้Home บ้านรักในรอยแค้น ตอนที่ 24

สมภพ แจ่มจันทร์

ตอนที่ 24

ชโลธรยืนมองรถเก๋งคันสีแดงสดขับเคลื่อนออกไปจนลับสายตา แล้วเดินหันหลังกลับเข้าบ้านเพียงลำพัง ชมพู่กลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว บัดนี้คงเหลือเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่อาศัยอยู่ภายในบ้านสวยหลังกะทัดรัดนี้เพียงคนเดียว พรุ่งนี้คุณยุพาถึงจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย แต่เธอไม่กลับไม่นึกกลัวอะไรเลย จะด้วยเพราะรายรอบล้วนมีแต่เพื่อนบ้านที่น่ารัก หรือเพราะว่าเธอคิดเสมอว่ารันชรีอยู่กับเธอตลอด

บ่ายแก่ๆ หญิงสาวออกมานั่งอ่านหนังสือหน้าบ้าน ขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่นั้น รถแวก้อนสีดำคันโต ก็มาจอดเทียบที่ประตูบ้าน

เพราะชายหนุ่มรู้ว่าเพื่อนของหญิงสาวจะกลับกรุงเทพฯ เขารู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ใจก็คิดอยากจะชวนเธอออกไปทานอาหารเย็น แต่เขาเองก็ตอบตนเองไม่ได้ว่าหญิงสาวจะตกลงไปกับเขาหรือไม่ เขาจึงตัดสินใจขับรถมาหาเธอที่บ้านพัก

ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะรู้สึกเคืองชายหนุ่มเรื่องรันชรี แต่มันกลับตรงข้ามกับพฤติกรรมที่บัดนี้เธอกำลังเปิดประตูรับชายหนุ่มโดยดี

อากาศกำลังดี แดดไม่แรงจัด ชายหนุ่มเดินเข้ามาในบริเวณบ้านด้วยความเบิกบานใจ แต่จู่ๆ กลับมีเมฆดำกลุ่มใหญ่เข้ามาบดบังบรรยากาศอันแสนรื่นรมย์ของเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา กัมปนาทกึกก้องของแผ่นฟ้าทำให้หญิงสาวต้องรีบเก็บเสื่อและหนังสือที่ยังอ่านค้างอยู่ชายหนุ่มถือวิสาสะดึงเสื่อมาจากหญิงสาว แล้วเดินตามหญิงสาวเข้าไปในบ้าน

ฝนฟ้ากำลังกระหน่ำซัดอย่างหนัก มันจึงเป็นข้ออ้างที่ทำให้เขาได้อยู่ในบ้านหญิงสาวในบัดนี้ หญิงสาวเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งที่โซฟารับแขกตามมารยาท ในความรู้สึกของหญิงสาวในขณะนี้มันยากที่จะอธิบายยิ่งนัก เธอพึงพอใจอย่างนั้นหรือที่ชายหนุ่มเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้า แต่ทว่าเมื่อนึกถึงรันชรีขึ้นมา หญิงสาวก็อยากจะไล่เขาออกไปเสียโดยเร็ว

แต่มิวายที่หญิงสาวจะรินน้ำมาให้ชายหนุ่มดื่มโดยที่ไม่ทันที่จะพูดคุยใดๆ กับหญิงสาว ความง่วงงันกลับก่อเกิด ชายหนุ่มรู้สึกง่วงเหลือเกิน หนังตามันหนักเกินกว่าเขาจะฝืนต่อไปได้ ฝ่ายหญิงสาวเองก็มีอาการแปลกๆ เธอรู้สึกวิงเวียนศีรษะมาก จนต้องนั่งเอนหลังอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มนั้นแล้วหลับใหลไปในที่สุด

ภาพรันชรีเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ หญิงสาวค่อยก้าวเดิน ใบหน้าบ่มเพาะไปด้วยความเศร้าหมองแล้วค่อยๆ ไขลูกบิดประตูห้องนอน แว่วเสียงร่ำไห้ดังออกมาจนโชคได้ยินอย่างชัดเจน เขาก้าวเดินตามหลังเพื่อนรักเข้าไปยังห้องๆ นั้น รันชรีกำลังเปิดตู้เสื้อผ้า มันมีแต่ความว่างเปล่า รวมไปถึงสภาพในห้องนอนนั้นด้วย มันมีแต่ความว่างเปล่าปราศจากอาภรณ์หรือเครื่องใช้ใดๆ

เสียงร่ำไห้ของรันชรีมันช่างเศร้าโศกเสียจริงๆ เขาจำเสียงนั้นได้ดี ภาพเพื่อนรักกำลังทรุดกายลงข้างๆ เตียงนอน เธอใช้มือทั้งสองข้างปิดหน้า แล้วร่ำไห้เหมือนดั่งใจจะขาดไปในขณะ

“รัน...”

