กลอนเหงา

ในความเงียบ

ร้อยฝัน


ในความเงียบยิ่งเงียบหาเปรียบได้
ไร้ดวงไฟไร้ความฝันในวันเหงา
ไร้มือกุมไร้อ้อมกอดอ้อนออดเรา
มีเพียงเงาในความเงียบอันเยียบเย็น
มืดกว่ามืดเกินกว่าจะหาเปรียบ
กายเย็นเยียบใจร้อนรนปนทุกข์เข็ญ
ไร้แสงทองส่องสว่างทางลำเค็ญ
เหมือนฉันเป็นอากาศธาตุล่องลอย
สองเข่าคู้หน้าซุกซบไม่อบอุ่น
ใจยังกรุ่นอาฆาตไม่อาจถอย
ผ่านปีเดือนเลื่อนวันฉันจะคอย
เพื่อย้ำรอยเจ็บช้ำระกำใจ
ออกไปเถิดความเหงาอย่าเย้าเล่น
เหมือนดังเช่นเคยมาอย่าได้ไหม
ฉันหยุดความใจบางอย่างบางใคร
นี้ต่อไปใจดวงนี้จะดีเอง

หมดหมอง

คนกรุงศรี


คนหม่นหมอง ปองใคร ไหนสงสาร
แน่ะดวงมาน น้อยน้อย เฝ้าคอยหา
มองคนดี มีจิต คิดเมตตา
ช่วยรักษา แผลใจ ให้คลายตรม
อยู่ในท่าม ความเหงา โอ้เราเอ๋ย
กระไรเลย มิชื่น ยังขื่นขม
รอความหวัง กำลังใจ ไว้เชยชม
พบเพียงลม ลวงล่อ สุดท้อใจ
หลับตานั่ง ตั้งสติ ทิฐิมั่น
ต้องฝ่าฟัน อุปสรรค จักแก้ไข
ความหม่นหมอง ต้องปล่อย ล่องลอยไป
ทิ้งให้ไหล ลอยตาม ลำวาริน

จะมีเหงาใดเล่าเหงาไปกว่า

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


จะมีเหงาใดเล่าเหงาไปกว่า
มองฟ้าสะท้อนตา คนที่เหงา
ฟ้าสีฟ้ายังเห็นว่า ฟ้าสีเทา
แล้วในใจคนนั้นเล่า เทาเท่าไร

เงา

บนข.


ความรักฉันหายไปไหน
จู่ๆดวงใจก็ฉงน
เงียบเหงาวังเวงพิกล
มืดมนอึมครึมซึมเซา
เมื่อความเหงาเข้ามาเยือนถึงเรือนจิต
มินานก็สนิทใกล้ชิดเหงา
จะยืนเดินนั่งนอนสะท้อนเงา
ภาพความหลังเก่าเก่ากระจ่างใจ
สำรวมจิตรำลึกแล้วทึกทัก
หลงคว้าเงาความรักมาชิดใกล้
ยิ่งคว้าเหมือนยิ่งห่างหนทางไกล
แล้วก็ลาลับไปกาลเวลา
ทิ้งเพียงซากความหลังไว้รำลึก
ในภวังค์ยังรู้สึกโหยหา
รักเฝ้าเพียรปรุงแต่งทรมา
หลงไขว่คว้าพร่ำพรอดไล่กอดเงา
ความรักฉันหายไปไหน
มันหล่นหายจากใจ....ความเงียบเหงา
ดอกไม้บานผ่านพ้นทนซึมเซา
กลีบแห้งเฉาร่วงโรยลงโปรยดิน
ก็มิต่างรักฉันซึ่งเคยมี
แต่ยามนี้กลับหายมลายสิ้น
เหลือเพียงใจแห้งโหยโรยริน
รักโบยบินจากลาจะคว้าใด
และแล้วความรัก
คือสิ่งที่ประจักษ์ว่าใช่
แท้ก็เงาหลอกลวงทั้งดวงใจ
คิดหวามไหวอยู่ในฝันวันเวลา
ความรักฉันจึงมิหาย
เพราะมิเคยย่างกราย ผ่านมาหา
แค่เพียงใจสับสนบนเวลา
ที่เหว่ว้าเหงาหงอย...เหมือนคอยใคร...

