3 ตุลาคม 2555 11:44 น.

พิราบใต้ต้นเบิร์ช

กวีปกรณ์

มันเป็นนกเสียงของนกพิราบ ผมจำเสียงของนกพันธุ์นี้ได้ดี เพราะที่ระเบียงชั้นสามของบ้านด้านนอกห้องนอนของผม มีนกพิราบมักมาสร้างรังรักอยู่บ่อยครั้ง ผมทราบดีว่านกพันธุ์นี้อาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บหากผมไม่ทำความสะอาดระเบียงที่พวกมันมักจะขับถ่ายเรี่ยราดบ่อยครั้ง นี่ยังไม่รวมถึงการชอบส่งเสียงรบกวนเวลานอนยามเช้าในวันที่อยากตื่นสาย ใช่ ผมต้องคอยไล่และรื้อซากรังรักเก่าๆ ของมันอยู่เรื่อยๆ ทำความสะอาดระเบียงบ่อยๆ จนในที่สุดมันก็คงจะรำคาญผม และไม่คิดที่จะสร้างรังอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พวกมันก็มักจะมาเยี่ยมผมที่ระเบียงห้องนอนบ่อยๆ เช่นกัน ก็คงไม่ต่างจากคนคุ้นหน้าที่เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันประหนึ่งเพื่อนข้างห้อง 

แต่สำหรับนกพิราบตัวนี้ลักษณะมันใหญ่กว่านกพิราบที่ผมเคยพบมาก่อน สีของมันขาวหม่นๆ สลับเทา ดวงตาเศร้าสร้อย คล้ายกับว่ากำลังค้นหาและคอยอะไรบางอย่างอยู่เวลานั้น มันซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นเบิร์ชใกล้กันกับลำธารเล็กๆ ผมว่ามันคงกำลังหิวน้ำ และร่างกายมันคงได้รับบาดเจ็บตรงไหนสักแห่ง มันถึงไม่มีแรงบินและขยับกายให้พ้นไปจากผม

ไม่ใช่ มันไม่ได้กำลังบาดเจ็บ เพราะปีกข้างหนึ่งขยับได้ไม่เต็มที่ต่างหาก พอผมสังเกตดูใกล้ๆ จึงเห็นว่ามีเส้นเอ็นบางๆ สีดำที่สานร้อยกันเป็นแห ผมรู้ทันทีว่ามันกำลังติดกับ และนกตัวนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแน่ๆ หากต้องทนอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้วพบกับเจ้าของกับดักนี้ เราต่างกังวลซึ่งกันและกัน มันคงคิดว่าผมคงจะทำอันตรายมันแน่ๆ ส่วนผมนั้นก็ไม่ถนัดจับสัตว์ป่าแบบนี้เสียด้วย เพราะหากมันจิกผมขึ้นมาผมเองก็คงต้องพาตนเองไปหาหมอหลังจากที่ช่วยพามันไปรักษาตัวตรวจเช็กอาการในศูนย์รักษาสัตว์ที่ไหนสักแห่งก่อนที่จะปล่อยมันไป อย่างน้อยผมก็จะได้สบายใจว่าผมได้ช่วยเหลือมันอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ  

สัตวแพทย์บอกกับผมว่า มันเป็นนกพิราบจากแอตแลนติกเป็นสายพันธุ์ที่มีการอพยพ และเจ้านกตัวนี้ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่มีบาดแผล หรือร่องรอยกระดูกหัก นอกเสียจากอาการขาดน้ำ เพราะมันคงติดกับดักนี้มาแล้ววันหรือสองวันก็เป็นได้ หลังจากสัตวแพทย์ได้ให้น้ำ และอาหารเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ามันกะปรี้กะเปร่าขึ้น คล้ายกับว่าพร้อมที่จะเดินทางไกลอีกครั้ง ฟังดูช่างเป็นข่าวดีสำหรับมันเสียเหลือเกินที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไป แต่ข่าวร้ายก็กำลังเดินมาอีกเช่นกัน สัตวแพทย์คนนั้นบอกกับผมว่ามันเป็นนกพิราบที่ค่อนข้างจะรักเดียวใจเดียวเมื่อเทียบกับนกพิราบพันธุ์อื่น และนั่นหมายความว่าถ้าผมไม่รีบพามันกลับไปที่ฝูงของมัน มันจะต้องอยู่ตัวเดียวไปจนตาย ยิ่งตอนนี้แล้วโอกาสที่มันจะพบกับฝูงมันอีกก็คงจะเหลือน้อยมาก ทางอื่นที่เหลือก็คือมันสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ด้วยร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เป็นปรกติ แต่ความสุขนั้นเล่า

ภายหลังเสร็จธุระผมรีบกล่าวคำขอบคุณกับสัตวแพทย์แล้วออกจากที่นั่นโดยทันที ผมไม่ต้องการให้มันต้องพลัดหลงจากฝูง และหากในเวลานี้ผมเป็นผู้กำหนดชีวิตคู่ของมันด้วยแล้ว ผมยิ่งต้องรับผิดชอบซึ่งมันเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่สำหรับนกผู้ซื่อสัตย์ในรักตัวนี้

ผมเร่งขับรถออกจากชานเมืองไปยังบริเวณผืนป่าใกล้ๆ ที่ห่างออกไปไม่ถึงสิบกิโล ซึ่งเป็นบริเวณที่ผมนั้นผมได้พบกับมัน พายุฝนกำลังจะมา เมฆบนฟ้าครึ้มดำทะมึน บรรยากาศภายนอกรถมืดขึ้นและมีลมแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่าจะไม่ดีแน่ เพราะผมไม่รู้ว่าถ้าช้าไปแม้เพียงหนึ่งนาที นกตัวนี้อาจจะต้องทนเหงาและใช้ชีวิตลำพัง

เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ตอนนี้ผมได้จอดรถห่างไปจากกับดักประมาณแปดร้อยเมตร ใช่ ผมต้องเร่งฝีเท้าฝ่าสายลมที่กำลังแรงขึ้น อากาศเย็นลงกว่าเดิมพอสมควร ผมรู้แต่เพียงว่า ผมไม่อาจปล่อยมันให้อยู่ลำพังในสภาพอากาศเช่นนี้ และผมคิดว่าผมควรที่จะช่วยมันหาฝูงของมันด้วย อาจจะเป็นเพราะว่าผมกังวลเกินไปหากในท้ายสุดแล้วมันต้องใช้ชีวิตลำพัง ผมรู้ดีว่ามันไม่ง่ายเลย แม้บริเวณผืนป่านี้จะอุดมสมบูรณ์และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขาดเหลือสำหรับนกตัวเดียว แต่แล้วถ้าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปจนมันต้องอพยพสู่ถิ่นใหม่เพื่อหาอาหาร และอากาศที่อบอุ่นนั้นเล่า ผมเชื่อว่าทางมันไกล ถ้าจะให้เดินทางคนเดียวต้องไม่ดีแน่ หรือที่แย่กว่านั้นมันอาจจะตรอมใจไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ต่อไปก็เป็นได้

ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว ยิ่งทำให้อากาศเย็นลงขึ้นไปอีก ผมรู้สึกถึงความหนาวเพราะเสื้อผ้าที่สวมเริ่มเปียกเพราะฝนตกหนักขึ้น โชคดีที่มีศาลาริมน้ำอยู่ใกล้ๆ ผมไม่อาจจะเดินฝ่าสายฝนย้อนกลับไปที่รถได้อีกแล้วตอนนี้ แม้ลมจะพัดเบาลง แต่เม็ดฝนกลับใหญ่ขึ้นและแรงกว่าเดิมมาก จนผมแทบจะมองฝ่าสายฝนออกไปที่ไหนไม่ได้เลย 

