25 มิถุนายน 2560 23:11 น.

สมนึก สูตะบุตร ---บุษยมาส---

din

....สมนึก สูตะบุตร  (บุษยมาส)...

**442991082979724.jpg

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560 ได้ทราบข่าวว่า “บุษยมาส” หรือในนามจริงว่า “สมนึก สูตะบุตร” ถึงแก่กรรม รู้สึกตกใจมาก เพราะเธอเป็นนักเขียนอีกคนหนึ่งที่เคยชื่นชอบมาก ในสมัยที่เป็นเด็ก

..

บุษยมาส ถนัดเขียนเรื่องแนวรักกระจุ๋ม กระจิ๋ม เธอยึดเขียนเรื่องแนวนี้มาตั้งแต่เรื่องแรก “หมอกสวาท” จนถึงเรื่องสุดท้าย “กรวดแกมแก้ว” เรื่องของเธอจะเป็นประเภทพ่อแง่ แม่งอน จึงได้รับความนิยมในหมู่นักอ่านวัยรุ่นมาแทบจะทุกยุค ทุกสมัย เรื่องที่ส่งให้เธอดังระเบิด ระเบ้อ ก็คือเรื่อง “สลักจิต” ที่มีนางเอกเป็นลูกครื่งผมแดง มีชื่อเล่นๆว่า “จอย” มีพระเอกที่มีศักดิ์เป็นน้องของพ่อชื่อ “อาเดียว” เรื่องของจอย กับอาเดียวนั้น เป็นที่คลั่งไคล้ของวัยร่นในยุคนั้น มาจนถึงยุคปัจจุบัน ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์บ้าง ละครวิทยุบ้าง ละครโทรทัศน์บ้าง หลายครั้ง หลายครา เรียกว่านำไปสร้างเมื่อไหร่ ก็ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อนั้น คล้ายๆ เรื่อง “บ้านทรายทอง” ของ ก.สุรางคนางค์ นั่นเชียว

...

ยังจำได้ว่า ในนิตยสารดรุณี มักจะมีผลงานของ บุษยมาส เสมอๆ  หนึ่งในผลงานเหล่านั้น คือเรื่อง      “คนึงหา” โครงเรื่องเป็นยังไง บอกตรงๆว่าจำไม่ได้  จำได้เพียงว่า บุษยมาส กำหนดให้นางเอกของเรื่องมีชื่อเรียกกันเล่นๆว่า”ยาย” เวลาพระเอกเรียกชื่อเล่นของนางเอกทีไร กลับเป็นที่ถูกอก ถูกใจ แกมตลกขบขันของผู้อ่านยุคนั้นนะคะ นับเป็นอึกเรื่องหนึ่งที่มีส่วนทำให้ยอดขายของดรุณี พุ่งกระฉูด

...

เมื่อนิตยสารดรุณีปิดตัวลง แฟนหนังสือจะติดตามอ่านเรื่องของเธอ ได้จากนิตยสารบางกอก และทานตะวัน ซึ่งบุษยมาสเขียนประจำอยู่แล้ว โดยเธอยังคงเขียนแนวรักกระจุ๋ม กระจิ๋ม พ่อแง่ แม่งอน มาตลอด

...

บุษยมาสเป็นสาวโสด ทำให้เป็นที่สงสัยกันมาก ว่าทำไมเธอถึงเขียนเรื่องแนวรักได้ดี ในเมื่อเธอไม่เคยมีความรัก แต่เธอให้สัมภาษณ์ว่า  เธอเขียนเรื่องแนวนี้จากชีวิตรักของคนอื่น  และชื่อจริงของเธอ  คือ     “สมนึก”นั้น ก็พาให้นักอ่านหลายๆท่านเข้าใจว่าเธอเป็นผู้ชาย สมัยก่อนสื่อต่างๆ ยังไม่มีมากเท่านี้ ประกอบกับเธอเป็นคนไม่ค่อยออกงานสังคมด้วย

...

เคยสงสัยนะคะว่า คณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณารางวัล “ศิลปินแห่งชาติ” นั้น เขาใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสินให้นักเขียนได้รับรางวัลนี้ เคยอ่านนานมาแล้วว่า ”ศิลปินแห่งชาติ” จะต้องทำงานในด้านนั้นๆ ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีผลงานเป็นที่ยอมรับ และต้องเป็นผู้ที่ยังมีชิวีตอยู่ ณ วันตัดสิน ซึ่ง บุษยมาสนั้น เข้าข่ายที่จะได้รับรางวัลนี้มานานแล้ว แต่เพราะเหตุใดผลงานของเธอถึงได้ถูกมองข้ามไป จริงอยู่แม้ว่านวนิยายที่เธอเขียนส่วนใหญ่จะเป็นโครงเรื่องที่ถูกกล่าวขานว่า “น้ำเน่า” แต่เรื่องของเธอก็ได้รับการต้อนรับในหมู่นักอ่านเป็นอย่างดี ไม่เป็นพิษ เป็นภัย และไม่เคยข้องแวะกับการเมือง เหตุใดคนที่ทำงานด้านนี้มากว่า 50 ปี ตั้งแต่วัยสาว จนล่วงเข้าอายุ 85 ถึงไม่ได้รับการพิจารณา หรือมันมีหลักเกณฑ์อันใดที่เราไม่รู้ก็ไม่ทราบ

...

