31 สิงหาคม 2557 18:14 น.

นิทานก่อนนอน : ผีกองกอย(ฝรั่ง)ตัวร้าย (The Goblin)

Prayad

กาลครั้งนั้นยังมีผีร้ายตนหนึ่งชื่อกองกอย มันมีรูปร่างป้อมๆและอ้วนเดินกระโผกกระเผกและมันยังมีฟันที่ยาว
บิดเบี้ยวยังกับขนมแท่งเคลือบน้ำตาล  เจ้าผีกองกอยมันอาศัยอยู่ในปราสาทอันใหญ่โตพร้อมพรั่งด้วยบริวาร
หรือทาสรับใช้ของมันมากมาย  พวกทาสรับใช้ก็จะทำหน้าที่ดูแลรักษาความสะอาดปราสาท  หุงหาอาหารให้เจ้า
ผีกองกอยกิน  นอกจากนั้นยังต้องทำงานในไร่นารวมทั้งต้องคอยดูแลฝูงแกะและวัวควายของมันอีก  
ถึงแม้ว่าพวกทาสรับใช้จะทำงานอย่างหนักแสนหนักเพียงใดก็ตามแต่เจ้าผีกองกอยก็ไม่เคยจ่ายค่าแรงให้แก่
พวกเขาแม้แต่สตางค์แดงเดียว    ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าผีกองกอยมันมีอำนาจวิเศษ  อำนาจนั้นก็คือถ้าหากมันทำ
ให้ใครก็ตามมีความโกรธ คนๆนั้นก็จะกลายเป็นทาสรับใช้ของมัน และยอมเชื่อฟังมันทุกประการ
คราวนี้เจ้าผีกองกอยก็มีทาสรับใช้ทุกประเภทตามที่มันต้องการเว้นแต่อย่างเดียวที่ยังไม่มี  คือมันยังไม่มีทาส
หญิงที่ซักผ้าได้ขาวสะอาดหมดจดและเป็นระเบียบเรียบร้อย  เสื้อผ้าของมันจึงมักจะสกปรกอยู่บ่อยๆและยับยู่ยี่
เพราะรีดไม่ดี   
วันหนึ่งมันเดินผ่านเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากปราสาทของมัน  วันนั้นเป็นวันจันทร์ขณะที่มันเดินผ่าน
กระท่อมหลังหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเสื้อที่ขาวสะอาดที่สุดที่มันเคยเห็น  เสื้อผ้าเหล่านั้นขาวปานหิมะปลิวไสวตาก
ไว้ให้ลมโกรกอยู่กับราวตากผ้าที่โยงอยู่ระหว่างต้นแอปเปิล  
เจ้าผีกองกอยจึงตัดสินใจที่จะไปเอาตัวยายเจ้าของกระท่อมมาเป็นทาสเพื่อช่วยซักเสื้อผ้าให้มัน  วิธีการก็ง่ายนิด
เดียวเพียงแต่มันทำให้ยายคนนั้นรู้สึกโกรธมันก็จะได้นางมาอยู่ในอำนาจของมันทันที
ดังนั้นในเช้าวันจันทร์ เมื่อราวตากผ้าเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ซักแล้วอย่างขาวสะอาด  มันจึงใช้มีดตัดเชือกซึ่งขึง
ไว้เป็นราวตากผ้านั้นให้ขาดลง  ทำให้เสื้อผ้าที่ขาวปานหิมะร่วงลงมากองกับพื้นอันสกปรก  ด้วยเหตุนี้จะต้อง
ทำให้นางโกรธอย่างแน่นอน
เมื่อคุณยายมาเห็นเข้าว่าอะไรเกิดขึ้น  นางก็รีบวิ่งออกมานอกกระท่อม แต่แทนที่นางจะโกรธนางกลับพูดขึ้นมา
เบาๆว่า
“ดีแล้ว ดีแล้ว! เช้าวันนี้ควันไฟออกจะมากซะด้วย  มันคงจะรมเสื้อผ้าให้เปื้อนอยู่ดี  ฉันซักผ้าอีกเที่ยวหนึ่งก็ดี
เหมือนกันนะ โชคดีแล้วที่เชือกตากผ้ามันขาดในเช้านี้แต่ไม่ขาดในวันอื่น”  
ดังนั้นนางจึงรวบรวมเอาเสื้อผ้าเปื้อนที่หล่นอยู่กับพื้นจนเต็มมือแล้วก็เดินกลับเข้าไปซักใหม่ในบ้านพลางก็ฮัม
เพลงอย่างอารมณ์ดี
เจ้าผีกองกอยจึงโกรธมากพร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอันยาวเฟื้อยของมัน แต่แล้วมันก็คิดได้ว่าจะทำให้นาง
โกรธอย่างไร
ในวันอังคารเจ้าผีกองกอยจึงไปที่กระท่อมของคุณยายอีกครั้ง  มันเห็นว่านางเพิ่งรีดนมวัวมาใส่ไว้ในหม้อใหม่ๆ
หากมันทำให้นมวัวสดนั้นบูดเสีย  นางจะต้องโกรธอย่างแน่นอน
เมื่อคุณยายมาพบว่านมวัวสดที่เก็บไว้ในหม้อนั้นบูดเสียแล้ว นางก็พูดขึ้นว่า
“ดีแล้ว ดีแล้ว! ฉันจะทำนมเปรี้ยวนี้ให้เป็นเนยครีมซะเลยจะได้เก็บไว้ให้หลานๆกินแกล้มน้ำชาเพราะพวก
เขาชอบรับประทานขนมราดเนยครีมซะด้วย  โชคดีแล้วที่นมมาบูดในวันนี้แต่ไม่บูดในวันอื่น”
เจ้าผีกองกอยจึงโกรธมากพร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอันยาวเฟื้อยของมัน  แต่แล้วมันก็คิดได้อีกว่าจะทำให้นาง
โกรธอย่างไร
ในวันพุธมันก็ไปที่กระท่อมของคุณยายอีกครั้ง  มันได้กระทำให้ดอกไม้ซึ่งมีสีสันอันสวยงามทั้งสวนของยาย
กลายเป็นดอกไม้ป่าสลับสีปะปนกันไปหมด  คุณยายเคยภาคภูมิใจกับสวนดอกไม้อันสวยงามของนาง  เหตุนี้จะ
ต้องทำให้นางโกรธอย่างแน่นอน
“ดีแล้ว ดีแล้ว! นางพูดขึ้นเมื่อเห็นดอกไม้ป่าขึ้นแทนดอกไม้บ้านที่ปลูกไว้  
“ฉันตั้งใจว่าจะเก็บดอกไม้สวยๆที่ปลูกไว้ไปฝากเพื่อนในวันเกิดของเธอสักช่อ แต่คราวนี้คงจะต้องเก็บดอกไม้
ป่ามาปักร้อยลงกับผ้าแล้วแต่งเป็นช่อแทน”  
ดังนั้นนางจึงปักร้อยด้วยดอกไม้ป่าลงกับผ้าและตกแต่งให้เป็นช่ออย่างสวยงามราวกับดอกไม้จริงจากสวนเลย
ทีเดียว  
“โชคดีแล้วที่ฉันสังเกตเห็นดอกไม้ป่าเสียก่อนในวันนี้แต่ไม่ไปเห็นในวันอื่น” 
เธอพูดขึ้นขณะที่นั่งปักร้อยดอกไม้ลงกับผืนผ้า
เจ้าผีกองกอยจึงโกรธมากและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอันยาวเฟื้อยของมัน  แต่แล้วมันก็คิดได้อีกว่าจะทำให้นางโกรธ
อย่างไร
ในวันพฤหัสบดี มันจึงไปขึงเชือกตรงบันไดทางเดินของคุณยาย โดยคาดหวังว่าเมื่อคุณยายเดินลงบันไดก็จะสะ
ดุดเชือกที่ขึงไว้นั้นแล้วล้มลงหัวคะมำ  เหตุนี้นางจะต้องโกรธอย่างแน่นอน
คุณยายได้ล้มลงหัวคะมำจริงๆ และบาดเจ็บที่หัวเข่าจนต้องเดินกระย่องกระแย่งด้วยขาข้างเดียวเพื่อไปรีดนมวัว
“ดีแล้ว ดีแล้ว! คุณยายพูดขึ้น 
“ฉันคงไม่สามารถทำงานบ้านได้แล้ววันนี้ คงจะขอนอนเหยียดยาวบนผ้านุ่มๆที่โต๊ะรับแขกแล้วล่ะ  ช่างเป็น
การเปลี่ยนแผนที่วิเศษอะไรเช่นนี้ ฉันเกือบจะเสร็จธุระทุกอย่างแล้วไหมล่ะ  โชคดีนะที่ฉันสะดุดล้มในวันนี้
แต่ไม่เกิดขึ้นในวันอื่น”
เจ้าผีกองกอยจึงโกรธมากและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอันยาวเฟื้อยของมัน  แต่แล้วมันก็คิดได้อีกว่าจะทำให้นางโกรธ
อย่างไร
ในวันศุกร์ มันจึงไปที่กระท่อมของคุณยายอีกครั้ง  มันเห็นนางกำลังเดินไปเก็บไข่ไก่ที่เล้าไก่พอดี  นางมีแม่ไก่
สีขาวสามตัวแต่ละตัวก็กำลังวางไข่  ขณะที่นางเดินผ่านต้นแอปเปิล มันจึงเหนี่ยวกิ่งแอปเปิลแล้วก็ปล่อยไป
ปะทะใบหน้าของนางจนเสียหลักทำให้ขันที่ใส่ไข่มานั้นหลุดจากมือของนางและตกลงกับพื้นจนไข่แตกหมด 
ด้วยเหตุนี้นางจะต้องโกรธอย่างแน่นอน
“ดีแล้ว ดีแล้ว! คุณยายพูดขึ้น 
“คราวนี้ฉันจะได้ทำไข่เจียวไว้รับประทานทั้งตอนเที่ยงและตอนเย็นเลยล่ะ แถมไข่เจียวก็ยังเป็นอาหารจาน
โปรดของฉันซะด้วย  โชคดีแท้ๆที่ไข่มาแตกในวันนี้แต่ไม่แตกในวันอื่น”
คราวนี้เจ้าผีกองกอยจึงโกรธมากและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอันยาวเฟื้อยของมัน  แต่แล้วมันก็คิดได้อีกว่าจะทำให้
นางโกรธอย่างไร ความคิดของมันจึงสุดแสนจะเลวร้ายเพราะว่ามันโกรธอย่างมากเลยจริงๆ
ในวันเสาร์ มันจึงจัดการใช้ไฟเผากระท่อมของคุณยายทันที  เพราะมันหวังว่าจะต้องทำให้นางโกรธอย่างแน่
นอน  เปลวไฟได้เผาผลาญเริ่มจากผนังกระท่อมลามไปจนถึงหลังคา
“ดีแล้ว ดีแล้ว! นางพูดขึ้น 
“ถึงวาระสุดท้ายของกระท่อมโทรมๆของฉันล่ะสิคราวนี้  ฉันรักกระท่อมหลังนี้มากเหมือนกันแต่ว่ามันก็ผุพัง
แล้ว  เวลาฝนตกหลังคาก็รั่วซ้ำร้ายพื้นก็ยังเต็มไปด้วยรู”  
ครั้นเจ้าผีกองกอยเดินเข้ามาดูว่ายายโกรธไปแล้วรึยัง มันก็กลับพบว่ายายกำลังง่วนอยู่กับการปิ้งหัวมันฝรั่งใน