เสียงของโทรศัพท์ดังขึ้น ผมลืมเสียสนิทว่าอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า หากไม่ติดอยู่ในสภาพเช่นนี้ เวลานี้ผมคงกำลังพาตัวเองไปยังร้านกาแฟที่ห่างจากห้องพักของผมเพียงสามบล๊อก นั่งอ่านหนังสือและทำวิทยานิพนธ์ และเวลาเที่ยงยี่สิบนาทีของทุกวันทำงาน ผมคงจะได้เห็นหน้าใครคนนั้นอีกครั้งที่โต๊ะตรงข้ามกับมื้อเที่ยงพร้อมกาแฟอุ่นๆ หนึ่งแก้ว ใบหน้านั้นทำให้ผมมีความสุขมากทีเดียว ผมแทบไม่เคยพลาดเวลานี้มาตลอดเดือนครึ่ง และทุกวันผมก็ได้พบกับใครคนนั้นเสมอ เพราะเพียงครั้งเดียวที่ผมไม่ได้เจอ ผมกลับคิดถึงใครคนนั้นเสียมากมาย ใช่ ผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา คนนั้นต้องรู้แน่ว่ามีใครคอยแอบมองและตกหลุมรักเข้าอย่างจัง และบ่อยครั้งที่เราสบตากันจากมุมเดิมที่แต่ละคนเคยนั่งและจับจองจนเป็นมุมประจำทุกครั้งที่มาในร้านกาแฟแห่งนี้ไป

ผมเคยคิดที่จะเปิดบทสนทนาแทนภาษาจากสายตาและทีท่าที่เป็นมิตร เพื่อเราสองคนจะได้รู้จักกันเสียที เพราะเมื่อผมเรียนจบอีกไม่นานนักผมคงต้องกลับประเทศไทย และนี่ละมั้งอาจเป็นข้ออ้างที่ผมยั้งใจไว้ไม่ให้เริ่มเปิดปากพูด และพยายามสร้างความสัมพันธ์ เพราะหากผมต้องกลับยามที่สองเราได้ผูกมิตรกันแล้ว คงเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะต้องทำใจในยามที่ต้องไกลกัน

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ผมมองนกพิราบตัวนั้น ในขณะที่เราสองคนต่างหนาวเพราะสภาพอากาศ ผมได้ยินเสียงมันขันร้องอยู่ในคอมาตลอดอาจจะเป็นเพราะมันกำลังหนาว ผมล้วงมือเข้าไปในกรงพยายามสัมผัสตัวของมันที่กำลังสั่นไม่ต่างจากผม และเมื่อตั้งใจฟังเสียงร้องของพิราบนั่น กลับพบว่าไม่ใช่เสียงของมัน ทั้งๆ ที่ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมมั่นใจว่าเป็นเสียงของนกพิราบผู้สัตย์ซื่อในรัก สายฝนเริ่มซาทำให้ผมมองผ่านม่านน้ำฝนที่หล่นจากชายคาของศาลาออกไปได้บ้าง และเพียงครู่เดียวฝนก็หยุดลง แสงแดดได้ส่องผ่านก้อนเมฆที่เคยครึ้มคืนความสว่างให้กับวันนี้อีกครั้ง นกพิราบในกรงเริ่มขยับปีก สะบัดความชื้นบนเส้นขนเตรียมรับไอแดด ใช่ ผมมั่นใจว่าผมได้ยินเสียงนกพิราบและเสียงขยับตีปีกสยายขนของตัวอื่นแน่ๆ ผมลองก้มมองลอดใต้ม้านั่งตัวที่อยู่ติดกัน ภาพที่เห็นทำให้ผมยิ้มอย่างยินดี ผมมั่นใจเลยว่าถ้าไม่ใช่พิราบตัวอื่นในฝูงเดียวกัน ก็ต้องเป็นคู่รักของมันเป็นแน่ เสียงที่ได้ยินมาตลอดเหมือนมันพยายามสื่อสารกันด้วยความห่วงใย จากมุมของแต่ละตัว ผมวางกรงนกพิราบลงกับพื้นแล้วเปิดมันออก เวลานั้นสายลมแห่งเสรีภาพได้พัดผ่านอย่างแผ่วเบา ต้นเบิร์ชพลิกใบสะบัดน้ำที่เปียกชุ่มคืนสู่ผืนดิน ผมปิดกรงหลังจากนกพิราบตัวนั้นได้เดินออกไป อากาศอบอุ่นขึ้น ผมไม่ได้หักลับไปมองว่านกทั้งสองตัวนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ นอกจากก้าวเท้ามุ่งตรงไปที่รถเท่านั้น
				
1 กรกฎาคม 2555 00:43 น.

สาปแสงจันทร์ // บันทึกเล่มนั้น

กวีปกรณ์

10 มกราคม 2547

นี่เป็นอีกค่ำคืนที่ยากจะผ่านให้พ้นไป เทียนที่ปักลงบนเค้กไอศกรีมค่อยๆ ละลายล้มลงกองบนสิ่งที่เคยเรียกว่า ไอศกรีมเค้ก ใช่มันเคยเป็นคืนพิเศษของทุกๆ ปี เคยเต็มไปด้วยมิตรสหาย ญาติพี่น้อง และคนรัก สิ่งเหล่านั้นกลับไม่มีความหมายใดกับหัวใจที่หยุดเต้นของผมอีกแล้ว

เสียงโทรศัพท์ดังไม่ขาด เสียงข้อความส่งมาอวยพรอย่างต่อเนื่อง แต่มันน่าจะดีกว่าหากทุกคนอยู่ที่นี่ หนึ่งปีหลังจากที่ผมสูญเสียย่าไปเพราะเส้นเลือดในสมองแตกในวันก่อนวันครบรอบวันเกิดของผมเมื่อปีที่แล้ว จนถึงเย็นวานนี้ที่ผมได้รับผลการตรวจและพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ราวกับว่ามันเป็นวันต้องคำสาปของผม นับจากวันวานแห่งความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียย่า จนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ผมต้องนอนโรงพยาบาลโดยไม่ทราบสาเหตุของอาการเลือดกำเดา สิ้นเรี่ยวแรง ร่างกายซีดเซียวราวกับไร้เลือด มันช่างเป็นคืนวันที่โหดร้ายเสียจริง

อาการของผมได้ทุเลาลงเมื่ออยู่ในการดูแลของหมอ จนผลเลือดที่ส่งตรวจได้ส่งมายังโรงพยาบาล ราวกับทุกๆ สิ่งอย่างในชีวิตพังครืนลง โลกทั้งใบจากที่กว้างใหญ่แต่ความรู้สึกในเวลานี้มันยิ่งกว้างกว่านั้น เต็มไปด้วยสิ่งที่ผมไม่รู้เลยว่าอะไรบ้างที่จะทำอันตราย และทำลายชีวิตผมให้สูญสิ้นลงได้บ้าง การพลัดพราก การลาจากเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจทนยอมรับได้ หากผมจำเป็นจะต้องบอกลาทุกคนในชีวิต ผมขอค่อยๆ หายไปจากพวกเขา แล้วในที่สุดผมก็น่าจะทนต่อความเหงาได้

วันเกิดสุดท้ายที่ควรจะเรียกได้ว่ามี ต่อแต่นี้คงไม่ต่างอะไรจากเทียนที่กองล้มตรงหน้า บนซากของสิ่งที่เรียกได้ว่าเค้ก คนเราก็คงไม่ต่างอะไรจากสิ่งเหล่านี้ พอถึงเวลาอันควรภาพที่สวยงามแห่งชีวิต ความสุขอันหอมหวาน ก็คงพังทะลายลง สุขสันต์วันเกิด... 

								ธนา

 .................................................................................................................

