กลอนธรรมะ

โลก...ตัวเรา

กันนาเทวี


โลกของเราเราครองต้องรักษา
เราได้มาอยู่โลกที่สวยสม
อาศัยมาเนิ่นนานควรชื่นชม
ร่วมนิยมให้โชคโลกใบงาม
รู้อภัยหวังดีมีเมตตา
สรรพสัตว์นานาอย่าเหยียบหยาม
รู้ขอบคุณชีวิตทุกโมงยาม
คงก้าวข้ามทุกข์โศกและโรคภัย
อย่าหลงจมอารมณ์ที่ขมขื่น
จงรู้ตื่นเบิกบานเป็นนิสัย
ไม่ติดยึดเหนี่ยวรั้งหลงอาลัย
เป็นความนัยพุทธะอย่าละเลย
ประทับใจในตนและคนอื่น
ต่างหยิบยื่นไมตรีมีเปิดเผย
วาจาจริงน้ำใจดีมีคุ้นเคย
มนุษย์เอ๋ยโลกเราใช่เศร้าตรม.....

รวยแค่ไหน ตายอยู่ดี

บุญพร้อม


เอาผ้าขม้า   พาดบ่า ไปหน้าบ้าน
รอผู้ภิก      ขาจาร   ผ่านมาโปรด
หวังขัดเกลา ลดทัณฑ์ อันเป็นโทษ
หลงโลภโกรธ เกาะกินใจ  ให้คลายลง
ชีวิตที่ ผ่านไป   นั้นหน่ายหนัก
เวลาพัก เลิกหวัง ดังประสงค์
เพราะหลงโลภ นำใจ ไม่ให้ปลง
จึงยังคง อยากได้ แต่ฝ่ายเดียว
ลำบากกาย ลำบากใจ ฝืนไขว่คว้า
ใครก่นว่า  อย่างไร ไม่แลเหลียว
ยังย้อนเขา ว่าตุ่น  วุ่นนักเชียว
เพราะไม่เขี้ยว มัวเป็นสาก จึงยากจน
มาบัดนี้ เริ่มสาย ปลายชีวิต
จึงเห็นพิษ เห็นภัย ใช้เหตุผล
ทรัพย์สมบัติ กองไว้ ไช่ของตน
มีจนล้น  แค่ไหน  ตายอยู่ดี

อันว่าความสุขและความทุกข์

เปลวเพลิง


อันว่าความสุขล้นของคนนั้น
จะอยู่มั่นชั่วชีวาก็หาไม่
เช่นเดียวกับทุกข์เศร้าที่เผาใจ
จะอยู่ชั่วอมรรตัยก็ไม่มี
แม้เกิดเป็นยาจกผู้ตกยาก
ต้องลำบากตรากตรำทำหน้าที่
อาจเหมือนว่าตกอับทับทวี
ยังสุขีสถิตอยู่ควบคู่กัน
แม้เกิดเป็นเศรษฐีมากมีทรัพย์
ทุกวันรับศฤงคารบันดาลฝัน
ยังมีคราสุขสลายกลายเป็นควัน
เพราะทุกข์ดั้นมาเยือนเป็นเพื่อนใจ
“แล้วนี่คนต้องทำอย่างไรเล่า
ไม่อยากเศร้าเพราะทุกข์-อยากสุกใส?”
ถ้าถามเราจะเปรียบเปรยเอ่ยออกไป
“ถึงเกิดใหม่ก็เจอสุข-ทุกข์อยู่ดี
คงได้แต่ทำใจเอาไว้มั่ง
ว่าชีพยังย่อมยังทุกข์-สุขราศี
ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไปในชีวี
เป็นฉะนี้แม่นมั่นนิรันดร์กาล
จะพบสุขเมื่อเข้าใจในความสุข
จะไม่ทุกข์เมื่อปล่อยให้ทุกข์ไหลผ่าน
ไม่ต้องขอพรใดในจักรวาล
ชีวิตก็ชื่นบานอย่างแน่นอน”