....แด่ คนไกล....

cicada


เหนื่อยมากไหมที่รักโปรดพักบ้าง
ส่งใจมาอยู่เคียงข้างเธอทราบไหม
ยามฟ้ามืด ทางนี้เหงาเฝ้าอาลัย
ถึงคนไกลด้วยห่วงหา อย่าร้างเลือน
อ้อมแขนอุ่น ยังว่างบ้างหรือเปล่า
คนที่เหงา อยู่แสนไกลคงไม่เหมือน
ดังดอกแก้วหอมบางอยู่ข้างเรือน
ถึงแชเชือนไปนิด ยังชิดใจ
คิดถึงกัน หรือเปล่า เช้าที่นั่น
ที่นี่นั้น ดึกเหงาเข้าวันใหม่
เกินข่มตา สุดหวง และห่วงใย
คนอยู่ไกลอ้อนออดขอกอดเธอ
และยามนี้แสงทองของวันรุ่ง
แดดทอรุ้งฉ่ำหวานจนมานเผลอ
ฝากจุมพิตผ่านลมพรมละเมอ
ขอให้เธอหลับฝันดี...นะที่รัก..

อย่า!ได้ไหม

แทนคุณแทนไท


อย่าเห็นฉันนั้นเป็นคนกั้นเหงา
หัวใจใช่ว่างเปล่าเท่าที่เห็น
ถ้าเธอเห็นในแววตาที่ฉันเป็น
เธอจักรู้ว่าฉันเร้นลำเค็ญใจ
โทรศัพท์รับสายปลายทางนี้
คนโทรมายังมีหัวใจไหม
ถึงไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เป็นไป
คนรับสายปวดใจไม่ต่างกัน
เถิดอย่าเพียงแค่เหงาจึงโทรหา
อยากระบายก็โทรมาเวลานั้น
มีไหมคำ คิดถึง ห่วงใยกัน
ให้หัวใจซ่านสั่นวันได้ฟัง
ถ้าเป็นได้แค่คนไว้แก้เหงา
ค่าแค่เบอร์ให้คลายเศร้าไร้ความหวัง
ถ้ามีนะ แค่น้อยหนึ่งคงซึ้งจัง
คำที่ทำให้คนฟังรู้สึกดี
สบายดีหรือเปล่าเหงาหรือไม่?
เจ็บป่วยหรืออย่างไรในวันนี้?
เป็นอะไรไยเสียงไม่เข้าที?
หรือเธอมีปัญหาใดให้บอกมา?
คิดถึงนะ ไม่เห็นหน้าหลายวันแล้ว
ฉันนับวันคืนแพร้วจะไปหา
คืนนี้พบกันในฝันตามสัญญา
หนาวฉันก็จะห่มผ้า เหมือนห่มเธอ
อย่าเห็นฉันนั้นเป็นคนกั้นเหงา
รู้หรือเปล่าเธอสำคัญมั่นเสมอ
ขออย่าเอาความภักดีไปบำเรอ
อารมณ์เศร้าของเธอยามเหงาใจ
MV ส่งใจ ...
http://www.youtube.com/watch?v=zsV4AJKPooI