เรื่องของบุษยมาสนั้น ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ดงผู้ดี ทับเทวา เงารัก หัวใจเถื่อน (เรื่องนี้เพลงไพเราะมากค่ะ) สกุลกา ปิ่นรัก หงส์เหิน มัตติกา หนี้ค้างชำระ ในม่านเมฆ ฯลฯ จาระไนไม่หมด

...

บุษยมาส เคยให้สัมภาษณ์ว่า ชื่อบุษยมาสนั้นแปลว่าเดือนสอง เนื่องด้วยเพราะเธอเกิดเดือนยี่ แต่มีบางคนไปเขียนชื่ออันเป็นนามปากกาของเธอว่า “บุษยมาศ” ซึ่งมาศ นั้นแปลว่าทอง เธอบอกเล่าด้วยอารมณ์ขัน ว่าเธอไม่ยอมเป็นทองเนื้อสองหรอก

..

จริงๆแล้วเธอมีนามปากกาอื่นๆอีกอย่างเช่น เมิน แมนสรวง , ศรวณีย์ แต่ไม่มีนามปากกาใดดังเท่า บุษยมาส

....

ต่อมาในปี 2554 เธอได้รับรางวัลนราธิป จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลเกียรติยศแห่งชีวิตการเป็นนักเขียนของเธอเลยก็ว่าได้

...

บุษยมาสเป็นนักเขียนมือรางวัล เคยส่งเรื่องสั้นชื่อ “รักฉากสุดท้าย” เข้าประกวดในนิตยสาร “นารีนาถ” เรื่องได้รับรางวัล และได้ลงตีพิมพ์ เรื่องสั้นเรื่องที่สองของเธอ คือ “ปลายทางของสลี” ได้รับรางวัลชนะเลิศ ยิ่งส่งให้เธอมีกำลังใจในการเขียนมากยิ่งขึ้น จนเริ่มเขียนเรื่องยาวเรื่องแรก “หมอกสวาท” และเรื่องยาวเรื่องที่สอง “สลักจิต” ก็ได้รับการต้อนรับอย่างเกรียวกราว ในที่สุดเธอได้ตัดสินใจลาออกจากราชการที่กระทรวงเศรษฐการ เพื่อมายึดอาชีพนักเขียนเพียงอย่างเดียว

...

ผลงานเรื่องสุดท้ายของเธอคือ “กรวดแกมแก้ว” ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารบางกอก ยังอยู่ในระหว่างการรวมเล่ม

...

บนเส้นทางที่เธอรัก และเธอเลือก เธอได้ทำ(เขียน) มันมาตลอดชีวิต จวบจนวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560 เวลา 11.05 น. เธอก็จากไปด้วยอาการสงบ จากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ปิดตำนานนักเขียนสตรีผู้ถนัดนวนิยายแนวรักโรแมนติก

...

นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของวงการประพันธ์ไทยทีเดียว

ด้วยจิตคารวะ

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2560 (1.41 น.)

......................

16 มิถุนายน 2557 21:07 น.