เสียงจากระฆัง

บุญพร้อม


เสียงระฆัง แหง่งหง่าง ทางท้ายบ้าน
เคล้าพระอ่าน บทธรรม พร่ำย้ำสอน
ให้มวลหมู่ ส่ำสัตว์ ตัดนิวรณ์
เพื่อคลายร้อน ได้พึ่งธรรม พระสัมมา
สอนให้รู้   ที่มา  และสาเหตุ
กำหนดเขต แบ่งกรรม ที่ถามหา
ว่าเป็นกรรม สร้างไว้ แต่ใดมา
ควรเยียวยาด้วยธรรมไหนให้ผ่อนคลาย
ติดตรงที่ ปัญญา บารมี
ถึงจะชี้  ชวนชัก ก็มักหน่าย
คอยสร้างกรรม ทำชั่ว มั่วอบาย
ต่อเมื่อสาย จึงหมดทางจะล้างเวร
เสียงระฆัง ดังก้อง คล้ายร้องบอก
เอาแต่พอก เวรไว้  ใช่ไม่เห็น
ใจของเจ้า สุขหรือ  ที่เจ้าเป็น
ระฆังเน้น คำสุดท้าย ก่อนหายไป
เสียงระฆัง

*เห็นทุกข์ เห็นธรรม *

แก้วประภัสสร


สุขบ้างทุกข์บ้างช่างมันเถิด
มองสิ่งที่เกิดเป็นธรรมดา
มีร้อนมีหนาวมีเหนื่อยล้า
มีพบมีลามาทุกคน
สบายบ้างลำบากบ้างช่างมันเถิด
อย่าเผลอเตลิดจนสับสน
คนอื่นกินเกลือว่าเหลือทน
เขายังไม่บ่นเลยสักคำ
รักบ้างชังบ้างช่างมันเถิด
แตกดับกำเหนิดมองขำขำ
ยังมีหลายสิ่งที่ควรทำ
ใช่นั่งระำกำเพราะเลิกลา
ขยันบ้างคร้านบ้างช่างมันเถิด
ทุกอย่างที่เกิดเพราะอ่อนล้า
ยิ่งฝืนไม่พักยิ่งหนักอุีรา
ลองหลับสักคราตื่นมาจะดี
กล่าวมาใช่บอกให้ปล่อยวาง
เป็นเพียงตัวอย่างระหว่างวิถี
จะทุกข์จะโศกบนโลกนี้
กี่สมัยกี่ปีก็มีมา
เป็นเหมือนคู่ปรับสลับเปลี่ยน
คอยจะวนเวียนเข้ามาหา
เริ่มเด็กหนุ่มสาวคราวชรา
จนกว่าชีพลาและร้างไป
สุขบ้างทุกข์บ้างช่างมันเถิด
ทุกสิ่งมันเกิดก็ดับได้
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้
เห็นทุกข์เมื่อใดจะเห็นธรรม
แก้วประภัสสร // 04/01/2556 ศุกร์(สุขเพราะธรรม)

ดำรงธรรมด้วยด้ามเคียว

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์


ต้องไถถากลากคราดจนเหงื่อหยด
ทั้งปักดำทำหมดถึงใส่ปุ๋ย
เมื่อเกี่ยวรวงย่ำนวดด้วยควายทุย
ควายเขาเกเดินลุยบนฟ่อนฟาง
เม็ดข้าวเปลือกตำฝัดขจัดฝุ่น
เป็นข้าวสารเคยคุ้นเต็มกระถาง
ข้าวสุกขาวใส่ขันยกจบวาง
รอใส่บาตรเมื่อฟ้าสางตอนพระมา
หวังเพียงลดความโลภด้วยจาคะ
อาศัยพระถึงธรรมตามศาสนา
ลืมเม็ดเหงื่อโทรมกายที่ปลายนา
ลืมกลิ่นดินกลิ่นหญ้าเมื่อรับพร
จำเริญเถิดพระคุณโยมหนุนส่ง
ปฎิบัติชอบปฎิบัติตรงเพื่อสั่งสอน
ละโลภหลงแน่ชัดตัดนิวรณ์
บรรลุธรรมทุกขั้นตอนจวบนิพาน