ตายังมีความหมาย ในสายตา ถึงแม้ว่าสิ้นความหมาย ในสายใจ

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


"เมื่อขาดเธอไป..
อยู่ที่ไหนก็เหงา*"
ยังจำภาพเธอได้ในเพลงเก่า
เพลงที่เรา เคยพร้องร้องพร้อมกัน
เคยรักมาก เท่าไรในใจนี้
เคยฝันดี ที่ฝันใฝ่ในใฝ่ฝัน
เคยซุกซอนซ่อนรักไว้ในคืนวัน
ไม่เคย..ฉัน ไม่ลืมแค่แม้นาที
ไม่เคยลืมละเลยที่เคยรัก
ไม่เคยพักใจปลีกหรือหลีกหนี
กี่ปีผ่านนานเคลื่อนกี่เดือนปี
แต่ใจพี่ยังไม่แพ้แก่เวลา
มองที่ว่างระหว่างที่ใจพี่ว่าง
ตาอ้างว้างยังมีหวังพลังกล้า
ตายังมีความหมาย ในสายตา
ถึงแม้ว่าสิ้นความหมาย ในสายใจ
* บางตอนพลงจากโฆษณา เครื่องดิ่ม เป๊ปซี่ สมัย พ.ศ. 2526
http://www.youtube.com/watch?v=9eiyuVKEebI&feature=related

ห่วงใย

ผ.อ.สมพิศ


เดือนสิบเอ็ด ย่างกราย ปลายหน้าฝน
สายลมวน พัดล่อง ลงต้องผิว
มองข้าวกอ ช่อไสว เอนใบปลิว
แลลิบลิ่ว เขียวขจี ที่ปลายนา
หนาวลมเหนือ เมื่อก่อน ตอนปีเก่า
เคยนั่งเศร้า สิ้นสุข ทุกข์นักหนา
ทั้งหนาวนอก เหน็บใน ใจวิญญา
วันนี้มา  บรรจบ พบอีกคราว
คนมีคู่ เคียงกัน มิหวั่นไหว
แต่ฉันไร้ เราจึง ถึงทนหนาว
อยู่คนเดียว อ้างว้าง อย่างยืนยาว
เจ็บปวดร้าว กมล จนชาชิน
พอหนาวกาย คลายด้วย ผ้าผวยห่ม
เมื่อหนาวลม ฝากั้น มันก็สิ้น
แต่หนาวใจ รักเลาะ มาเกาะกิน
จะหันหิน หน้าไป พึ่งใครเอย
จะแก้หนาว ให้อุ่น ต้องหนุนแขน
มีสาวแทน ต่างหมอน นอนเขนย
แอบอกอุ่น เนื้ออ่อน นอนเสบย
ก็มิเคย คิดไว้ เมื่อไรกัน
นั่งเขียนกลอน ตอนดึก รู้สึกเหงา
คิดถึงเขา อยากรู้จัก เพื่อนนักฝัน
หนาวจะเยือน เดือนนี้ ไม่กี่วัน
สาวคนนั้น ฉันห่วงใย รู้ไหมเธอ
ผอ. สมพิศ
พระนครศรีอยุธยา

