28 มีนาคม 2549 21:41 น.

.. นักบริหาร ..

keekie

'ถึงมีผ้าห่ม .. แต่มันก็หนาว .. ถ้ายังว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ ....... ' 
	เสียงริงโทนมือถือ .. ใครหนอปลุกเสือหลับแต่เช้า .. เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวรู้เรื่อง .. 

	"ฮัลโหล .. "  กรอกเสียงขุ่นๆ ลงไปตามสาย ..

	"ไรวะ!! ยังไม่ลุกอีกหรอ .. แปดโมงแล้ว .. "  
	เอ .. เสียงแบบนี้ .. คุ้นๆ  .. 
	"เมื่อไหร่จะเปลี่ยนซะทีวะ .. ไอ้นิสัยนี้น่ะ .. " 
	แม่นแล้ว เสียงแบบนี้ไม่มีใคร .. บอสคนดีนั่นเอง ..

	"ตื่นแล้ว ๆๆๆ .. "  ฉันเสียงอ่อนเสียงหวาน .. แจ๊คพอตแต่เช้า 
	"มีประชุมสิบโมง ป่านนี้ยังไม่ลุก .. จะประชุมหรือป่าววะ? .. " 
	เสียงเสือดุ .. แหม .. ดุจริงๆ ..

	"ประชุมสิ .. อาบน้ำแต่งตัวแป๊บเดียว .. เดี๋ยวเจอกัน .. "
	ฉันรีบทำเสียงกระชุ่มกระชวย .. 

	"เออ .. ให้ไว ..  "  ส่งเสียงสำทับก่อนวางสาย .. 
	
	ฉันลุกจากที่นอน .. อาบน้ำ สระผม .. และแต่งตัว ..
	ระหว่างรอผมแห้ง เลยนั่งจิบกาแฟมื้อเช้า .. เปิดคอมต่อเนทซักหน่อย .. 
	เค้าเรียกบริหารเวลาเป็น .. อิอิอิ .. 

	'ถึงมีผ้าห่ม แต่มันก็หนาว .. ถ้ายังว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ ...... '
	มาอีกแล้ว .. คราวนี้เป็นน้องเลขาคนดี .. 

	"พี่คะ .. วันนี้มีประชุมสิบโมงนะคะ .. พี่ลืมหรือป่าว? .. " 
	เสียงหวานแว่วมาตามสาย .. ฉันพลิกดูนาฬิกาข้อมือ .. 	เก้าโมง .. 
	"ไม่ลืมจ้ะ .. ไม่เกินเก้าโมงครึ่งเจอกันน้องปา .. "  ฉันตอบพลางคิดในใจ
	กะอีแค่ประชุมจะตื่นเต้นอะไรนักหนาว้าาา .. 
	"ค่ะพี่ .. ปากลัวพี่จะลืม .. รีบมานะคะ .. "  เสียงหวานกำชับก่อนวางสาย ..

	อ่ะๆๆๆ ไปก็ได้ .. ไม่อ่านแล้วกลอน .. 
	แหม .. ผมยังไม่ค่อยแห้งดี .. กาแฟยังไม่หมดแก้ว .. 
	ก็ต้องรีบลุกจากเก้าอี้ .. ปิดพัดลม .. ไปก็ได้ (ฟะ) ..

	ก้าวขึ้นรถ .. รีบบึ่งทำเวลา .. ก็บอกไว้ว่าถึงเก้าโมงครึ่ง .. 
	ก็ต้องถึงสิ .. 

	ฉันเปิดประตูก้าวเข้าบริษัทฯ .. ตรงเวลาเป๊ะ เก้าโมงครึ่ง .. 
	แต่คนอื่นเค้าเริ่มทำงานกัน แปดโมงครึ่ง .. 
	เอาน่า .. หยวนๆ .. 

	"หวัดดีค่ะพี่ .. "  เสียงทักทาย .. "วันนี้มาเช้านะคะ .. " 
	ฉันยิ้มรับพลางคิดในใจ .. 'ประชดป่าวเนี่ย? ..'

	หยิบเอกสารที่เตรียมไว้สำหรับเข้าประชุม .. 
	.. การบริหารงานภายใต้ระบบ ISO .. 
	ข้อมูลพร้อมพรั่งในสมอง .. เตรียมไว้สับเละ .. 

	เปิดประตูเข้าห้องประชุม .. ทุกคนพร้อมแล้วแม้แต่ประธาน .. 
	ก็แม่เสือที่โทรปลุกฉันเมื่อเช้านั่นแหละ .. ดูจากแววตาท่านแล้ว ..
	ท่าทางฉันจะโดนสับเสียมากกว่าล่ะมั้ง .. 

	"เอาล่ะ .. ทุกคนพร้อมแล้ว .. เริ่มได้ .. "   ท่านประธานกล่าวเปิดประชุม .. 
	"อายุเฉลี่ยคนไทยเรา เท่าไหร่? .."  ท่านเริ่มด้วยคำถาม .. 
	
	ทุกคนมองหน้าท่านประธาน .. อายุเฉลี่ยคนไทยเกี่ยวอะไรกับ ISO (ฟะ)? ..
	"เท่าไหร่? .. ใครรู้บ้าง .." ท่านถามย้ำ .. 