ด้วยรักและอาลัย

din


คืนวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม
เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น ฉันรับสาย โดยมิได้คิดอะไรมาก
เนื่องจากเป็นเวลาที่ยังไม่ดึกนัก และพรุ่งนี้วันอาทิตย์ บางทีเพื่อนอาจโทรนัดไปไหนกระมัง
แต่เสียงที่ดังมาตามสาย  กลับทำให้ฉันใจเสีย  "รีบมาโรงพยาบาลด่วน  พ่อความดันตก"
คำว่า "ความดันตก" เคยพรากชีวิตแม่ไปจากฉันมาแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อน คราวนี้พ่ออีกหรือ
เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีรัฐประหาร และติดเคอร์ฟิวส์
ฉันละล้าละลัง แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก 
คราวนี้เป็นสียงน้องสาวที่บอกว่า.....มาไม่ทัน พ่อไปแล้ว
แม้จะทำใจไว้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวาระจริงๆ ก็อดใจหายไม่ได้
พ่อเข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการเนื้องอกที่สมอง
ผลจากการทำเอ็ม อาร์ ไอ ทำให้รู้ว่าเป็นเนื้อร้าย 
หมอแนะนำให้ผ่าตัดทันที  แต่ก่อนหน้านั้น พ่อมีอาการติดเชื้อที่ปอด
ต่อมาท่านสำลัก และพูดไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่าอวัยวะส่วนที่ทำหน้าที่กลืนเสียไป
พ่อต้องให้อาหารทางสาย แม้ฉันจะแย้งว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะก่อนหน้านี้ พ่อกลืนอาหารได้ 
แต่หมอยืนยันว่าใช่  หลังจากรักษาอาการติดเชื้อแล้ว หมอก็ให้พ่อกลับบ้าน
f62.gif
โรงพยาบาลที่ฉันพาพ่อเข้ารักษานั้น เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์
เป็นตึกพรีเมี่ยม  ค่ารักษาจึงแพงระยับ แต่เรายอมจ่าย
เพราะเห็นว่าเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ และได้ชื่อว่ามีความเป็นเลิศทางการแพทย์
ฉันพาพ่อกลับบ้านตามที่แพทย์แนะนำ ตอนนั้นพ่อพูดไม่ได้ แต่ยังพอเดินได้บ้าง แม้ต้องมีคนประคอง
อยู่บ้านได้เพียงเดือนเดียว พ่อก็มีอาการแขนข้างขวากระตุก 
ถึงแม้ไม่ใช่หมอ แต่ฉันก็ดูออกว่าเป็นอาการทางระบบประสาท
จึงนำพ่อส่งโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน หลังจากทำเอ็ม อาร์ ไอ แล้ว 
หมอบอกว่าพ่อเป็นเนื้อร้ายที่สมองด้านนอก ไม่ได้เป็นในตัวสมอง  
จึงไม่ออกอาการของโรคให้รู้ตัวล่วงหน้าก่อน
อย่างไรก็ตาม ต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน เนื่องจากเป็นระยะสุดท้าย
แต่การผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้แพงมาก และฉันไม่สามารถเบิกได้
จึงส่งต่อพ่อไปยังโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดิม  
ซึ่งแม้จะแพงพอๆกัน หรือมากกว่าโรงพยาบาลเอกชนเสียอีก  แต่ก็ยังเบิกได้บ้าง
พ่อได้รับการผ่าตัดทันทีทันใด ผลการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี
หมอที่ทำการผ่าตัดแจ้งว่า พ่อจะเดินได้ แต่คงจะพูดไม่ได้ 
เพราะเนื้อร้ายนั้นได้ทับประสาทที่ใช้พูดและกลืน เสียหายไปแล้ว
ฉันฉงนใจว่า หมอวินิจฉัยโรคผิดพลาดขนาดนั้นเชียวหรือ 
เพราะถ้ารู้เสียตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน และได้รับการผ่าตัด พ่อน่าจะพูด และเดินได้
หลังจากนั้นหมอเจ้าของไข้ ก็เข้ามาชี้แจงว่า 
ไม่สามารถผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกได้หมด  เนื่องจากติดเส้นเลือดใหญ่
และแนะนำให้ฉายแสง 10 ครั้ง พร้อมกับทำเคมีบำบัด 10 ครั้ง โดยชี้แนะว่าถ้าเป็นหมอ หมอให้ทำ
ความที่กลัวว่าเนื้อร้ายนั้นหมอไม่สามารถเอาออกได้หมด 
ประกอบกับคำพูดของหมอ ที่ไม่ได้อธิบายถึงผลเสียใดๆเลย
น้องสาวคนหนึ่งของฉันแสดงความเห็นอยากให้ทำตามคำแนะนำของหมอ พ่อจะได้หาย