หลังจากที่เขาพบไดอารีเล่มหนึ่งในลิ้นชักชั้นล่างสุด เหตุเพราะเขาต้องการซ่อนของสำคัญ ความลับของลูกผู้ชายที่ไม่อยากให้มารดาของตนรู้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามที่เขาซ่อนไว้ที่นี่ มันจะต้องเป็นความลับที่สุด แต่สิ่งที่เขาได้พบนั่นก็คือลิ้นชักบนเป็นลิ้นชักที่ลึกน้อยกว่าลิ้นชักด้านล่าง และด้านหลังของลิ้นชักมีช่องลับที่ซ่อนบางอย่างเอาไว้ ใช่ มันคือ ไดอารีเล่มหนึ่งของเจ้าของคนเดิม

ด้วยความเป็นคนที่ชอบอ่าน และอีกอย่างบันทึกเล่มนี้ดูน่าสนใจไม่น้อย เพราะจากสภาพแวดล้อมภายในห้องที่เจ้าของเดิมอยู่ บ่งบอกให้เขารู้ว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนเร้น รวมถึงการตกแต่งที่ค่อนข้างโรแมนติกแต่ก็แฝงไปด้วยความเก่าและอารมณ์เศร้า มันคือเสน่ห์ตั้งแต่แรกเห็นที่ทำให้เขาเลือกห้องนี้

เขาตัดสินใจอยู่นานพอควรกับการถือวิสาสะอ่านเรื่องราวของชีวิตใครสักคนที่อยู่ข้างใน เขาเลือกอ่านย้อนกลับไปนับจากวันที่เขาได้เจอ นั่นคือวันที่ 10 มกราคม ของปีนี้ ใช่มันตรงกับวันนี้ และเรื่องในนั้นก็เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรน่าแปลก เพราะเรื่องราวของบ้านหลังนี้ก่อนที่เขาจะสนับสนุนให้แม่ซื้อไว้เป็นสมบัติของครอบครัว ก็ทำให้เขาพอจะเข้าใจพอสมควร และเขาเองคิดว่าเรื่องราวที่อยู่ในนี้น่าจะเป็นเหมือนนิยายเรื่องหนึ่ง และดูจะเป็นเรื่องสนุกไม่ใช่น้อย เพราะเขาเพิ่งจะได้เรียนเกี่ยวกับงานเขียนแนวอัตชีวประวัติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เสียงรถยนต์กำลังจอดดังมาจากหน้าบ้าน ธันวา รู้เลยว่า แม่ของตนกลับมาจากการเลือกซื้ออาหารสำหรับมื้อเย็นที่เขาและแม่สัญญากันว่าจะช่วยกัน จากนั้นเขารีบนำไดอารีเล่มนั้นกลับไปไว้ที่เดิมที่เขาพบ ซึ่งแน่นอนว่าเขาได้ฝากความลับของตนไว้ในนั้นด้วยเช่นกัน กล่องแห่งความลับนั้นดูเหมือนว่าจะมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นในบ้านที่รู้ หากไม่นับรวมถึง

แม่ครับ ผมไม่เข้าใจถ้าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่เราซื้อ ข้าวของสำคัญเหล่านี้ก็น่าจะถูกเก็บไปด้วยสิครับ ผมว่าไดอารีน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของไม่น่าจะลืมทิ้งไว้ง่ายๆ ธันวา หนุ่มอักษรฯ ที่เพิ่งจะได้กลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้านหลังใหม่ที่เขาได้ช่วยมารดาตนขนของย้ายมาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะกลับเข้ากรุงเทพเพื่อไปเรียนต่อยังมหาลัยชื่อดัง กำลังช่วยมารดาขนข้าวของที่เพิ่งซื้อเข้าไปเก็บไว้ในครัว 

ไหน ลูกพูดถึงเรื่องอะไร แม่ไม่เข้าใจ ไดอารงไดอารีของใคร แต่ถึงอย่างไรก็อย่าไปละลาบละล้วงเรื่องราวของใครเขาเลยลูก มานี่มาช่วยแม่เตรียมล้างแล้วหั่นผัก หั่นหมู แล้วโชว์ฝีมือเตรียมอาหารเย็นรอน้องสาวกับพี่ชายของเรากลับมากันดีกว่า 
อ่อ... แล้วอีกอย่างนึงนะ แม่ว่าถ้าหากมันเป็นของสำคัญลูกรู้ดีแน่ว่าควรจะทำอย่างไรกับมัน

 ครับๆ  ธันวายิ้มเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เข้าไปโอบกอดเอวของมารดาตน ผมรู้แล้วละคร้าบว่าจะต้องทำอะไรยังไง
ก่อนอื่น เราต้องล้างผักแล้วหั่นเตรียมส่วนประสมให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อยโชว์ฝีมือ แม่ช่วยไกด์ให้มาสนะครับ กำลังใจก็พอแล้ว วันนี้ธันอยากโชว์ฝีมือเอง ส่วนเรื่องเช็ดล้าง... เสียงรถของเมษ์ น้องสาวที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนมัธยมเข้ามาจอดในโรงรถใกล้ครัว นั่นไง... คนสำคัญเรื่องเช็ดล้าง

จริงๆ เลย เปลี่ยนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน แถไปนั่นนี่ได้ตลอด เอาเถอะ แม่ตั้งกะทะไว้แล้ว เริ่มเลยเดี๋ยวจะไหม้เสียก่อน 

	

แม่คะ หนูกลับมาแล้ววว เมษ์ยกมือไหว้บุคคลทั้งสองในครัว กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยพี่ธัน แล้วซื้ออะไรมาฝากน้องสาวคนนี้มั่งหรือเปล่า เมษ์ส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้ม

ว่าแล้ว... เธอบ่นอุบทำเชิงน้อยเนื้อต่ำใจ พร้อมกับอมยิ้มตอบกลับพี่ชาย 
แม่คะ หนูขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ อยากทำตัวให้เปียกเข้าไว้ พอดีเมื่อคืนหนูดูสารคดี เค้าแสดงวิธีเอาตัวรอดหากเกิดเพลิงไหม้นะค่ะ ควันโขมงแบบนี้ หนูว่าคงจะเป็นการซ้อมหนีไฟเสียมากกว่า เห็นว่าวันนี้ที่โรงงานของพี่กรฎ เค้าซ้อมพอดี นี่ต้องกลับมาซ้อมที่บ้านอีก เบื่อแย่เลยเนอะ เมลินี กระแอมปนยิ้มส่งสัญญาณให้ลูกสาวไปทำธุระของตนให้เสร็จพร้อมลงมามื้อเย็นด้วยกัน


ไหนตัวป่วน ห้องนายจัดเรียบร้อยแล้วหรือยัง กรกฎถามน้องชายถึงห้องนอน นี่กลับมาเสียดึกเลยใช่ไหมเมื่อคืน พี่ได้ยินเสียงคลุกคลัก ท่าทางจะรีบจัดให้เสร็จก่อนกลับไปสอบแก้วิชาที่ตกสินะ... ธันวามองพี่ชายด้วยความงุนงงเพราะตนเพิ่งจะเดินทางมาถึงบ้านเมื่อเช้ามืด และยอมจำนนกับสภาพที่ผ่านการเที่ยวราตรีของร่างกายก่อนกลับตรงมาเยี่ยมบ้านหลังจากเที่ยว

พี่กรฎ ตลกแล้วลูก ธันวาเพิ่งจะกลับมาเมื่อเช้าตรู่ ก่อนไก่โห่แป๊บเดียวเท่านั้น แม่ได้ยินเสียงรถอยู่ สงสัยจะไปเที่ยวแล้วแวะส่งสาวกลับบ้านด้วยละมั้ง ถึงได้มาถึงเช้าขนาดนี้ 

แม่คะ... เมษ์ว่าพรุ่งนี้เราไปดูต้นไม้มาแต่งสวนเพิ่มกันดีกว่า ไหนๆ พี่ธันก็มาแล้ว เมษ์ขี้เกียจขับรถ เมษ์รีบคว้าจังหวะแทรกบทสนทนาขึ้นทันที หลังจากสังเกตอาการพี่ชายคนกลางที่ไม่ค่อยชอบเข้าเรื่องส่วนตัวของตนเท่าไรนัก

เอ่อ... ธันวาพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ไป เพราะเขาอยากจะใช้เวลาว่างนอนอ่านหนังสือที่บ้าน โดยเฉพาะไดอารีเล่มนั้น

