กลอนข้อคิด

เข้าใจความรู้สึก

บ้านวรรณกรรมคนตัวเล็ก


เข้าใจความรู้สึก
จากส่วนลึกของหัวใจ
มองเห็นความเป็นไป
เกิดห่วงใยจากใจจริง
หวังว่าจะผ่านพ้น
ช่วงวังวนสับสนยิ่ง
เหนื่อยล้าอยากพักพิง
อยู่นิ่งนิ่งในเวลา
ลองใช้ความสงบ
คิดทวนทบลบบวกค่า
วิถีที่ผ่านมา
จะรู้ว่าควรทำไง
บ้านวรรณกรรมคนตัวเล็ก
๒๓  พฤศจิกายน  ๒๕๕๕

มองรักแบบไหน....

แก้วประภัสสร


มองรักแบบที่เคยเป็น
มองเห็นใช่เล่ห์สเน่หา
มองด้วยหัวใจธรรมดา
มองแบบสายตาอาทร
มองรักแบบที่เคยเห็น
มองไม่หลบเร้นหลังสิงขร
มองแบบรู้จักโอนอ่อน
มองด้วยไม่หย่อนไม่ตึง
มองรักแบบที่มีมา
มองด้วยวาจาเข้า้ถึง
มองแบบให้เกียรติคำนึง
มองไม่ขุ่นบึ้งเอาใจ
มองรักตามแบบที่ชอบ
แล้วคุณละตอบได้ไหม ?
มองเห็นความรักเช่นไร ?
ไฉนค้นคว้าหา..รัก..?
แก้วประภัสสร /  พักสมองกับน้ำมะเขือเทศโครงการหลวง เย็น ชื่นใจดีจังค่ะ

ที่ยังไม่รู้

เปลวเพลิง


ปริญญาการเรียนเขียนอ่านนั้น
ถ้าขยัน ตรองตรึก หมั่นฝึกฝน
อาจรู้ครบจบฟ้าจบสากล
เท่าที่ยลเห็นได้ในตำรา
และเราอาจนึกผยองพองขนนัก
ว่ารู้จักทุกสิ่งจริงนักหนา
ใครเถียงเรา-เราซัดเต็มอัตรา
“ข้าเรียนมาลึกซึ้งถึงแก่นใน
ทฤษฎีเขาอ้างไว้อย่างนั้น
จะดื้อดันเป็นอื่นชื่นไฉน
ข้าศึกษาจากแหล่งจนแจ้งใจ
จึงแกร่งไกรนานาวิชาการ”
เฮ้อ! แต่เมื่อผจญโศกโลกภายนอก
กลับช้ำชอกร้าวอุราน่าสงสาร
โลกเอยโลก ใหญ่โตมโหฬาร
เราหาอ่าน รู้ไม่ครบ ไม่จบเอย

ขิงกะข่า ข้ากะเอ็ง !

ศรีสมภพ


คือเรื่องจริงขิงก็รา  ข่ายังแรง
ต่างตะแบงแย่งยื้อถือตนเหนือ
พริกแกงที่กลมกล่อมพร้อมจะเชื่อ
รสคงเบื่อ เมื่อขิงข่ากล้าหักหาญ
รสขิงแรง ..แข่งกะข่า ข้าต่างแน่
ไม่ยอมแพ้ปล่อยวางรสต่างต้าน
แย่งกันแรงแข่งขันกันจนบาน
แย้งขนาน ไม่คลุกเคล้าเข้าเนื้อใน
หากขิงข่า..สามัคคี ไม่มีแฝง
พร้องสำแดง รสชาติไม่ขาดไข
คงถูกปาก ถูกลิ้นคนกินได้
รสชาติจริง ยังนิ่งใน..ได้รสแกง
ขิงเจ้าข้า ! ข่าเจ้าเอ๋ย เคยเคียงข้าง
แกงหลายอย่าง ไม่ห่างกันร่วมปันแบ่ง
หากขิงข่าไม่แตกกันตะบันตะแบง
คงเป็นแกงอร่อยเลิศประเสริฐศรี..
แกงเขียวหวาน แกงเผ็ดผัด รสจัดจ้าน
มีขิงข่า มาเสริมสานผ่านวิถี
หากสองฝ่ายไร้คุณค่าสามัคคี
แกงรสดี จะมีได้ อย่างไรกัน !!
คือเรื่องจริง..  อาจไม่จริงที่นิ่งอยู่
ต่างรวมหมู่ กู่ความชอบก่อม็อบปั่น
ขิงไม่ราข่ายังแรงตะแบงตะบัน
โศกนิรันดร์ มันยังรอ ..นะพ่อเอย.. !
ขิงกะข่า ข้ากะเอ็ง ..บรรเลงรุก
ประเทศทุกข์ สนุกกันมันส์จริงเหวย
เอาชนะคะคานกันอย่างเคย
บทลงเอย..สุดสังเวช ประเทศไทย !
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
พธม.ประกาศร่วมม็อบเสธ.อ้าย
พธม.ใต้ ประกาศร่วมม็อบเสธ.อ้าย ขณะที่ 'นพดล' ชี้
ตั้งเป้าล้มรัฐ-แช่แข็งปท. แค่คิดก็ผิดแล้ว ด้านเลขา สมช.หยันม็อบ
ไม่ถึง 5 หมื่น   ส่วน 'มท.2' หวั่นมือที่สามป่วน
'ตท.10'   ปูดทหารรอบกทม.ทั้งแปดริ้ว-ชลบุรี-กาญจน์
ส่งเป็นการ์ดม็อบ 'เสธ.อ้าย' ด้าน'นายพลคอสเมติก'
เกณฑ์ทหารผ่า