ฉันรู้สึกทะแม่งๆ แต่เวลานั้นเป็นช่วงปลายปีงบประมาณ 
งานฉันเยอะมาก ทำให้ไม่ได้ศึกษาข้อมูล รู้สึกโกรธตัวเองมาจนทุกวันนี้
f62.gif
ตลอดเวลาสิบวันที่ให้คีโม พ่อมีอาเจียนเพียงเล็กน้อย 
แต่ทันทีที่ให้คีโมครบคอร์ส ท่านก็เป็นไข้ ขยับตัวไม่ได้เลย 
จากนั้นก็ติดเชื้ออยู่ตลอดเวลา แพทย์ผู้แนะนำให้เราให้คีโม พูดหน้าเฉย ตาเฉยว่า
ท่านจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป  จะกลับบ้านเมื่อไรก็ให้บอก 
ทั้งที่อาการของพ่อ ขณะนั้นไม่สามารถกลับบ้านได้  จากนั้นก็ลุ่มๆ ดอนๆ 
ในช่วงแรกมีอาการไหม้ บริเวณศีรษะและลำตัว สงสารท่านมาก เรื่องความเจ็บปวดคงไม่ต้องพูดถึง
ท่านนอนนิ่งตลอดเวลา ไม่สามารถขยับตัวท่อนล่างได้ คล้ายเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว
ผลข้างเคียงอีกอย่างที่ตามมา คืออาการติดเชื้อ...ติดเชื้อ และติดเชื้อ 
ทั้งนี้เพราะเคมีบำบัดได้ทำลายภูมิคุ้มกันในตัวท่านจนหมดสิ้น
พ่อมักจะติดเชื้อที่ปอดบ้าง ทางเดินปัสสาวะบ้าง ต่อมลูกหมากบ้าง 
เมื่อหมอให้ยาฆ่าเชื้อชนิดที่ดีที่สุด (มันคงดีที่สุด เพราะมันแพงที่สุด) 
พ่อก็แพ้ยาฆ่าเชื้อเกือบทุกชนิดอีก 
ช่วงนั้นฉันเครียดมาก เห็นพ่อแล้วทำใจไม่ได้  ก่นโทษตัวเองตลอดเวลา 
ยิ่งเมื่อได้ศึกษาข้อมูล ก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดแพทย์เจ้าของไข้จึงแนะนำเช่นนั้น
เพราะไม่มีใครเขาให้เคมีบำบัดติดต่อกัน 10 วันรวดดอก 
มีแต่ให้เป็นระยะ 3 อาทิตย์ครั้ง หรือ 21 วันครั้ง
ขอบันทึกไว้อีกนิดหนึ่งว่า หมอเจ้าของไข้  เข้ามาดูพ่อทุกวัน
แสดงความรับผิดชอบด้วยการไม่เอาค่ารักษาครั้งละ  300.00 บาท...มันคุ้มกันไหมนั่น
มิหนำซ้ำยังบอกอีกว่า หลังจากที่พ่อได้เคมีบำบัด และฉายแสงครบคอร์สในครั้งแรกแล้ว
หมอจะฉายแสงและทำเคมีบำบัดให้ครบ 30 ครั้ง ซึ่งทำไมหมอไม่บอกให้หมดเสียตั้งแต่แรก
ซ้ำยังพูดหน้าเฉย ตาเฉยราวกับเป็นความผิดของพ่อเสียอีกว่า พอดีแกไม่อดทนเสียก่อน
ฉันหมดอะไรตายอยาก กับคำพูดของหมอจริงๆ
f62.gif
พ่อเป็นอย่างนี้นานเป็นเดือน จึงค่อยๆดีขึ้น ขยับตัวได้ แม้จะพูดไม่ได้ แต่ก็สื่อสารได้
ฉันสู้ราคาค่าห้องและค่ารักษาซึ่งสูงไปถึง 7 หลัก ไม่ไหวอีกต่อไป
แต่จะให้พ่อนอนห้องรวม โรงพยาบาลรัฐ ก็สงสารท่าน เพราะญาติเฝ้าไม่ได้
อีกทั้งระยะหลังพ่อขี้กลัวมาก 
เพียงหมอหรือพยาบาลแตะตัว พ่อก็มีอาการตัวสั่นอย่างคนกลัวความเจ็บปวด
และท่านติดเชื้อง่ายมาก การอยู่ห้องรวม โดยปราศจากคนเฝ้า คงทำให้พ่อว้าเหว่ทีเดียว
โชคดีที่น้องสาวเจอเพื่อนที่เป็นหมออยู่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง จึงช่วยหาห้องพิเศษให้
และที่นี่มีรับฝากเลี้ยง หมายความว่าถ้าหมอเห็นว่าคนไข้สามารถกลับบ้านได้ แต่เรายังไม่อยากให้กลับ 
ก็สามารถฝากคนไข้ไว้ที่โรงพยาบาลได้ 
และถ้าคนไข้มีอาการป่วย หมอก็จะเปลี่ยนจากฝากเลี้ยงเป็น admit
แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้เบิกไม่ได้  อย่างไรก็ตาม มาอยู่ที่นี่ ค่าใช้จ่ายลดลงไปกว่าครึ่ง 
และที่เราไม่เอาพ่อกลับบ้าน เพราะเคยพาท่านกลับไปแล้ว อยู่บ้านได้เพียง 5วัน ท่านก็ติดเชื้ออีก
ไม่สามารถนำท่านส่งโรงพยาบาลด้วยแท๊กซี่ หรือรถบ้านได้เลย ต้องรถพยาบาลอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราจึงตัดสินใจให้พ่ออยู่โรงพยาบาลเพื่อใกล้หมอไว้ดีกว่า 
ฟังดูเหมือนเป็นคนรวยนะ ทั้งที่เราก็กรอบเป็นข้าวเกรียบเต็มทีแล้ว
f62.gif
หมอที่นี่แนะนำให้เอาสายสวนปัสสาวะออก เพราะการคาสายไว้เช่นนั้นจะติดเชื้อง่าย
การให้ยาฆ่าเชื้อ ก็ให้ยาระดับบ้านๆ ไม่แพงมาก น่าแปลกที่พ่อไม่ติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะอีกเลย
อาการแพ้ยาฆ่าเชื้อก็ลดลงมาก พ่อดีขึ้นมากจริงๆ ไม่มีอาการติดเชื้อ ไม่มีไข้เลยตลอด 3 อาทิตย์
เราจึงคิดจะพาพ่อกลับบ้าน แต่แล้วพ่อก็ติดเชื้ออีก ผ่านอาการ "ทรงกับทรุด" จนนับไม่ถ้วนหน
ในช่วงสุดท้าย จากการตรวจเลือด ค่าของไตอยู่ในระดับดี ปอดก็ไม่ติดเชื้อ
หมอบอกว่าค่าของเลือดกับอาการของคนป่วย สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะพ่อมีอาการเกร็ง ซึ่งอาการที่ว่าเป็นอาการชัก เนื่องจากเนื้อร้ายที่สมองสำแดงอาการ
หมอให้แวเรี่ยม เพื่อให้พ่อหลับ และค่อยๆลดยาลงเรื่อยๆ แต่พ่อก็อยู่ในอาการหลับไหลอยู่นั่นเอง
น้องสาวคนที่เห็นด้วยกับหมอคนแรกที่เสนอให้ฉายแสงและทำคีโมนั้น
ช่างทำใจเก่งนัก เพราะน้องบอกกับฉันว่า อย่าคิดมากเลย เราทำดีที่สุดแล้ว
ฉันฟังแล้ว อดย้อนให้ไม่ได้ว่า ใครว่าทำดีที่สุด นี่เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด ที่ลูกๆมอบให้พ่อต่างหาก
บอกตรงๆว่า จนวันนี้ฉันก็ยังทำใจไม่ได้  ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ยอมให้พ่อทำคีโมเป็นอันขาด
ซึ่งแน่นอนว่าอย่างไรเสีย พ่อก็ต้องเสียชีวิต 
แต่บั้นปลายของท่านคงไม่ต้องทรมานกับผลข้างเคียงของคีโมเยี่ยงนี้
ช่วงหลังฉันไปดูพ่อที่โรงพยาบาลทุกวัน ไปเล่าเรื่องข่าวสารบ้านเมืองบ้าง
พูดถึงเรื่องราวแต่หนหลังให้พ่อฟังบ้าง พ่อชอบร้องเพลง ฉันร้องเพลงเก่าๆเท่าที่จำได้
บางทีก็สวดมนต์ทำนองสรภัญญะให้พ่อฟัง พ่อรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง
f62.gif
สารภาพตรงนี้เลยก็ได้ว่า ฉันคงเป็นลูกที่แย่จริงๆ
เพราะบางทีใจฉันมันก็อยากให้พ่อไปๆเสีย  ดีกว่าต้องทนทรมาน
ใครมีลูกอย่างฉัน นับว่าแย่มาก ที่คิดกับบุพการีเช่นนี้
แต่ความที่ไม่เคยหลอกตัวเอง ฉันเป็นคนที่ซื่อตรงกับตัวเองจนน่าเกลียด
หลอกใครก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่เคยสำเร็จ 
ฉันห้ามความคิดตัวเองไม่ได้  เมื่อใจมันคิดเช่นนี้ ฉันก็จะเขียนอย่างนี้แหละ
ก่อนที่ท่านจะเสียเพียง 2 วัน เราได้นิมนต์พระไปเทศน์ให้พ่อฟังถึงโรงพยาบาล
น่าแปลกที่ในความหลับไหลของพ่อนั้น เมื่อหลวงพี่ออกปากเรียกพ่อว่า "โยม"  
พ่อจะลืมตามองหน้าหลวงพี่ทุกครั้ง   ขณะที่ท่านเทศน์ หลายครั้งที่พ่อลืมตามอง
เป็นอันชัดเจนว่าพ่อรับรู้
f62.gif
หมอบอกให้เราทำใจ แต่สบายใจได้อย่างหนึ่งคือ พ่อจะไม่มีอาการเจ็บปวด
สมองจะค่อยๆดาวน์ลง พร้อมกับการหยุดทำงานของร่างกาย
เราแสดงความประสงค์ไม่ปั๊มหัวใจ ไม่ให้เอาอ๊อกซิเจนลงปอด 
เพราะผู้ป่วยจะได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
หมอเห็นดีด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะยื้อ แค่รักษาไปตามอาการ
เพื่อช่วยให้พ่อมีบั้นปลายชีวิตอย่างสุขสบายที่สุด เท่าที่เราสามารถทำได้
อีกอย่างหนึ่ง โรคที่พ่อเป็น มันร้ายเกินกว่าวัยของพ่อจะรับได้
พ่อจากไปด้วยอาการสงบ ไม่ทุรนทุราย แต่ความดันค่อยๆตกลงไปเรื่อยๆ
และหมดลมหายใจไป ขณะที่ยังอยู่ในความหลับไหล
ฉันตริตรองอยู่หลายวันว่าควรจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม  เนื่องจากเป็นเรื่องในครอบครัว
แต่แล้วก็ตัดสินใจเขียน ทั้งนี้เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ
ศึกษาข้อมูลดูให้ดีๆ ก่อน  สำหรับหมอนั้นบางทีก็เชื่อมากนักไม่ได้ หมอบางคนบ้าทำคีโม
หมอบางคนอายุมากเกินไป จนไม่ทันสมัยในเทคโนโลยี
และอีกบางหมอก็เฟอะฟะ (เพราะความชรา แต่ไม่ยอมปลดระวางตัวเอง)
และที่สำคัญ อย่ามัวแต่บ้างานมากจนเกินไป จนขาดการศึกษาข้อมูลและผลข้างเคียงของยาที่นำมารักษา
หวังว่าข้อเขียนนี้ คงจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย
images?q=tbn:ANd9GcRpZrsIu9yrmExVcSaBeL8
29 มีนาคม 2557 01:20 น.