เป็นอันตกลงนะคะพี่ธัน แล้วเราก็ค่อยให้พี่กรฎเลี้ยงหนังหลังอาหารมื้อเย็น พี่กรฎห้ามเบี้ยวนะคะ นานๆ จะเจอกันพร้อมหน้า อีกอย่างหนังเรื่องใหม่เพิ่งเข้าเมื่อพฤหัสที่แล้ว เมษ์ยังไม่ดูเลย ว่าจะรอดูพร้อมกันเนี่ยแหละ ถ้าไม่ดูนะ เมษ์ตามเพื่อนไม่ทันตอนเม้าท์หลังมื้อเที่ยงจันทร์นี้แน่ 

ผู้เป็นแม่ยิ้มกับบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างมื้ออาหาร เธอไม่คิดเลยว่าหลังจากที่หย่าขาดจากสามี เธอจะสามารถเลี้ยงลูกทั้งสามมาได้ขนาดนี้ แต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแต่ละคนต่างได้รับความรักของเธอเต็มที่ เท่านี้ก็หายเหนื่อยขึ้นเยอะ เฉพาะเมื่อกรกฎได้นำความสำเร็จมามอบเป็นของขวัญทั้งเรื่องการเรียนและการงานที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ โดยมีธันวาและเมษากำลังดำเนินรอยตามความสำเร็จของพี่ชาย แต่ก็อีกนั้นแหละเธอนึกไม่ออกเลยว่าอนาคตทั้งสองจะเป็นอย่างไร ถึงอย่างนั้นเธอก็ขอให้สำเร็จตามความฝันของคนทั้งสองก็เพียงพอ				
30 มิถุนายน 2555 02:14 น.

สาปแสงจันทร์ // ตอน คืนธรรมดา

กวีปกรณ์

ผมไม่รู้เลยว่า ผมหลงใหลดวงจันทร์มานานเท่าไหร่ แต่เท่าที่ผมเคยถามตัวเอง นึกย้อนไปถึงภาพวันวานวัยเยาว์ เด็กชายร่างเล็กที่ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องราวร้อยพันปัญหาของครอบครัว กำลังแหงนมองไกลออกไปสุดขอบฟ้า ช่วงเวลาที่ตะวันกำลังจะลับลาไกลฉาบไว้ด้วยแสงสีทองส่งท้าย นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เค้าสนใจเลย หากแต่เป็นดวงจันทร์เสียมากกว่า จันทร์สีเงินที่กำลังพ้นขอบฟ้าในค่ำนั้น 

ความงามของดวงจันทร์ยิ่งแจ่มชัดสวยงามขึ้นเมื่อความมืดยิ่งเข้าครอบครองน่านฟ้า ราวกับว่ายิ่งมืดเท่าไหร่ดวงจันทร์ก็ยิ่งสว่างไสวมากขึ้นเท่านั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับกระต่ายไม่เคยแว่วผ่านในจินตนาการของเด็กชายคนนี้มาก่อนที่เขาจะได้หนังสือชุดใหญ่ที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับโลกไว้เพียงคร่าวๆ ไม่เพียงแค่เรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบนี้เท่านั้น แต่ยังทอดผ่านไกลออกไปนับปีแสง ไกลกว่าระยะทางจากโลกกับดวงจันทร์เสียอีก หากจะถามว่าบนดวงจันทร์นั้นมีกระต่ายอยู่หรือไม่ คำตอบที่ดีที่สุดที่เด็กชายคนนี้จะจินตนาการได้ นั่นคือ เขาเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยเมตตากำลังมองลงมาที่เขามากกว่า เขาเชื่ออย่างนั้น ถึงหนังสือพวกนั้นจะได้ไขกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องราวบนดวงจันทร์ แม้กระทั่งตอกย้ำว่าคนสามารถไปเหยียบย่ำเพื่อปักธงอาณานิคมแห่งมนุษยชาติเป็นผลสำเร็จ แต่นั่นก็ไม่อาจทำลายจินตนาการเล็กๆ ของเด็กชายคนนี้ได้ทั้งหมด

ความเชื่อในใจของเขาช่างต่างไปจากผู้คนรอบตัว นั่นอาจจะเป็นเพราะ หนังสือเกี่ยวกับพระคริสต์ที่เค้าเคยได้อ่าน ในยามที่ยากจะข่มตาหลับในค่ำคืนที่ไม่รู้ว่าจะยาวไกลแค่ไหน ภาพของพระเยซูที่ตรึงบนไม้กางเขนกลับเป็นภาพที่เขาเก็บไว้ในใจ และทาบไว้บนดวงจันทร์ที่ส่องแสงเงินเย็นนั้น ความรู้สึกเกี่ยวกับศาสนาของเด็กคนนี้เริ่มแตกต่างออกไปจากครอบครัวมากขึ้น นับวันเขายิ่งคลุกอยู่กับหนังสือกองโตเหล่านั้น ราวกับว่าทั้งหมดนั่นจะช่วยให้เขาไขกระจ่างในเรื่องราวของชีวิต

นับตั้งแต่นั้นเขาไม่รู้หรอกว่า ภาพของชายที่มีใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตานั้นคือใครกันแน่ นั่นอาจจะเป็นใครสักคนที่จะทำให้ชีวิตของเขาอบอุ่นขึ้นมาได้บ้าง

เวลายี่สิบปีผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ทว่ารวดเร็วเหลือเกินเมื่อมองย้อนกลับไป ผมไม่รู้เลยว่าทุกวันนี้ผมมองไปที่ดวงจันทร์แล้วเห็นอะไร รู้เพียงแต่ว่าแสงเงินเย็นสบายตานั้นทำให้ผมมีความสุขทุกครั้ง ยิ่งคืนไหนจันทร์เต็มดวงด้วยแล้ว ราวกับว่าคืนนั้นจะมีอะไรพิเศษคอยผมอยู่เสมอ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงเตียงนอนกับผ้าห่มอุ่นและเครื่องดื่มสีแดงดีๆ ที่กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างดีขึ้นสักสองสามแก้วก่อนนอน แค่นั้นก็พิเศษที่สุดแล้ว ยิ่งได้ฟังเพลงบัลลาดเพราะๆ ดนตรีรักทำนองทึมๆ ผสานกับบรรยากาศภายในห้องนอนที่ตกแต่งแบบกอธิกแล้ว มันคือความสุขที่พอจะหาได้ง่ายๆ และไม่ไร้ซึ่งเรื่องยุ่งที่ยากแก้ชวนเวียนหัว

คืนนี้เช่นกัน เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ถามถึงเวลาในตอนนี้น่าจะประมาณสองทุ่มครึ่งเล็กน้อย เพราะก่อนหน้าที่ผมจะเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นเพื่อปล่อยเวลาให้ผ่านไปตามจังหวะของอักษรที่บนหน้าตักผม เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งระหว่างโถงทางเดินได้ตีครั้งหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณให้ทราบของการมาวนกลับมาที่ตำแหน่งสามสิบนาทีอีกครั้งของเข็มยาวหลังจากเข็มสั้นได้บอกเวลาสองทุ่มได้สักพักใหญ่