เพราะอยากจึงยากแท้

ศรีสมภพ


ทันสมัยใหม่เสมอ..เฟ้อตามฝัน
ทุกเวอร์ชั่นมือถือ ต้องซื้อแหลก
ความนิยมคือนิยามเป็นคำแรก
ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยคลั่งไอโฟน
พกกันเพลินเกินใช้หลายเครื่องนั่น
ทั้งโหลดแชร์ แอปกันยันหลานโหลน
มีธุรกิจพันล้านกันทุกคน
กู้มาซื้อ..เพื่อให้โดนว่าตนรวย
อีกหลากล้นคลั่งไคล้ในเฟสบุ๊ค
ไล้ค์สนุกแซทแชร์ แหลหล่อสวย
สาวกแอปฯ ไอโฟนร่วมเล่นด้วย
ช่างรุ่มรวยเวลา ซะเหลือเกิน..
นั่งหน้าคอมพ์ พร้อมยิ้ม จิ้มและกด
เล่นเกมส์โปรดกดไล้ค์ไม่ขวยเขิน
พ่อแม่ลูก คนละเครื่องเฟื่องเหลือเกิน
ดูหมางเมิน ต่อสัมพันธ์เกินบรรยาย
ยอดนักชอป ชอบซื้อของมากองบ้าน
ไปทุกงานมหกรรมย่ำของขาย
รถป้ายแดงแย่งกันซื้อยื้อแทบตาย
นโยบายลดเป็นแสนตามแผนรัฐ
ต้องแบรนด์เนมเท่านั้นที่ฉันซื้อ
แพงหูอื้อยังซื้อได้ไม่ข้องขัด
ยื่นเครดิตบัตรทองฟ้องอายัด
จึงวิบัติล้มละลายในพริบตา
เทคโนโลยี.. เร็วจี๋จริงนั่น
ตามไม่ทันผันเงินเกินจะหา
ตกเป็นทาสพลาดพ่ายในทุกท่า
สวรรค์ตก นรกคว้า ..เพราะปราชัย
เพราะความอยากไม่ใช่หรือ? ..ถือครองอยู่
นำไปสู่หนทางสร้างทุกข์ใหญ่
ทิ้งความอยาก.. ความยากก็หายไป
แม้โลกใหญ่ยังไม่พอ..ให้ต่อมัน !
0000000000000000000000000000000000000000000
หาก “ความฟุ่มเฟือย” หมายถึง “ความทันสมัย” ในนิยามของบางคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองไทยจะมีเบอร์โทรศัพท์มากกว่าจำนวนพลเมือง คลั่งไคล้ไอโฟนกันเป็นบ้าเป็นหลัง แถมคนหนึ่งก็มีมือถือไม่รู้ตั้งกี่เครื่อง เล่นเฟซบ