	"60 ครับ .. " เสียงมะพร้าวตอบอย่าง งงๆ .. มะพร้าวเป็น  R&D Supervisor  
	(R&D = Research and Development  ฝ่ายวิจัยและพัฒนา) 
	ทุกคนในบริษัทยกย่องเสมอว่า ไม่มีอะไรที่มะพร้าวไม่รู้ .. 

	"หนึ่งปีมี 365 วัน .. ถ้าเราจะตายตอนอายุ 60 ปี ก็เท่ากับเราจะมีชีวิตอยู่ ..
	บนโลกนี้ จากเกิดจนตาย  21,900 วัน .. "  ท่านคำนวณ .. 

	ฉันเริ่มสงสัย .. น่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว .. กลิ่นตุๆ .. 

	"หนึ่งวัน มี 24 ชั่วโมง .. เวลานอนปกติของคนเราคือ 10 ชั่วโมง .. 
	ฉะนั้นเรามีเวลานอนตอนยังมีลมหายใจเท่ากับ 10 ชั่วโมง * 21,900 วัน 
	= 219,000 ชั่วโมง หารด้วย 24 ชั่วโมง = 9,125 วัน ฉะนั้นเวลาที่เราสามารถทำ
	ในสิ่งเพื่อสร้างสรรค์คุณค่าความเป็นมนุษย์ได้ตลอดชีวิตเรา คือ 
	21,900 - 9,125 = 12,775 วัน .."

	ฉันเริ่มตาลาย .. มึนเมากับตัวเลขแปลกๆ .. คงอาการคล้ายกับอีกหลายๆ คน .. 

	"ขอโทษนะคะ .. เรากำลังคุยกันเรื่องอะไรคะ? .. "  
	คุณหุย QC Manager (QC = Qulity Control ฝ่ายควบคุมคุณภาพ) อดถามไม่ได้ .. 
	
	"การบริหารเวลา .. "  ท่านประธานตอบด้วยความมั่นใจ .. 
	"แต่เราจะคุยกันเรื่องการบริหารงานภายใต้ ISO ไม่ใช่หรือคะ? .." 
	คุณหุยยังอดสงสัยไม่ได้ .. 

	"ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือบริหารอะไร หากเราบริหารเวลาไม่เป็น .. 
	คุณว่าเราจะเอาเวลาไปบริหารอย่างอื่นได้ไหม? .. "  คำถามยอกย้อน ..

	ฉันถึงบางอ้อ .. วันนี้ไม่ใช่การประชุมซะล่ะมั้ง .. 
	เป็นรายการอบรม (บ่มนิสัย) แน่แท้ .. 
	และเป้าหมายไม่ใช่ใครอื่น .. ก็คนที่ท่านต้องโทรปลุกเมื่อเช้านั่นแหละ ..	
	
	"อ่ะ .. สมมติว่า อายุ 30 .. คุณใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มากี่วันแล้ว? .. " 
	ท่านถาม พลางเขียนตัวเลขบนไวท์บอร์ด .. 
	" .. 30 ปี * 365 วัน = 10,950 วัน คนอายุ 30 ปี ใช้ชีวิตมา 10,950 วันแล้ว .. 
	จากตัวเลขที่คำนวณไปเมื่อกี้ .. สมมติคนอายุ 30 ปีคนนี้ นอนวันละ 10 ชั่วโมง ..
	เท่ากับเขาจะเหลือเวลาสร้างสรรค์คุณค่าความเป็นคนบนโลกนี้อีก 
	12,775 วัน - 10,950 = 1,825 วัน .. เท่านั้น .. " 

	" .. คุณ Business Development Manager .. "  
	ท่านประธานเรียกเสียเต็มยศ .. ประชดแน่นอน .. 
	"ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่แล้ว? .. "  เสียมารยาทโดยแท้ ถามอายุกันกลางที่ประชุม .. 
	
	ฉันนั่งเฉย .. จะตอบทำไมก็รู้ๆ กันอยู่ .. 	
	
	"คุณคิดว่าเวลา 1,825 วันนี่มากไปไหม? สำหรับทำสิ่งที่คุณอยากทำ .. 
	สำหรับทำสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิต .. 1,825 วัน * 24 ชั่วโมง = 43,800 ชั่วโมง 
	.. มันมากไปไหม? ..."  ท่านประธานถาม .. 

	"นั่นเป็นเหตุผลที่หลายต่อหลายคนนอนน้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน .. 
	เพราะเขาเหล่านั้นสำนึกเสมอว่า .. เวลาที่เราทำงานจริงๆ มันเหลือน้อยต่อน้อย .."

	"เอาล่ะ .. ลองกลับไปสร้างวิธีการบริหารของตัวเองให้เหมาะสมก่อน 
	วางแผนให้ดี .. ให้แน่ใจเสียก่อนว่า เราบริหารเวลาของตัวเราได้ดีแล้ว .. 
	พรุ่งนี้เราจะมาคุยกันต่อ .. เรื่องการบริหารอย่างอื่น .. ปิดประชุมแค่นี้"  ..