แต่น่าแปลกที่เสียงสุนัขจรจัดในวัดและบริเวณริมป่าไผ่ใกล้ทางน้ำไกลหลังบ้านของผมกลับส่งเสียงเห่าหอนชวนโหยหวนเร็วกว่าเวลาประจำของมัน ปกติแล้วน่าจะสักราวๆ ตีสองกว่าที่บรรดาสุนัขจรจัดหนุ่มๆ จะหอนเห่าชวนน่ารำคาญหากตื่นขึ้นมาในเวลานั้น อากาศที่นี่ในเดือนพฤศจิกายนก็ไม่ได้แตกต่างจากเดือนอื่นๆ นัก อาจจะแค่เย็นลงบ้างจนชวนเหว่ว้าในบางวัน ถึงจะอย่างนั้นผมก็ชินชากับการอยู่คนเดียวมาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว และมันจะเป็นอย่างนั้นต่อไป ผ้าห่มค่อยๆ เลื่อนไหลตกลงไปกองกับพื้นหน้าโซฟา อาจจะเพราะกางเกงนอนผ้าแพรที่ผมสวมในคืนนี้ที่ไม่จับกับผ้าห่มผืนบาง แต่ก็ช่างเถอะ ผมปล่อยมันไว้อย่างนั้น กองอยู่บนรองเท้าสลิบเปอร์ ใช่ผมยกเท้าขึ้นมานั่งชันเข่าคู้ตัวอ่านบทความเกี่ยวกับตำนานภูตผีและปีศาจต่างๆ ในอีกซีกโลก ไม่ใช่เพราะผมสนใจเรื่องราวสยองขวัญ แต่เป็นเพราะผมมีบางเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับความตายที่ยังโลดแล่นอยู่บนโลกอย่างอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ อากาศเริ่มเย็นลงจนเท้าและใบหูของผมค่อยๆ เย็นลงตาม ผ้าห่มที่กองบนพรมถูกหยิบขึ้นมาคลุมกายเช่นเดิม ผมเริ่มจิบเครื่องดื่มสีแดงเข้มนั้นเล็กน้อยอีกครั้ง มันช่วยให้ร่างกายของผมอุ่นขึ้น เสียงลมพัดแรงขึ้นจนผลักบานประตูระเบียงปิดจนเสียงดังลั่น ผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็อีกนั่นแหละ การอยู่คนเดียวมานานนั้นสอนให้ผมรู้จักควบคลุมกับอาการหวาดกลัวและวิตกกังวลกับสิ่งที่เราไม่รู้ โดยเฉพาะกับเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างประตูบานนั้น 

ลมเริ่มพัดแรงขึ้นและท่าทีจะโถมแรงขึ้น สภาพอากาศช่วงหัวค่ำก็ไม่ได้อบอ้าวหรือมีทีท่าว่าจะมีฝนหรือพายุสักนิด จะว่าไปเราจะถืออะไรกับธรรมชาติ ความไม่แน่นอนมันคือธรรมดาผมคิดอย่างนั้น ขณะที่ผมเดินตรงออกไปเพื่อจะปิดล็อกประตูระเบียง แต่ยิ่งเข้าใกล้ระเบียงเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกว่าเสียงสุนัขเห่าหอนเมื่อเกือบสองชั่วโมงที่ผ่านมา แว่วย้อนกลับมาตามแรงลมนั้น อากาศเริ่มเย็นลงอีก สถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้เริ่มสั่นคลอนความมั่นใจของผมเพิ่มขึ้นทุกนาทีก็ว่าได้ นาฬิกาตีบอกเวลาห้าทุ่ม เสียงนั่นทำให้ผมเสียขวัญไม่น้อย และยิ่งเสียงกระถางต้นไม้หน้าบ้านล้มลงแตก ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นเลยว่านี่ไม่ใช่คืนปกติที่คนไม่ปกติอย่างผมจะทนฝืนความรู้สึกเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีกต่อไป

หลังจากปิดล็อกประตูระเบียง ผมลองเลิกม่านข้างประตูที่พอจะมองเห็นเหตุการณ์บริเวณหน้าบ้านได้ ภาพเบื้องล่างเต็มไปด้วยสุนัขโทนสีดำเทาเห่าหอนอย่างโหยหวน แต่จำนวนมากขนาดนั้นน่าจะส่งเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณชุมชนละแวกนี้ได้เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อผมมองไปยังบ้านฝั่งตรงข้ามกลับไม่เห็นทีท่าของความหวั่นใจของผู้คนที่อยู่ในบ้านนั้นเลย ใช่ ผมจำเป็นต้องใช้คำเรียกพวกเขาอย่างนั้น เพราะผมไม่ค่อยให้ความคุ้นเคยและเป็นมิตรกับพวกเขาจนใช้คำว่า เพื่อนบ้าน ได้ ผมพยายามมองไปยังกระถางต้นไม้ที่ล้มลงเพื่อหาสาเหตุ บางทีอาจจะเป็นสุนัขเหล่านั้นมากกว่าแรงลมก็เป็นได้ คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง จึงง่ายที่ผมพยายามมองหากระถางที่แตกแต่กลับไม่พบ นอกจากสุนัขสีเทาเงินที่กำลังยืนแหงนมองมายังบานหน้าต่างที่ผมยืนอยู่จนรู้สึกว่านัยตาสว่างราวกับแสงจันทร์กำลังสบตากับผมอยู่ นั่นนับเป็นสุนัขที่มีลักษณะสวยงามมาก หากทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ผมกลับรู้สึกสั่นไหวภายในความรู้สึกราวกับถูกคุกคามจากความไม่ปกติเหล่านี้ ผมปิดม่านลงทันที พยายามข่มความรู้สึกให้กลับเป็นปกติและบอกกับตัวเองว่าก็แค่สุนัขที่ไล่ตามกัน เพราะอาจเป็นช่วงผสมพันธุ์ของพวกมันก็ได้

ผมพาตัวเองกลับมายังห้องนั่งเล่น คั่นหน้าบทความที่อ่านค้างไว้ เสียงนาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่ง นั่นทำให้ผมแปลกใจมากทีเดียว เพราะช่วงเวลาที่ผมสบตากับสุนัขตัวนั้นก็เพิ่งจะห้าทุ่มได้ไม่นาน หากเวลานี้เป็นเวลาตีหนึ่งเท่ากับว่าผมยืนสบตากับมันนานเกือบสองชั่วโมงเลยทีเดียว ผมวางแก้วเครื่องดื่มสีเลือดลงบนโต๊ะข้างโคมไฟ แสงกระทบกับสิ่งที่อยู่ในแก้วกระตุ้นให้ผมยกดื่มรวดเดียวเสียจนหมดจากนั้นจึงล้มตัวลงนอนไปพร้อมกับภาพของสุนัขเหล่านั้น โดยเฉพาะสุนัขตัวนั้นที่สบตากับผมนานเสียจนลืมเวลารอบกายไปจนสิ้น				
10 สิงหาคม 2550 13:31 น.

ดอกไม้ของแม่

กวีปกรณ์

(๑)
"เรื่องวันสำคัญของชาติ นักเรียนคงจะทราบได้ทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ แล้ว" ดาริกา ครูสาวลุกยืนระหว่างที่สนทนากับนักเรียนตัวน้อยของเธอ

"...และวันนี้ ครูจะให้นักเรียนกลับไปวาดภาพสัญลักษณ์ของแม่มาส่งอาทิตย์หน้านะค่ะ" เธอกล่าวภายหลังเขียนคำสั่งบนกระดานดำ

นักเรียนทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาจดบันทึกลงในสมุดจดการบ้าน บางคนคงเล่นซนตามวัยไม่เลิก บางคนไม่ได้สนใจฟังคำสั่งนั้นเท่าไรนัก ดาริกา ยืนมองนักเรียนของเธออีกพักนึงก่อนที่จะรวบรวมสัมภาระและเดินจากไป พร้อมคำขอบคุณของนักเรียนในชั้น

(๒) 
"การบ้านที่ครูสั่งให้ทุกคนกลับไปวาดภาพสัญลักษณ์ของวันแม่มาส่ง ขอให้นำมาวางที่โต๊ะหน้าชั้นเรียนค่ะ" 
สิ้นเสียงนักเรียนต่างค้นหาการบ้านที่ยังนอนค้างอยู่ในกระเป๋า เพราะวิชานี้เป็นวิชาสุดท้ายของนักเรียนห้องนี้ ๓/๓ บางคนก็ทำหน้าตาเหรอหรา เหมือนไม่รู้ว่าต้องมีการบ้านส่ง บ้างก็ทำทีท่าว่าสำนึกผิด บ้างก็กลัวจะถูกทำโทษเตรียมหาข้ออ้างต่าง ๆ นานา ส่วนอีกจำนวนเกินกว่าครึ่งห้องต่างทยายนำการบ้านนั้นไปวางบนโต๊ะคุณครูหน้าชั้นเรียน

"สำหรับการบ้านที่คุณครูให้ไป ใครไม่ได้..." สีหน้าของนักเรียนบางกลุ่มเริ่มแสดงอาการหวั่นวิตก เกรงว่าจะถูกทำโทษอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ ดาริกาสังเกตได้เช่นนั้น 