ยังคู่กัน

ยิปซี4


เดินทาง..รอนแรม..แสนกว้างใหญ่
ก้าวท่องไป..เรร่อน..ด้วยใจหมาย
ไขว่คว้า..แลมองหา..คนข้างกาย
ที่เดียวดาย หมองหม่น ทรมาน
นานวันไป..เธอคนดี..ยังสู้อยู่
แต่ไม่รู้..ว่าจะกลับ..เหมือนเดิมไหม
จนวันนี้ เธอก้าวย่าง   อย่้างตั้งใจ
สู้แค่ไหน ก็จะสู้..เธออดทน
ทุกอย่างดำเนินไปตามกาลเวลา  เราทุกคนยังคงเหมือนเดืม ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น กำลังใจยังคงส่งถึงกัน บางคืนวัน เราก็ยังได้เคียงกัน

จะยิ่งใหญ่ได้ก็เพราะ รัก

บุญพร้อม


รักจริงยิ่งนักคือรักตัว
รักพ่อแม่ครอบครัวรองตัวฉัน
รักถิ่นเกิดพร้อมเทิดองค์ราชันย์
รักจะฝันเห็นไทได้ร่มเย็น
การทำมาหากินสิ้นระแวง
ต่างร่วมแรงรวมใจให้ได้เห็น
มีรอยยิ้มบอกได้ไม่ลำเค็ญ
เหมือนดั่งเช่นแรกเริ่มแต่เดิมมา
รักวันนี้เปลี่ยนไปหรือไรเล่า
หรือว่าเรา หรือใครไม่ไฝ่หา
ปล่อยรักร้างสร้างเกลียดเบียดอุรา
จึงหมดค่ายิ้มสยามนามที่มี

คืนค่ำ-คร่ำคึ

ภัคพล


ท่ามกลาง..ความมืดและความเงียบ
อากาศ..เย็นเชียบคืนเหน็บหนาว
ท้องฟ้า..ใสเเสงแห่งเดือนดาว
ชนชาว..หลับใหลในนิทรา
บนถนน..ไร้รถ บด-บิด-ขับ
แต่กลับ..กลาดเกลื่อนซึ่งคุณค่า
เศษสิ่ง..เหลือใช้ โภชนา
หากรวม..คงใหญ่กว่าโลกทั้งใบ
"คุณลุง" ท่านหนึ่งเปี่ยมซึ่งหวัง
หมายประทัง..ชีวารอดตายได้
ค่ำคืนเงียบแม้ลมหนาวมาต้องวัย
เอาใบไม้..ห่มร่างวางทับตัว
ลุงไม่ใช่..ขอทานข้างถนน
ลุงไม่ใช่..โจรปล้นหรือคนชั่ว
ลุงไม่ใช่..ภูตผีที่ต้องกลัว
ลุงไม่ใช่..ผู้เย้ายั่วมั่วโลกีย์
ของทุกอย่าง..ลุงเเทบไม่ต้องซื้อ
อาหาร..ทุกมื้ออยู่ทุกที่
ล้นถัง..ที่เขาทิ้งลุงได้ฟรี
ค่ำนี้..กิน-เที่ยว-หา สาสมใจ
"ไม่ต้องห่วง..เพราะพรุ่งนี้มันไม่แน่
มีเกิด-แก่..มีโรคา มีตักษัย
อยู่ไป..ใช้ไป..กินไป
ขาดสิ่งใด..ถามลุงได้..เผื่อลุงมี"
๔ พฤจิกฯ๕๕
.ภัคพล  คำหน้อย.

นิทาน วัวขาวขนดำ

คนกรุงศรี


นิทานเก่า เล่ามา ตาจำได้
เรื่องเกิดใน ปางบรรพ เมื่อวันก่อน
มีลูกวัว ลูกควาย ในดงดอน
ยังวัยอ่อน อยู่เหมือน เป็นเพื่อนกัน
ดูลูกวัว นั้นเล่า ขาวสะอาด
แต่ประหลาด แตกต่าง ที่หางนั่น
เพราะตรงปลาย ดำสนิท ผิดแผกพันธุ์
ถูกเย้ยหยัน จากควาย สหายตน
ทั้งตัวเจ้า ขาวขน จนสดใส
เหตุอันใด ปลายหาง ช่างหมองหม่่น
ไม่น่านะ จะมี สีดำปน
เมื่อเยี่ยมยล มิงาม ตามตำรา
ทุกวันเฝ้า เซ้าซี้  เรื่องสีหาง
แล้วมันช่าง สงสัย กระไรหนา
วัวรำคาญ ครั้นพบ หลบทุกครา
ยังตามมา ค่อนขอด ตลอดทาง
ลูกวัวกล่าว เจ้าควาย สหายข้า
ไยจึงมา มองแต่ แค่สีหาง
ทั้งตัวข้า ขนขาว เจ้าละวาง
ที่แตกต่าง จากเจ้า มิเข้าใจ
จงหันมอง ตัวเจ้า เอาสักหน่อย
พบสีขาว สักน้อย นั้นหาไม่
ดูสิ่งที่ ดีบ้าง เป็นอย่างไร
เมื่อมองใคร ให้คิด สักนิดนึง
ขรัวตา