	แล้วท่านก็เดินออกจากห้องประชุม .. 
	ทุกคน มองหน้าสบตากัน งงๆ .. เรื่องอะไรกันเนี่ย? .. 
	มีเพียงฉันที่รู้ว่า .. รายการนี้เป็นรายการ .. อบรม .. 

	แล้วก็ฉลาดเสียด้วย ..
	เปิดประชุมมาก็พูดๆๆๆ .. พอพูดจบก็ปิดประชุม .. 
	ไม่ให้โอกาสคนอื่นเขาได้พูดมั่ง .. 

	ตอนนี้ทุกคนทยอยเดินออกจากห้องประชุมเพื่อทำงานในหน้าที่ของตนเอง
	มีเพียงฉันที่นั่งหมายมาดในใจ .. 

	พรุ่งนี้ .. 
	จะมีประชุมอีก .. คราวนี้คงเป็นโอกาสของฉันได้พูดมั่งล่ะ .. 
	เวลาที่ใช้ในการทำงานของฉันยังเหลืออีกสองหมื่นกว่าชั่วโมง ..
	ขอแค่สักชั่วโมงก็พอในการนั่งคิดหาข้อมูลในการประชุมสำหรับวันพรุ่งนี้ .. 
	และใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงก็พอในการนั่งเขียนเรื่องนี้ ..
	
	อ้อ และอีกสักครึ่งชั่วโมงก็พอในวันพรุ่งนี้ ..
	สำหรับเล่าเรื่องที่ฉันจะเป็นคนพูดในที่ประชุมพรุ่งนี้เช้า .. 

	คงไม่เสียเวลาเท่าไหร่หรอกมั้ง ..				
23 มีนาคม 2549 19:49 น.

มาริโอสอนน้อง ..

keekie

ลุยจิ,


อ่านจดหมายของแกซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายเที่ยว  พยายามบอกตัวเองว่า นี่มันเป็นแค่เพียงความฝัน แต่ดึงหนวดแล้วก็ยังรู้สึกเจ็บ มันคงไม่ใช่ความฝันสินะลุยจิ, การขาดแกไปก็คงเหมือนมีใครสักคนแอบมาโกนหนวดของฉันไปทั้งแผง  ใบหน้าชายชาตรีของฉันจะแสดงความมั่นใจออกมาเหมือนเดิมได้อย่างไรเล่า  ในเมื่อฉันขาดน้องชายที่เป็นเหมือนเพื่อนร่วมรบที่เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างแกไป

น้องชาย ฉันจะไม่อ้อนวอนขอให้แกกลับมา ฉันจะไม่เสียน้ำตาให้กับการตัดสินใจเดินออกไปของแก แกเป็นคนหนุ่ม มันก็ควรอยู่หรอกที่แกจะเลือกค้นหาเส้นทางใหม่ๆ มันก็ควรอยู่หรอก ที่แกจะตั้งคำถามต่อสภาพแวดล้อมที่แกอยู่ และมันก็ควรอยู่แล้วทุกประการที่แกจะตัดสินใจทำอะไรด้วยอารมณ์ร้อนแรงรวดเร็วดุจกามนิตหนุ่ม (รู้จักไหมกามนิตน่ะ) 

ฉันเข้าใจว่าแกคงเบื่อหน่ายโลกของเรา ในหัวของแกคงมีคำถามมากมายไม่จบสิ้น เราเกิดมาเพื่อต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดใช่ไหม?  เราต่อสู้ไปเพื่ออะไร? เรามีทางเลือกในการใช้ชีวิตแบบอื่นอีกไหม?  หรือยังมีอะไรอีกไหมในโลกกว้างใหญ่ที่เราควรออกไปค้นหาและเรียนรู้  น้องชาย,  ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจความรู้สึกของแก  เพราะฉันเองเคยผ่านอารมณ์แห่งความสับสนและตั้งคำถามต่อชีวิตแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ครั้งหนึ่งฉันก็ไม่เคยมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้  คือสิ่งที่เหมาะสมและถูกต้องสำหรับเราหรือเปล่า?  ครั้งหนึ่งฉันก็เคยรู้สึกว่ามันยังต้องมีอะไรสักอย่างที่รอให้เราต้องออกไปค้นหาคำตอบ (แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ออกไป)

	มาคิดๆ ดูแล้ว บางที ความสงสัยกับการตั้งคำถาม คงเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์เรา  (เอาน่า..จะอย่างไรเราก็พอเรียกได้ว่ามนุษย์)  แตกต่างไปจากสัตว์อื่น และอาจทำให้เรามีวิวัฒนาการที่เหนือกว่าสัตว์โลกประเภทอื่นๆ อีกด้วย แกไม่เคยคิดบ้างหรอกหรือว่าทำไมหอยทากจึงไม่สงสัยว่าขาของตัวเองหายไปไหน หรือแมลงวันจึงไม่เคยอยากรู้ว่าทำไมคนจึงไม่ชอบตอมขี้เหมือนพวกมัน  พวกมันก็แค่ใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ ดำรงชีพไปตามแรงขับจากรหัสพันธุกรรม (หวังว่าคำนี้คงไม่ยากเกินไปสำหรับแกนะ) ที่ติดตัวมา