ทันทีที่เขาตื่นจากความฝัน เขาคิดถึงรันชรีขึ้นมาจับใจ และรู้สึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก นั่งทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา รู้สึกว่าทำไมไม่ยอมพูดคุยกับรันชรี และสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริงของการหายไปของเงินจำนวนนั้น

หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านยังคงนั่งอยู่ข้างๆ กายชายหนุ่ม และมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เพราะนั่นคือแววตาของรันชรีที่เฝ้ามองเพื่อนรักอยู่

“แกคิดอะไรอยู่”หญิงสาวเอ่ยถามก่อน

“ไม่มีอะไร แค่งงว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้ง่วงมากจนทนไม่ได้”

รันชรีในร่างของชโลธรยังยืนถามชายหนุ่ม ด้วยแววตาที่ชายหนุ่มคุ้นเคยยิ่งนัก

“คิดถึงเพื่อนหรือ”น้ำเสียงนั้น...มันใช่เสียงของชโลธร

หากแต่เป็นเสียงที่เขาคุ้นเคยยิ่งนัก

เสียง...ของรันชรี

ชายหนุ่มไม่ตอบ  เขาจ้องหน้าหญิงสาวตอบแทนคำพูด

“แกยังคิดถึงเพื่อนอยู่หรือ ฉันคิดว่าแกลืมเพื่อนไปแล้วเสียอีก”

“แหม่ม คุณบอกผมมาเดี๋ยวนี้นะว่าคุณเป็นใคร คุณรู้จักรันใช่ไหม”

“มองหน้าฉันสิโชค มองดูให้ดีๆ”

ชายหนุ่มทำตามที่หญิงสาวบอกอย่างว่าง่าย

แล้วใบหน้าชโลธรก็ค่อยๆ กลับกลายเป็นใบหน้าของรันชรี หัวใจของชายหนุ่มแทบจะหยุดเต้นในขณะ เขาต้องฝันไปแน่ๆ จู่ๆ ชโลธรจะกลายเป็นรันชรีได้อย่างไร

“โชค แกคิดถึงฉันหรือเปล่า ฉันคิดถึงแกมาก ไปหาฉันนะ ที่บ้านของฉัน”

“รัน...รัน”

แต่แล้วแรงเขย่าจากหญิงร่างเล็ก ก็ปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากการหลับใหลนั้น

“แหม่ม...รัน”

“ฝัน...ไป”

ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง

“คุณกลับบ้านได้แล้วค่ะ มันใกล้จะมืดเต็มทีแล้ว”

ชายหนุ่มรั้งแขนหญิงสาวไว้ มองหน้าด้วยใบหน้าตึงเครียด

“แหม่ม คุณช่วยตอบผมทีเถอะ คุณกับรันรู้จักกันใช่ไหม ตอนนี้ผมสับสน ผมสับสนกับเรื่องราวที่ผมได้สัมผัส ตอบผมทีเถอะแหม่ม”

“ค่ะ...รู้จัก”

แล้วรันเค้า....อยู่ที่ไหน

“ก็อยู่ที่บ้านนั่นแหละค่ะถ้าคุณว่างก็แวะไปหาเธอบ้างสิคะ เธอคงคิดถึงคุณมากนะคะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเยือกเย็น

ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตนเอง เกือบจะหนึ่งทุ่มแล้ว แต่เหตุใดชโลธรจึงไม่เปิดไฟ ในบ้านมันเริ่มจะมืดมิดเข้าไปทุกทีๆ หญิงสาวกลับเป็นผู้เดินนำหน้าเขาออกไปสู่นอกตัวบ้าน เหมือนจะไม่ต้องการให้เขาอยู่ที่นี่ในเวลานี้

“คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย” หญิงสาวกล่าวกับชายหนุ่ม