ถ่านไฟที่กำลังร้อนแดงแล้วก็แจกจ่ายหัวมันฝรั่งที่ปิ้งสุกแล้วให้กับเด็กๆในหมู่บ้านไปกินกันอย่างเอร็ดอร่อย 
“กินหัวมันฝรั่งด้วยกันสิ” นางพูดกับเจ้าผีกองกอย พร้อมกับจับไม้เสียบและยื่นหัวมันฝรั่งไปให้มัน
กลิ่นหัวมันฝรั่งปิ้งหอมน่ากินมากทำให้เจ้าผีกองกอยรีบคว้ามาใส่ปากทันทีหมดทั้งหัวเลย เพราะความตะกละใน
การกินของมันทำให้หัวมันฝรั่งบางส่วนไปอุดหลอดลม  มันถึงกับตาค้างเหลือกถลนทั้งหายใจไม่ออกและทั้ง
ความร้อนของหัวมันฝรั่งที่เพิ่งออกจากถ่านไฟใหม่ๆทำให้ท้องมันพองขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็แตกราวกับลูก
โป่งแตก 
ปรากฎว่าหลังจากตัวมันแตกแล้วไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากคราบชิ้นส่วนผิวหนังเหี่ยวๆสีเขียวของมัน  พวก
เด็กๆเห็นเข้าก็นึกว่าผ้าขี้ริ้วจึงจับโยนเข้าใส่กองไฟแล้วมันก็ถูกเปลวไฟสีเหลืองเผาผลาญเสียหมดสิ้น
ในขณะเดียวกันผู้คนเกือบทั้งหมู่บ้านก็มาเข้าแถวรอรับหัวมันฝรั่งปิ้งจากคุณยายและระหว่างที่รอพวกเขาก็หา
รือกันว่าจะช่วยเหลือคุณยายอะไรได้บ้าง
“ฉันจะสร้างรั้วให้ใหม่” คนหนึ่งพูดขึ้น
“ฉันจะทำหลังคากระท่อมให้ใหม่” อีกคนพูดขึ้นบ้าง
“ฉันจะใส่หน้าต่างให้”คนที่สามพูดอีก
“ฉันจะติดผนังด้วยกระดาษสวยๆให้” คนที่สี่พูดเสริมขึ้น
“พวกเราจะให้ พรมปูพื้น  ผ้าปูที่นอน  ผ้าห่ม และถ้วยโถโอชามทั้งหลายแก่คุณยาย” 
พวกผู้หญิงในหมู่บ้านต่างก็พูดขึ้น   หลังจากที่ปิ้งหัวมันฝรั่งสุกแล้วคุณยายก็ได้แจกให้ทุกๆคนที่มารอได้กินกัน
อย่างเอร็ดอร่อยและพวกเขาก็ได้บอกกับคุณยายว่าจะนำสิ่งของทุกอย่างที่คุณยายจำเป็นสำหรับกระท่อมหลัง
ใหม่มาให้
ในที่สุดกระท่อมหลังใหม่ก็สร้างเสร็จ  มันไม่เก่าโกโรโกโสเหมือนหลังเก่าเลยแต่มันดูน่าอยู่อย่างสะดวกสบาย
ขึ้นเยอะแถมยังมีที่นั่งตากอากาศนอกกระท่อมอีกด้วย  แม่วัวนมของคุณยายก็ได้คอกใหม่มีหลังคาอย่างดี  เจ้า
หมาของคุณยายก็มีซุ้มนอนอันใหม่  จะผิดหวังหน่อยก็แต่เจ้าแมวเหมียวเพราะไม่มีหนูให้ไล่จับเลย  ทั้งนี้ก็
เพราะว่ากระท่อมหลังใหม่ของคุณยายไม่มี่รูพอที่จะให้หนูหลบอยู่อาศัยแม้แต่น้อย  เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
9 สิงหาคม 2557 06:02 น.

นิทานก่อนนอน : เซอร์ กาเวอินกับอัศวินมรกต (Sir Gawain and the Green Knight) ตอนจบ

Prayad

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของปราสาทมีนามว่า เซอร์ เบอติรัค เขามีศรีภรรยาผู้เลอโฉม นามว่า ฟิเดเลีย แม้ว่าจะผ่าน
เวลาแห่งการต้อนรับขับสู้ไปแล้ว ซึ่งรวมถึงการร่วมรับประทานอาหาร เล่นหมากรุก และดื่มไวน์ แต่ฟิเดเลียก็
ยังคงโปรยเสน่ห์คอยเย้ายวนกาเวอินอยู่เรื่อยมา ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่าเธอก็หลงใหลในความเป็นหนุ่มมี
เสน่ห์ของกาเวอินอยู่ไม่น้อย จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยละสายตาไปจากเขา
หลังจากผ่านพ้นคริสต์มาสไปแล้วสองวัน อากาศสดใสดีขึ้นมาก เบอติรัคจึงตัดสินใจที่จะเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์
“ฉันเห็นว่าท่านยังอ่อนเพลียจากการรอนแรมมานาน จึงไม่สมควรที่จะออกไปกับฉันหรอก” เขากล่าวขึ้น
“ท่านจงพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ทำตัวให้สบายๆ ภรรยาของฉันจะดูแลท่านเอง เออ! ฉันนึกอะไรได้อย่าง คือพอตก
เย็น ฉันจะนำสิ่งที่ล่าได้จากป่ามาให้ท่าน แต่ท่านจะต้องมอบอะไรก็ตามที่ท่านได้มาในวันนั้นให้แก่ฉันเป็นการ
ตอบแทน ตกลงไหม”
“ด้วยความเต็มใจเลยท่าน” กาเวอินกล่าวตอบ
วันถัดมา เซอร์ เบอติรัค ก็เข้าป่าออกล่าสัตว์ ส่วนกาเวอินยังคงเอนหลังอยู่บนเตียงกำลังขีดเขียนอะไรสักอย่าง
เขาตั้งใจไว้ว่าจะแต่งบทร้อยกรองขึ้น เพื่อเป็นของแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เบอติรัคล่าได้จากป่า มันคงจะเป็นบทกวี
บทสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา ดูสิว่าจะออกมาในแนวใด
แต่ทว่าบทกวีก็ไม่มีโอกาสจะได้เขียนจนจบ เมื่อฟิเดเลียโผล่ศีรษะเข้ามายิ้มละไมอยู่ที่หน้าประตู
“เป็นอย่างไรบ้าง พ่อกาเวอินผู้รูปหล่อ วีรบุรุษแห่งห้วงหัวใจฉัน” 
เธอเอ่ยขึ้น พร้อมกับพาตัวเองเข้ามาในห้องและนั่งลงบนเตียงนอนของเขา กาเวอินจึงรีบดึงผ้าห่มมาคลุมตัว
เองให้มิดตั้งแต่เท้าจรดปลายคาง 
“เขาเล่าลือกันว่าเธอเป็นเสือผู้หญิงผู้ยิ่งใหญ่” แล้วนางก็กระซิบเบาๆต่ออีกว่า
“ในระหว่างที่สามีฉันไม่อยู่ จะไม่แสดงให้ฉันเห็นเลยเหรอ”
“ฉันไม่รู้ว่าใครบอกแก่เธอเยี่ยงนั้น” กาเวอินกล่าวอย่างเขินอายจนหน้าแดง 
“ฉันเป็นอัศวินจริงๆ ซึ่งอัศวินแท้จะไม่เคยแส่หรือยุ่งเกี่ยวกับสตรีที่แต่งงานแล้ว” 
ทว่าฟิเดเลียก็ไม่ยอมห่างไปไหน เธอปรารถนาการจุมพิตจากกาเวอินผู้มีชื่อเสียง ก็เห็นจะจริงว่าการจุมพิตของเขา
ถือเป็นสิ่งที่เลื่องลือ เพราะแม้แต่อยู่ไกลแสนแดนกันดารอีกด้านหนึ่งของโลกเช่นนี้ ก็ยังคงนับเนื่องอยู่เหมือน
กัน เธอเองเล่าก็มีความสวยอันเลิศเลอเหนือกว่าสตรีใดๆ หากแต่ความคิดของกาเวอินนั้นหยุดอยู่แต่เพียงเรื่อง
ของวันขึ้นปีใหม่ เขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะขึ้นสวรรค์เมื่อตายไป เขาจึงตั้งใจที่จะไม่ประพฤติตนผิดศีล
ธรรมอันดีงาม 
แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาก็ไม่อยากจะทำตัวให้ขัดใจหรือไม่สุภาพต่อความปรารถนาของสุภาพสตรี
จนในที่สุด เขาจึงตัดใจได้ว่า ก็แค่จุมพิตเพียงครั้งเดียวคงจะไม่เสียหายอะไรนัก แล้วเขาก็ยอมให้ฟิเดเลียจุมพิต
เขาเป็นการตอบคืนด้วย ซึ่งมันก็ให้ความรู้สึกสัมผัสคล้ายๆกับเวลาถูกแมวเลียแค่นั้นเอง
ครั้นเซอร์ เบอติรัค กลับเข้าบ้าน สิ่งที่เขาล่าได้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากพวกหมาจิ้งจอกแก่ๆหลายตัวทีเดียว
ถึงอย่างไรเขาก็ได้นำมันมามอบให้แก่กาเวอินตามข้อตกลง  กาเวอินสูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มอก
“ถ้าเช่นนั้นฉันก็จะต้องรักษาสัญญาข้างฝ่ายฉันเช่นกัน” เขากล่าวพลาง ก็ตรงเข้าไปโอบไหล่เบอติรัคแล้วก็
จุมพิตหนักๆลงที่หน้าผากของเขา
“โอ้!” เบอติรัคอุทาน (กาเวอินรู้สึกโล่งใจ เมื่อเขาไม่ได้ซักถามอะไร)
ในวันถัดมา เซอร์ เบอติรัค ก็ออกล่าเนื้ออีกครั้ง ในขณะที่กาเวอินยังอยู่บนเตียงนอน เขากำลังพยายามจะแต่ง
บทเพลง ซึ่งคงจะเป็นบทเพลงสุดท้ายแห่งชีวิต อย่างน้อยก็เพื่อดึงความคิดออกไป ไม่ให้ใจจดจ่ออยู่กับวันขึ้น
ปีใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามา
แต่แล้วบทเพลงดังกล่าวก็ไม่มีโอกาสจะได้แต่งจนจบ เมื่อฟิเดเลียเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีอันปรารถนาที่จะอยู่ด้วย
นั้น มีเพิ่มขึ้นหลายเท่านัก เขาพยายามอธิบายต่อเธอว่าการที่เขาขโมยจุมพิต ซึ่งเป็นสิทธิ์สมบูรณ์อันชอบแห่ง