	เพราะอย่างนั้น ฉันถึงบอกไงว่าไม่แปลกใจเลยถ้าแกจะสงสัยและตั้งคำถามเอากับโลกสมมติที่แกอาศัยอยู่และบางทีคำตอบที่แกค้นพบจึงหมายถึงการเดินออกไปข้างนอก

	น้องเอ๋ย  แกมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะคิดว่าโลกในเกมที่เราเล่นอยู่นี้มันน่าขัน, ไร้แก่นสาร และไม่ใช่โลกจริงๆ ที่เราควรอาศัยอยู่  แกจะคิดอะไรก็คิดไป แต่แกไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าโลกไหนดีกว่ากัน  แกไม่มีสิทธิ์บอกใครได้ว่าโลกแห่งเกมเป็นเรื่องงี่เง่า  และเกมแห่งโลกต่างหากที่เป็นของจริงกว่า  ลุยจิ, แกไม่มีสิทธิ์สรุปอะไรได้แบบนั้นเพราะไม่ว่าจะเป็นโลกใบไหนก็ตาม ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น

	แกคิดเหรอว่าโลกภายนอกมีแต่สิ่งที่ควรค่าแก่การใช้ชีวิต  แล้วโลกของเรามีแต่สิ่งอันไร้สาระ  ถ้าจะมองอย่างนั้น ฉันก็จะบอกแกว่าอะไรอะไรในโลกนี้หรือในโลกไหนก็คือสิ่งไร้สาระหาแก่นสารอันใดไม่ได้เหมือนๆ กันทั้งนั้น  เกมที่เรากำลังละเล่นอยู่ไม่ว่าจะเป็นกระโดดลงท่อ เก็บดาว เก็บเหรียญ ช่วยเจ้าหญิง ฯลฯ  นั้นไร้สาระ  เกมของโลกภายนอกก็ไร้สาระเหมือนกัน ลองคิดดูสิว่าคนบนโลกจริงๆ ทำอะไรที่มีสาระบ้าง ทำงานหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อเอาไปจ่ายหมอให้บอกเราว่า คุณควรหยุดทำงานและพักผ่อนบ้างได้แล้ว,  ขวนขวายหาเงินที่สุดท้ายแล้วตัวเองก็หยิบติดตัวไปใช้ตอนตายไม่ได้,  ทำงานหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อเสียเงินไปซื้อไม้เหล็กมาแข่งขันตีลูกเหล็กลงรู

	ลุยจิ, บอกฉันทีว่าเหล่านี้คือ สาระ ประเภทไหนกัน สิ่งที่แกเรียกว่าโลกใบใหม่นั้นมันมีความแตกต่างจากโลกใบเดิมที่ตรงไหน

	แกอาจเห็นว่าฉันเป็นคนบ้าตำรา เป็นพวกยึดหลักการ เป็นพวกหัวโบราณเสียเต็มประดาล่ะสิ  แกถึงมองหาโลกใบใหม่ มองหาหนทางที่แกคิดว่าเป็นหนทางที่แท้จริงในชีวิต และแกอาจมองว่าภารกิจที่เราทำเป็นเรื่องปัญญาอ่อนโงงมเสียเหลือเกิน ที่สำคัญแกคงคิดว่าฉันไม่รู้ว่ามันก็ปัญญาอ่อนโง่งม

	เช่นนั้นแกก็คิดผิดแล้วล่ะ น้องชาย ...

	เพราะว่าฉันนั้นรู้ดีกว่าใคร (อย่างน้อยก็รู้ดีกว่าแก) ว่าฉันกำลังทำอะไร สิ่งที่ฉันทำคือการบุกบั่นหาหนทางไปปลดปล่อยเจ้าหญิงให้เป็นอิสระ ฉันกำลังมุ่งหน้าไปโดยปราศจากความคิดที่ว่าฉันทำไปเพื่อใคร  หรือฉันจะได้อะไรจากการทำสิ่งนั้น ฉันเดินหน้าไปด้วยใจอันว่างเปล่า ไร้สิ่งจูงใจ ไร้รัก ไร้เกลียด  ฉันไม่ได้ทำเพราะความต้องการในตัวเจ้าหญิง  และฉันก็ได้เห็นอุปสรรคต่างๆ เป็นศัตรูอันชั่วร้าย ฉันทำเพียงเพราะต้องทำ  ทำโดยไม่ได้คิดถึงสิ่งที่รออยู่ปลายทาง  กับสัตว์ประหลาดทั้งหลาย ฉันกำจัดพวกเขาด้วยความรู้สึกล้วนให้เกียรติ เป็นเกียรติที่ได้ต่อสู้กับพวกเขา  เพราะพวกเขาล้วนให้เกียรติเราด้วยการดาหน้าออกมาขัดขวางอย่างสุดความสามารถ ทุ่มเทกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดหยุดยั้งพวกเรา  เพื่อให้เราทุ่มเทกำลังของเราผ่านพวกเขาไปให้ได้

