8 พฤษภาคม 2548 14:59 น.

:+:+:+: ข้อสอบเย็นสะท้าน ฉบับ ที่ 1 :+:+:+:

วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์

ข้อสอบเย็นสะท้าน ระบบใหม่เข้ามหาวิทยาบรรลัย
ครั้งที่3/2545 ธันวาคม 
วิชาคุณธรรม จริยธรรมและปาก
ทบวงมหาวิทยาบรรลัย กองสลาก
กรมสุขภาพจิต กระทรวงปรึกษาธิการ




คำสั่ง : เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว



1.เจนนี่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนชายตั้งแต่หัวค่ำ หล่อนกลับเข้าบ้านตอนเวลาประมาณตีสามเศษ ถ้าคุณเป็นแม่ของเจนนี่ คุณจะพูดกับลูกสาวว่า...

ก.ไปแรดไหนมา		
ข.จำเลขที่บ้านไม่ได้รึไง ถึงได้กลับเอาปานนี้ 
ค.ซื้อยาคุมมาด้วยเปล่ารึล่ะ 	
ง.อุ๊ย คุณลูกขา กลับบ้านแต่เช้าเลย คนดีของแม่ อุ๊ยตาย! เมาแล้วอ้วกด้วย น่ารักจริงๆ (ยิ้ม ภูมิใจ)


2.เพื่อนของคุณสอบตกวิชาที่สำคัญมาก ซึ่งการผิดพลาดวินาศหายนะครั้งนี้ส่งผลให้เขานอนไม่หลับมาหลายคืน เพราะพ่อแม่ของเขาจะตัดชื่อเขาออกจากกองมรดก คุณจะปลอบใจเขาด้วยเพลงใด

ก.ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยคนกำลังใกล้ตาย..
ข.นั่นแหละคือความกดดัน ที่ฉันต้องทนต้องเจอ..
ค.ไม่มีเลยสักคืน ที่จะนอนฝันดี ไม่มีเลยสักวัน.
ง.สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัย



3.ในชั่วโมงเร่งด่วน คุณกำลังจะรีบวิ่งไปทำธุระ ต้องไปถึงที่หมายภายในห้านาที หนทางยังอีกยาวไกล คุณพลาดเหยียบลงบนเท้าของคนคนหนึ่งอย่างแรง คุณจะกล่าวว่า...
ก.ขอบคุณค่ะ วันหลังจะให้เหยียบคืน วันนี้รีบ	
ข.เจ็บล่ะสิท่า สม (แลบลิ้นด้วย)
ค.ไม่เป็นไรค่ะ				
ง.อุ๊ย ขอโทษค่ะ


4.คุณมีเพื่อนที่เรียนในระดับควรปรับปรุงคนหนึ่ง เขาอ่านหนังสืออย่างเข้มงวด ตั้งใจเรียนด้วยความมุมานะ และปรับปรุงแก้ไขตัวเองจนสอบได้ที่ 1 ของห้อง คุณจะแสดงความรู้สึกอย่างไร

ก.ปาฏิหาริย์มีจริง ฟลุค โชคดีจังเลยเพื่อน		
ข.ลอกใครมาวะ ประยุกต์เก่งดีนิ่
ค.ฉลาดขึ้นแล้วสิท่า				
ง.ขอแสดงความยินดีด้วยนะเพื่อน



5.เพื่อนของคุณมางานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณช้าเกินไปเพราะรถติดมาก คุณจะพูดว่า...
ก.รถติดหรืออะไรติดกันแน่		
ข.มาอะไรป่านนี้ ยังคิดจะมาอยู่เหรอ ออกไป ออกไป๊! ไอ้คนไม่มีความรับผิดชอบ (ขว้างข้าวของใส่เขา แล้วระเบิดเสียงร้องไห้ฟูมฟาย)
ค.อุ๊ยตาย ฉันลืมไปเลยว่ายังมีเธออีกคนที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนของฉัน
ง.มาแล้วเหรอเพื่อน รอตั้งนาน ดีใจจังเลย เชิญๆๆๆจ้า แต่เค้กหมดแล้วนะ ไหนล่ะของขวัญ