ผู้เป็นสามีนั้น เป็นสิ่งมิบังควรและขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ทว่าเธอก็ยืนยันแต่เพียงว่าเธอรักใคร่เขาและเหนือ
สิ่งอื่นใดเขาช่างเป็นสุภาพบุรุษที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ในที่สุดเขาก็มิอาจจะยับยั้งการฝังรอยจุมพิตของเธอ ที่ประ
ทับลงบนแก้มซ้ายและขวาของเขา
ครั้น เซอร์ เบอติรัค กลับเข้าบ้าน เนื่องจากวันนี้เขาล่าหมูป่าได้ เขาจึงมอบเขี้ยวหมูอันเงางามนั้นให้แก่กาเวอิน
และเพื่อเป็นการตอบแทน กาเวอินจึงตรงเข้าไปจับที่ข้อศอกของเขาแล้วก็ประทับจุมพิตลงที่แก้มทั้งสองข้าง
“ดีแล้ว!” เบอติรัคอุทาน กาเวอินก็รู้สึกโล่งใจอีกครั้งที่เขาไม่ได้ซักถามอะไร
ในวันถัดมา ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่า เซอร์ เบอติรัคก็ออกล่าสัตว์อีกครั้งหนึ่ง ส่วนกาเวอินก็ยังอยู่บนเตียงนอน
และพยายามจะสวดมนต์อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า และถือเป็นการสวดครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต เพราะในวันรุ่งขึ้นเขา
จะต้องออกไปพบกับอัศวินมรกตตามคำมั่นสัญญา
แต่แล้วการสวดมนต์ของเขาก็ต้องถูกรบกวนอีกจนได้ เมื่อฟิเดเลียขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงและปรารถนาใคร่จุมพิต
เขาอีกคำรบหนึ่ง แต่คราวนี้ฟิเดเลียช่างมีความสวยสดงดงามเอามาก จนกาเวอินเองก็ถึงกับเผลอใจไปใหลหลง 
อย่างไรเสีย เขาก็คงม้วยมรในวันถัดมาอย่างแน่นอนและไม่มีโอกาสที่จะหาความสุขให้กับตนเองได้อีกต่อไป 
ถึงปานนั้น กาเวอินก็เพียงแต่ยินยอมให้ฟิเดเลียจุมพิตเขาแค่สามครั้ง ทั้งนี้ก็เพราะเขาปรารถนาอย่างแรงกล้า
ที่จะได้ขึ้นสรวงสวรรค์เมื่อตายไป
ต่อมาฟิเดเลียได้มอบของขวัญให้แก่เขา กล่าวคือเธอแก้เอาเข็มขัดสีเขียวออกจากบั้นเอวของเธอเอง
“โปรดเก็บรักษาสิ่งนี้เอาไว้ ถือว่าเป็นพยานแห่งความรักของฉัน” เธอกล่าว
“มิได้หรอก ฉันรับไม่ได้”
“เธอคงคิดว่ามันเป็นของธรรมดาๆและด้อยค่าเกินกว่าที่จะรับไว้” 
“หามิได้ คือฉันหมายความว่า...”
“มันไม่ใช่ของธรรมดา มันเป็นเข็มขัดที่ทรงพลังอันมหัศจรรย์ ใครก็ตามที่สวมใส่จะปลอดภัยแคล้วคลาดจาก
ภยันตรายทั้งมวล ถึงถูกฆ่าก็ไม่อาสัญ”
คราวนี้เองที่กาเวอินไม่อาจจะฝืนทนต่อความปรารถนาของตนเองได้ เขาจึงรับเอาเข็มขัดอันนั้นและสวมใส่
เอาไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง 
ครั้น เซอร์ เบอติรัค กลับเข้าบ้านในตอนเย็นวันนั้น เขาก็ไม่ได้นำมันมามอบให้แก่เบอติรัค ถึงแม้สิ่งที่นำมา
แลกเปลี่ยนจะเป็นเนื้อกวางอย่างดีที่ได้จากการล่าก็ตาม เขาก็ตอบแทนคืนแต่เพียงให้การจุมพิต
จุมพิตครั้งที่หนึ่ง“โอ้!”
จุมพิตครั้งที่สอง“ดีแล้ว!”
จุมพิตครั้งที่สาม“ดีจริงๆ!”
ส่วนเข็มขัดสีเขียวกาเวอินได้เก็บเอาไว้เอง เผื่อว่ามันเป็นของวิเศษจริงๆมันก็อาจจะช่วยรักษาชีวิตเขาให้รอด
ได้
ในวันรุ่งขึ้น กาเวอินจึงกล่าวคำอำลาแก่ เซอร์ เบอติรัคและภรรยาของเขา แล้วก็ขี่ม้าออกไปตามที่ได้ให้คำมั่น
สัญญาเอาไว้ ในขณะที่ขวานอันเขื่องซึ่งห้อยอยู่ข้างอานม้าก็แกว่งไกวอยู่ไปมา คนรับใช้ของปราสาทเข้ามาทำ
หน้าที่นำทางให้แก่เขาจนมาถึงที่ ซึ่งเป็นทางแคบๆระหว่างหุบเขา และเต็มไปด้วยพวกมอสกับพฤกษ์พันธุ์อัน
เขียวขจี ตรงกลางทางเดินนั้นเป็นหิน และส่วนปลายสุดของกำแพงหินนั้นคือลานศิลา ซึ่งเป็นบริเวณหน้าทวาร
เข้าปราสาท
“ต่อให้มีทองคำอยู่ในนั้น ฉันก็จะไม่เอาอย่างท่านหรอกนะ” คนรับใช้พูดเสร็จก็รีบควบม้าห้อหนีไปเท่าที่
จะเร็วได้
“ฉันมาตามสัญญาแล้วท่าน!” เสียงแหลมเล็กของกาเวอินสะท้อนไปตามกำแพงหิน เขารู้สึกหวาดกลัวเหลือ
ที่สุด
ทันใดนั้น อัศวินมรกตก็กระโดดออกมาจากโขดหิน และแสดงตัวยืนตระหง่านอยู่ต่อหน้าเขานั่นเอง ศีรษะของ
เขากลับไปตั้งอยู่ที่คอเหมือนเดิมแล้ว ดวงตาแดงก่ำและดุดันนั้นส่องประกายอยู่วาววาม เขาสะแหยะยิ้มและเผย
ให้เห็นฟันสีเขียวอย่างชัดเจน 
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้นำความอดสูมาสู่หมู่อัศวินแห่งวังคามีล็อตน่ะสิ เจ้าคือคนที่กล้าหาญกว่าทุกคนที่ข้าเคย
พบเห็น ก้มหัวลงมาไอ้หนู เป็นทีของข้าได้ฟาดเจ้าด้วยขวานบ้างล่ะ ตามที่เราตกลงกันเอาไว้เมื่อหนึ่งปีก่อนยัง
ไงล่ะ”
กาเวอินถอดหมวกเหล็กสมรภูมิออกและพึมพำสวดมนต์เป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็นั่งคุกเข่าและก้มศีรษะลง ผม
หยักสีทองของเขาตกลงมาพาดที่แก้มทั้งสองข้าง ขณะเดียวกันอัศวินมรกตก็หยิบเอาขวานออกมาจากข้างอาน
ม้าของกาเวอิน เขายกขวานขึ้นสูง เสียงคมขวานแหวกอากาศจนกาเวอินต้องเหลือบขึ้นมอง พลันที่เห็นคมบั่น
กำลังฟันลงมา ด้วยสัญชาตญาณ เขาทรุดกายดำดิ่งลงกับโคลน คมขวานจึงพลาดและเฉียดไปห่างแค่
เพียงเส้นผม
“อะอ๋า! เจ้าก็คนขี้ขลาดนี่เอง ในที่สุด! ข้าเคยหดหัวไหม ข้าเคยขยับหลบทางขวานไหม”
“แต่ท่านก็มิได้สูญเสียอะไรมากเลยนี่” กาเวอินกล่าวโต้ตอบ ในขณะที่ขยับกลับขึ้นมาจากโคลนตม 
“เมื่อศีรษะของฉันหลุดออกไปแล้ว มันไม่สามารถจะนำกลับมาต่อใหม่ได้ง่ายๆเหมือนอย่างของท่านนี่นา” 
แต่ว่ากาเวอินก็รู้สึกละอายในความขี้ขลาดของตน
“ขอให้ท่านฟันอีกทีเถิด คราวนี้ฉันจะไม่หดหัวอย่างแน่นอน” เขากล่าว พลางก็นำมือมาประสานอก
แล้วก้มศีรษะและหลับตาลงอย่างยอมรับในชะตากรรมแต่โดยดี
ขวานถูกเงื้อขึ้นจนสุดอีกครั้ง อัศวินมรกตตะเบ็งกำลังพร้อมจะลงขวานอย่างเต็มเหนี่ยว พอได้จังหวะก็ฟาดลงมา
ทันที เข็มขัดสีเขียวที่กาเวอินสวมอยู่ที่หัวไหล่ถูกมุมของคมขวานเฉือนขาดออกจากกันในทันใด คมขวานยัง
เฉียดไปเถือหนังคอของเขาจนเลือดสีแดงราวกับลูกฮอลลี่ไหลซิกๆออกมา 
อารามดีใจสุดขีด กาเวอินทะลึ่งพรวดลุกขึ้นมายืนทันที การฟันด้วยขวานได้ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเจ้ามนุษย์ยักษ์
ได้ทำพลาด เขาจึงมีชีวิตรอดอยู่ได้! เขาดีใจมากจนไม่อาจจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เกิดจากบาดแผลที่คอ เขา
รู้สึกเป็นสุขมากที่สุดในชีวิต
แต่ขณะเดียวกันอัศวินมรกตก็มิได้รู้สึกว่าเขาเองประสบกับความล้มเหลวแต่อย่างใด 
“จริงทีเดียว กาเวอิน” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกๆและคุ้นหู 
“จริงทีเดียว ท่านเป็นหนึ่งในอัศวินที่ดีเลิศที่สุดที่ฉันเคยพบเห็นมา ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็เพียงพอ
สำหรับความภาคภูมิใจในตัวเอง ท่านได้ให้การจุมพิตแก่ฉัน นับตั้งแต่จุมพิตครั้งเดียว สองครั้ง และแม้กระทั่ง
สามครั้ง แต่เข็มขัดสีเขียวนั่น ท่านกลับเก็บมันไว้สำหรับตัวเอง เหตุนั้นฉันถึงได้เถือหนังคอให้เป็นรอยแก่
ท่าน มันเป็นบาดแผลแต่เพียงเล็กน้อยสำหรับการย้ำเตือนความทรงจำถึงคำโกหกนิดๆของท่านเท่านั้นเอง”
“ท่าน เบอติรัค!”