บ้านกลอนของเรา

din


สังเกตุกันบ้างไหมว่าระยะหลังบ้านกลอนของเราเงียบเหงาลงไปมาก
อาจจะเป็นเพราะภาระกิจของแต่ละคนมีมากขึ้น
หรือเป็นเพราะความยุ่งเหยิงของเหตุการณ์บ้านเมือง
หรือเป็นเพราะพวกเราต่างคนต่างแก่ลง555
เลยพร้อมใจกันหายหน้าหายตาไปหมด
เหนือสิ่งอื่นใด...ต้องยอมรับว่าเวปเข้าช้ามากกกก
หมุนอยู่นานจนท้อแท้
การโพสกลอนก็ค่อนข้างยาก
รหัสแสดงตัวตน ถ้าเป็นตัวเลขก็จะดีมาก
ถ้าเป็นภาษาอังกฤษแล้วเจอตัวเอ็มหัวกลับ
ก็เตรียมตัวโพสใหม่่ได้ เพราะไม่อาจโพสข้อความที่เขียนได้เลย
ไม่ว่าจะใช้ตัวเอ็ม หรือตัวดับเบิ้ลยู
ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้หลายคนท้อแท้ จนทิ้งบ้านทิ้งช่องหายไปนานอย่างนี้
คุณสีเมจิก เพิ่งจะทักทายกันไปเมื่อตะกี้นี้
คุณคอนพูทน เคยหายจากบ้านนี้ไป ยังไปโผล่ที่บ้านอื่น แต่พักนี้หายต๋อมไปทุกบ้านเลยนะจ๊ะ
ปู่กิ่งเห็นทักย่าแบมอยู่ไวๆนี่เอง แต่ไม่โพสกลอนเลยเน้อ
ห้าเจ้าจอมหายไปทุกจอมเลยเหมือนกัน
อ้อเห็นน้องก้าวที่กล้าชะแว๊บเข้ามาโพสกลอน...ไม่รู้ว่าอ่อนไหวหรือขมขื่นในอารมณ์กันเล่า
คุณยาแก้ปวดนี่ก็หายเข้าไปในกลีบเมฆนานแล้วววว 
น่าจะถึงเวลาวางแก้วเบียร์ แล้วมาโพสกลอนให้อ่านกันเสียดีๆ
อ้อชวนคุณเฌอมาด้วยนะ
คุณโคลอน คนนี้ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
แว่วๆว่ามีหลายนามแฝง แต่อยากเห็นนามโคลอนมากกว่านะ
คุณเทียนหยด เข้ามาเขียนด้วยนามแฝงของตัวเองได้หรือยังนี่ ใครทราบข่าวคราวบ้าง
ความผิดที่กระทำไว้ ทางบ้านให้อภัยหมดแล้วนะจ๊ะหนูอ้อย มาเขียนเรื่องสั้นดีๆให้อ่านกันเสียไวๆ
น้องมะกรูด นี่ก็อีกคน เห็นเข้าไปตอบกลอนน้องก้าว แต่ตัวเองไม่ยักกะโพส
คุณกีรติ วันก่อนเห็นแว๊บๆ กำลังตกแต่งบังเกอร์ของทหารอยู่แถวๆ ถนนอังรีดูนังต์
ด้วยดอกไม้สีชมพูเสียด้วยน๊า
เออ...บังเกอร์เขาก็รื้อแล้วไม่ใช่หรือ กลับมาเขียนกลอนได้แล้ววว
คุณร้อยฝัน โพสกลอน โพสเรื่องสั้นแล้วไม่เข้ามาตอบเพื่อนเลยเน้อ
คุณอัลมิตรา เข้ามาโพสบ้าง สาบานว่า "บ้าง" จริงๆ  แล้วก็หายอีกเหมือนกัน
ต้องขอโทษด้วย เพราะยังไม่ได้เอ่ยถึงอีกหลายคน
คงต้องเก็บไว้โอกาสหน้า เพราะนี่ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่า...ง่วงแล้ว
ราตรีสวัสดิ์จ้า
23 เมษายน 2556 17:58 น.

