 
เขาจึงไปเปิดร้านค้าขายพรมและผ้าไหมชั้นเลิศ ตลอดจนสินค้าอันมีราคาแพงอื่นๆ และพยายามทำให้ธุรกิจของ
เขาดูประหนึ่งว่าเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ในที่สุดเขาก็มีโอกาสคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนกับลูกชายของอารี เขาให้ของ
ขวัญและเชิญลูกชายของอารีไปรับประทานอาหารที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง ลูกชายของอารีจึงมีความรู้สึกว่าเขา
เป็นหนี้ในความมีอัธยาศัยไมตรีและมิตรภาพของชายผู้มั่งคั่งคนนี้ เขาจึงถามพ่อของเขาว่า ถ้าจะเชิญเพื่อนพ่อ
ค้าผู้มั่งคั่ง มาที่บ้านเพื่อเป็นการตอบแทนในมิตรภาพของเขา พ่อจะมีความเห็นอย่างไร อารีจึงบอกกับลูกชาย
ของเขาว่า 
“ยินดีต้อนรับเต็มที่เลยลูกรัก เชิญเขามาที่บ้านพ่อพรุ่งนี้เลยสิ พ่อจักให้คนเตรียมอาหารการกินอันเลิศหรูไว้
ต้อนรับ” 
ดังนั้นพอตกตอนเย็นของวันต่อมา ลูกชายของอารีก็ได้พาเพื่อนที่แสร้งทำตัวเป็นพ่อค้ามายังบ้านของพ่อเขา
ตามนัด เป็นที่น่าแปลก ทันทีที่ทั้งสองมาถึงหน้าประตู พ่อค้ากลับแสดงท่าทีอีหลักอีเหลื่อ และกำลังจะหันหลังกลับ
 แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อารีโผล่ออกมาจากบ้านพอดี อารีจึงรีบเข้าไปให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
 และกล่าวขอบคุณแก่เขาที่ได้ให้ความเมตตาแก่ลูกชาย
 “ฉันดีใจมากที่ท่านให้เกียรติมาร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยในวันนี้” อารีกล่าว 
“ฉันก็ดีใจ” พ่อค้าตัวปลอมกล่าว 
“แต่ฉันได้ปฏิญาณตนไว้ว่าจะไม่รับประทานเกลือ เหตุนั้นฉันจึงไม่อาจจะนั่งโต๊ะของท่านได้”   
(ทว่าธรรมเนียมดั้งเดิมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ในประเทศนี้นั้น การแสดงออกถึงมิตรภาพอันดีงามคือ นั่งโต๊ะ
ของเจ้าบ้านและร่วมรับประทานเกลือ) 
“แต่การขอบคุณพระเจ้าร่วมกัน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงดเว้นการรับประทานเกลือของท่านนี่นา” อารีกล่าว
“ฉันจะสั่งคนห้ามใส่เกลือลงในกับข้าว สำหรับท่านก็แล้วกัน” 
ในเวลานั้น มีนากำลังช่วยทำกับข้าวอยู่ในครัว ครั้นได้รับทราบคำร้องขอ ฟังดูชอบกลเช่นนั้น ก็ใคร่จะรู้ว่าชาย
ผู้นี้เป็นใครและเหตุใดจึงไม่รับประทานเกลือ เธอจึงทำเป็นช่วยนำจานอาหารออกมาเสริฟ ทันทีที่เธอเห็นชาย
พ่อค้าคนนั้นเธอก็จำได้ว่าเขาคือหัวหน้าโจร และระหว่างที่เธอผ่านเข้าไปใกล้ๆ สายตาพญาอินทรีย์ของเธอก็
รับรู้ถึงการซุกซ่อนมีดสั้นซึ่งอยู่ภายใต้เสื้อนอกของเขา สาวน้อยผู้หลักแหลมจึงคิดวางแผนโดยฉับพลัน 