เช่นนี้แหละชีวิต

แก้วประภัสสร


ถนนสายนี้
มีผู้คนมากมาย
ใบไม้ปลิวไสว
สายลมพัดผ่าน
เสียงผู้คนหัวเราะ
เต็มไปด้วยสนุกสนาน
ชีวิตดูชื่นบาน
ตามกาลและเวลา
ผ่านทุกวัน....
ชีวิตก็เป็นเช่นวานนี้
ผู้คนที่มี
ก็เหมือนวานวันเวลา
ผ่านไปหลายปี..
กลับไปที่เคยคุ้นตา
ผู้คนที่ผ่านมา
ต่างชราแล้วจากไป
สายลมที่พัดเย็น
เปลี่ยนเป็นร้อนแผดเผา
ต้นไม้ก็อับเฉา
บางเบาไม่มีใบ
ชีวิตคนก็แปรเปลี่ยน
หมุนเวียนตามกาลเวลา
เคยร่ำรวยและหรูหรา
อาจพลิกชะตากลับมาจน
ทุกคนล้วนเดินดิน
อย่ายึดติดอะไร
ที่ไม่เป็นนิจสิน
สุดท้ายต่างดับสิ้น
เช่นนี้แหละชีวิต...........
เช่นนี้แหละชีวิต....

ฮาโลวีนไทยแลนด์

ศรีสมภพ


“ ฮาโลวีน ”  วันฉลองของผีผี
ตำนานมีที่เมืองนอกบอกเล่าขาน
กุศโลบายเลิศล้ำ เพื่อสำราญ
ปล่อยวิญญาณกลับบ้านเก่าเล่าต่อกัน
แดร๊กคิวล่า แวมไพร์ ไอ้ครูเกอร์
ลองมาเจอผีไทยใครแน่นั่น
ฝีฝรั่งผีจีนแขกแหกตากัน
ผีไทยนั้นเล่ามันส์หลายในตำนาน
ผีกระสือ.. คือผีหญิงหัวซิ่งได้
ลากตับไตใส้พุงมุ่งลอยผ่าน
ผีกระหัง.. คือชายชู้อยู่ร่วมบ้าน
ต่างชอบทานของคาวสดซดเลือดกิน
ผีกองกอย.. ชอบกระโดดโปรดอยู่ป่า
มีหน้าตาคล้ายลิงค่างต่างคนสิ้น
ผีโขมด.. เป็นเขมรเล่นแลบลิ้น
ทำตาปลิ้น เรียกผีโพงคงเข้าใจ
กุมารทอง.. จากท้องกลมอาคมกล้า
คนโหยหาเมตตาคุณหนุนโชดได้
ควายธนู.. ตะปูโลงป่าช้าไทย
เสือสมิง.. วิ่งหลบหาย เจอควายธนู
นางตะเคียน.. ผีพื้นบ้านตำนานเล่า
เป็นหญิงสาวสะสวยยิ่งสิงไม้อยู่
นางตานี.. ผีต้นกล้วยสวยน่าดู
ผีโบราณชาวบ้านรู้ ไม่หลู่นาง
ผีแม่นากพระโขนง.. โด่งดังสุด
วัดมหาบุศย์พระโขนง คงศาลสร้าง
เป็นหนังผีที่ทำเงินเกินหมายวาง
เป็นผีนางที่รักผัว แม้ตัวตาย !
ผีปอบ..  ชอบของสดปรากฏอีสาน
ไร้ตัวตนสิงคนบ้านมานานหลาย
แต่ผีเปรต..โปรดของทาน ต้นตาลอาย
เปรียบคนตาย ไปอบายภูมิรุมขอกิน
ผีตาโบ๋.. ผีตายโหง.. ผีตายห่า
ผีเรือนผีป่า ผีเป้า เล่าไม่สิ้น
ผีขนุน.. สนามหลวงลวงชายกิน
ผีพนัน.. มันโกงสิ้นกินหมดตัว !
ผีหลากหลายในตำนานเล่าผ่านเล่น
แยกให้เห็น เพื่อสนุกทุกถ้วนทั่ว
แต่ผีหก.. ตกเป็นทาสอนาถชัวร์
เป็นผีชั่ว สิงคนเป็น เห็นนมนาน
ผีที่หนึ่ง- "