	ดังนั้นสำหรับฉัน พวกเขาอาจเป็นศัตรู แต่เป็นศัตรูที่มีเกียรติและเราควรเคารพ

	ลุยจิ,  อยากให้แกลองสังเกตให้ดีๆ ว่าฉันยังไม่ได้พูดถึงคำว่า ชัยชนะ เลยใช่ไหม?  ยังไม่มีตรงไหนที่บอกแกว่าฉันทำเพื่อมันเลย

	ใช่ ชัยชนะสำหรับฉันมันเป็นเรื่องเล็กน้อย  ออกจะไม่จำเป็นด้วยซ้ำ  เพราะชัยชนะมันก็เป็นเรื่องสมมติ มันจอมปลอม  มันเป็นดาบสองคมที่ทำให้เราฮึกเหิมลำพอง ความหอมหวานของมันลวงใจให้เราลุ่มหลงและยึดติด  ชัยชนะเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง  ฉันเลยไม่คิดที่จะทำเพื่อมัน แกคงสงสัยใช่ไหมว่า  แล้วอย่างนี้ฉันทำไปเพื่อสิ่งใดกันเล่า

	และเมื่อฉันไม่ได้ทำเพื่อชัยชนะ  นั่นก็หมายความว่า ฉันก็อาจพ่ายแพ้ได้สักวันหนึ่ง  และถ้าวันนั้นมาถึง อย่างน้อยฉันก็ยังภาคภูมิใจว่าฉันได้แพ้อย่างสมศักดิ์ศรี  แพ้อย่างมีเกียรติยศของผู้แพ้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าวันนั้นยังไม่มาถึงฉันก็จะเดินหน้าต่อไปเพื่อทำภารกิจให้ลุล่วง

	ลุยจิ,  การที่แกไม่เคารพในสิ่งที่แกทำ  แถมยังมองว่ามันไร้สาระนั่นก็เท่ากับว่าแกไร้เกียรติ

	แกคืออรชุนที่กำลังลังเลในคันศรของตนเอง ทั้งที่เขามีหน้าที่แผลงศรอันฉกาจฉกรรจ์ของเขาในการรบพุ่ง  อรชุนผู้ลังเลสงสัยว่าจะแผลงศรฆ่าฟันไปเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร แกเองก็ไม่ต่างไปจากอรชุนผู้สิ้นหวังและอ่อนแอในสนามรบ จนพระกฤษณะต้องอวตารมาเป็นอาจารย์สอนสั่งให้เขารู้จักหน้าที่  รู้จักการทำในสิ่งที่ต้องทำโดยปราศจากความลังเลสงสัย  ในจุดหมาย  สุดท้ายอรชุนจึงได้เรียนรู้ในเรื่องอาตมัน อันนำไปสู่การไขปริศนาของตัวเอง

	แม้แกกับอรชุนจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย  (ใช่!! อรชุนไม่ได้นุ่งชุดเอี๊ยมและไม่เตี้ยม่อต้อเหมือนพวกเรา) แต่ฉันก็รู้สึกว่า แกกำลังสิ้นหวังและอ่อนแอในสนามรบแห่งนี้เหมือนๆ กัน 

	คิดดูให้ดี บางที แกอาจต้องทบทวนว่าจริงๆ แล้ว แกตาสว่างอย่างที่แกว่าจริงหรือเปล่า  หรือแท้จริงแล้วคนที่มืดบอดอยู่กับโลกทัศน์ปลอมๆ นั้นคือใครกันแน่  แกหรือฉัน? 

	ที่ร่ายพรรณนามาทั้งหมด ฉันไม่หวังว่าแกจะเข้าใจมันทั้งหมดและเก็บกระเป๋าบึ่งกลับบ้านมาใส่ชุดเอี๊ยมสีเขียวขาวของแก แกคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันกล่าวมาอย่างแจ่มแจ้ง

	ฉันหวังเพียงแค่ให้แกลองคิดใคร่ครวญพิจารณาดูแล้วจงออกไปใช้ชีวิตในแบบที่แกปรารถนา ไปค้นหาในสิ่งที่แกต้องการ ไปเจอในสิ่งที่แกอยากเจอ ไปในที่ที่แกชอบไป

	หลังจากนั้นก็ลองตั้งคำถาม-หาคำตอบเอาเองเถอะว่าโลกใบใหม่นี้จะเป็นโลกที่แกจะอยู่ตลอดไป หรือสุดท้ายแกจะกลับบ้าน-ที่ที่แกจากมา และมันเป็นโลกของฉัน

	โลกที่แกต้องฝ่าฟันอันตรายมากมาย ซ้ำซาก วนเวียนกันไปไม่รู้จบสิ้นอยู่อย่างนี้  โลกที่มีเจ้าหญิงรอให้ช่วยเหลือ แต่เจ้าหญิงก็มีความรักในแบบของเธอเอง โลกที่มีศัตรูเป็นมิตร มีมิตรที่สร้างอุปสรรคเพื่อให้เราฝ่าฟันผ่านพวกเขาไป โลกที่เราตกเหวแล้วกลับมาเริ่มต้นที่ฉากเดิมได้ โลกที่แกใส่ชุดเอี๊ยมเขียว-ขาว ไว้หนวดน่ารักน่าเอ็นดู 

	แล้วฉันจะรอแกอยู่ที่ฉากใดฉากหนึ่งในนี้

	ที่ยังพอมีเห็ดให้กิน มีเหรียญให้เก็บอยู่เสมอ


                                                                      สวัสดีปีใหม่
                                                                               มาริโอ

ปล.  ถ้าจะกินชาเขียว เลือกยี่ห้อที่แจกเงินหนึ่งล้านบาทใต้ฝานะ  ได้ข่าวว่าคนเก็บขยะรวยเละมาแล้ว


                                                                จักรพันธ์  ขวัญมงคล
                                                                    นิทานสันดานเสีย				
22 มีนาคม 2549 17:00 น.