เพื่อทำลายอุบายชั่วของขุนโจร ที่กำลังมุ่งร้ายต่อเจ้านายของเธอ ครั้นเดินคล้อยหลังลงไปข้างล่าง เธอจึงปลอมตัว
เป็นนางรำ และนำกริชขนาดเล็กมาเหน็บที่เอวซึ่งคาดด้วยเข็มขัดเงินอันงดงาม ส่วนคนรับใช้ที่มีก็ทำหน้าที่เล่น
ดนตรี ต่างคนต่างเคาะตี สี เป่า ด้วยจังหวะเร่งเร้าเต้นรำระบำกลอง มีนากรีดกรายร่ายรำอย่างสวยงาม เข้าไป
ในห้องรับประทานอาหาร พลันเธอกระโดดขึ้นอย่างไม่คาดคิด พอเท้าถึงพื้นก็กลับตัวด้วยปลายเท้าอย่างรวดเร็ว
 ซึ่งขณะนี้กริชอยู่ในมือของเธอแล้ว ทันใดนั้นเธอก็นำกริชมาจี้ตรงหัวใจของเธออย่างน่าหวาดเสียว แต่เพียง
เสี้ยววินาทีนั่นเอง เธอก็หันเหมันไปทางพ่อค้าที่กำลังนั่งอยู่ แล้วก็ปักมันลงไปตรงหัวใจของเขาจนจมมิด 
อารีและลูกชายของเขาถึงกับตกตะลึงแทบพูดไม่ออกและบอกไม่ถูกว่าจะทำประการใดดี
“โอ นางผู้มีทุกข์! เธอทำอะไรลงไป! นี่มันหมายถึงความหายนะของฉันและครอบครัวเชียวนะ!” 
เสียงเจ้านายตวาด
“อย่าเพิ่งด่วนโมโหไปเลย นายท่าน” มีนากล่าว 
“ฉันทำลงไปก็เพื่อปกป้องและรักษาชีวิตของท่าน” 
พร้อมกับดึงเสื้อนอกของคนตายออกและเผยให้เห็นมีดสั้นที่ซ่อนมา 
“ชายคนนี้คือหัวหน้าของกลุ่มโจรทั้งสี่สิบ ซึ่งเคยปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายน้ำมัน คราวนี้ท่านคงจะเข้าใจดี 
ว่าทำไมเขาถึงไม่รับประทานเกลือที่โต๊ะของท่าน”
อารีจึงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแก่มีนามาก เพราะเธอได้ช่วยเหลือให้เขารอดชีวิตมาได้เป็นครั้งที่สอง 
“ไม่เพียงแต่ปลดปล่อยให้เธอเป็นอิสระได้เท่านั้น” อารีเอ่ยขึ้น 
“แต่ถือว่าเป็นการให้เกียรติต่อพวกเรามาก หากเธอจะแต่งงานกับลูกชายของฉัน” 
ดังนั้นวันวิวาห์พาสุข ที่หลายฝ่ายเฝ้าตั้งตารอคอยอย่างชื่นชม ก็ได้ถูกกำหนดขึ้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างก็ช่วยกัน
จัดเตรียมข้าวของสำหรับใช้ในพิธีตลอดจนอาหารการกินสำหรับเลี้ยงรับรองแขกเหลื่อ พอถึงวันแต่งงาน 
ได้มีการเลี้ยงฉลองกันอย่างเอิกเกริกพร้อมอาหารการกินอย่างบริบูรณ์ การเต้นรำอย่างสนุกสนาน และการ
ร่วมอำนวยพรกันอย่างล้นหลาม และเป็นเรื่องที่ผู้คนยังบอกเล่ากล่าวขวัญกัน ในเวลาต่อมาอีกหลายต่อหลายปี
ส่วนคำว่า “เปิด จิ้งหรีด” ที่ใช้กับถ้ำมหาสมบัติ อารีก็ได้ถ่ายทอดความลับนี้ให้กับลูกหลานในครอบครัวของ
เขาและสืบทอดต่อมาอีกหลายต่อหลายชั่วอายุคน นอกจากนั้นพวกเขายังนำเอาความมั่งคั่งอันไพศาลนี้ ไปช่วย
เหลือเกื้อกูลคนอื่นๆที่โชคไม่ดีเหมือนพวกเขา ให้ได้รับความผาสุกกันโดยทั่วไปอีกด้วย เอวังก็มีด้วยประการ
ฉะนี้
19 มิถุนายน 2557 02:58 น.