แม้ว่าจะยังไม่อยากผละจากชโลธรออกมา แต่เขาก็ต้องทำตามที่หญิงสาวบอก เพราะในขณะนี้ตัวเขาเองรู้สึกสับสนเหลือเกิน สับสนเกินกว่าจะเรียบเรียงคำพูดหรือเหตุการณ์ต่างๆ ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว เขาเชื่อว่าชโลธรคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ไขความข้องใจของเขาได้

ระหว่างทางกลับบ้านโชคครุ่นคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือเขาจะไปหารันชรีที่บ้านอย่างที่ชโลธรบอก หรือเขาจะโทรศัพท์ไปก่อน แต่แล้วคำพูดของแพรวพรรณกลับแว่วเข้ามาในหู

“นังรันมันตายแล้ว”

จริงหรือที่รันชรีจะตายแล้ว?

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ยังลังเลที่จะกดเบอร์โทรศัพท์ไปหาหญิงสาวผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนรัก แต่ทว่ากลับติดต่อไม่ได้ มันยิ่งเพิ่มระดับความสับสนภายในใจของเขาเป็นทวีคูณ

“โชค เมื่อคืนแม่ฝันไม่ค่อยดี ฝันถึงรัน ลูกโทรหาเพื่อนหน่อยนะ” มารดากล่าวเมื่อเห็นบุตรชายยืนถือโทรศัพท์อยู่

“แม่ครับ ผมเพิ่งโทรหารัน แต่ผมติดต่อเขาไม่ได้ ว่าแต่แม่ฝันว่าอะไรหรือครับ”

“รันเขามาขอโทษแม่ แม่ถามว่าขอโทษเรื่องอะไรก็ไม่ยอมบอก หน้าตางี้ซีดเซียว แม่เป็นห่วงจริงๆ”

“ไม่แน่นะครับแม่ ผมอาจจะไปหารันก็ได้”

แม้ว่าชายหนุ่มอยากจะเล่าสิ่งที่ตนเพิ่งได้สัมผัสมาเมื่อตอนเย็นให้มารดาฟัง แต่เขากลับเก็บทุกอย่างไว้ในความเงียบ ยิ่งเมื่อมารดาฝันเช่นนั้น เขายิ่งกลัวว่ามารดาจะวิตกกับเรื่องที่เขาประสพมา

................................................................................................

ฝ่ายชโลธรเธอต้องการติดต่อกับรันชรีอีกครั้ง หญิงสาวพยายามนั่งสมาธิ จนได้พบกับรันชรี

“คุณรัน คุณบอกแหม่มทีเถอะคะ ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่”

“เธอไม่ต้องถามหรอก เธอช่วยฉันมามากแล้ว ต่อไปนี้เธอไม่ต้องช่วยอะไรฉันอีก เพราะทุกอย่างมันใกล้จบเต็มทีแล้ว”

“คุณรัน...”

“เลิกแล้วต่อกันเถอะค่ะ อย่าจองเวรพวกเขาเลย นี่คุณกิตติก็หายตัวไป แหม่มรู้ว่าคุณรู้ว่าเขาหายไปไหน หยุดเถอะค่ะ”

รันชรีที่ใบหน้ายิ้มแย้ม กลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงและโกรธเกรี้ยว แล้วหันกลับมามองชโลธร ด้วยสายตาที่น่าหวาดกลัว

“หมดหน้าที่ของเธอแล้ว เธอไม่ต้องมาพูดอะไร คนพวกนั้นต้องได้รับรู้ถึงความเจ็บปวด อย่างที่ฉันเคยเป็น”

“โธ่ คุณรัน คุณไม่ควรจะไปตัดสินลงโทษพวกเขาด้วยความรู้สึกของคุณนะคะ” ว่าแล้วแหม่มก็ได้แต่แผ่เมตตาไปให้

“หยุดเถอะค่ะ เชื่อแหม่มนะ”