“ถูกต้องแล้ว ฉันก็เป็นคนๆเดียวกันกับที่ท่านเห็นที่ปราสาท การปลอมตนของฉันเกิดจากอำนาจเวทมนต์แห่ง
ราชินีมอแกน เลอ เฟย์ ผู้เป็นพระพี่นางเธอแห่งพระเจ้าอาร์เธอร์นั่นเอง ด้วยพระนางประสงค์จะข่มขู่กษัตริย์
อาร์เธอร์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลมของพระองค์ พระนางเชื่อว่าคงจะไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะรับคำท้าทายกับ
อัศวินยักษ์ในร่างของฉันอย่างแน่นอน ฉันรู้สึกดีใจ ซึ่งพระนางก็ได้เห็นแล้วว่ามิเป็นความจริง ฉันเป็นคน
ร้องขอให้ภรรยาของฉันทดสอบความสัตย์ซื่อของท่านเอง ท่านเกือบจะผ่านการทดสอบแล้วทีเดียว แต่จริงๆ
แล้ว ท่านก็ผ่าน! 
ส่วนเหตุผลที่ท่านเก็บเข็มขัดเอาไว้เองก็มุ่งหมายว่าจะได้มีชีวิตอยู่รอด สำหรับคนในวัยฉกรรจ์ทั่วไป ก็ถือว่า
เป็นสิ่งที่ให้อภัยกันได้ จงมาจับมือและเป็นมิตรกันเถิด  
ณ วันนี้! ท่านได้พิสูจน์ถึงความเป็นอัศวินอย่างแท้จริงแล้ว โปรดเก็บเข็มขัดนั้นเอาไว้ มันไม่ได้มีอำนาจ
มหัศจรรย์แต่อย่างใดหรอก แต่มันก็เป็นฝีมือถักของภรรยาฉันเอง ส่วนสีของมันก็จักเป็นสิ่งเตือนใจให้ท่าน
ระลึกถึงฉันและภรรยาของฉันด้วย ฉันกล้าพูดเช่นนั้น”
แต่แล้วความสุขใจของกาเวอินก็เป็นอันล่มสลาย และกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ต่ำต้อย ขลาดเขลา และน่าอดสู
ใจ เพราะเหตุว่าเขาแอบเก็บเข็มขัดเอาไว้ ซึ่งเป็นการกระทำผิดต่อคำสัญญาที่ได้ให้แก่มิตรสหาย และยังได้เห็น
ด้วยว่าตัวเองก็เป็นคนขี้ขลาดคนหนึ่ง ความหนักอกที่ตกแก่เขาเองในข้อนี้จึงมีมากกว่าอัศวินมรกตเหลือคณา
นัก ผู้ซึ่งเวลานี้กำลังหัวเราะร่าอย่างเป็นสุข และดังก้องกังวานไปตามกำแพงหินที่อยู่เบื้องหลัง ราวกับเสียงสั่น
ของระฆังในเทศกาลคริสต์มาส
ถึงแม้อัศวินมรกตหรือ เซอร์ เบอติรัคจะเชิญชวนกาเวอินให้กลับไปร่วมดื่มและรับประทานที่ปราสาทกันอีก
ครั้งหนึ่ง แต่เขาก็หาได้ตอบรับคำเชื้อเชิญนั้นไม่ เขากล่าวขอบคุณและให้เหตุผลว่าเขาจากสำนักพระเจ้าอาร์
เธอร์มานาน ป่านฉะนี้คงจะเป็นห่วงเขามาก เขากล่าวคำอำลาแก่อัศวินมรกตและฝากความระลึกถึงแด่ภรรยา
ของเขาด้วย
“ฉันจะเก็บเข็มขัดนี้เอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ในยามที่ฉันขาดความกล้าหาญ” เขากล่าว
“บางที มันอาจจะช่วยให้ฉันรอดพ้นจากความขี้ขลาดที่อาจจะบังเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้าได้” 
กล่าวเสร็จเขาก็กระโดดขึ้นหลังม้ากรินกาเร็ตแล้วควบฝ่าหิมะมุ่งหน้าคืนสู่มาตุภูมิ
ครั้นกลับมาถึงพระราชวังคามีล็อต กาเวอินก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เหล่าอัศวินทั้งหลายรับฟังโดยมิได้ปิดบัง
ความจริงหรือเห็นว่าเป็นสิ่งน่าละอายสำหรับตนเลยแม้แต่น้อย เวลานี้ของตกแต่งต่างๆในเทศกาลคริสต์มาส
ก็ถูกรื้อถอนออกไปจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่เคยห้อยไว้ประดับประดาก็ได้นำลงมาพับเก็บไว้เป็นที่เรียบร้อย 
แม้แต่ต้นคริสต์มาสก็ถูกนำไปเผาไฟจนสิ้น
เมื่ออัศวินทั้งหลายเหล่านั้นได้รับทราบเรื่องราว ต่างก็พากันหัวเราะจนดังลั่นพอๆกับเสียงหัวเราะของอัศวิน
มรกต พระเจ้าอาร์เธอร์ทรงสดับเช่นนั้นจึงคว้าเอาธงทิวสีเขียวที่ประดับอยู่ ณ ข้างบัลลังก์ มาทรงตัดออกให้เป็น
แถบบางๆหลายชิ้น
“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” พระองค์ตรัสประกาศขึ้น 
“พวกเราทุกคนจักต้องคาดแถบเข็มขัดสีเขียวนี้ ให้เหมือนกันกับกาเวอิน เหตุไฉนจะต้องทำให้เขาผิดแผก
ไปจากหมู่เหล่าอัศวินของเขาด้วยเล่า พวกเราเองก็ไม่มีใครสักคนที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็เป็นความพยายาม
ในสิ่งนั้น” 
ในห้วงเวลาแห่งการผจญภัยกับอัศวินมรกต ไม่มีใครเลยจะล่วงรู้ถึงความเลวร้ายที่กาเวอินได้ประสบพบพาน 
เว้นเสียแต่ตัวของเขาเอง ซึ่งได้นำชีวิตจนรอดพ้นภยันตรายและอุปสรรคนาๆประการ อันเกิดจากความผิด
บาปแห่งความหยิ่งในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของตน แต่ก็ทำให้เขาดูเป็นบุคคลที่ดีเด่นขึ้น หากจะจัดว่ายังไม่
ใช่อัศวินที่สมบูรณ์แบบ
การพบกับอัศวิน*ที่สมบูรณ์แบบ ยังคงจะต้องรอคอยกันอีกต่อไป เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
*ถึงแม้นอัศวินที่สมบูรณ์แบบจริงๆอาจจะต้องรอคอยกันอีกต่อไป หรืออาจจะมีอยู่แต่เพียงในโลกแห่งอุดมคติ 
ทว่าสุภาพบุรุษอัศวินในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน ก็สามารถจะพัฒนาขึ้นมาได้ อย่างน้อย 
หากมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
“สุภาพบุรุษอัศวินไม่สิ้นสูญ
หากเกื้อกูลนำพาความกล้าหาญ
สุจริตอุทิศตนพ้นประมาณ
รักเพื่อนบ้าน เกียรติ ชาติ ราชบัลลังก์
รู้รักษาวาจาสัญญามั่น
ช่วยเหลือกันพ้นภัยสมใจหวัง
ไม่หวั่นไหวการศึกผนึกพลัง
เป็นเหมือนดั่งผู้นำพร้อมกำชัย
ทรหดอดทนไม่บ่นพร่ำ
ฝึกกำยำทุกกีฬาพาสดใส
เอื้ออาทรคนอ่อนแอผู้แก่วัย
สตรีไซร้ต้องให้เกียรติทุกชั้นชน
ช่วยคนอื่นก่อนตัวไม่มัวช้า
เล่นกีฬามุ่งสนุกทุกแห่งหน
มิมุ่งหมายกำชัยในกมล
มิถือตนคุยโวอวดโอ้ใคร
มิหลงเพลินเงินทองให้หมองจิต
ผูกมัดติดหนึ่งเสน่ห์มิเฉไฉ
มีหญิงเดียวเกลียวแน่นกลางแก่นใจ
มิปราศรัยคำหยาบจ้วงจาบสตรี”
16 สิงหาคม 2557 20:32 น.