นิทานก่อนนอน : ลูกสาวชาวนาผู้ปัญญาดี

Prayad

กาลครั้งหนึ่งมีชาวนาผู้ยากจนคนหนึ่ง เขาไม่มีที่นาเลยแม้แต่น้อย แต่มีบ้านหลังเล็กๆอยู่หลังหนึ่ง
และมีลูกสาวอยู่เพียงคนเดียว วันหนึ่งเขาได้พูดกับลูกสาวว่า
“ลูกรัก เราควรจะขอพระราชทานที่นาจากพระราชาสักแปลงเล็กๆนะ” ซึ่งต่อมาความยากจน
แสนเข็ญของพวกเขาได้ทราบถึงพระราชา พระองค์จึงได้พระราชทานผืนนาผืนหนึ่งให้ 
ดังนั้นชาวนาและลูกสาวจึงช่วยกันขุดดินเพื่อเตรียมการหว่านเมล็ดข้าวโพดและถั่วงาต่างๆ 
ครั้นพวกเขาขุดดินไปจนเกือบจะแล้วเสร็จ ก็ปรากฏว่าพบครกที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ที่ถูกฝัง
อยู่ในดินใต้ผืนนา ชาวนาจึงพูดกับลูกสาวว่า
“ฟังนะลูกรัก ด้วยพระราชาได้พระราชทานที่นาผืนนี้ให้กับเรานับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเหลือ
เราควรจักนำครกทองคำอันนี้ทูลเกล้าถวายเป็นการตอบแทนพระองค์” แต่ลูกสาวก็ไม่ได้เห็นด้วย
และพูดกับพ่อว่า
“พ่อคะ เมื่อพวกเรามีครกโดยปราศจากสาก เราก็จำเป็นต้องค้นหาสากอยู่ดี ฉันว่าเรื่องนี้
เราควรเงียบไว้จะดีกว่า”  แต่ชาวนาก็ไม่เชื่อฟังคำแนะนำของลูกสาว จึงได้นำครกทองคำนั้น
ไปทูลเกล้าถวายแด่พระราชาพร้อมกับเล่าว่าตนได้พบมันฝังอยู่ในที่นาที่ได้รับพระราชทานและขอ
พระองค์ได้โปรดรับไว้เป็นของขวัญเถิด  
ครั้นพระราชารับครกทองคำมาแล้วก็ได้มีรับสั่งกับชาวนาว่านอกจากนี้แล้วไม่ได้พบเห็นสิ่งใดอีกหรือ  
“เปล่าพะยะค่ะ” ชาวนาทูลตอบ  
แต่พระราชาก็มีรับสั่งว่าเขาจะต้องนำสากของมันมาทูลถวายด้วย  
ถึงแม้ชาวนาจะทูลอธิบายอย่างไรว่าเขาเองนั้นไม่ได้พบสากเลย แต่ก็ไร้ผลประหนึ่งพูดกับสายลม  
เขาจึงถูกนำไปจำคุกจนกว่าจะนำสากมาทูลถวายได้   
ในคุกจะมีพนักงานนำอาหารมาให้เป็นประจำทุกวัน อาหารของคนที่ถูกจำคุกเหมือนกันหมดทุกคนก็คือ
ขนมปังกับน้ำ ซึ่งชาวนาได้รับประทานพอประทังชีวิตไปวันๆ พวกพนักงานประจำคุกมักจะได้ยินเขา
พูดบ่นเพ้ออยู่อย่างไม่ขาดระยะว่า 
“โอ…นี่ถ้าเพียงแต่ฉันเชื่อฟังลูกสาวบ้างสักนิด! อา…ถ้าเพียงแต่ฉันเชื่อฟังลูกสาวบ้างสักนิด!”  