"...ขอให้นำมาส่งในวันถัดไป..." นักเรียนที่ไม่ได้ทำมาต่างเริ่มผ่อนคลายอย่างไม่ต้องสังเกตเห็น รอยยิ้มเริ่มแต้มแย้มรอยปรากฎบนใบหน้าจนเป็นมุมคล้ายมัดเอาไว้สักครู่ 

"สำหรับนักเรียนที่นำมาส่งในวันนี้ครูจะให้คะแนนเต็ม และมอบเข็มกลัดดอกมะลิไว้ให้ไปกราบคุณแม่ที่ใกล้มาถึง ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้นำมาส่งในวันนี้คะแนนก็จะลดลงไป หากใครไม่ได้ทำส่งครูก็ของดให้เข็มกลัดนี้นะค่ะ" เด็กน้อยกำลังสนอกสนใจกับรางวัลที่ซุกซ่อนอยู่ในถุงใบขนาดย่อม ที่พอจะใส่ดอกมะลิเข็มกลัดตามจำนวนนักเรียนในชั้น มากกว่าที่จะสนใจน้ำเสียงของเธอ แต่นั่นก็เป็นการกระตุ้นให้เด็กที่ไม่สนใจเรียนได้บ้าง 

"เราจะมากันดูว่าสัญลักษณ์ของวันแม่ของทุกคนนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง" ดาริกากล่าวและเดินไปยังเบื้องหน้าโต๊ะที่อยู่กลางห้องพร้อมยกปึกกระดาษที่นักเรียนต่างวาดภาพสัญลักษณ์ขึ้นมาทีละใบให้นักเรียนในชั้นดูกัน ซึ่งสิ่งที่เธอกำลังทำนั้นถือว่าดึงความสนใจเรื่องดอกมะลิ


ภาพที่ได้หยิบยกขึ้นมาแทบไม่ได้แตกต่างกันเลย ที่เห็นว่าไม่เหมือนกันชัดเจนก็คือ ขนาดของ ดอกมะลิ หรือ จำนวนเท่านั้น และทุกผลงานที่ได้แสดงหน้าห้อง ดาริกาก็จะเรียกนักเรียนผู้เป็นเจ้าของผลงานออกมาบอกเหตุผลว่าทำไมจึงวาดรูปดอกไม้ชนิดนั้น และรับเข็มกลัดดอกมะลิกลับไปด้วยความดีใจ

ทุกคนที่มารับต่างก็บอกเพียงแค่ ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ จะต่างกันก็เพียงคำพูดและการบอกเล่า ตามนิสัยของเด็ก ๆ ที่มักจะตาม ๆ กัน นั่นไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังแต่คิดเสียว่าเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบเสียอีก

แต่มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาพินิจดูรูปนั้นด้วยความแปลกใจ!

ดอกมะลิหรือก็ไม่ใช่... ท่าทางจะไม่ใช่ดอกไม้แน่ ๆ ครูสาวเอ่ยถามทั้งตัวเองและนักเรียนภายในห้อง... 
ไร้สำเนียงพูดคุยขับคลอสอดแทรกแหวกอากาศ... นอกจากเสียงขยับเก้าอี้ตัวหนึ่งดังมาจากริมหน้าต่างห้องเรียนแถวที่สาม พิมพ์มาดา กำลังลุกและก้าวมายังหน้าห้อง พร้อมที่จะตอบคำถามเติมเหตุผลที่ว่างจากความเงียบก่อนหน้านั้น วันนี้สีเสื้อนักเรียนที่เด็กหญิงสวมดูไม่สะอาดตา หม่นหมอง เมื่อเทียบกับสีหน้าที่ดูหมอง เปื้อนไปด้วยริ้วรอยหยดหยาดแห่งความโศกเศร้าจากดวงตาคู่นั้นทั้งเก่าและที่ดูเพิ่งจะแห้งลงไม่นานนี้ กลับทำให้รอยยิ้มแย้มแต้มสุขบนใบหน้าของครูสาวหายไปในทันที 

ดาริกาไม่ได้กล่าวย้ำคำถามใด ๆ เพิ่มเติม แต่เด็กหญิงก็พร้อมที่จะตอบคำถามเดิมนั้นอยู่แล้ว

นั่นเป็น ดอกกุหลาบ ค่ะ... ใบหน้าของนักเรียนที่ยืนอยู่หน้าชั้นหลุบต่ำ สายตามองลงที่พื้น

 ในห้องของแม่มีกรอบรูปไม้สลักลายกุหลาบ... ในนั้นมีรูปภาพของแม่กำลัง... กำลังนั่งอยู่กลางแปลงดอกไม้เล็ก ๆ หน้าบ้าน หนูเคยตัดดอกกุหลาบมาครั้งหนึ่ง...ให้แม่ในวันเกิดปีที่แล้ว วันนั้นแม่ร้องไห้ดีใจ...และก็เสียใจด้วยที่หนูรังแกกุหลาบต้นนั้น แต่แม่ก็ไม่ได้โกรธหรือว่าอะไรเลย...  ท่วงทำนองของความเสียใจขับสะอื้นออกมาเคล้ากับคำบอกเล่าจนน้ำเสียงของนักเรียนหญิงยืนสั่นเครืออยู่ภายในห้องนั้น

ดาริกาจับยืนมือเด็กหญิงด้วยท่าทีที่ปลอบใจ คล้ายเธอทำให้ทุกคนและห้องเรียนในชั่วโมงนี้หมองลงไปพร้อมกับเสื้อนักเรียน และแววตาของเด็กหญิงพิมพ์มาดา

เสียงสะอื้นค่อย ๆ เขย่ากายเด็กหญิงไหวน้อย ๆ แต่ก็มิอาจห้ามคำบอกเล่าของนักเรียนหญิงนั้นได้

นับตั้งแต่คืนนั้น... หนู...หนู..ก็จำไว้ว่าแม่ไม่ชอบใจ หนูรู้ว่าแม่รักหนู.. และแม่ก็รักดอกไม้ดอกนั้นด้วย เพราะแม่รักหนูมาก... แม่ไม่เคยทำโทษหนูเลยสักครั้ง เหมือนกุ...กุหลาบพุ่มนั้นที่สวน น้ำตาหยดรินรดพื้น หยุดสะอื้นเพียงครู่

ภาพนี้หนูวาดให้แม่นานแล้วค่ะ  และตั้งใจจะมอบให้ในวันแม่ที่ใกล้จะถึงนี้ เพื่อมอบให้แม่ของหนู... (เด็กหญิงร้องไห้หนักขึ้น)  ดาริกาจึงปลอบให้เด็กหญิงหยุดสะอื้น และหยุดการบอกเล่าสาเหตุนั้นเสีย 

แท้ที่จริงนั้น เธอได้พลิกอ่านบนหน้ากระดาษที่เปรอะไปด้วยรอยน้ำตาและอักษร ลายมือนั้นเธอพอจะอ่านได้ลาง ๆ แต่พอจับใจความได้ ข้อความนั้นทำให้เธอเข้าใจถึงสาเหตุว่าทำไมแม่ของพิมพ์มาดาจึงรักกุหลาบนั้นนัก และได้อ่านข้อความที่คิดว่าเด็กหญิงคงไม่ได้อ่าน

ครูสาวโอบกอดเด็กหญิงไว้จนเธอคลายความเสียใจลง... 

เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น ดาริกาคงจับมือเด็กหญิงหน้าห้องไว้พร้อมทั้งบอกลานักเรียนในชั้นทุกคน จากนั้นจึงก้มหน้าลงกระซิบข้างหูเด็กนักเรียนที่กำลังยืนข้างกายเธอ ...

(๓)
เมื่อครูสาวและนักเรียนได้จากกัน พิมพ์มาดาได้อ่านข้อความบนหลังภาพที่เธอได้วาดขึ้นเพื่อหวังที่จะมอบให้แม่ จึงเข้าใจว่ากุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่พ่อเธอปลูกให้แก่แม่ในวันที่คลอดเธอ คำอธิบายของคุณครูดาริกาก็ทำให้เธอเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดอกกุหลาบนั้นโดยละเอียด ก่อนเข้านอนเด็กหญิงเดินเข้าไปกราบพ่อของเธอและกอดด้วยความรัก...