หลังจากออกจากการนั่งสมาธิแล้ว แหม่มได้แต่วิตกกังวลเรื่องกิตติและโชค ไม่ใช่เพราะว่าคนหนึ่งเป็นหัวหน้า อีกคนหนึ่งเป็นชายที่หญิงสาวเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้ แต่เป็นเพราะทั้งสองคนต่างก็เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และเธอก็รับรู้ถึงเรื่องราวของรันชรีมาโดยตลอด รวมไปถึงรับรู้ถึงความเจ็บปวดต่างๆ ที่รันชรีได้รับมา แต่รันชรีไม่มีสิทธิ์จะมาตัดสินลงโทษคนทั้งสองด้วยความรู้สึกของตนเอง เพราะเธอเองเชื่อว่าอีกไม่นานทั้งกิตติและโชคก็จะต้องได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนอย่างแน่นอน

โชคมาหาชโลธรอีกครั้งหนึ่ง เขาตั้งใจว่าวันนี้จะต้องคุยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวกับรันชรีให้รู้เรื่อง เพราะเขาบอกมารดาแล้วว่าในวันรุ่งขึ้นจะไปหารันชรีที่บ้าน

“ที่ผมมาวันนี้ ผมต้องการคุยกับคุณ เรื่อง...รัน” ชายหนุ่มเปิดฉากการสนทนาทันที ที่นั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก

หญิงสาวไม่มีคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความสับสนในใจเท่านั้น ที่เธอจะเล่าเรื่องของรันชรีให้ชายหนุ่มฟังดีหรือไม่ เพราะบัดนี้เธอเริ่มเป็นห่วงเขาแล้วจริงๆ

“คุณเป็นอะไรกับรัน”

“ฉันขอร้องล่ะคุณโชค อย่าถามอะไรฉันเลย แต่ฉันก็จะขอร้องถ้าคุณจะไปหาคุณรันจริงๆ ฉันขอไปด้วย”

“ทำไม”

“มันยากที่จะให้ฉันอธิบาย ว่าแต่คุณจะไปเมื่อไหร่”

“พรุ่งนี้”

“มารับฉันด้วย”

ด้วยการสนทนาเพียงชั่วครู่ ยิ่งทำให้โชคอยากรู้เรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่ทว่าหญิงสาวกลับขอร้องให้เขากลับบ้านไปก่อน อีกครั้งที่ชายหนุ่มขับรถกลับบ้านด้วยความจำใจ ทั้งที่ใจจริงแล้วอยากจะพูดคุยกับชโลธรให้กระจ่างถึงความสงสัยทั้งหมดที่มีอยู่ในใจ

คืนนั้นแหม่มครุ่นคิดทั้งคืนว่าจะเล่าเรื่องรันชรีให้โชคฟังดีหรือไม่

“เธอจะเล่าให้เขาฟังไม่ได้ หากเขาจะรู้ฉันเองที่จะเป็นคนบอกเขา”เสียงรันชรีกังวานก้อง

“คุณจะทำอะไรเขา เขาเป็นเพื่อนของคุณนะ”แหม่มเริ่มสงสัยว่ารันชรีอาจจะทำอะไรโชค เหมือนกับการที่กิตติหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

“มันยังใช้ได้อีกหรือคำว่าเพื่อน”กังวานนั้นกึกก้อง

“เธอเป็นคนที่ช่วยฉันมาตลอด ฉันจะไม่ลืมบุญคุณของเธอเลย แต่ฉันขอเตือนเธอว่าอย่ามายุ่งกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น”

“คุณรันจะทำอะไรเขากันแน่”

คงมีเหลือแต่ความเงียบเท่านั้น แหม่มพยายามจะนั่งสมาธิเพื่อจะติดต่อกับรันชรีอีกครั้ง แต่บัดนี้จิตใจของเธอร้อนรุ่มเกินกว่าที่จะปฏิบัติเช่นนั้นได้ มีเพียงความหวาดหวั่นเท่านั้นที่เข้ามาแทนที่จิตใจอันแน่วนิ่งที่เคยมี

รุ่งเช้าโชคขับรถมารับชโลธรด้วยใบหน้าที่อิดโรย เขาไม่ได้นอนทั้งคืน ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของรันชรีมันวนเวียนอยู่ในหัว จนยากที่เขาจะข่มตาหลับลงได้ หญิงสาวก็เช่นกัน เพราะเธอเองก็ครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดทั้งคืน มาเผลอหลับเอาตอนใกล้จะสว่าง แต่อย่างไรหญิงสาวก็อาสาที่จะขับรถเปลี่ยนให้หากเขาต้องการพักผ่อน

“คุณเป็นเพื่อนกับคุณรันมานานหรือยัง” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในภวังค์แห่งตน