อย่าตกใจถ้าหากมือสากและด้าน

เปลวเพลิง


อย่าตกใจถ้าหากมือสากและด้าน
ผิวมันกร้านคล้ำแดดที่แผดเผา
ตีนเหยียบหินดินมาหนาไม่เบา
เสื้อผ้าเก่ามัวซัว-อย่ากลัวไป
เชิญมาฟังเราเล่าเรื่องราวก่อน
เรื่องซึ่งสอนอยู่ทุกยุคสมัย
เราผู้ใช้แรงงานก่อการไกร
ยึดมั่นในอุดมคติปณิธาน
เมื่อเกิดมาเรียนน้อยด้อยศักดิ์ศรี
จึงไม่มียศศักดิ์อัครฐาน
สู้หลั่งเหงื่อ กำลัง ทั้งวิญญาณ
มอบแด่งานซึ่งใครก็ไม่มอง
มือเราจึงดำด้านเพราะงานหนัก
ผิวแสนรักถูกแดดแผดจนหมอง
ทั้งฝุ่น ผง รอยเปื้อนเกลื่อนละออง
เหงื่อไหลนองซับไว้ใต้เสื้อเรา
โอ้ความหวังชีวิตคิดแล้วเหนื่อย
ต้องทนเมื่อย ทนฝน ทนแดดเผา
ยอมแลกเงินโดยหมอบพินอบพิเทา
อดทนเศร้า จน ลำบากมากเท่าไร
ผิดกับผู้ทำงานสำราญหรู
ตำแหน่งชูปรากฏลาภยศใหญ่
แย่งกันกินอิ่มเอมจนเปรมใจ
วันต่อไป...ค่อยออกโรงโกงอีกที
เพราะเขามีปัญญาเป็นอาวุธ
จึงใช้จุดคอร์รัปชั่นอันบัดสี
มีตีนบาง มือบางอย่างผู้ดี
แต่ว่ามีหน้าหนาไม่ทายาง
ส่วนเราซีโง่ บื้อ มือสากและด้าน
ผิวเกรียมกร้านรวยรินกลิ่นสาบสาง
ตีนเราหนาเอาไว้ใช้ย่ำทาง
แต่หน้าบางเพราะเอาไว้ให้รู้อาย

"อย่าพูดไป"

กวีปกรณ์


อันนินทากาเลลิเกฉาว
ตอกไข่เขียนข่าวคอยใส่สี
มุสาวาทา เวรมณี
ท่องได้ถือว่าดีออกถมไป
ต่อความให้ยาวสาวก็ยืด
พอฟังชืดก็เพิ่มช่วยเติมให้
ความจริงบวกลบจบเข้าใจ
มันง่ายเกินไปให้หารคูณ
"จะดีเหรอ" "จริงไหม" "ใช่หรือเปล่า"
"เรื่องมันยาว..." แต่ก็เล่าเริ่มจากศูนย์
ปากจึงเริ่มปราศัยน้ำใจเพิ่มพูน
จนจบบริบูรณ์ "อย่าพูดไป"
แล้วเหล่าลูกขุนก็ขึ้นแท่น
ลงคะแนนถูกผิดเริ่มคิดให้
ศาลเตี้ยจึงตั้งระวังไว
พิพากษากันไปตามใจตัว
พอนักข่าวสมัครเล่นตกเป็นข่าว
เรื่องสั้นสั้นเล่ายาวจนปวดหัว
แท้จริงแค่น้ำกลิ้งบนใบบัว
น้ำก็วิ่งไปทั่วบนบัวใบ
พอไอแดดแผดแรงน้ำแห้งลง
ความเขียวกลับยังยงอย่าสงสัย
ธรรมดา ธรรมชาติ ช่วยสอนใจ
ยากคนใดหลีกพ้นเตือนตนเอง