จดหมายถึงมาริโอ ..

keekie

วันปีใหม่ 2548
พี่ชาย,


ฉันคิดอยู่นานทีเดียว กว่าจะตกลงใจบอกแกในเรื่องต่อไปนี้ ก่อนอื่นฉันอยากจะบอกแกว่า กว่าที่แกจะได้อ่านจอมอฉบับนี้ ฉันก็คงเปิดตูดแน่บไปจากโลกของแกแล้ว แกไม่ต้องห่วงฉันนะ ฉันไม่ได้เอาเห็ดหรือดอกไม้ไปเลยแม้แต่ดอกเดียว แกไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น อันที่จริงแกคงไม่ทุกข์ร้อนอะไรอยู่แล้วนี่ อืมม์ ... อันที่จริงไม่มีฉัน แกก็แค่เหนื่อยขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อยเท่านั้น นอกนั้นชีวิตของแกก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมนี่หว่า อีกอย่างฉันว่ามาริโอ เลือดนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ อย่างแกน่ะ เรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ไม่สะเทือนขนหน้าแข้งหรือแม้แต่หนวดเชยๆ ของแกหรอก (และขอโทษนะ...พี่ชาย ฉันโกนหนวดอันแสนทุเรศนั้นออกแล้วว่ะ)

แกอาจสงสัยว่าทำไมจู่ๆ ฉันถึงทิ้งแกไป หรือถ้าพูดให้จริงจังแบบที่แกชอบพูดนั้นก็ต้องบอกว่า ทำไมฉันถึงทิ้งอุดมการณ์ของพวกเราพี่น้องไป ใช่ไหมล่ะ?

พี่ชายหน้าโง่ของฉันเอ๋ย ตื่นเสียที่เถอะ เมื่อไหร่แกจะตาสว่างพอที่จะมองเห็นเสียทีวะว่า อุดมการณ์และภารกิจห่าเหวอะไรนั่นมันของปลอมทั้งเพ เราถูกหลอกมาตั้งแต่แรก ... ใช่!!!  แกอ่านถูกแล้ว ...

	เรา  ถูก  หลอก .. (จำใส่หัวแกไว้ซะ) 

ฉันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคน (หรืออาจจะไม่เป็นคน) หลอกเรา บางทีอาจเป็นเพราะพระเจ้าบางองค์ หรืออาจจะเป็นคนบางคนที่เสือกอยากเป็นพระเจ้าก็ได้ ข้อนี้ฉันไม่รู้ แต่ที่ฉันรู้ ... พี่ชาย ... เราสองศรีพี่น้องถูกหลอกให้ต่อสู้อยู่ในโลกสมมติใบนี้มาเกือบยี่สิบปี นานเท่าอายุของแกและฉันเลยทีเดียว เราถูกหลอกให้ต่อสู้เพื่อภารกิจอะไรไม่รู้ เราถูกหลอกให้เชื่อว่าภารกิจของเรานั้นยิ่งใหญ่พอๆ กับการกอบกู้เอกราชก็ไม่ปาน และเราก็หลงภาคภูมิใจกับภารกิจที่เราได้รับมอบหมายนั้นเสียเต็มประดา หลงคิดไปว่า เราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เฮ้! พี่ชาย ฉันว่านายดู สไปเดอร์แมน มากไปหน่อยนะ มันไม่มีอย่างในหนังหรอกที่ว่า พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่น่ะ และหากมันจะมี ฉันก็เชื่อว่าไอ้ภารกิจช่วยชีวิตเจ้าหญิงบ้าบออะไรของเรานั่นก็คงไม่ใช่ ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ หรอก มันเป็นแค่อะไรบางอย่างที่เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใครต่างหาก..

ฉันถามแกหน่อยเหอะว่า ไอ้การที่เราบุกบั่นตะลุยฝ่าอันตรายไปในแต่ละด่านน่ะ แกทำไปเพื่ออะไรกันฮึ? จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้แกเฝ้าบอกฉันว่าใครต่อใครมอบความหวังในการช่วยชีวิตเจ้าหญิงไว้ที่พี่น้องอย่างเรา ฉันก็เชื่อแก และยอมเสี่ยงอันตรายทุกๆ อย่างไปกับแก อิฐกี่หมื่นก้อนที่เราใช้หัวพุ่งชนจนแตกเป็นจุณ หุบเหวกี่แห่งที่เราพลัดตกลงไป กี่ครั้งที่เราไม่รอดเงื้อมปากของต้นไม้ตะกละ ไหนจะระเบิดเต่าโรคจิต ปลาหมึกพ่นพิษ เมฆประหลาดที่ชอบพ่นเม่นขนพิษมาใส่เรา มังกรยักษ์พ่นไฟ อะไรต่อมิอะไรต่างๆ นานาที่เราต้องฝ่าไปในแต่ละครั้งอีกเล่า เราได้สิ่งใดตอบแทนกลับคืนมา ไอ้พี่ชายเอ๋ย .. แกช่วยตอบฉันหน่อยเถิด ..