นิทานก่อนนอน : เซอร์ กาเวอินกับอัศวินมรกต (Sir Gawain and the Green Knight) ตอนแรก

Prayad

ในอดีตกาล จากตำนานสมัยของกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งประเทศอังกฤษ(ปลายศตวรรษที่ ๑๔) เวลานั้นเป็นฤดูหนาว พระเจ้าอาร์เธอร์ พร้อมด้วยข้าทาสบริพารกำลังจัดให้มีงานฉลองคริสต์มาสขึ้นที่พระราชวังคามีล็อต ในงานกิน
เลี้ยงล้วนแต่บริบูรณ์ด้วยอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการละเล่นและสิ่งบันเทิงต่างๆ การจัดเลี้ยงฉลองดัง
กล่าวยิ่งเพิ่มความสนุกสนานและยิ่งใหญ่เมื่อถึงวันต้อนรับปีใหม่ ถึงแม้บรรยากาศภายนอกนั้นจะขาวโพลน
ไปด้วยหิมะ ซึ่งส่งประกายวาววับยามต้องแสงตะวัน ผสมกับความหนาวเหน็บของสายลมที่เฝ้ากรรโชกและ
โบกโบย  แต่ภายในห้องโถงใหญ่ของปราสาทกลับอบอุ่นและมีสีสัน ทั้งนี้ก็เพราะมีกองไฟขนาดใหญ่กำลังลุก
ไหม้อยู่บนแท่นศิลากลาง ส่องสว่างให้เห็นสีสันไปทั่วทุกซอกทุกมุม
ระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งลงเพื่อร่วมรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้า พลันประตูอันสูงใหญ่ของปราสาทก็
ถูกเปิดออกด้วยแรงลม พร้อมๆกับการปรากฏตัวของนักรบบนหลังม้า ควบฝ่าหิมะเข้ามา เขามีรูปร่างสูงใหญ่โต
มากแทบจะเรียกได้ว่าขนาดของยักษ์ปักหลั่น
ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการเงียบกริบด้วยความฉงนละคนกับความแปลกใจ เพราะใบหน้าและมือของเขา 
ตลอดจนส่วนของร่างกายที่สามารถมองเห็นได้นั้น ล้วนแต่เป็นสีเขียว ดูราวกับสีของทุ่งหญ้าในหน้าฝน เขาตัด
ผมเผ้าและหนวดเคราซึ่งก็ออกสีเขียวให้เป็นทรงที่ตรงเรียบเสมอกัน โดยปล่อยยาวให้ตกลงมาถึงข้อศอก 
จึงแลดูราวกับผ้าคลุมไหล่ นอกจากนั้นเสื้อนุ่ง ถุงขา และผ้าคลุมหลังก็ล้วนแต่เป็นสีเขียว และยังปักดิ้นทองคำ
ด้วยลวดลายที่เป็นรูปเหล่าปักษีและหมู่ผีเสื้อ แม้แต่ม้าที่เขาขี่มาก็เป็นม้าสีเขียว รูปร่างสูงใหญ่ดูสง่าน่าเกรง
ขาม ซึ่งเหมาะสมกับที่เป็นพาหนะของบุรุษร่างใหญ่ สายบังเหียนม้าล้วนแต่เป็นหนังสีเขียว มีมรกตเป็นเม็ด
กระดุม แผงและหางสีเขียวของมันตกแต่งด้วยริบบิ้นทองคำ ที่หน้าผากของมันยังมีกระดิ่งทองคำห้อยลงมาเสียง
ดังกรุ่งกริ่ง 
ในมือของผู้แปลกหน้านั้น มือหนึ่งถือกิ่งฮอลลี่ อีกมือหนึ่งกำอยู่ที่ด้ามสีเขียวของขวานนักรบขนาดใหญ่ ซึ่งมีใบ
ขวานทำด้วยเหล็กกล้าสีเขียวเช่นเดียวกัน
อัศวินมรกตผู้นี้ ขี่ม้าล่วงล้ำเข้ามาถึงในห้องโถงใหญ่ แล้วก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า
“ผู้เป็นใหญ่ของบ้านหลังนี้อยู่ที่ไหน” 
พระเจ้าอาร์เธอร์จึงยืนขึ้นแสดงตัวและกล่าวเชื้อเชิญเป็นเชิงต้อนรับ 
“ขอเชิญลงจากหลังม้า มาร่วมรับประทานกับพวกเรา นี่คืองานเลี้ยงฉลองต้อนรับปีใหม่ จึงขอต้อนรับแขกทุกๆ
ท่านด้วยความยินดี”
“หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อร่วมฉลองงานเลี้ยงกับท่าน” อัศวินมรกตเอ่ยตอบ
“นี่เป็นเทศกาลแห่งความยินดีและมีไมตรีจิต” พระเจ้าอาร์เธอร์ตรัสต่อ 
“ในนามของพระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดอำนวยพรให้ท่านจงมาอย่างสันติด้วยเถิด”
“ณ เคหสถาน” อัศวินมรกตกล่าวต่อ 
“หม่อมฉันมาพร้อมหมวกเหล็ก เสื้อเกราะ โล่กำบัง ดาบอันคมกริบและอาวุธอื่นๆอีกมากมายก็หาไม่ ท่านไม่
คิดเลยหรืออย่างไรว่า หากหม่อมฉันมาเพื่อการสู้รบกับใครสักคน หม่อมฉันจะมาโดยปราศจากอาวุธ   
แต่เปล่าหรอก ข้าแต่พระเจ้าอาร์เธอร์ หม่อมฉันมาโดยสันติ ด้วยหม่อมฉันได้ยินกิตติศัพท์ล่ำลือกัน ถึงความ
องอาจกล้าหาญชาญชัย ของเหล่าอัศวินในสำนักโต๊ะกลมของพระองค์ หม่อมฉันจึงมาขอพบอัศวินที่อยู่ ณ ที่นี้
ว่า จะมีใครสักคนที่กล้ามาร่วมเล่นเกมกีฬาที่หม่อมฉันจะเสนอนี้”
“หากท่านประสงค์จะประลองยุทธ์กับอัศวินของฉัน” พระเจ้าอาร์เธอร์ตรัส
“อัศวินหลายคน ณ ที่นี้ก็ย่อมอยากจะร่วมเกมกีฬา ตามที่ท่านท้าโดยมิต้องสงสัย”
อัศวินมรกตส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า 
“ที่หม่อมฉันต้องการนั้น มิใช่การต่อสู้แต่อย่างใด มันก็แค่ไม่มากไปกว่าการนำความสนุกสนานเฮฮา มาสู่วง
รับประทานอาหารของพวกท่านเท่านั้นเอง” 
เขายกขวานสีเขียวขึ้น “ถึงแม้นมีการต่อสู้ เด็กๆเหล่านี้ ก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรฉันได้อยู่ดี” 
พูดพลางเขาจ้องมองมาที่กาเวอิน จึงทำให้ความโกรธโหมกระพือไปในหมู่อัศวินโต๊ะกลม แต่ก็หามีใครสักคน
ปริปากพูดอะไรไม่ 
“มีใครสักคนบ้างไหมที่กล้าแลกฟันขวานกับฉันกันคนละครั้ง หากมีใครสักคนที่ใจกล้า ปรารถนาขวานเล่มนี้ 
ก็โปรดรับเอาไปเป็นเจ้าของได้เลย ฉันจะเป็นฝ่ายให้ฟันก่อน เลือกฟันตรงไหนก็ได้ รับรองฉันจะไม่มีการถด
หรือหดหัว แต่ต้องให้สัตย์สัญญากับฉันว่า นับจากวันนี้ไปเป็นเวลาอีกหนึ่งปี เขาคนนั้นจะต้องติดตามค้นหาฉัน
เพื่อฉันจักเป็นฝ่ายฟันเขาบ้าง หนึ่งครั้งเช่นกันเป็นการแก้คืน”
กล่าวเสร็จอัศวินมรกตก็กรอกสายตาอันแดงก่ำและดุดันของเขากวาดไปรอบๆห้องโถง ส่วนมือก็กวัดแกว่ง
ขวานอยู่ไปมา คอยดูทีท่าใครจะเป็นคนรับคำท้าทาย ครั้นไม่เห็นมีใครก้าวออกมา เขาจึงตะเบ็ง ลั่นเสียงหัว
เราะจนดังก้องแล้วก็ยืดกายตรงให้สูงเด่นยิ่งกว่าเดิม
“ที่นี่เป็นราชสำนักแห่งพระเจ้าอาร์เธอร์จริงล่ะหรือ” เขาตะโกนถามอย่างเย้ยหยัน 
“แล้วยังจะเรียกได้อย่างไรว่า คนเหล่านี้คืออัศวินโต๊ะกลมผู้มีชื่อเสียง ฉันไม่ยักกะรู้จริงๆว่าพวกท่านเอา
เกียรติภูมิมาจากไหน เพียงแค่ฉันเอ่ยถึงขวานเท่านั้น ต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่นไปหมด!” 
แล้วเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง จนพระเจ้าอาร์เธอร์ถึงกับพระพักตร์แดงขึ้นมาด้วยความละอาย 
แต่แล้วความอายก็กลายเป็นความเดือดดาลในชั่วเวลานั้น จนเกินกว่าที่พระองค์จะทนฟังอีกต่อไป จึงพุ่งปราด
ออกไปยืนผงาดอยู่ข้างหน้าโดยพลัน
“นี่จะบ้าไปแล้วหรือ ท่านอัศวิน!” พระองค์ตรัส พร้อมกับก้าวเข้าไปหามนุษย์ร่างยักษ์
“แต่ถ้าท่านอยากจะเล่นเกมโง่ๆนั่นจริงๆ ก็จงเอาขวานนั้นมาให้ฉัน แล้วก็เตรียมพร้อมเอาไว้!”