ชงโคในความทรงจำ

din

271991491550580.jpg
ดอกชงโค เป็นดอกไม้ดอกหนึ่่งที่อยู่ในใจเสมอ ด้วยเหตุที่ว่า โรงเรียนเก่าที่เคยศึกษาเล่าเรียนนั้น  มีต้นชงโคอยู่ที่หน้าโรงเรียนถึงสองต้น
ชงโคทั้งสองถูกปลูกขนาบอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน
ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาข้างละต้น
ในยามพักเที่ยง.......
 เรามักวิ่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้ สองต้นนี้แหละ รอบๆโรงเรียนเต็มไปด้วยต้นไม้อันเก่าแก่ ประเภทยี่โถ สายหยุด ลั่นทม เข็มแดง รายเรียงเต็มไปหมด แต่ไม่มีไม้ใดจะให้เงาร่มรื่่นเท่าชงโค ในยามเย็น หลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว  เราชอบที่จะปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนต้นชงโค ค่าที่ต้นใหญ่  แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โต รองรับน้ำหนักได้ดี แถมปลูกอยู่หน้าโรงเรียนอีกต่างหาก มองเห็นวิวทิวทัศน์ชัดเจน เวลาแม่มารับกลับบ้าน จะได้มองเห็นแม่แต่ไกล ต่อมา โรงเรียนถูกขายเปลี่ยนมือไป แต่โรงเรียนก็ยังตั้งอยู่ ณ ที่เดิม คงมีแต่นโยบายการเรียน การสอนเท่านั้น 
ที่พัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมๆกับที่ชงโคใหญ่ทั้งสอง 
ยังยืนต้น ท้าแดดลมอยู่อย่างเคย เมื่อเรียนจบ เคยกลับไปเยี่่ยมโรงเรียน ยังพบเจ้าชงโคอันเก่าแก่ ยืนต้นอย่างอยู่ยง คงกระพัน ดอกสีม่วงแกมชมพู หล่นเกลี่อนกลาดอยู่แทบพื้นเต็มไปหมด จนไม่อยากให้มีการเก็บกวาดเลย เพราะเห็นเป็นความงดงามอีกแบบหนึ่่ง เจ้าของใหม่ พัฒนาโรงเรียนไปเรื่อยๆ สถานที่เดิม เริ่มคับแคบ โรงเรียนถูกขายไป เพื่อย้ายไปสู่ที่แห่งใหม่ ที่กว้างขวางกว่า บัดนี้โรงเรียนยังคงใช้ชื่อดั้งเดิมอยู่ เอ่ยชื่อก็คงเป็นที่รู้จักกัน แต่ที่ตั้งของโรงเรียนเปลี่ยนไปนับสิบๆปีแล้ว เพื่อนคนหนึ่งเคยชวนกลับไปเยี่ยมโรงเรียน
แต่ไม่มีโรงเรียนอีกแล้ว ไม่มีต้นชงโค ยี่โถ เข็มแดง หรือสายหยุดใดๆทั้งสิ้น เจ้าของใหม่พัฒนาโรงเรียนเป็นคอนโดมีเนียมไปเรียบร้อยแล้ว  ท่ามกลางรอยอาลัย ของนักเรียนเก่าสองคน ที่ยังคงคิดถึงโรงเรียนแห่งเดิม ณ ที่เดิม บรรยากาศเดิมๆ และชงโคต้นเดิมๆ 
ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป   ................................
............................................... 
15 พฤศจิกายน 2555 13:57 น.

วันกลียุค

din

400_F_6135169_aCGiuIIXTkr06Mx2yVujcoXzMY
เกิดอะไรขั้นไม่รู้กับชีวิตในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
จะไปงานขึ้นบ้านใหม่เพื่อนที่ทำงานเก่า
คนที่ไปด้วยเป็นเพื่อนผู้หญิง เพิ่งหัดขับรถ จึงกลัวการขับรถขึ้นเนินมาก
จากถนนนวมินทร์ มุ่งตรงไปยังถนนรามอินทรา เพื่อนก็ขับรถไปช้าๆ
คงเป็นเพราะวันอาทิตย์ รถไม่ติด เราก็เลยไม่รีบร้อน

จนกระทั่งรถติดไฟแดง เพื่อนจึงจอดรถตรงเชิงสะพาน
ไม่กล้าขับขึ้นไป เกรงว่ารถจะไหลลงมาชนรถคันหลัง 
ด้วยรู้ตัวดีว่าเลี้ยงครัชไม่เก่ง
ระหว่างนั้นเรายังหันมาคุยกันว่า ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ น่าจะดีกว่านี้

พอดีสัญญาณเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เพื่อนก็เข้าเกียร์หนึ่ง
ทีนี้คนเพิ่งหัดขับ มันก็เลยช้า 
และคงเป็นเพราะกลัวการขับรถขึ้นเนิน ก็เลยประหม่า

ไอ้เราก็บอกเพื่อนว่า ช้าๆ ก็ได้ ให้คันหน้าขับเลยไปไกลๆหน่อย
จะได้เหยียบคันเร่งขึ้นไป อย่างไม่ต้องกังวล
อ้อ...ที่ท้ายรถเพื่อน มีสติ๊กเกอร์ติดเอาไว้ตัวเบ้อเริ่มว่า มือใหม่หัดขับ