ตั้งสติ

เปลวเพลิง


เหมือนราหูบังราศีที่เคยจับ
เคราะห์ยกทัพมาตีที่หน้าด่าน
เรื่องวุ่นวุ่นเกะกะรุมระราน
ปวดกบาลกับปัญหาที่มาออ
ฮ่วย! เราขออุทานไปให้ลั่นฟ้า
หรือเพราะว่าปีใหม่ใกล้แล้วหนอ
ความรุ่มร้อน อ่อนแอ แพ้ เหนื่อย ท้อ
จึงมาขออาศัยใกล้ใกล้เรา
แต่อย่างว่าเราจะทำยังไงได้
เที่ยวโทษฟ้าก็พาให้ใจยิ่งเศร้า
ขอนั่งคิดสักครู่อยู่กับเชาวน์
หาทางเผาเรื่องวุ่นวายให้หายไป
นิ่งหลับตาแล้วจิตนั้นพลันสงบ
ใจได้พบทางแก้ทุกข์ให้สุกใส
สติครองตรองตริซึ้งถึงแก่นใน
ค่อยค่อยใช้ปัญญาคลี่ทีละตอน
จากนั้นจึงลงมือรื้อและแก้
ง่ายง่ายแต่ดับเพลิงระเริงหลอน
เมื่อเรามีสติมาเป็นอาภรณ์
ปัญหาร้อนรุ่มก็คล้ายสายน้ำเย็น

...ฉันยังเฝ้าดูเธอเสมอ...

dark side of mind


เธอไม่เคยเลยนะ...จะหยุดนิ่ง
พาฉันวิ่งพล่านไปไม่หยุดหย่อน
เธอยิ่งรีบเร่งรุดไม่หยุดจร
จนฉันอ่อนล้าเกินจะเดินตาม
ทิ้งฉันไว้ตรงนี้เถอะที่รัก
ฉันขอพักผ่อนใจที่ไหวหวาม
หยุดทะยานอยากใคร่ในรูปนาม
ปล่อยใจชมความงามในยามเย็น
ดูตะวันตกดินสิ้นกำแหง
มอบสีแสงสุดท้ายก่อนวายเว้น
ฉันจะจูงหัวใจที่ไหวเอน
ไปเดินเล่นเพื่อยลแสงสนธยา
ผืนฟ้าเริ่มหมองคลำ้ดำมืดมิด
ไม่มืดเท่าดวงจิตแห่งมิจฉา
ฉันจะหลับเพื่อตื่นจากอัตตา
ทิ้งเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ฝังใจ
เธอผู้ยังรีบรุดไม่หยุดวิ่ง
ฉันจะนิ่งมองเธอมิเผลอไผล
เพียรเฝ้าดูรู้ละทุกขณะไป
เพราะสุขใดไหนเล่า...เท่าปล่อยวาง