อัศวินมรกตจึงลงจากหลังม้าแล้วก็ยื่นขวานอันหนักหน่วงนั้นให้แก่พระเจ้าอาร์เธอร์ พระองค์จึงกระชับขวาน
เล่มเขื่องไว้ในมืออย่างมั่นคง และเตรียมที่จะฟันมันลงไป ทันใดนั้นกาเวอินก็กระโดดออกมาจากที่นั่ง
“ได้โปรดเถอะเสด็จอา” เขาเอ่ยขึ้น
“ให้หม่อมฉันเป็นคนรับแทนท่านเถิด ด้วยหม่อมฉันยังจะต้องพิสูจน์ตนเอง ว่าค่าควรแก่ความเป็นอัศวินโต๊ะ
กลมเพียงใด และนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสของหม่อมฉัน”
แรกทีเดียวพระเจ้าอาร์เธอร์ก็ยังไม่ทรงวางพระทัย แต่พอเห็นความมุ่งมั่นของชายหนุ่มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า
พระองค์จึงมีดำริใหม่ แล้วก็มอบขวานนั้นให้กับเขา พร้อมทั้งทรงอำนวยพรให้โชคดี
“ฉันรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนในหมู่ที่เรียกตัวว่าอัศวิน มีความกล้าหาญพอที่จะเข้ามารับคำท้า” 
อัศวินมรกตกล่าว 
“เจ้าชื่ออะไรล่ะ ไอ้หนู”
“ฉันมีนามว่ากาเวอิน” เสียงตอบกลับมา 
“และฉันก็เป็นอัศวินคนหนึ่ง ในหมู่อัศวินโต๊ะกลม หาใช่เด็กชายไม่ ฟังนะท่านอัศวินเขียวผู้แปลกหน้า ด้วย
เกียรติของอัศวิน ฉันขอให้สัญญาว่าฉันจะฟันท่านหนึ่งครั้ง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อล่วงไปอีกหนึ่งปี ฉันก็
จะให้ท่านฟันแก้คืนหนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน   แต่ว่าฉันจะพบท่านได้ที่ไหนล่ะเมื่อเวลาผ่านพ้นไปจนครบ
กำหนด”
อัศวินมรกตเปล่งเสียงหัวเราะ 
“นั่นเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องค้นหาด้วยตัวท่านเอง   เอาล่ะ ลงมือฟันฉันได้ ครั้งเดียวเท่านั้นนะ 
ไม่มีมากกว่านี้”
พูดเสร็จเขาก็นั่งคุกเข่าและโน้มศีรษะลงมาเพื่อรองรับกับแรงขวานที่จะฟาดลงไป เขารวบผมไปข้างหน้า เผย
ให้เห็นต้นคอสีเขียวอย่างชัดเจน  กาเวอินกระชับขวานไว้ในมือ สูดลมหายใจเต็มที่ เงื้อขวานด้วยแรงอย่างสุด
กำลัง แล้วก็เขยิบเท้าไปข้างหน้าหน่อยหนึ่ง พร้อมๆกับนำขวานแหวกอากาศ ฟาดลงที่ก้านคออันเปลือยเปล่า
ของอัศวินมรกตจนสุดแรงเกิด คมขวานอันคมกริบเฉือนผ่านเนื้อหนังและกระดูก เลยลงไปกระทบกับพื้นหิน
จนเกิดสะเก็ดประกายไฟ
 ศีรษะอันใหญ่โตของผู้องอาจตกลงสู่พื้นและกลิ้งออกไปอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นคือสีของเลือด แดงฉานตัดกับสี
เขียวของร่างหัวกุด คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ลุกขึ้นและส่งเสียงชื่นชมกับฝีมือการฟัน
“เขาได้เล่นเกมสมใจกับที่เขาวอนหาจริงๆ บุรุษเขียวผู้แปลกหน้าเอ๋ย” อัศวินโต๊ะกลมท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น
แต่แล้วความชื่นชมของหมู่คนทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ต้องกลับกลายเป็นความฉงนสนเท่ เมื่อได้ประจักษ์
แก่ตาว่าร่างของอัศวินมรกตไม่ยอมล้มคว่ำ หรือ แม้แต่แสดงอาการกระตุกเจ็บปวดเลยแม้แต่นิด ตรงกันข้าม
เขากลับยืนขึ้น แล้วก้มลง เอื้อมมือไปรวบผมและหิ้วเอาศีรษะสีเขียวของตนขึ้นมา เดินไปที่ม้า แล้วก็กระโดด
ขึ้นไปนั่งบนอานม้า ดูประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความงุนงงสงสัย เขายกศีรษะ
ตนเองขึ้นสูง หันใบหน้าไปทางกาเวอิน และมีเสียงเปล่งออกมาจากปากความว่า:
“โปรดรักษาสัญญาเซอร์กาเวอิน
หนึ่งปีสิ้นพบกันไม่ทันสาย
ใช่ลำบากหากตามถามทุกราย
พบดั่งหมายปราสาทใหญ่ฉันไกลตา
ผ่านสิงขรจรหุบเหวเขตเวลส์โน้น
ดงดิบโพ้นเวอร์รัลไกลฟากไพรหนา
กรีนชัพเพิล เรียกขานบุราณมา
ที่สัญญาเราสองต้องพบกัน
จงถามหาอัศวินถิ่นดาบส
คนรู้หมดถ้าถามถึงนามฉัน
หากตามหาย่อมพบประสบพลัน
ลืมคำมั่นท่านคงอยู่...อดสูใจ”
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเป็นเรื่องพูดคุยที่ตื่นเต้นมากไปกว่าเรื่องของอัศวินมรกต 
ศีรษะของเขา กับขวานเล่มเขื่อง ซึ่งยังคงวางไว้ที่ผนังห้องโถงให้ผู้คนได้ดูเป็นขวัญตา กาเวอินพยายามทำให้
มันดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วก็หัวเราะ เขายังบอกว่า มันก็เป็นเพียงแค่การเล่นตลกวันคริสต์มาสเท่านั้นเอง 
แต่เมื่อวันวาร ฤดูกาลผันผ่านไป หิมะหลอมละลาย ใบไม้ผลิเป็นสีเขียว พืชหัวแทงหน่อดีดยอดอ่อนขึ้นพ้นดิน 
ฤดูร้อนเข้ามาเยือน แล้วก็เลื่อนเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว กาลแห่งใบไม้ร่วงก็ใกล้มาถึง เมื่อปรากฏสีแดง สีเหลืองและ
สีส้มจนดูลานตา ขึ้นไปแต่งแต้มแทนสีเขียวของหมู่แมกไม้  ณ บัดนี้เอง กาเวอินถึงได้ตระหนักว่าเหตุการณ์ใน
วันนั้น มันไม่ใช่เพียงแค่การเล่นตลกวันคริสต์มาสธรรมดาอย่างแน่นอน เขาจึงเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง 
เพื่อติดตามหาอัศวินมรกต ตามที่ได้สัญญากันเอาไว้
ดังนั้นในรุ่งเช้าวันแรกของเดือนพฤศจิกายน เขาจึงจัดแจงแต่งกาย ด้วยชุดนักรบ สวมใส่เสื้อเกราะ เหน็บดาบ
ประจำกาย และในมือก็ถือเอาขวานเล่มเขื่องของอัศวินมรกต แล้วกระโดดขึ้นหลังม้าศึก นามว่ากรินกาเร็ต 
พร้อมกันนั้นทหารรับใช้ ก็รีบนำเอาหมวกเหล็กสมรภูมิมายื่นให้  ขณะที่ในใจก็เฝ้าตระหนักถึงคำพูดของบุรุษ
ร่างใหญ่ที่ให้ไว้ก่อนไป จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งผจญต่อภยันตรายที่อาจรออยู่เบื้องหน้า 
กาเวอินควบม้าไปเพียงลำพัง เข้าสู่ดินแดนกันดาร ผ่านป่าทึบหนา ภูผาชัน ภูเขาหลายชั้น และลดหลั่นขึ้นและ
ลงหุบเหว จนล่วงเข้าเขตเวลส์แดนไกล เขาต้องฝ่าฟันกับอากาศอันโหดร้าย ทั้งหิมะ พายุฝน ธารน้ำแข็ง และ
หมอกหนาอันมืดมน 
เขารอนแรมไปอย่างโดดเดี่ยว ในยามค่ำคืนก็หลับนอนทั้งในชุดนักรบ ท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือก และโขด
หินอันแหลมคม พบเห็นใครเขาก็ไต่ถามว่า 
“ท่านรู้จักสถานที่ซึ่งเรียกว่ากรีนชัพเพิล หรือ อัศวินมรกต ผู้ดูเขียวไปหมดทั้งกายบ้างไหม” 
แต่ก็หามีใครรู้จักไม่ บ่อยครั้งที่เขาถูกจู่โจมจากฝูงหมาป่า หมีป่า และพวกโจรไพร กระนั้นเขาก็ยังอุตส่าห์ถาม
ไถ่พวกเขาว่า 
“พวกท่านพอจะรู้จักสถานที่ซึ่งเรียกว่ากรีนชัพเพิลหรืออัศวินมรกตซึ่งดูเขียวไปหมดทั้งกายบ้างไหม” 
เขาไม่ได้เบาะแสอะไรเลยจากพวกเขา คงทิ้งไว้แต่ร่องรอยของดาบบิ่นจากการต่อสู้กับความรอดของชีวิต
เขาเอง
ในระหว่างการเดินทางผจญภัย เขาได้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะจมน้ำ  ช่วยเหลือพวกผู้หญิงที่ถูกโจรจับไปเรียก
ค่าไถ่ ปลดปล่อยกวางป่าที่ติดกับดัก และช่วยเหลือผู้คนขึ้นจากหล่มลึก เขาก็มิวายที่จะถามคนที่ได้รับความช่วย
เหลือจากเขาเหล่านั้นว่า รู้จักกรีนชัพเพิลและอัศวินมรกตบ้างไหม ทว่าเขาก็ได้รับแต่เพียงคำขอบคุณจากคน
เหล่านั้น และการจุมพิตตอบอย่างซาบซึ้งในบุญคุณจากสุภาพสตรีกลุ่มดังกล่าว
เขาขี่ม้าฝ่าลมแรง แข่งไปกับใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นลงเป็นสาย ย่ำไปในป่าเฟิร์นที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งซึ่งปก
คลุมหุ้มห่อเพราะความเหน็บหนาว และความเลวร้ายของอากาศท่ามกลางเม็ดฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาอย่าง
ต่อเนื่อง พลางในใจเขาก็รำพึงขึ้นว่า เขาคงไม่มีทางพบเห็นกรีนชัพเพิลได้ทันในห้วงปีใหม่นี้เป็นแน่แท้ และ
อัศวินมรกตจักต้องตราหน้าเขาว่าเป็นคนขี้ขลาดและไม่รักษาคำมั่นสัญญาอย่างไม่ต้องสงสัย 
ครั้นแล้วห่าลูกเห็บขนาดเขื่องก็เทลงมา คราวนี้เขาแทบจะไม่สนใจไยดีที่จะคิดเรื่องนี้ต่อไปอีกแล้ว เมื่อโดน
เข้ากับห่าลูกเห็บประหนึ่งถูกปาด้วยก้อนศิลา จนเสื้อเกราะบุบบี้ เขาเองก็สะบักสะบอมแทบจะสิ้นแรงเพราะว่า
ฟกช้ำดำเขียวไปทั้งกาย มีเพียงปลายจมูกและนิ้วที่ยังพอเห็นเป็นสีผิวของคนอยู่บ้าง 
ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นปราสาทใหญ่หลังหนึ่ง โดดเด่นปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขาจึงใคร่ที่จะเข้าไปขออาศัยพัก
ผ่อนเอาแรงในนั้นสักหนึ่งคืน ซึ่งวันนั้นเป็นวันก่อนคริสต์มาสหนึ่งวันหรือวันคริสต์มาส อีฟ
ผู้เป็นเจ้าของปราสาทได้ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดีเสมือนหนึ่งว่าเป็นมิตรสหายกันมาก่อน
“ขอเชิญท่านเข้ามาข้างในเถิด! เชิญนั่งตามสบาย! เชิญรับประทาน! เชิญดื่ม! ทำตัวให้ท่านเองอบอุ่น! พักที่นี่
สักคืน! หรือยี่สิบคืน! ท่านดูเหน็ดเหนื่อยเอามากเลย เดี๋ยวฉันจะไปหาเสื้อผ้าใหม่มาให้ท่านเปลี่ยน”
“เตียงนอนคือสิ่งที่วิเศษที่สุดเลยทีเดียวสำหรับฉันเวลานี้ เฉกเช่นเดียวกันกับแมรี่ที่เมืองเบธเลเฮ็มของวัน
แรกแห่งคริสต์มาส อีฟ” กาเวอินเอ่ยขึ้น 
“แต่ฉันก็ไม่อาจจะพักอยู่ที่นี่ได้ เพราะฉันกำลังสืบเสาะหากรีนชัพเพิลและคนร่างยักษ์สีเขียวที่อาศัยอยู่ที่นั่น 
ฉันจะต้องหาให้พบและทันกับวันขึ้นปีใหม่” 
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็สามารถพักอยู่ที่นี่ได้เป็นสัปดาห์!” เจ้าของปราสาทอุทานขึ้น 
“เพราะว่ากรีนชัพเพิลก็อยู่ห่างจากที่นี่เพียงแค่สองไมล์เท่านั้นเอง”
ข่าวนี้ทำให้หัวใจของกาเวอินฝ่อลงไปไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็จักต้องรักษาคำมั่นสัญญาเอาไว้ นั่นก็หมาย
ความว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่ทันได้เห็นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นแน่ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ 
แต่อย่างน้อยในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องทนเหน็บหนาวและเปียกปอนอยู่นอกบ้านเยี่ยงนี้อีก
ต่อไป เขาคิดอย่างปลงตกจึงได้ยินยอมรับคำเชื้อเชิญจากเจ้าของปราสาท
3 สิงหาคม 2557 03:45 น.