เหตุเพราะกายใจไม่สำพันธ์

บุญพร้อม


ใจเป็นนาย สั่งความ ตามที่คิด
กายก็ติด  ตอบความ ตามประสงค์
ใจและกาย ร่วมกัน อย่างมั่นคง
ต่างเสริมส่ง ต่อกัน นิรันด์กาล
สิ่งแปลกปลอม กระทบกาย ใจย่อมรู้
ใจสั่งสู้  กายเฉย  ปล่อยเลยผ่าน
เปิดโอกาส  ให้ศัตรู  จู่รุกราน
ไม่ทำงาน  ดื้อแพ่ง ขัดแย้งใจ
ฝ่ายศัตรู โจมจู่ ด้วยรู้หลัก
เร่งฟูมฟัก   เชื้อร้าย กายเลยไข้
พลอยกระทบ ย่อยยับ ถึงตับไต
เกิดกองไฟ  ร้อนรุ่ม  กลุ้มถึงทรวง
กายกับใจ เปรียบได้ คล้ายประเทศ
เมื่อเกิดเหตุ  หนึ่งใด ก็ให้ห่วง
ใจหยุดไป กายตาย มิใช่ลวง
กายประท้วง ใจแย่ ตายแน่เอย

อยากแต่งกลอน..

จะไม่เด็ด.


อยากแต่งกลอนแนวปรัชญาสักคราครั้ง
เผื่อโด่งดังให้คนลือยึดถือบ้าง
เพียรประพันธ์จนอ่อนล้าตาฝ้าฟาง
ไม่ได้วางพอสองบทเริ่มหมดใจ
หากว่าเป็นกลอนรักอกหักเศร้า
ผสมเข้ากับอารมณ์ที่อ่อนไหว
บรรยากาศสะเทิ้นเพลิดเพลินใจ
คงสาธยายดุจน้ำไหลก็ไม่ปาน
อยากแต่งกลอนแนวตลกพกความสุข
ก็ขาดมุขมาเล่นเป็นแก่นสาร
กลัวไม่ขำแต่งไปให้แต่ทรมาน
อาจจะพาลเป็นกลอนเศร้าเข้ามาแทน
ที่แต่งได้คงเป็นกลอนแนวธรรมชาติ
น้ำสะอาดใสเย็นเห็นสุขแสน
ทอดอารมณ์สุนทรีย์ที่ขาดแคลน
เป็นบทกลอนอ้อนแฟนก็สุขดี
ไม่ได้เหมาะกับกลอนแนวการเมือง
เพราะบางเรื่องไม่ถนัดถนี่
จะบ่งชัดลงไปกลัวอีกฝ่ายมองไม่ดี
จึงได้แต่แต่งกลอนที่...ไม่ข้างใคร
....อิอิ..แบบว่า

ดาวดึงส์

ลักษมณ์


ดาวดึงส์
.
สวรรค์ทุกฝั่งฟ้า
ดังพยาน
.
นรกคือสุสาน
ป่าช้า
.
ดาวดึงส์ดั่งพิมาน
ความสุข
.
ความทุกข์ในใจข้า
ดุจห้วงอเวจี

((((((ความ(ไม่)ลับ))))))

มนต์กวี


เชื่อว่าคนทุกคนทนปกปิด
เชื่อด้วยใจสนิทใช่คิดข่ม
เชื่อว่าคนหลายคนทนติดจม
เชื่อว่ามีลับลมและคมนัย
.
มีบางอย่างหมกเม็ดจริงเท็จบ้าง
เรื่องคาค้างชั่วดีที่หวั่นไหว
ภายใต้จิตสำนึกผลึกหัวใจ
ซุกซ่อนไว้ข้างในใครสักคน
.
เมื่อความลับยังเป็นเช่นความลับ
ก็จมอับยับเยินเกินพร่ำบ่น
ให้ความลับเหยียบย่ำจำต้องทน
สู้อยู่บนเศษซากที่ปากลวง
.
น้ำท่วมปากหลายคนพอทนทาน
น้ำท่วมบ้านหลายคนบอกไม่ต้องห่วง
น้ำท่วมนานถือว่าเคราะห์เป็นเพราะดวง
น้ำท่วมทรวงโอ้อนาจแทบขาดใจ
.
อันความลับที่เขาว่าหาไม่มี
เป็นอย่างนี้ความลับหามีไม่
คือความจริงที่อำพรางอยู่ข้างใน
หากหัวใจรับรู้......อยู่อย่างนั้น
หน้า / 28  
ทั้งหมด 468 กลอน