ตกอยู่ใน ฤดู...เหงาฤดี

จ้อง - เจรียงคำ


ดวงตะวัน..ผันเวียน...แดด  เปลี่ยนทิศ
แต่ดวงจิต..เปลี่ยนทาง...คว้างสับสน
เหมือนไม่เคย..เปลี่ยนทัน...ผันใจพ้น
จากวังวน ความเปลี่ยว...อันเดียวดาย
โลกส่วนต่าง...ยังคงดำรงอยู่
ผลัดฤดูผันจาก...ความหลากหลาย
แต่กับ  โลกส่วนตัว...มืดมัวคล้าย
คนโชคร้าย..จมอยู่ ฤดูเดียว
สภาพอันอ้างว้าง...คราร้างคู่
ผันเข้าสู่ความท้ออันห่อเหี่ยว
บรรยากาศแต้มขีดแต่ซีดเซียว
คนยึดเหนี่ยว..เหลียวแล...ไร้แม้เงา
เหมือนต้องทัณฑ์...ร่ำไป...ให้ครองโสด
เหมือนต้องโทษ...ซ้ำสอง...ให้ครองเศร้า
เหมือนข้อหาฉกรรจ์...เกินบรรเทา
เหมือนรุกเข้าชีวัน..หมายบั่นทอน
ตกอยู่ใน ฤดู...เหงาฤดี
ปกคลุมที่ ทรวงใน สุดไถ่ถอน
กินก็ขื่น..ตื่นก็เศร้า..เหงาก็นอน
คล้ายวงจร ถูก-วาด...ให้ขาดรัก
ในหัวใจลึกลึก...นึกแล้วร้าว
แต่ละก้าวหนาวเหน็บ...เกินเก็บกัก
ยามอ่อนล้า...หาไหล่ไหนพิงพัก
หาอ้อมตักไหนนอน...ยามอ่อนโรย
ทั้งที่มีหัวใจ...เหมือนใครหมด
ฟ้ากำหนดหรือไร...ต้องไห้โหย
เมื่อไหร่ความร้าวรวด...ที่หวดโบย
จะถูกแทนที่โดย…หนึ่งผู้ใด
ถ้า! ผลัดเปลี่ยนเวียนสู่...ฤดูรัก
ฤดีจักซื่อตรงอสงไขย
สมกับที่ถวิลแทบสิ้นใจ
ถนอมไว้ร่วมเรียงเคียงประคอง
อยากเอ่ยคำว่ารัก..ดูสักหน
อยากเป็นคนหนึ่งที่...มีเจ้าของ
อยากจะสาน สายใย...สายตามอง
อยากผูกคล้อง สองใจ...ไว้ผูกพัน
อยากห่วงใยไถ่ถามยามใกล้ชิด
อยากร่วมคิด..ร่วมเคียง..ร้อยเรียงฝัน
อยากใช้แขนที่ว่าง...เกี่ยวข้างกัน
อยากเป็นคนสำคั

ขอได้ไหม

ร้อยฝัน


กอดฉันแน่นแน่นหนอยจะได้ไหม
ขอซบพิงอิงไหล่ได้ไหมนั่น
ด้วยเรื่องราวถาโถมโหมทุกวัน
เกินกว่าฉันจะรับไหวด้วยใจบาง
เอ่ยถามฉันหน่อยจะได้ไหม
ขอเพียงแค่บางใครมีใจบ้าง
แม้ความสุขจะหล่นหายในรายทาง
แต่ไม่ร้างใจมิตรคิดแชเชือน
หยุดฟังฉันหน่อยจะได้ไหม
ขอฉันเอ่ยความนัยจากใจเปื้อน
เป็นความจริงทั้งหมดงดบิดเบือน
อยู่เป็นเพื่อนสักนาที่ก่อนที่จร
ปลอบใจฉันหน่อยจะได้ไหม
เสแสร้งแกล้งห่วงใยให้รู้ก่อน
แค่มองด้วยหางตาอย่างอาทร
ใจที่ร้อนดวงนี้คงคลี่คลาย
ในสำนึกอยากออกนอกกรงขัง
ที่อยู่เพียงลำพังจนแหนงหน่าย
ซานซมตรมเศร้าเหงาเดียวดาย
วันสุดท้ายแค่บางใครเข้าใจเรา

ธรรมชาติกับความรัก มะลิร้อยสาย.....

ทิพย์โนราห์ พันดาว


มลิสายเรียงร้อย..ห้อยระย้า
ริมโค้งฟ้าสุรีย์อ่อน..จวนค่อนสาง...
ลมรำเพย..เอื่อยกลินกรุ่น..ละมุนบาง
เดือนดาวจาง..วิหคแว่ว...จากแนวไพร
มองมะลิเรียงร้อย ....เป็นสร้อยสาย...
ฝันที่หมาย..ยังหายห่าง..อยู่ทางไหน
ในยามนี้ฉันคนเก่า...ยังเหงาใจ
เธอคนไกล..เหงาหรือเปล่า..บอกกล่าวที
งามอรุณ..เบิกฟ้านภาผ่อง..
ลำแสงทองโอบสาด..คีรีศรี..
วอนลมพัดความห่วงใย...ในฤดี
แด่คนดี แห่งดวงใจ..ที่ไกลกัน
แม้พ้นผ่านม่านเวลา..นาทีซึ้ง
ยังตราตรึง...แว่วคำหวาน..วันวานฝัน
กี่โคนรุ้ง..กี่คุ้งฟ้า...กี่ป่าพรรณ
ร้อยจำนรร ..มิเคยจาง..ห่างหัวใจ
มะลิสายเรียงร้อย...ห้อยระย้า
ยามอ่อนล้าฉันแอบเพ้อ..เธออยู่ไหน
หอมมะลิ..หวลวันวาน..ถึงหวานใจ
หวลอาลัย ไอรักเก่า...ยังเฝ้ารอ
ทิพย์โนราห์ พันดาว
ทิพย์โนราห์ พันดาว