นิทานก่อนนอน : เนื้องูเผือก (The Story of White Snake)

Prayad

ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งมีความสามารถพิเศษในการได้ยินหรือรับฟังเรื่องราวจาก
ทุกสารทิศทั่วทั้งอาณาจักรของพระองค์  ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเรื่องราวใดๆให้เหลือเป็นความลับสำหรับพระองค์เลย
ราวกับว่าความรอบรู้อันมหัศจรรย์นั้นถูกเสกเป่าขึ้นมาได้ดังใจนึก  
อย่างไรก็ตามพระองค์จะมีกิจวัตรที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือทุกๆวันหลังจากเสวยอาหารมื้อเย็นและเก็บจาน
อาหารออกจากโต๊ะหมดแล้ว  เมื่อคนรับใช้ทั้งหมดออกไปแล้วก็จะมีคนรับใช้ที่ไว้วางใจได้ที่สุดคนหนึ่งนำจาน
ใส่อาหารที่มีฝาปิดมิดชิดมาให้เสวยเสมอแต่คนรับใช้คนนั้นก็ไม่รู้ว่าอาหารในจานนั้นคืออะไร และไม่มีใครเลย
ที่จะล่วงรู้ได้นอกเสียจากพระองค์เองเพราะพระองค์จะรอจนกว่าจะมั่นใจว่าพระองค์อยู่เพียงตามลำพังเสียก่อน 
จึงจะเปิดฝาเพื่อเสวยอาหารในจานนั้น   
เหตุการณ์เช่นนี้ได้ดำเนินติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งในวันหนึ่งชายคนรับใช้ผู้ทำหน้าที่นำจาน
อาหารปริศนาไปถวายกษัตริย์อยู่เป็นประจำนั้น อดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวเขาจึงแอบนำจานอา
หารดังกล่าวเข้าไปที่ห้องส่วนตัวเขาและทันทีที่เขาปิดประตูลงกลอนอย่างดีแล้วเขาก็จัดการเปิดฝาจานอาหาร
ออกดู ปรากฏว่าสิ่งที่อยู่ในจานอาหารนั้นคือเนื้องูเผือก เขาบังเกิดความอยากลิ้มลองรสชาดของเนื้องูเผือกนั้น
เหลือที่สุด จึงอดไม่ได้ที่จะเฉือนเนื้องูเผือกหน่อยหนึ่งมาชิมดู  ทันทีที่ลิ้นเขาได้สัมผัสกับเนื้องูเผือกเขาก็ได้ยิน
เสียงอันแปลกประหลาดแว่วเข้ามาทางหน้าต่าง  เขาจึงเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วตั้งใจฟัง  ปรากฏว่าเป็นเสียง
สนทนากันของนกกระจอกที่กำลังบอกเล่าถึงทุ่งหญ้าและป่าไม้ที่ได้ไปเห็นมาของแต่ละตัว  
ใช่แล้ว! เนื้องูเผือกได้ให้คุณวิเศษนี้ทำให้เขาสามารถฟังและเข้าใจภาษาของสัตว์ได้อย่างมหัศจรรย์
     ต่อมาในวันหนึ่งพระธำมรงค์หรือแหวนของพระราชินีได้หายไป  ผู้ที่ถูกสงสัยมากที่สุดก็ได้แก่คนรับใช้ใกล้
ชิดที่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งก็คือชายคนที่ถวายอาหารจานปริศนานั่นเอง  เขาได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขโมย
แหวนไป  ดังนั้นพระราชาจึงเรียกเขาเข้าเฝ้าและถูกตัดพ้อต่อว่าต่างๆนาๆและควรแก่การเป็นผู้รับผิดพร้อมกับ
ถูกคาดโทษเอาไว้ เว้นแต่เขาจะสามารถหาตัวขโมยมาได้ภายในวันรุ่งขึ้น  ไม่ว่าเขาจะพยายามชี้แจงแสดงเหตุ
ผลถึงความบริสุทธิ์ใจของเขาอย่างไรพระราชาก็ไม่ยอมเชื่อหรือลดโทษให้เขาแม้แต่น้อย  ความกลัดกลุ้มและ
วิตกกังวลอย่างมากจึงตกแก่เขา  ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามอุทยานหลังพระราชวัง เพื่อคิดหาทาง
ออกกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่  
เขาเดินผ่านไปทางฝูงเป็ดที่กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆคลองน้ำ  มันใช้ปากแบนๆไซ้ขนอยู่ให้กับตัวเองในขณะที่
พวกมันหยุดพักและพูดคุยกัน  เขาจึงหยุดอยู่ตรงนั้นเพื่อตั้งใจฟังพวกเป็ดสนทนากัน  พวกมันพูดถึงว่าเมื่อวาน
นี้ว่ายน้ำหากินกันตลอดช่วงเช้าเลยและมีของกินดีๆทั้งนั้น  มีเป็ดตัวหนึ่งพูดขึ้นอย่างน่าเห็นใจว่า
“มีอะไรบางอย่างหนักๆติดอยู่ที่คอหอยฉันนี่  มันคงจะเป็นแหวนซึ่งตกอยู่ใต้ถุนตรงหน้าต่างของพระราชินี ซึ่งข้า
บังเอิญเผลอกลืนมันเข้าไปเพราะความรีบร้อน”
เขาได้ยินดังนั้นก็ตรงเข้าไปจับเอาเป็ดตัวนั้นแล้วนำมันไปยังโรงครัวพร้อมกับกล่าวแก่พ่อครัวว่า
“จัดการฆ่าเป็ดตัวนี้ซะ เพราะมันอ้วนพีพอที่จะทำเป็นอาหารได้แล้ว”
“ได้ขอรับ” พ่อครัวรับคำ แล้วเขาก็ชั่งน้ำหนักมันคร่าวๆด้วยมือ  
“เออ! มันไม่มีไขมันเลยนี่  มันเหมาะถูกเชือดมาตั้งนานแล้วนี่นา”
พ่อครัวจึงเชือดคอเป็ดตัวนั้นทันทีและสิ่งที่เห็นในเวลานั้น ก็คือแหวนของพระราชินีซึ่งติดอยู่ในคอหอยของมัน
นั่นเอง   ดังนั้นคนรับใช้ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้และเพื่อเป็นการไถ่ถอนการกล่าวหาอย่าง
ปักปรำที่ไม่เป็นธรรมแก่เขา พระราชาจึงขอให้เขาเรียกร้องเอาเกียรติยศสูงสุดเท่าที่พระราชสำนักจะประทาน
ให้แก่เขาได้ตามความประสงค์
แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเรียกร้องเอายศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งใดๆ นอกจากขอเอาเพียงม้าและเงินจำนวนหนึ่ง
เพื่อใช้ในการเดินทางไปผจญภัยต่อโลกกว้าง  พระราชาก็ประทานของดังกล่าวตามคำร้องขอ  เขาจึงออกเดิน
ทางด้วยการขี่ม้าพเนจรรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพรอย่างเสรี  ในวันหนึ่งเขาก็มาถึงแอ่งน้ำแห่งหนึ่งเขา
พบว่ามีปลาอยู่สามตัว กำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนหาแหล่งน้ำแห่งใหม่เพราะน้ำในแอ่งนั้นกำลังแห้งขอดลง 
แม้ว่าปลาจะเป็นเพียงสัตว์ที่ไม่มีคุณค่าอะไรแต่เพราะความเข้าใจถึงความโศกสลดและสิ้นหวังที่พวกมันกำลัง
รอความตายอยู่  กอปรกับจิตใจของเขาที่มีความเมตตาอารี เขาจึงลงจากหลังม้าแล้วนำปลาทั้งสามตัวไปปล่อยยัง
แม่น้ำอันกว้างใหญ่  พวกมันตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง  ก่อนที่จะว่ายน้ำหายไปพวกมันก็โผล่หัวขึ้นมาพูดกับเขา
ว่า
“พวกเราจะจดจำและจะทดแทนบุญคุณแก่ท่านที่ได้ช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้”
จากนั้นเขาก็ขี่ม้าต่อไปอีกและไม่นานเขาได้ยินเสียงเล็กๆดังแว่วมาจากพื้นดินบริเวณเท้าของม้า  เขาจึงตั้งใจ
ฟังก็รู้ว่าพญามดกำลังบ่น
“นี่ถ้าเพียงแต่คนบังคับให้มันวิ่งไปทางอื่นนะ เจ้าม้าตีนหนักนั่นคงไม่ห้อมาเหยียบพวกเราชาวมดเป็นแน่ นั่น
มันกำลังมาอีกแล้ว!”