ออกพรรษา ..พุทธาวิถี

ศรีสมภพ


ออกพรรษา..วันพระใหญ่ในปีนี้
เป็นวิถีพุทธศาสน์ที่ชัดแจ้ง
เข้าพรรษา สามเดือนผ่านกันทุกแห่ง
ต่างแสวง ขอแบ่งบุญมาหนุนนำ
เข้าพรรษามาสามเดือน เหมือนได้เกิด
ไล่ตะเพิดสิ่งชั่วที่กลั้วกล้ำ
เที่ยวเล่นตรึม ดื่มสุราหัวราน้ำ
สามเดือนล่วงหลุดบ่วงกรรม..ชุ่มฉ่ำใจ
ไม่ได้พบก็ได้พบ สงบสงัด
ได้เป่าปัดขัดเกลา ใจขาวใส
สมาธิภาวนา นำฝ่าไป
สุขยิ่งใหญ่..ใต้ร่มธรรมนำเห็นดี
ปวารณาออกพรรษา พระว่ากล่าว
ร่วมหมู่เหล่าสังฆกรรมแนะนำชี้
เห็นข้อผิดความบกพร่องของตนมี
เป็นวิธี ที่ตักเตือนหมู่เพื่อนธรรม
พญานาค..เล่นบั้งไฟในน้ำโขง
ต่างลุ่มหลงไหลหลากอยากเห็นล้ำ
ไปหนองคาย..ชมบั้งไฟในเงาดำ
ขึ้น ๑๕ ค่ำ อำหรือหลอก ไม่บอกกัน !
แรม ๑ ค่ำ วันถัดจัดใหญ่โต
ร่วมตักบาตร วันเทโวโบราณมั่น
๕๐๐ องค์ ลงเขาลาดใส่บาตรกัน
พุทธตำนานงานจัดใหญ่..อุทัยธานี
ออกพรรษา..ปีนี้ต่างมีสุข
ปีก่อนทุกข์ น้ำท่วมหนักจมปลักปรี่
ทั้งพระเจ้าทั้งชาวบ้านทั่วกันมี
พร่องวิถีชาวพุทธสุดจำทน
นิมิตบอกออกทุกข์ ..ออกพรรษา
น้ำท่วมบ่า ล่าถอยไปไม่หลากล้น
ต่อนี้ไปใช่ว่าสุขทุกเหตุผล
แล้งน้ำฝนคือภัยใหญ่ ใกล้เข้ามา
ออกพรรษา ออกทุกข์ เป็นสุขเถิด
อะไรเกิด ให้มันเกิด ปลงเถิดหนา
อนิจจัง.. ทุกขัง.. อนัตตา..
หลักพุทธา  ว่าแจ้งชัด ..สัจธรรม !
00000000000000000000000000000000000000000
ออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน
(นับแต่วันเข้าพรรษา) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "

นิพพาน

กวีปกรณ์


เกินกว่ากฎเกณฑ์ศาสน์ศีลธรรม
อำนาจแห่งถ้อยคำพิพากษา
ยิ่งกว่าการขันแข่งแห่งอัตตา
ต่างค้นหากล่าวอ้างอย่างชอบธรรม
โลกล้วนซึ่งความต่างกลับสร้างกรอบ
แบ่งชนชั้นตามชอบใครสูงต่ำ
ใช้ชีวิตเวียนว่ายไปตามกรรม
ให้ศรัทธาน้อมนำกำลังใจ
แดนใด...นรกหรือสวรรค์
ท่ามหมอกควันหมองหม่นหรือสดใส
ตื่นจากความทุกข์ทนที่พ้นไป
นรกไซร้เพียงน้ำตาความอาวรณ์
หนึ่งชีวิตลิขิตเองตามเพรงกรรม
อดีตจำจดต่างอย่างคำสอน
ผิดหรือถูกถามตนบนทางจร
ชั่งน้ำหนักดูก่อนย้อนทบทวน
บางครั้งผิดพลาดพลั้งหวังแก้ไข
อยากย้อนกาลกลับไปอย่างไห้หวน
เกิดด่างพร้อยรอยบาปกำซาบครวญ
ดุจโซ่ตรวนตรึงตรากว่าสิ้นลม
ตั้งสติเตือนตนบนทางเถื่อน
ทุกข์สุขอาจเยี่ยมเยือนตามเหมาะสม
ผ่านมาแล้วผ่านไปเพียงใจชม
อย่ายึดติดตรอมตรมจมอาจิณ
ไม่มีพิษใดร้ายทำลายขวัญ
ไหนนรก/สวรรค์ล้างให้สิ้น
ทั้งหมดล้วนสร้างกิเลสแก่ชีวิน
ประคองตนสู่แดนดินถิ่นนิพพาน