6.คุณเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าที่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูในห้างดัง บังเอิ๊ญ บังเอิญว่าคุณเพิ่งวางสายโทรศัพท์ไปหยกๆ มีคนโทรมารายงานข่าวคาวคืบหน้า ที่สามีของคุณแอบไปกกเมียน้อย เอาเงินไปบำเรอมัน ซื้อรถเก๋งคันใหม่เป็นของขวัญวันเกิด ซื้อคอนโดหรูให้และอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ฯลฯ ลูกค้าเดินเข้ามาชมสินค้าภายในร้าน คุณจะพูดว่า

ก.มาอีกแล้ว 				
ข.มาแล้วก็ไม่ซื้อ ว่างมากนักรึไง
ค.มันน่าเจ็บใจมั้ยคะคุณพี่ขา คอนโดเป็นล้านๆก็ยังซื้อให้มัน หนูได้อยู่แค่บ้านเช่าเก่าๆ กระเตงลูกไปส่งโรงเรียนประชาบาล ฮือๆๆๆ 
ง.สอบถามได้นะคะ (ยิ้ม)


7.ในเทศกาลสงกรานต์ เวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง คุณอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเข้านอน คุณแม่ของคุณไม่สบาย เป็นหวัด คุณต้องออกไปซื้อยาแก้หวัดมาให้ท่าน จึงขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจออกไปซื้อ ท่ามกลางความมืดบนท้องถนนและความเงียบสงบ คุณก็ขับรถมาอย่างอารมณ์ดี 
อย่าสาด คุณขอร้อง เมื่อเห็นกลุ่มผู้เล่นน้ำสงกรานต์ที่ทำโอทีโผล่พรวดออกมาจากข้างทางตักน้ำจะมาทำทีท่าว่าจะสาดคุณ ไม่ทันขาดคำ โจ้ก เปียก น้ำเย็นผสมน้ำแข็งล้วนๆ คุณจอดรถ เดินลงมา คุณจะตอบกลับไปอย่างไรหากคุณขอร้องเขาแล้วแต่เขายังทำ

ก.กูเปียกหมด พวกมึงเป็นผีพรายรึไง สองทุ่มสามทุ่มแล้วยังไม่ห่างน้ำ ไม่รู้จักหลับจักนอน ฮือๆๆๆ
ข.หูพวกมึงเป็นน้ำหนวกรึไง บอกว่าอย่าสาดๆ แม่กูยิ่งเป็นหวัด คงเพราะอย่างนี้ล่ะ  เดี๋ยวกูก็คงจะเป็นหวัดเหมือนกัน ซื้อยาแก้หวัดให้กูเลยมึง ฮ้าดเช่ย!(แกล้งจามแล้วอุ๊บอิ๊บเงินค่ายาแก้หวัดไว้)
ค.โคตะระ มารดามึง อุบาทว์ อัปรีย์ จัญไร!
ง.อุ๊ย เย็นยะเยือกเข้าลึกถึงกระดูกเลย ชื่นใจจริงๆ ขอบคุณค่า (แล้วย่อตัว น้อมไหว้อย่างสวยงาม)


8.คุณรักเพื่อนนักเรียนชายคนหนึ่งซึ่งเป็นขวัญใจสาวๆ เป็นดาวโรงเรียน คุณก็รุมกรี๊ดกับเขา วันนั้น เขาเดินมาคนเดียว คุณวิ่งออกจากกลุ่มเพื่อนๆ ไปดึงคอ  โน้มศีรษะเขาลงมาประกบปากดูดดื่มต่อหน้าธารกำนัล เขาผละออกจากคุณ(ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) หน้าแดง แล้วเดินหนีไปอย่างงุนงงและอับอายอย่างแรง คุณจะแก้ตัวอย่างไรต่อหน้าสาธารณชน

ก.(หลังจากทำท่าล้มสลบ) อุ๊ย ฉันเป็นอะไรไปนี่ มึนหัวไปหมดแล้ว (เพื่อนๆก็จะว่าคุณถูกผีเข้าไง)
ข.ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ จริงๆนะ 	
ค.อาร์.แล้วก็เป็นวันของเรา สดชื่นจริงๆ
ง.ขอโทษ ไม่ได้ใช้มุมกล้อง!