เขาได้ยินเช่นนั้นก็บังคับม้าให้หลบไปเดินข้างทางเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนพวกมด  พญามดเห็นเช่นนั้นก็
กล่าวแก่เขาว่า
“พวกเราจะตอบแทนบุญคุณแก่ท่าน!”
เส้นทางหนึ่งได้นำเขาผ่านเข้าไปยังป่าทึบซึ่งมีกาตัวผู้กับตัวเมียคู่หนึ่ง กำลังขับไล่ลูกอ่อนของมันออกจากรัง
“ไปให้พ้น! พวกไอ้ลูกกาเหลือขอ!” พ่อแม่กาตะโกนขับไล่ไสส่ง 
“พวกข้าจะไม่เลี้ยงดูเจ้าอีกต่อไปเพราะพวกแกโตพอที่จะหากินด้วยตนเองได้แล้ว !”  พวกลูกกาตัวเล็กๆ
ผู้น่าสงสารก็ถูกพ่อแม่กาเขี่ยให้ตกจากรังมานอนหงายอยู่กับพื้นดิน พยายามกระพือปีกที่บินยังไม่ได้แล้วก็พา
กันร้องไห้
“พวกเราตกที่นั่งลำบากกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจจะช่วยเหลือตัวเองอะไรได้  อย่าว่าแต่บินเลยแม้แต่จะปก
ป้องตนเองก็ไม่ได้! พวกเราคงจะตายกันเพราะความหิวโซ!”
เขาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสารจึงลงจากหลังม้า และจัดการฆ่าม้าของตัวเองด้วยมีดพกแล้วทิ้งซากม้าไว้ ให้เป็น
อาหารของลูกกาเหล่านั้นได้กินไปตลอดจนพวกมันโตขึ้นและแข็งแรงพอที่จะบินออกหากินได้เองในวันข้าง
หน้า  พอพวกมันได้ซากม้าไว้กินก็พากันดีใจและกระโดดโลดเต้นพร้อมกับร้องบอกว่า
“พวกเราจะไม่ลืมและจะตอบแทนบุญคุณของท่าน”
คราวนี้เขาจึงต้องเดินทางต่อด้วยเท้าจนกระทั่งผ่านมาถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง  ที่เมืองแห่งนี้กำลังคราคร่ำไปด้วย
ผู้คนและอึงอลไปด้วยเสียงของคนจำนวนมากในท้องถนน  มีทหารขี่ม้ากำลังป่าวประกาศบอกว่า
“ขณะนี้พระธิดาของพระราชากำลังเสาะแสวงหาเนื้อคู่ เพื่ออภิเษกสมรสด้วย หากชายหนุ่มคนใดปรารถนาจะ
แต่งงานกับพระธิดา จะต้องมีความสามารถทำงานอันยากยิ่งให้สำเร็จแต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็หมายถึงชีวิต”
ชายหนุ่มหลายต่อหลายคนต่างได้พยายาม แต่ก็ต้องสังเวยชีวิตของตนเองเป็นสิ่งตอบแทน เพราะทำงานอันยาก
ยิ่งเหล่านั้นไม่สำเร็จ ต่อมาเมื่อเขาได้มีโอกาสพบเห็นพระธิดาเขาก็ต้องตกตะลึงในความสวยงามของเธอจนไม่
นึกถึงภยันตรายใดๆ 
ดังนั้นเขาจึงเข้าเฝ้าพระราชาและขอรับทำงานอันยากยิ่งนั้นเพื่อชิงตำแหน่งคนรักของพระธิดา
เขาถูกพาไปยังชายทะเลอันกว้างใหญ่จากนั้นผู้ทดสอบก็ได้ขว้างแหวนทองคำลงไปในน้ำต่อหน้าเขา  พระราชา
บอกให้เขาไปงมเอาแหวนขึ้นมาจากก้นทะเล โดยตรัสว่า
“ถ้าเจ้าไม่สามารถนำแหวนกลับคืนมาได้  เจ้าจะต้องถูกจับกดหัวไว้ใต้คลื่นทะเลระลอกแล้วระลอกเล่าจนกว่า
เจ้าจะจมน้ำตายไปในที่สุด”
ทุกคนที่มามุงดูต่างก็รู้สึกสงสารชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเหลือที่สุด แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ นอกจากเดินจากไป
และทิ้งเขาไว้แต่เพียงลำพัง  เขายืนครุ่นคิดอยู่ริมฝั่งทะเลว่าจะทำอย่างไรดีแต่แล้วก็มีปลาสามตัวว่ายน้ำเข้ามา 
ไม่ใช่ปลาอื่นไกลที่ไหนแต่เป็นปลาที่เขาเคยช่วยเหลือเอาไว้นั่นเอง  หนึ่งในสามตัวอมเปลือกหอยไว้ในปาก
แล้วมันก็นำมาวางไว้ตรงเท้าของเขา  พอเขาหยิบเปลือกหอยนั้นขึ้นมาและเปิดออกดูก็พบว่ามีแหวนทองคำอยู่
ข้างใน!  
เขาสุดแสนจะดีใจและรีบนำแหวนนั้นไปคืนพระราชา โดยคาดหวังไว้ว่าจะได้แต่งงานกับพระธิดาเป็นของราง
วัล  แต่แล้วด้วยค่าอันสูงศักดิ์แห่งพระธิดาเขาก็ถูกให้ทดสอบกับงานอันยากยิ่งชิ้นใหม่  คราวนี้เขาถูกนำไปยัง
อุทยานหรือสวนหลังพระราชวังซึ่งใช้เป็นที่เทเมล็ดข้าวเปลือกไปทั่วสนามหญ้าจำนวนสิบกระสอบ  พระธิดา
ได้พูดกับเขาว่า
“ก่อนดวงตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้าในเช้าวันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องเก็บเมล็ดข้าวเปลือกใส่กระสอบเหล่านี้ให้เสร็จ
โดยไม่ให้หลงเหลือแม้แต่เมล็ดเดียว”
ชายหนุ่มนั่งลงที่อุทยานแห่งนั้นและเฝ้าครุ่นคิดว่าเป็นไปได้อย่างไรที่จะทำงานชิ้นนี้  เมื่อคิดอะไรไม่ออกเขา
จึงนั่งจับเจ่าอยู่ที่นั่น คร่ำครวญด้วยความโศกเศร้าด้วยคิดว่า ในวันพรุ่งนี้ชีวิตเขาคงไม่รอดแน่ แต่แล้วพอแสง
เงินแสงทองเริ่มเยือนขอบฟ้าและทาบลำแสงแรกลงสัมผัสพื้นอุทยานเขาก็สังเกตเห็นว่ากระสอบข้าวเปลือกทั้ง
สิบกระสอบ ได้ถูกบรรจุไว้เต็มและวางเรียงกันอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยที่ไม่มีหลงเหลืออยู่กับพื้นเลยแม้แต่
เมล็ดเดียว  ก็เพราะว่าพญามดได้นำฝูงมดจำนวนมากมายมหาศาล มาในเวลาค่ำคืนนั้นแล้วช่วยกันขนเมล็ด
ข้าวเปลือกใส่กระสอบปานประหนึ่งโรงงานบรรจุหีบห่อด้วยความสำนึกในบุญคุณของชายหนุ่มนั่นเอง 
ในเช้าวันนั้นพระธิดาก็ได้มาเห็นและทึ่งในความสำเร็จของงานที่มอบหมายให้ชายหนุ่มทำ  แต่ด้วยความเป็น
สตรีสูงศักดิ์นางก็หาได้ใจอ่อนไม่  พลางก็พูดขึ้นว่า
“ถึงแม้ว่าเขาจะทำงานอันยากยิ่งทั้งสองอย่างนั้นสำเร็จลงแต่ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นเจ้าบ่าวของฉันเลยเสียทีเดียว 
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถไปนำเอาผลแอปเปิลจากต้นไม้แห่งชีวิตมาได้”
ชายหนุ่มไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าต้นไม้แห่งชีวิตที่ว่านั้นมีอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใด เขาได้แต่ออกย่ำเท้าเดินป่าฝ่า
ดงไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง แต่เขาก็ไม่พบวี่แววแห่งความหวังที่จะได้ผลแอปเปิลดังกล่าว  หลังจากออก
เดินทางผ่านไปได้สามอาณาจักร ในตอนค่ำวันหนึ่งเมื่อเขาเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่งเขาจึงหยุดพักและนั่งลง
ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อพักหลับนอน  ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างปะทะกับกิ่งไม้และพลันผลแอปเปิล
เหลืองทองก็หล่นลงมาใส่อุ้งมือของเขาพอดี  อึดใจต่อมาก็มีกาสามตัวบินตรงมาเกาะที่หัวเข่าของเขาแล้วพูดว่า
“พวกเราเป็นลูกกาสามตัวที่ท่านเคยช่วยให้รอดพ้นจากความหิวโซคราวนั้นอย่างไรล่ะ พวกเราโตกันหมด
แล้วและได้ข่าวว่าท่านกำลังเสาะแสวงหาผลแอปเปิลเหลืองทอง  พวกเราจึงได้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดิน
แดนแห่งแผ่นดินสุดซึ่งมีต้นไม้แห่งชีวิตอยู่ ณ ที่นั่น แล้วก็คาบเอาผลแอปเปิลกลับมาให้ท่าน”
เขารู้สึกปลื้มปิติยินดีเหลือที่สุด จึงได้รีบเดินทางกลับทันทีและนำผลแอปเปิลเหลืองทองนั้นมาให้พระธิดา ซึ่ง
คราวนี้นางก็ไม่อาจจะปฏิเสธความสามารถของเขาได้อีกต่อไป
ดังนั้นเขาและพระธิดาจึงได้แบ่งครึ่งผลแอปเปิลแห่งชีวิต และรับประทานด้วยกันคนละครึ่ง พอรับประทาน
เข้าไปเท่านั้นเอง ก็บังเกิดให้หัวใจของเขาทั้งคู่เอ่อท้นล้นไปด้วยความรักที่มีต่อกัน ทั้งสองจึงได้ครองชีวิตคู่
ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบต่อมาตราบชั่วอายุขัย เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ 
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
  Prayad
ไม่มีข้อความส่งถึงPrayad
>