ลูกจ้างเขาสาวโรงงาน

ทะเลใจ


อีกคืนที่สายลมช่างเหน็บหนาว
แหงนมองดาวที่ริมข้างทาง
กอดกระชับตัวเองเอาไว้ พออุ่นใจในเมืองอ้างว้าง
ภาพจำสีจาง ย้อนคืนวันจากบ้านมาไกล
ปูทางฝันด้วยงานเหนื่อยล้า
สะสางภาระที่เต็มสองไหล่
ทำงานบนตึกหลายสิบชั้น วันเวียนวันวิ่งวนวุ่นวาย
นอกกระจกใส ที่ขอบฟ้าไกลบ้านเราคอยอยู่
จากลูกสาวชาวนา มาเป็นลูกจ้างเขา
เพื่อนรักคือความเหงา เพื่อนแท้คือใจสู้
เป็นฟันเฟืองของเมืองเจริญ ลำบากเหลือเกินใครบ้างจะรู้
ดาวที่มองดู สมมุติเป็นสายตาคนห่วงใย
สู้ไหวด้วยแรงใจทางบ้านส่งมา
ปัญหาใหญ่น้อยจึงพอรับได้
เลิกงานเดินกลับพร้อมความเหงา ได้แสงดาวส่องเป็นเพื่อนใจ
หวังว่าเมืองไกล คงไม่ใจร้ายกับสาวบ้านนอก

เศร้า

jew


อยากร้อยดาวมาเรียงที่ปลายฟ้า
อยากฝากถามดาวว่าเหงาไหม
อยากฝากควาคคิดถึงและห่วงใย
อยากฝากใจดวงนี้ไว้ในอ้อมกอดเธอ

คืนนี้เหงาเท่ากันไหม

ยาแก้ปวด


คืนนี้ไม่มีจันทร์
บนฟ้านั่นสว่างไสว
แต่ไม่เห็นหัวใจ
ของบางใครในคืนจันทร์
บนฟ้าคงไม่เห็น
หัวใจเต้นใช่แค่ฝัน
นับนาทีที่ใกล้กัน
จะมีฉันบ้างไหมเธอ
คืนนี้เหงาเท่ากัน
คงมีฉันตรมเศร้าเสมอ
ระหว่างฉันคงไม่เจอ
ไม่มีเธอไม่มีใคร
คืนนี้ไม่มีจันทร์
ปล่อยใจฉันเคว้งไปไหน
คิดถึงบางคนของบางใคร
ปล่อยหัวใจล่องคิดถึง
นับดาวบนฟ้าฟาก
คิดฝากรักละไมซึ้ง
ฝากรักอันตราตรึง
ฝากคิดถึงผ่านลมไป
แต่คืนนี้ไม่มีจันทร์
ไม่มีฉันและเธอให้
คิดถึงและห่วงใย
เมื่อหัวใจไม่มีกัน..