ทีนี้คันหลังคงรำคาญ ก็บีบแตรเร่ง เพื่อนก็เลยสั่น แต่ก็ประคองรถออกไปได้
เรื่องน่าจะจบลงแค่นี้...แต่ไม่จบ
เพราะรถคันหลัง คนขับเป็นบุรุษที่ไม่น่าจะมีคำว่าสุภาพ
เขาขับแซงรถเพื่อนขึ้นไป ทั้งที่อยู่บนสะพาน
และในจังหวะที่กำลังจะลงสะพานนั่นเอง เขาก็ชะลอรถโดยไม่มีสาเหตุ
เพื่อนก็เบรก  เขาก็เหยียบคันเร่งพุ่งออกไป

พอลงมาอยู่บนพื้นราบ เขาก็ขับป่ายซ้าย ป่ายขวา 
แล้วชะลอให้ต้องเบรกอยู่ตลอดเวลา
ไอ้เราก็ลุ้น กลัวเพื่อนจะไม่รอด

จนมาถึงทางแยก เขาก็เลี้ยวไปในเส้นทางของเขา แต่เราตรงไป
เพื่อนถอนหายใจ เหงื่อแตกซิก ทั้งที่เปิดเครื่องปรับอากาศ
ดูเถอะ คนไม่รู้จักกันแท้ๆ ไหงทำกันได้ขนาดนี้

432022s1vheyatjs.gif

กลับออกจากบ้านเพื่อน เราก็ชวนกันแวะห้างสรรพสินค้า
เลือกห้างที่มันมีลานจอดรถอยู่ข้างล่าง
เมื่อเข้าไปในห้างฯ ก็คว้ารถเข็นคนละคัน

ฉันเข็นรถไปในมุมที่ขายขนม ตั้งใจจะซื้อไปฝากพ่อ
แต่บริเวณนั้นคนเยอะ และฉันคงตีวงกว้างไปหน่อย
ด้านหน้าของรถ จึงไปสะกิดเอาผู้ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่
(สะกิดนิดเดียวจริงๆ สาบานได้ว่าไม่น่าจะเจ็บด้วยซ้ำ)

ฉันรีบเอ่ยปากขอโทษ โดยอัตโนมัติ 
แต่เขากลับด่าฉันด้วยถ้อยคำสารพัดสัตว์เลื้อยคลาน
ฉันนิ่งอึ้ง เพราะไม่คิดว่าจะเจออย่างนี้ แต่ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้หันไปเลือกขนม

แต่เขาก็ยังเมามันกับการด่าไม่เลิก และทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิด
คือเขาตรงมาที่รถเข็นของฉัน แล้วไสมันออกไปด้วยอำนาจโมโห
รถเข็นก็แล่นลิ่วๆไป โชคดีที่บริเวณนั้นไม่มีเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงยืนอยู่
มิฉะนั้นคงถูกรถเข็นชนเข้าให้อย่างจัง

ฉันมองตามรถเข็น แล้วหันไปมองหน้าเขา
คราวนี้สารพัดสัตว์เลื้อยคลานก็หลุดออกมาจากปากเขาอีก
ฉันก็เลยถามว่า แล้วจะให้ทำยังไง ในเมื่อก็ขอโทษแล้ว
เขาก็ว่า เข็นรถไม่ระวัง แล้วสารพัดสัตว์ก็ออกมาเลื้อยเพ่นพ่านเต็มห้างอีก

ฉันเหลืออดจริงๆ ก็เลยพูดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มองหน้าว่า
แล้วนี่ไม่อายเขาหรือ เป็นผู้ชายแท้ๆ มายืนด่าผู้หญิงปาวๆอยู่ได้

คราวนี้เขาชะงัก ประกอบกับผู้คนก็พากันหันไปมองเขา
ฉันเห็นเขายืนถือตะกร้าเก้ๆ กังๆ อยู่ แล้วในที่สุดก็หันหลังเดินจากไปดื้อๆ

เพื่อนที่มาเห็นเหตุการณ์เอาตอนท้ายๆ ก็ซักถาม
ฉันเล่าให้ฟังคร่าวๆ  เพื่อนถึงกับอุทานว่า "เฮ้อ...วันกลียุค"

เหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่ประสบพร้อมกันในวันเดียวนั้น
ทำให้อดฉงนใจไม่ได้ว่า เรื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
สยามเมืองยิ้ม คงไม่มีแล้ว มีแต่สยามเมืองร้อน เพราะร้อนกันจริงๆ

ทั้งสองเหตุการณ์ ถ้าอีกฝ่ายตอบโต้ด้วยวิธีการอันรุงแรงเช่นเดียวกัน
อะไรจะเกิดขึ้น...ไม่อยากคิด

432022s1vheyatjs.gif				
>