ก้าวบนพื้นทราย

น้ำ


ตัวตนรนลุกล้ำ     ทำงาน
ทำกิจหน้าที่พาน    ผูกไว้
ทรัพย์ทางโลกจ้างวาน   เวียนวก แหวกว่าย
ใจจิตฉันทลักษณ์ไร้    เรี่ยวแร้งรุมถึง
คิดถึงเสียงเห่ช้า     ทะเล คำครวญ
ฮ้าไฮ่อบอวลเอ      เอกโท้
โล้เรือโลกร่มเร     ไร้ทุกข์ พ่อฮา
หายเว่ว้าวุ่นโอ้       อกเอื้อนเสภา
ฟ้ามีอักษะซึ้ง        สวยสวรรค์
โคลงคลื่นเฮ่กล่อมจันทร์    ยั่วยิ้ม
เมามัวติดจมทัณฑ์     ทั้งโทษ กิเลส
ธรรมเหตุรู้รสลิ้ม       เมื่อไร้ลมปราณ
วานท้าวรู้เมื่อก้าว   พื้นทราย
วานจิตคลายละลาย    รื่นรื้น
ทะเลกาพท์กลอนร่าย   ลิลิต
แก้วเกิดกังวานขึ้น    ข่มไข้ขื่นหาย

เมื่อ บุญพร้อมอ่านธรรม

บุญพร้อม


อสุภะ    ความว่า  ไม่น่ารัก
ใช้เป็นหลัก พิจารณา กรรมาฐาน
ตัดราคะ  จริต    สิบประการ
ก่อนได้ญาณ บรรลุ อนาคามี
สุภะคือ ด้านงาม ของธรรมะ(ชาติ)
ผู้คนจะ     นิยม    ชมทุกที่
เป็นตัวล่อ หลอกไว้ ให้ยินดี
ยากจะหนี หากไม่แจ้ง แหล่งที่มา
เหรียญสองด้าน มีไว้ ใช้ให้ครบ
แล้วจะพบ ความจริง สิ่งที่หา
ทุกเรื่องราวที่เห็น ความเป็นมา
พูดได้ว่า เรานั้นอ่าน เพียงด้านเดียว

กลกรรม

บุญพร้อม


ธรรมนั้นไม่เอียงย่อมเที่ยงแท้
อาจติดแง่ ปัจจัย อะไรส่ง
ชีวิตคน เรานี้ไม่ยืนยง
ต้องปลดปลง ลงแน่ เพราะแพ้กรรม
ดีชั่ว ประทับไว้ ให้คนเลือก
อันไหนเปลือก ไหนเนื้อ คนลือล่ำ
ที่เห็นอยู่ อิ่มอาบ ฉาบด้วยธรรม
การกระทำ ยอดแย่ แค่ภาพลวง
ที่ศรัทธา ยังศรัทธา เป็นข้าใช้
ที่แคลงใจ ก็เพิก  เลิกบวงสรวง
ต่างฝ่ายต่าง กล่าวหา ว่าหลอกลวง
เกิดผลพวง ยากแก้  เป็นแผลลาม
ข้อยุติ   เห็นมี   ที่ธรรมะ
สอนให้ละ รู้ภัย  ในดงหนาม
ชีวิตนี้    ใกล้ตาย  ไปทุกยาม
ทุกรูปนาม หนีไม่พ้น    กล  ของ   กรรม