ต่อมาพวกพนักงานจึงไปเข้าเฝ้าพระราชาและทูลเรื่องชาวนาที่เอาแต่พูดพร่ำเพ้อว่า 
“อา…ถ้าเพียงแต่ฉันเชื่อฟังลูกสาวบ้างสักนิด!” แล้วก็ไม่ยอมกินหรือดื่มอะไรทั้งนั้น  
พระราชาจึงมีรับสั่งให้นำตัวชาวนาเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามชาวนาว่า เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่พูดพร่ำเพ้อว่า 
“อา…ถ้าเพียงแต่ฉันเชื่อฟังลูกสาวบ้างสักนิด!” และความจริงแล้วลูกสาวเจ้าพูดว่ากระไร 
ชาวนาจึงทูลตอบว่า 
“เธอบอกฉันไม่ควรจะทูลถวายครกทองคำแก่พระองค์ เพราะสมควรที่ฉันจะทูลถวายสากด้วย”  
“ถ้าเจ้ามีลูกสาวที่ฉลาดเฉลียวอย่างนั้น ก็จงไปนำเธอมาที่นี่ และนี่คือรับสั่ง เพื่อฉันจักได้ถามปัญหาเชาว์
ต่อหน้าพระพักตร์   และหากเธอสามารถทายปัญหาได้  ฉันก็จะอภิเษกสมรสกับเธอ”  
ครั้นลูกสาวชาวนามาเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ เธอก็รับที่จะทายปัญหาโดยทันที  พระราชา
จึงตรัสปริศนาคำถามว่า 
“จงมาเข้าเฝ้าฉันโดยไม่สวมใส่เสื้อผ้า  แต่หาได้เปลือยไม่  ห้ามขี่ม้า ห้ามเดินเท้า  ห้ามใช้ในถนนและห้าม
ใช้นอกถนน  ถ้าเจ้าสามารถทำได้ฉันก็จะอภิเษกสมรสกับเจ้า” 
เมื่อเธอกลับออกมาจากพระราชวัง เธอก็วางภาระทุกอย่างที่ทำแล้วก็จัดแจงเปลื้องเสื้อผ้าและสวมร่างกายแทน
ด้วยร่างแหขนาดใหญ่โดยพันรอบๆตัวหลายต่อหลายรอบ จนปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด จากนั้นเธอก็ไปขอเช่า
ลามาตัวหนึ่งแล้วผูกร่างแหที่พันกายของเธออยู่นั้นกับหางของมัน เหตุนั้นลาจึงลากเธอไปด้วย  จึงไม่ใช่ทั้งการ
ขี่และการเดินเท้าแต่อย่างใด และลาก็ลากเธอไปตามร่องลึกของทางเกวียนโดยที่มีเพียงหัวแม่เท้าของเธอ
เท่านั้นที่สัมผัสกับพื้น ด้วยเหตุที่เธออยู่ระหว่างกึ่งกลางของร่องเกวียน เธอจึงไม่ได้ใช้ทั้งในถนนและนอกถนน
เมื่อเธอมาถึงพระราชวังในลักษณะดังกล่าว  พระราชาจึงตรัสว่าเธอทายปริศนาได้ถูกต้องและปฏิบัติได้ตามเงื่อน
ไขแห่งปริศนาทุกประการ  พระองค์จึงมีรับสั่งให้ปลดปล่อยพ่อของเธอออกจากคุก 
และทำการอภิเษกสมรสกับเธอ กับทั้งมอบทรัพย์สมบัติและบริวารตามฐานันดรแห่งราชวงศ์  นับตั้งแต่บัดนั้น
เป็นต้นมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
  Prayad
ไม่มีข้อความส่งถึงPrayad
>