ค่ำนั้นดาริกาจึงเห็นความสำคัญของความรู้สึกผูกพันระหว่างเธอและแม่อย่างบอกไม่ถูก ท่วงทำนองของความคิดถึงถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงสะอื้นเล็กน้อยขณะที่เธอกำลังนอนกอดผืนผ้าพันคอของแม่ แม้ห้วงกาลเวลาจะขโมยกลิ่นกายของแม่เธอไปมากเสียจนเกือบสิ้นแล้วก็ตาม สายลมเย็นพาพัดเข้าสู่ห้องของเธอทางหน้าต่างห่มกายเธอจนเคลิ้มหลับ อีกไม่กี่วันแล้วจะถึงวันแม่คือห้วงความคิดสุดท้าย เธอยิ้มและตั้งใจมั่นว่าจะทำหน้าที่ของเธอให้ดี เป็นบุคลากรที่ดี เพื่อตัวเธอ เพื่อแม่ของเธอ และแม่ของแผ่นดิน เธอคิดอย่างนั้น...				
1 มีนาคม 2550 13:37 น.

ทางแยกหน้าร้านกาแฟ

กวีปกรณ์

เวลานี้ผมกำลังรับบทบาทเป็นพระเจ้า หน้าที่ที่ผมได้รับและปฎิบัติอยู่นั้นคือการเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้า บุคคลทั้งสามสนทนากัน เพื่อสืบสาวหาสาเหตุแห่งเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไป จากคำบอกเล่าของเธอ ชวนพิศ หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในวงสนทนาพยายามวิเคราะห์ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบของหน้าจอโทรทัศน์ 

	ฉันคาดไว้ไม่มีผิด การกระทำของเขาต้องก่อประโยชน์ให้แก่ตัวเอง
	ผมไม่คิดอย่างนั้น มันสมเหตุสมผลแล้วหรือกับการตัดสินสิ่งที่คุณเห็น ด้วยสิ่งที่คุณคิด		ว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น เหตุผลของการกระทำของเขานั้น - ณัฐวุฒิ หนุ่มวัยรุ่นในเครื่องแบบนักศึกษาชาย มหาลับชื่อดัง แสดงความคิดเห็นโต้ตอบ พร้อมจับจ้องภาพเคลื่อนไหวในหน้าจอโทรทัศน์อย่างไม่ละสายตา

	นี่นะหรือ ความผิดพลาด ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างนั้น ก่อนหน้านี้ตอนผมกำลังดื่ม		กาแฟตรงร้านหัวมุมถนน ภาพนั้นยังติดตา รถคันนั้นไม่เห็นมีทีท่าว่าจะชลอความเร็วแม้แต่		น้อย เขากลับเร่งความเร็วให้รถเคลื่อนตัวหลีกหนีเวลาที่กำลังกำหนดให้เขาจำต้องหยุดหากไฟ		แดงนั้นปรากฎ  -  ปรัชญา ผู้ชอบใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ ผ่อนคลายอารมณ์ในร้านกาแฟ เอ่ยถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหตุการณ์ที่เขาได้พบเห็นก่อนภาพเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ โดยมีผู้ประกาศข่าวกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ แสดงความคิดเห็นอย่างออกรสออกชาติเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้น ตัดสินก่อนว่าใครถูกผิด คล้ายกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเขาคือผู้เห็น และทราบทั้งหมดว่าเกิดจากอะไร

      ภาพตำรวจกำลังสอบสวน คนเจ็บที่นอนจมกองเลือดด้วยท่าทางที่ไม่ปกติ แขนข้างหนึ่งไพล่ไปทางด้านหลัง ขาหักพับมาทางด้านหน้า 
	
     ผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ และวิเคราะห์คำให้การของผู้พบเห็นอุบัตินั้น อย่างลืมหน้าที่ไปว่าเขาเป็นเพียงผู้ส่งสารมิใช่ศาลที่มีหน้าที่ตัดสิน

	ช่างชวนขนลุกเสียนี่กระไร ฉันไม่ชอบภาพนี้ที่สื่อพยายามนำเสนอเลย มันน่ากลัวเกิน		ไป ฉันก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าเขาจะเร่งรีบอะไรนักหนา ถึงขนาดต้องเหยียบคันเร่งให้รถ			ทะยาน เพื่อแข่งกับเวลาที่จำกัดนั้น ถึงจะมีธุระเร่งด่วนขนาดนั้นก็ไม่น่าลืมระมัดระวังไป
	เธอกำลังฟังความเห็นข้างเดียวที่ผ่านจากการวิเคราะห์ของผู้สื่อข่าวนั้นเกินไป ชวน		พิศ ปรัชญา ยกแก้วกาแฟขึ้นประกบริมฝีปากอีกครั้ง 

	ภาพที่เธอได้เห็นมิใช่เหตุการณ์ทั้งหมดชวนพิศ แล้วจะเล่าเรื่องที่แท้จริงให้เราได้ฟังกัน		ได้หรือยัง ปรัชญา  สายตาของณัฐวุฒิจับจ้องไปที่ใบหน้าของเพื่อนชาย พร้อมแสดงท่าทีเร่งเร้าให้บอกเล่าความจริงที่เขาได้เห็น

	มันไม่มีอะไรมากไปกว่า คนขับรถยนต์ป้ายแดง แซงซ้ายบริเวณไฟแดง แล้วเบรค			ไม่ทัน เพราะอยู่ดี ๆ คนที่นอนจมกองเลือดนั้นก็วิ่งข้ามถนนอย่างกระชั้นชิด เราก็ไม่รู้หรอกว่า 		ชายคนที่จมกองเลือดนั้นมีเรื่องอะไรเร่งรีบขนาดขึ้นสะพานลอยที่ห่างไปเพียงไม่ถึง 20 เมตร		ได้...
	เธอกำลังบอกว่า คนที่นอนสงบนิ่งอยู่บนท้องถนนนั้นก็ผิดหรือยังไง ชวนพิศ ถามขัดขึ้้นมา
	ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันเพียงอยากรู้ว่าเหตุอะไรที่ทำให้เขาต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยง		ขนาดน้ัน ปรัชญาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบ

	แต่หลังจากที่ชายผู้นั้นจะกลายจะเป็นเพียงร่างที่สงบนิ่งไม่ไหวติง ฉันเห็นแววตาแห่ง		ความเจ็บปวดนั้น ราวกับกล่าวโทษพร้อมสำนึกในความผิดพลาดของตัวเองในนาทีเดียวกัน
	
	ก็แหงอยู่แล้ว... สะพานลอยมีดันไม่ข้าม ช้าไปไม่กี่นาที รีบก็แค่เร่งฝีเท้า ณัฐวุฒิเอ่ยคำพูดเหล่านั้นคล้ายตำหนิ 
	
	ต่อสิ เล่าต่อสิ... ชวนพิศซักไซ้ให้เพื่อนชายผู้เห็นเหตุการณ์เล่าที่มาที่ไปให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
	ฉันไม่รู้นะว่า อะไรที่มันสำคัญไปมากกว่าชีวิตเขาหรือเปล่า แต่ท่าทีที่เร่งร้อนนั้น น่าจะ		แสดงชัดเจนว่าธุระที่เขารู้นั้นต้องสำคัญ สำคัญมากแน่ ๆ
	มันก็แน่อยู่แล้ว ใคร ๆ ก็เห็นว่าเรื่องของตัวเองต้องสำคัญไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง		เล็กน้อยแค่ไหน หากมันเป็นความต้องการ หรือเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขที่เกิดขึ้นกับใครสักคน		แล้ว เรื่องคนอื่นก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยไปในทันที เมื่อความคิดเห็นสุดสิ้นจากปากณัฐวุติ เขาก็หยิบรีโมทคอนโทรลปิดโทรทัศน์ลง อย่างรำคาญที่ผู้ประกาศข่าวทุกช่องต่างก็เล่าเรื่องเดิม ๆ คล้าย ๆกัน พร้อมทั้งใส่อารมณ์ความรู้สึกของตนลงไปให้ออกรสออกชาติเพื่อดึงดูดจำนวนผู้ชมให้มากขึ้น
	