กรรม

ศรีสมภพ


“ กรรม “ คือกระทำที่ย้ำชัด
มิอาจปัดเป็นอื่นฝืนไปได้
ทำอย่างไรผลอย่างนั้นแม้นานไกล
อยู่ที่ใครจะกระทำกรรมชั่วดี
กรรมคือ..การกระทำย้ำเจตนา
ใจตนหนากระทำไปในวิถี
บันทึกไว้ในใจนั้นขึ้นบัญชี
ชั่วหรือดี มากน้อยแน่มิแปรไป
ขว้างลูกบอลเข้าผนังยังสะท้อน
หวนกลับสู่ผู้ขว้างบอลย้อนคืนใส่
เปรียบแรงขว้างอย่างแรงกรรมที่ทำไป
แรงเท่าไหร่สะท้อนออกบอกแรงกรรม
วิทยาศาสตร์ฉลาดสุด.. แต่พุทธแจ้ง
ยังกล้าแกร่งพร้อมพิสูจน์ขุดมาย้ำ
เหตุแห่งผลชวนค้นคว้าหาเรื่องกรรม
นั่นคือธรรม พุทธองค์ทรงวิชชา..
หงายของคว่ำ ย้ำให้เห็นเฉกเช่นนั้น
ทุกสิ่งอันพลันชัดใสไม่กังขา
แค่เรื่องกรรมนำเหตุผลมาค้นคว้า
พุทธศาสตร์แจ้งชัดกว่าวิชาใด
“ กรรม ” คือกระทำ ย่อมย้ำชัด
เกินเป่าปัดวิบากกรรมที่ทำไว้
พุทธองค์รู้แจ้งหมดกำหนดนัย
อยู่ที่ใครจะกระทำ ..เป็นกรรมตน !

ต่างวัยแต่ใจเดียวกัน(ภาพประกอบลงได้แล้วค่ะ)

อนงค์...นาง


สาวสามวัยโสภาตามหาฝัน
เราชวนกันไปวัดหัดศึกษา
สมาธิสติตั้งดั่งปัญญา
ศีลทานภาวนามาพร้อมใจ
ใฝ่ธรรมะละกิเลสเหตุความหมอง
ปล่อยวางครองศีลธรรมนำผ่องใส
ไม่ประมาทสายกลางเดินทางไป
ศรัทธาในพุทธคุณผลบุญกรรม
นำลูกเดินจงกรมบ่มสมาธิ
ตั้งสติรู้ใจไม่ตกต่ำ
ย่ำซ้ายขวาย่างไปให้จดจำ
หายใจสม่ำเสมออย่าเผลอเพลิน
เดินนั่งทำการใดให้รอบคอบ
เรียนรู้ตอบจิตตามยามฉุกเฉิน
เมินมายาล่อลวงหลงบ่วงเชิญ
ไม่ก้าวเกินล้ำเส้นเป็นคนดี
---------------------------------------
เราพากันไปเที่ยวชมเทพีเสรีภาพค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพิเดีย
อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ เทพีเสรีภาพ เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่าทางจิตใจ ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Statue of Liberty แต่เดิมชื่อว่า Liberty Enlightening the World ตั้งอยู่ ณ เกาะลิเบอร์ตี อ่าวนิวยอร์ก ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นของขวัญที่ชาวฝรั่งเศสมอบให้แก่ชาวอเมริกัน ในวันที่อเมริกาเฉลิมฉลองวันชาติครบ 100 ปี ณ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2419 โดยส่งมอบอย่างเป็นทางการ โดยมี ประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2429
เทพีเสรีภาพ เป็นประติมากรรมโลหะสำริด รูปเทพีห่มเสื้อคลุม มือขวาชูคบเพลิง มือซ้ายถือถือแผ่นจารึกคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ และมีอักษรสลักว่า "JULY IV MDCCLXXVI" หรือ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319(ค.ศ. 1776) เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ที่ขาด แสดงถึงความหลุดพ้นจากการ