สงกรานต์ คนไกลบ้าน

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


คนไกลบ้าน จากบ้านมานานมาก
ได้แต่ฝากดวงใจส่งไปบ้าน
นานเกินไปจนใจล้าเวลานาน
ทุกข์ระรานผลาญใจไม่เว้นวัน
ฟังเพลงคิดถึงบ้านมานานมาก
และยังอยากฟังใหม่แม้ในฝัน
กี่บรรเทาก็ไม่เท่าไม่เทียมทัน
เท่ากับบรรยากาศบ้านสำราญใจ
คนไกลบ้านสงกรานต์แห้งแล้งในจิต
ได้แค่คิดพร่ำเพ้อเพียงเผลอไผล
ไกลแค่ไหน ใจโทรมทรุดด้วยสุดไกล
อยากกลับไปสู่บ้านสงกรานต์นี้
จะกราบเท้าแม่พ่อขอพรท่าน
จะโรมรันเล่นประลองกับน้องพี่
จะสนุกสุขสนานหลานมากมี
อยู่ในที่ ที่เรียกขานว่าบ้านเรา
จะไม่เอาน้ำประปาแตะหน้าผาก
แล้วเอ่ยปากบอกตัวว่าอย่าเพิ่งเหงา
ปีหน้าอาจได้กลับบ้านสำราญเนา
แล้วก็เศร้าเหงาส่งวันสงกรานต์
เนา = อยู่

ฝนหลง...

ครูพิม


ฝนตกอกหวั่นในวันหมาง
ฝนร้างห่างหายจึงคล้ายหลอน
ทิ้งข้าวแห้งกรังทั้งนาดอน
เดือดร้อน..ทั่วถิ่น..แผ่นดินไทย
ไร่แตงแห้งตายที่ท้ายทุ่ง
ครารุ่งมุ่งหวัง..ฟ้ายังใส
เมตตาพาฝนหล่นห่มไพร
ฝนไร้..ทิ้งแล้ง...จนแห้งตาย
ทุกคลองหมองหม่นดิ้นรนหา
หวังฟ้าพาฝนมาหล่นสาย
ช่วยเติมความชื่นให้ตื่นกาย
แต่พ่าย...แพ้ฝน...มิหล่นมา
จึงแล้งจึงร้างบนทางฝัน
จึงหวั่นจึงท้อจึงพ้อหา
พบแต่ว่างเปล่า..มีเหงามา
ยิ้มร่า..เคียงกัน...จนหวั่นทรวง
สู้ทนฝนเยือนให้เหมือนเก่า
ร่มเงาแห่งรัก...จักลาล่วง
ใจหลงลืมคำ...จึงช้ำทรวง
ดุจฝน..หล่นล่วง...มาลวงกัน
ฝนตกอกร้าวจึงหนาวหนัก
ใจจักหักใจ...อย่าได้หวั่น
ฝนหลงฤดูมาจากฟ้าพลัน
ดุจฝัน...เพียงวาบ...เป็นภาพลวง
.
ครูพิม
๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔
ขอบคุณภาพจาก http://gotoknow.org/blog/0609045-2009-1/395296

สงสารคนช่างฝันอย่างฉันหน่อย อย่าได้ปล่อยอ้างว้างข้างๆฝัน

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


แล้วนี่ฉันจะทำไงกับใจฉัน
เมื่อใจมันมีรักอยู่อักโข
แต่ได้แต่เก็บไว้จนใจโต
มีพะโล ก็เพียงไร้เหมือนไม่มี
ได้แต่รักมักแต่หวังรังแต่ใฝ่
ตะกายใต่ใฝ่และฝันวันสุขขี
ที่ฝันถึงทุกๆวันใช่ฝันดี
เป็นฝันที่สุดเหงาเศร้าแสนตรม
ฝันจูบเงา.. แต่เหงาจริงยิ่งเหงากว่า
ฝันยิ่งพาเจ็บอกใจไหม้ขมๆ
แต่ก็ยอมจะตรมไหม้ใจระทม
ขอฝันลมแล้งขื่นๆทุกคืนวัน
สงสารคนช่างฝันอย่างฉันหน่อย
อย่าได้ปล่อยอ้างว้างข้างๆฝัน
อยากให้ใจเราเอาวาง ข้างๆกัน
เพื่อวันนั้น ..เลิกจูบเงาเลิกเหงาใจ
หน้า / 9  
ทั้งหมด 144 กลอน