ผมกำลังตั้งใจฟังพร้อมทั้งคิดตามความคิดเห็นของทุกฝ่าย ด้วยความสนใจไม่ต่างจากบุคคลทั้งสาม ปรัชญาก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะรีบร้อนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชัดแจ้ง เขาผ่อนคลายคล้ายกับว่าไม่ใช่เรื่องราวสำคัญมากนัก ในร้านกาแฟจุดนี้ห่างจากที่เกิดเหตุไม่ไกลนักจริง ๆ ผมสำรวจรอบ ๆ ร้าน ล้วนติดกระจกแทนผนังกั้น บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ และบทสนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก่อนที่ชายหญิงเพื่อนของปรัชญาจะเดินทางมาถึง 

ไม่นานนัก ณัฐวุฒิ เจ้าของร้านกาแฟที่เพิ่งมาถึงก็เปิดวิทยุเพื่อบรรเลงบทเพลงผ่อนคลายอารมณ์ลูกค้าภายในร้าน 
	เล่าต่อสิเพื่อน เอาเป็นว่าสั้นกระชับได้ใจความ ณัฐวุฒิคงสอบถามเรื่องเล่าที่ปรัชญาค้างคา คล้ายกับว่าเสียงดนตรีสูงต่ำที่ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศร้านไม่ได้ช่วยคลายความสงสัยของเขาลงได้เลย
	ใช่... แล้วไอ้คนขับรถนั้นมันแสดงท่าทีรับผิดชอบอะไรบ้างหรือเปล่า แล้วพอจะเดาออก		ไหมว่า อะไรทำให้เขาต้องรีบจนไม่ทันระวังเลย ในเขตชุมชนแท้ ๆ ไม่น่าเกิดเรื่องร้าย ๆ อย่าง		นี้ ชวนพิศ กล่าวเสริมให้ปรัชญาเล่าเรื่องต่อไป ด้วยน้ำเสียงแสดงความเห็นเชิงตำหนิคนขับรถ
	
	เขาลงมาจากรถด้วยสีหน้าไม่ดีนักหรอก ความผิดมันประจัญหน้าเขาอยู่ตรงนั้น ถึง		แม้ว่าจะไม่ตั้งใจก็เถอะ หากเป็นเธอก็คงจะไม่ยิ้มในสถานการณ์อย่างนั้นแน่ ๆ 
ปรัชญาเหลียวมองชวนพิศเพียงชั่วพริบตาหนึ่ง และเล่าเรื่องราวในอดีตที่ดำเนินอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำของเขาต่อไปให้เพื่อน ๆ เขาได้ฟัง

	เขาก็ตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นสภาพของชายที่อยู่เบื้องหน้านั้นนอนสงบนิ่งไร้ซึ่งสติและลม		หายใจ
	ผมจินตนาการตามคำบอกเล่าของปรัชญาช้า ๆ ค่อย ๆ คิดตามถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผมพยายามตัดสินใจอยู่ว่าใครกันที่เป็นฝ่ายผิด
	
	ไม่นานนักเขารีบกลับไปที่รถยนต์ เปิดไฟกระพริบแจ้งให้รถคันอื่นทราบว่าเกิด			เหตุสุดวิสัยขึ้นบนถนนเส้นนี้ และวนกลับมายังประตูผู้โดยสารด้านหน้าข้างคนขับ เขาอุ้มเด็ก		ชายที่นอนสงบนิ่งไว้ในอ้อมแขนด้วยอย่างทะนุถนอม ราวกับว่าหากกระทบกระเทือนร่างัน			บอบบางนั้นเพียงนิด ลมหายใจเพียงแผ่วของเด็กน้อยคนนั้นจะล่องลอยหายไปไม่ต่างจากร่างที่		สงบนิ่งอยู่เบื้องหน้ารถยนต์ของเขา

ก่อนณัฐวุฒิเรียบเรียงและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเขาออกมาให้เพื่อนทั้งสองได้รู้ ชวนพิศก็ชิงตัดหน้า เร่งเร้าให้ปรัชญาเล่าต่อด้วยการสบตาชายทั้งสอง ทำให้ณัฐวุฒิต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ ส่วนปรัชญาก็ค่อย ๆ คายห้วงแห่งความทรงจำนั้นออกมาทีละน้อย

	เขาเรียกรถแท๊กซี่แล้วสนทนากับโชเฟอร์ ในช่วงเวลานับหนึ่งไม่ถึงสิบ แล้วก็พาร่าง		น้อยนั้นส่งขึ้นรถโดยสารนั้นอย่างรวดเร็วและแผ่วเบา รถแท๊กซี่นั้นก็เร่งรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว 		แต่หากจะเทียบกับความเร็วที่ชายคนนั้นขับแล้วละก็ต่างกันลิบลับ

	ฉันเข้าใจแล้ว สถานการณ์อย่างนั้น ฉํนก็คงทำอย่างชายคนนั้นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะขับ		เคลื่อนรถยนต์คันนั้นด้วยความเร็ว จิตใจของฉันคงจะไม่ได้อยู่ตรงเข็มไมล์ที่บ่งบอกความเร็ว		แต่คงฝากไว้กับเด็กชายที่อยู่เบื้องหลัง และตัวเลขที่อยู่ตรงหน้าข้าง ๆ ไฟจราจรที่ค่อย ๆ ลดลง		เรื่อย ๆ เหมือนกับว่า ยิ่งเวลานั้นลดลงไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสำคัญกับเด็กน้อยที่นอนอยู่เบื้องหลัง		มากขึ้นเท่านั้น ชวนพิศแสดงความเห็นตรงกันข้ามกับความรู้สึกแรกที่ได้รับฟังข่าวสารจากโทรทัศน์

	แล้วชายคนที่นอนสงบนิ่งราวกับยอมรับความผิดพลาดของตนอย่างไม่มีทางโต้แย้งนั้นเล่า เธอไม่อยากฟังบ้างหรือว่าเขามีเรื่องอะไร	ณัฐวุฒิพยายามสอบถามความคิดเห็นจากเพื่อน แต่ทุกคนกลับส่ายหน้า รู้เพียงแต่ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทุกคนก็ต่างเสียใจไม่ต่างกัน

หน้าที่ผมคงจะยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ผมบอกไปแล้วว่าในเวลานี้ผมคือพระเจ้าผู้กำลังฟังบทสนทนาของบุคคลทั้งสาม แต่ทว่าผมคงจะต้องยุติการถ่ายทอดเรื่องราวของผมเพียงเท่านี้เช่นเดียวกับ ปรัชญาที่ยุติการบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เขาพอจะจำได้ให้เพื่อน ๆ และผมได้ฟังโดยที่เขาไม่รู้ตัว

ผมยกแก้วกาแฟดื่มครั้งสุดท้ายก่อนเดินไปชำระเงินที่พนักงาน ผมคงจะต้องไปหาพระเจ้าผู้รับรู้เหตุการณ์ในบริเวณร้านใกล้เคียงที่ผมได้พอจะคาดเดาได้จากถุงพลาสติกที่พิมพ์ชื่อร้านขายยาปลิวผ่านบริเวณหน้าร้านกาแฟแห่งนี้ไปมา รอยแต้มสีแดงแห้งกรังของเลือดพอจะทำให้ผมทราบว่าเขาเพิ่งออกมาจากร้านขายยาในย่านนี้ เพื่อให้ได้รู้ว่าเขารีบร้อนอะไร และทำอย่างนั้นไปเพื่อใคร				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟกวีปกรณ์
Lovings  กวีปกรณ์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟกวีปกรณ์
Lovings  กวีปกรณ์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟกวีปกรณ์
Lovings  กวีปกรณ์ เลิฟ 1 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงกวีปกรณ์
>