“นาน...นานมาก หลายสิบปีแล้ว”

“แล้วคุณไม่รู้จักนิสัยใจคอเพื่อนคุณเลยหรือ”

ชายหนุ่มอึ้งในคำถามหญิงสาวช่างถามได้ถูกจุดเสียจริงๆ เขาคบกับรันชรีมาเกือบยี่สิบปี รู้นิสัยใจคอกันดี แต่แล้วทำไมเขาถึงไม่ให้โอกาสเพื่อน เขาขับไล่เธอ ความผิดที่เขาต้องยอมรับเพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว

“คุณรันตายไปแล้วนะ”

“คุณว่าไงนะ รันตายแล้ว ตายเมื่อไหร่ ตายยังไง คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ความเป็นความตายเนี่ย”

“เธอตายไปแล้วจริงๆ และการที่ฉันได้มาที่เมืองนี้ ฉันคิดว่าเพราะเธอต้องการให้ฉันช่วยเหลืออะไรบางอย่างกับเธอ ฉันรับรู้เรื่องราวของพวกคุณมาโดยตลอด ด้วยการฝัน และการนั่งสมาธิ คุณรันน่าสงสารมากแต่ก็น่ากลัวมากเหมือนกัน”

ชายหนุ่มผ่อนความเร็วของยานพาหนะลง เมื่อหญิงสาวเริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้น

“ใช่แล้ว ฉันเห็นพวกคุณตั้งแต่วันงานเลี้ยงส่งที่บ้านคุณรัน แล้วก็ตอนที่ยัยแพรวกับอีตานนท์นั่นบอกให้คุณรันขายหุ้น เรื่องนี้คุณคงไม่รู้สินะ ว่าเพื่อนตัวแสบของคุณทั้งสองคนนั้น เป็นงูพิษขนาดไหน ยัยแพรวแอบชอบคุณมานาน คุณรู้ตัวหรือเปล่า รวมไปถึงเรื่องของคุณกิตติ คุณรันพยายามจะเล่าเรื่องของเธอให้คุณฟัง แต่คุณรันเห็นว่าคุณกำลังยุ่งเรื่องแม่ของคุณ ก็เลยไม่ได้เล่าในทีเดียว คุณรันน่าสงสารที่ถูกคนอย่างคุณกิตติหลอกลวง”

“แพรวพรรณ” เธอช่างร้ายกาจมากกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ กังกานก้องในความรู้สึกของชายหนุ่ม

“แล้วคุณเริ่มฝันตั้งแต่เมื่อไหร่ หมายถึงรันเขาตายนานหรือยัง”ชายหนุ่มยังไม่เชื่อในทีเดียว เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้เป็นมารดายังได้สนทนากับรันชรี และรันชรีก็บอกว่ากำลังจะกลับมาที่เมืองนี้

“ฉันไปสำรวจบ้านร้างกับรายการวิทยุ ไปสำรวจบ้านร้างที่ขึ้นชื่อว่าเฮี้ยน คุณเคยฟังไหม แล้วฉันก็ได้พบคุณรัน”

“นานหรือยัง”

“สองเดือนที่แล้ว”

หากเป็นดังเช่นที่หญิงสาวกล่าวจริงๆ รันชรีต้องตายมาไม่ต่ำกว่าสองเดือน แล้วรันชรีที่มารดาเขาพูดคุยด้วยนั้นคืออะไร เขาเล่าเรื่องราวให้หญิงสาวฟัง

“ก็วิญญาณไงคุณ หรือเรียกสั้นๆ ว่าผีน่ะ”

“ทุกอย่างมันประจวบเหมาะหรือทุกอย่างมันถูกจัดแจง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่กี่วันหลังจากที่ฉันได้พบกับคุณรัน บริษัทก็ส่งฉันมาที่นี่ แล้วก็ได้พบกับหัวหน้าซึ่งก็คือคุณกิตติ แต่การที่ฉันได้พบคุณ ฉันเพียงทำตามสิ่งที่คุณรันต้องการเท่านั้น เธอบอกให้ฉันเข้าไปพบคุณ”

เมื่อหญิงสาวเล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ชายหนุ่มถึงกับหน้าชา เขาเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นอีกระดับ เพื่อหวังจะไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด

.............................................................................................................

 

comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>