ดั่งดวงฤทัย

อนงค์...นาง


สายนทีรี่ไหลผ่านไพรสณฑ์
ตาวันพ้นม่านนภาลาลับสลัว
มัวเหม่อมองเมฆคล้อยลอยใกล้ตัว
หทัยรัวเต้นแรงแฝงกายา
ราตรีนี้ไร้เดือนมาเยือนขวัญ
รอแสงจันทร์ทอนวลครวญร่ำหา
พาฤทัยร้าวรานปานจันทรา
ไร้ดาราพราวพร่างลางเลือนมอง
�
สองปรางนางชุ่มฉ่ำหยาดน้ำฝน
เย็นเยือกจนกายสั่นพรั่นพรึงสนอง
มองทางไหนไร้แสงจำแลงครอง
วิหคร้องยามค่ำย่ำสนธยา
มาหลงทางกลางไพรในป่าเขา
โอ้ตัวเราหว้าเหว่เอกาหนา
ขาอ่อนแรงเหนื่อยนักพักกายา
กลัวสิงสาราสัตว์มากัดตน
จนรุ่งเช้าอุษานภากระจ่าง
ฟ้าสว่างเรืองไสวไม่สับสน
ยลความงามธรรมชาติปราศผู้คน
ช่างสุขล้นร่มรื่นชื่นอุรา
ฟ้าหลังฝนยามนี้มีความสุข
ไร้ความทุกข์ห่างไกลไม่ครวญหา
ลาความโศกโรคภัยไม่พบพา
แสงธรรมมาส่องกลางระหว่างใจ
ให้ปล่อยวางอัตตาอย่ายึดติด
ทุกชีวิตเกิดดับปรับเปลี่ยนใหม่
ไร้ตัวตนสมมุติเพียงหยุดใจ
ดั่งดวงฤทัยสงบนิ่งอย่าวิ่งตาม
ความทุกข์โศกโลกนี้มีมากน้อย
อย่าไปคอยแบกรับจับมาถาม
ความรักชังปล่อยไปไม่ติดตาม
สุขทุกยามอย่าหวั่นนิรันดร

* ต่างๆ *

บนข.


เราต่างคนต่างเกิด
ต่างเตลิดเวียนว่ายบ่ายถลำ
ในวังวนว้างเวิ้งแห่งเพิงกรรม
ดีชั่วนำสืบขันธสันดาน
กรรมสืบต่อสืบกอแห่งกิเลส
ล้วนอาเพศรวนรุมให้รุ่มร่าน
วิบากซ้ำกรรมซัดวิบัติปาน
อยู่ตราบกาลเนิ่นนานกี่กาลกัลป์
เราต่างตนต่างแก่
ต่างย่ำแย่ย่อยยับอยู่อย่างนั้น
ในความหนุ่มความสาวอันพราวพรรณ
ชะราคอยโรมรันร่ายริ้วรอย
ชะรารับประทับรอยชะราแล้ว
ไร้วี่แววหนุ่มสาวก็เศร้าสร้อย
อีกฟากฝั่งมรณาชะราคอย
สืบเท้าค่อยเคียงคู่อยู่เป็นเงา
เราต่างคนต่างตาย
ต่างทอดกายก่ายกองล้วนของเน่า
ไหนละเพื่อนญาติมิตรสนิทเรา
นอนเงียบเหงาซบดินอยู่เดียวดาย
เห็นแต่หนอนชอนเจาะเข้าเกาะกลุ่ม
แล้วรื้อรุมเนื้อหนังพังสลาย
สู่ที่พักพึ่งพิงทุกหญิงชาย
นอนแทรกกายซบร่างกลางผืนดิน
เราต่างคนต่างต่าง
เพราะกรรมจัดสรรสร้างมิสร้างสิ้น
กรรมใดใครก่อก็รอริน
ผลอาจิณแจกจ่ายตามสายกรรม
จึงต่างคนต่างจิตต่างคิดต่าง
วัฏฏะทางต่างคนต่างด้นย่ำ
ต่างเกิดแก่เจ็บตายวอดวายยำ
อยู่ซ้ำซ้ำแทรกซบทุกภพภูมิ....
หน้า / 6  
ทั้งหมด 93 กลอน