แกอาจเถียงฉันได้ว่านอกจาก ความภูมิใจ ในฐานะผู้รักษาความหวังของคนกลุ่มหนึ่งแล้ว เรายังเป็นตัวแทนเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ต่อให้เราล้มตายไปอีกกี่ร้อยครั้งเราก็จะกลับฟื้นลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้อีกครา (แกชอบพูดใช่ไหม? ไอ้คำประเภท ตายสิบจะเกิดแสน น่ะ)  พี่ชายเอ๋ย ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงมีพี่ชายที่โง่งมบัดซบขนาดนี้ ฉันว่าแกอ่านงานวรรณกรรมที่เคร่งขรึม ออกแนวขลังๆ มากไปหน่อยนะ หรือไม่แกก็อาจหลงคิดไปว่า ตัวเองเป็นผู้ปลดปล่อยอย่าง เดอะ วัน ในหนังเดอะ เมทริกซ์ จึงสำคัญตนเองผิดขนาดนั้น มาริโอผู้น่าสงสารเอ๋ย ฉันจะบอกให้ว่า เราน่ะเป็นแค่ตัวตลกที่ถูกสร้างมาให้เด็กๆ หัวร่อเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อแกลองส่องกระจกดูตัวเองสิ น่าขันไหมล่ะ? เขาสร้างให้เราเป็นตัวประหลาดหน้าเป็นเด็ก ตางี้ใสแป๋วเลย แต่เสือกให้ไว้หนวดเสียเฟิ้มแบบ เล็ก คาราบาว (แกรู้จักไหม พี่เล็กบาวเนี่ย อยู่แต่ในกะลาจอแก้วก็เงี้ยแหละ) มือไม้ก็กลมๆ เป็นดุ้นๆ เหมือนโดราเอมอน แต่งเนื้อแต่งตัวก็เฉิ่มเชยฉิบหาย ฮ่าๆ ที่ทุเรศที่สุดก็คงจะเป็นชุดเอี๊ยมที่เราสวมใส่ แหม! ยังกะน้องพลับแน่ะ (พนันกันไหมว่า แกก็คงไม่รู้จักน้องพลับอีกเช่นเคย ) ตอนที่เห็นตัวเองครั้งแรก ฉันก็ได้แต่กลุ้มใจปนสมเพชตัวเอง ไม่รู้ว่าเราเป็นเด็กที่หน้าแก่ หรือเป็นผู้ใหญ่ร่างกายเด็กกันแน่ นี่หรือวะสารรูปของผู้ปลดปล่อยอย่างที่แกเชื่อ ฉันไม่เห็นว่ามันเท่และน่าเชื่อถือพอที่จะปลดปล่อยอะไรได้ ไม่เห็นเหมือนมาดเท่ๆ ของ คีอานู รีฟส์ ใน เดอะ เมทริกซ์ ขนาดพี่เขาเล่นได้แข็งเป็นเสาประตูฟุตบอลอย่างนั้นก็ยังเท่โซคูลเลย

แล้วแกย้อนดูตัวเราสิ ไอ้ชุดแดงของแก ชุดเขียวของฉัน นี่มันโซคูลตรงไหนวะ ถ้ามีชุดเหลืองอีกคนก็คงเป็นตู้ไฟจราจรได้เลย

แต่อะไรก็ไม่น่าละเหี่ยเพลียหัวใจเท่าภารกิจบ้าบอที่เราทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตื่นเช้ามาก็ต้องเตรียมประจำที่ ข้าวปลาอาหารก็ไม่เคยได้รับครบห้าหมู่  แด..  (ขอโทษนะมีอารมณ์แล้วเริ่มพูดไม่เพราะว่ะ) เห็ด เสียจนจะขาดสารอาหารอย่างอื่นไปหมดแล้ว แถมวันๆ ยังต้องมาเสี่ยงภัยแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่ทุกวัน ไม่มีวันจบสิ้น เดี๋ยวเก็บเห็ด เก็บดาว ชนอิฐ เก็บเหรียญ เก็บดอกไม้ กระโดดข้ามท่อ ลงท่อ ปีนเสา ชิงธง เข้าถ้ำ กระโดดข้ามเหว หลบปลาหมึก กระทืบเต่า โอ๊ยยยย ... สารพัดสารพันอุปสรรคแสนจำเจ แค่คิดฉันก็พานจะอ้วกแล้วว่ะ ไม่ไหวเอียนเหลือเกิน น่าเบื่อหน่ายมากๆ ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้น ให้ค้นหาอีกแล้ว แกไม่สังเกตหรือไงว่าช่วงหลังๆ เวลาถึงตาฉันน่ะ มันจะมีอะไรแปลกๆ ผิดปกติเสมอ แฮ่ๆ ฝีมือฉันเองแหละ อย่างตอนนั้นเขาสั่งให้ฉันเก็บเห็ดเพื่อจะได้ขยายร่างให้โตขึ้น พอเขาเผลอฉันก็แกล้งเตะไอ้เห็ดเวรนั่นให้ไปโดนไอ้ตัวประหลาดขาสั้นๆ นั่น ปรากฎว่ามันโตขึ้นแต่ขามันสั้นเท่าเดิมว่ะ ฮ่าๆๆๆ ขำชะมัดเลย หรืออย่างตอนนั้น ในฉากที่ฉันต้องเดินผ่านห่วงไฟในถ้ำมังกร ฉันก็แอบเอาเห็ดขยายร่างอะไรนั่นมาเผาไปด้วย อร่อยดีนะ ไม่เชื่อแกลองถามเจ้ามังกรพ่นไฟในถ้ำดูสิ ฉันกับมันแบ่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว เจ้ามังกรยังบอกเลยว่ารู้อย่างนี้ออกจากถ้ำไปพ่นไฟใส่เห็ด ยางปลาหมึกดีกว่าดักดานอยู่แต่ในถ้ำเสียตั้งนานแล้ว เห็นไหม? เจ้ามังกรยังเบื่อชีวิตในโลกของเราเลย


ฉันตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ขออยู่กับแก ในโลกแห่งนี้อีกแล้ว แม้แกจะบอกฉันอยู่เสมอว่าโลกแห่งความจริงนั้นโหดร้ายกว่าโลกของเราหลายร้อยเท่า แต่ฉันก็ยังปรารถนาที่จะเดินไปค้นพบมันด้วยตัวเอง ฉันตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า จะออกไปจากดินแดนแห่งความหลอกลวงนี้เสียที มาริโอ ฉันไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ฉันก็ไม่ถอยหลังแน่ๆ แกก็รู้เกมของพวกเราไม่อนุญาตให้ใครถอยหลัง

ก็คงเหลือแต่แกผู้เดียว พี่ชาย, จงอยู่ในโลกที่แกเชื่อมั่นต่อไปเถิด จงทำเพื่อความรักต่อไปเถิด จงใส่ชุดอันน่าขันนั้นต่อไปเถิดมาริโอผู้ตาบอด

ส่วนฉันขณะที่แกอ่านจดหมายนี้อยู่ ก็คงโลดแล่นอยู่ ณ ที่ไหนสักแห่งในโลกอันแสนกว้างใหญ่ แกไม่ต้องออกมาตามหาฉันนะ เพราะตามไปอย่างไรก็ไม่มีวันได้เจอน้องชายคนเก่าของแกอยู่ดี ก็อย่างที่บอกฉันโกนหนวดแล้ว ชุดปัญญาอ่อนนั่นฉันก็ทำผ้าขี้ริ้วไปหมดแล้ว ฉันเอาเหรียญที่เก็บมาทั้งหมดไปซื้อเสื้อผ้าใหม่แล้วด้วย เท่ดูดีมีสไตล์มากๆ (แกคงไม่รู้จักแฟชั่นสินะ) 

สุดท้ายนี้ ฉันจะเขียนอีเมล์มาหาแกทันทีที่ได้ลิ้มลองรสชาติของซูชิ, พิซซ่า, แมคโดนัลด์ และชาเขียวนะว่ามันอร่อยเอร็ดเด็ดกว่าเห็ดของเราแค่ไหน

ดูแลตัวเองก็แล้วกัน เหรียญที่เหลืออยู่ฉันยกให้ และฝากคืนไอ้ปลาหมึกด้วย ฉันเป็นหนี้มันอยู่

สวัสดีปีใหม่ , ไม่รักแต่คิดถึง


                                                               ลุยจิ  น้องผู้ตาสว่าง 



                                            .. จักรพันธุ์  ขวัญมงคล .. 
                                            หนังสือชื่อ .. นิทานสันดานเสีย .. 				
19 มีนาคม 2549 20:17 น.

.. สัตว์เลี้ยงของฉัน ..

keekie

"มาอีกแล้ว .. "   เสียงแม่บ่นตั้งแต่ฉันเปิดประตูก้าวเข้าบ้าน 
	"เอามากองเต็มบ้าน .. ซื้อมาทำไม .. เปลืองเงิน .."  บ่นต่ออีก ..

	ฉันชินเสียแล้ว .. 
	เพราะทุกครั้งที่ฉันหอบตุ๊กตาเข้าบ้านแม่จะบ่นประโยคเดิมทุกครั้ง ..

	"อีกหน่อยคนคงออกมานอนข้างนอก เพราะตุ๊กตาเต็มห้อง .. 
	นี่มันลามมาห้องฉันแล้วนะ .. เดี๋ยวมาขนไปไว้ห้องเธอด้วยแล้วกัน .. "  แน๊ะยังมีบ่นต่ออีก				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟkeekie
Lovings  keekie เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟkeekie
Lovings  keekie เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟkeekie
Lovings  keekie เลิฟ 0 คน
  keekie
ไม่มีข้อความส่งถึงkeekie
>