9.คุณนายละเอียดศรี แม่ของเพื่อนคุณมาร่วมชมการแสดงละครเวทีของพวกคุณที่หอประชุม (ทั้งๆที่แม่ของคุณและผองเพื่อนคนอื่นๆไม่เห็นต้องมาเลย) เพื่อนคุณแนะนำคุณแม่ให้รู้คุณจัก คุณจะทักทายท่านว่า...
ก.คุณแม่ทำไมทาแก้มมาซะแดงเป็นก้นลิงเลยล่ะคะ อิอิๆๆๆ โคตรตลกเลยว่ะ ว่ามั้ยส้ม แม่แกนี่ โคตรมั่นใจเลย
ข.วู้ แม่เจ้าโว้ย ทานโทษ เพชรทองนี่ ขนมาหมดตู้เลยรึเปล่าคะ
ค.แหม คุณแม่ยังสาว ดึงหน้ามาซะตึงเป็นหนังหน้ากลองเลยนะคะ  ทนอีกนิดค่า ดึงอีกสัก 3 ครั้ง อีกหน่อยก็เจอสะดือแล้ว เชียร์ค่ะ เอาใจช่วยนะคะ (ยักคิ้วใส่)
ง.คุณแม่สวยจังเลยค่ะ สวยกว่าที่ยัยส้มเล่าให้ฟังตั้งเยอะเลย (ยิ้ม)


10.คุณหญิงย่าเจิดจรวดกำลังป่วยหนัก นอนหายใจพะงาบๆอยู่บนเตียงภายในห้องผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เจ้าคุณพ่อและคุณแม่พาคุณมาเยี่ยมคุณหญิงย่าเจิดจรวด คุณจะเข้าไปพูดกับท่านว่าอย่างไร ในขณะที่ท่านอ้าปากหวอ ทำตาล่อกแล่กๆๆ พูดไม่ได้ คาสายออกซิเจน

ก.หนูขอตึกกิจการพาณิชย์รุ่งโรจน์ทั้งสองสาขาเลยนะคะ อย่าลืมเขียนชื่อหนูลงไปล่ะ เดี๋ยวตายก่อน
ข.ทรมานยังไม่เพียงพออีกเหรอคะคุณหญิงย่า อะฮุ้ย ทำไมไม่รีบตายให้เสร็จๆเลย ลูกหลานเค้าวางแผนจัดงานศพรออยู่นะคะ ยิ่งใหญ่อย่าบอกใครเลยเชียว ขอบ้อก ขอบ้อก
ค.นังปรางทองหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงย่าท้องไม่มีพ่อค่ะ กำลังจะไปทำแท้ง
ง.คุณหญิงย่าคะ(น้ำตาหยดที่หนึ่งร่วง) เมื่อไหร่คุณหญิงย่าจะหายล่ะคะ (สะอื้น) หนูจะคอยปรนนิบัติคุณหญิงย่าเอง (จับมือท่านไว้แน่น น้ำตาหยดที่สองร่วง  ป๊ก )




.				
25 เมษายน 2548 18:29 น.

@แบบว่าตอนกลางวันแฟนเราไม่อยู่ เราก็อารมณ์เปลี่ยว @

วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์

คิดแล้วกลุ้ม
My neighbour


ชีวิตของเรามืดมน เหมือนคลองแสนแสบเชียวล่ะ มืดมนแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าพวกโอเป็คมาเห็นคลองแสนแสบแล้วดีใจจนเนื้อเต้นนึกว่าเป็นบ่อน้ำมันดิบ เฮ่อ ใครก็ได้ช่วยที ช่วยคนละทีสองที 
เรื่องมันมีอยู่ว่า

แอ่น แอน แอ๊นกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เรามีแฟนอยู่คนหนึ่ง เป็นชายไทยใจกล้า หน้าตาพอประทังท้อง ลีลาพอยาไส้ รักกันมากและคบกันมาจะ 5 ปีแล้วค่ะท่านผู้ชม คบกันมาตั้งแต่นู้นสมัยดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 จนบรรจบครบรอบแอนนิเวอร์ซารี่ปีที่ 4 แล้ว กำลังย่างปีที่ 5 เกรียมๆนี่แหละ ตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่ เราและแฟนเราทำงานทั้งคู่แล้วนะ (เรียนจบได้ก็บุญกบาลแล้ว) 

ตอนนี้เราทั้งสองอยู่กินกันฉันเพื่อน ไม่ได้ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ได้ทำผิดประเพณี แค่ไม่ให้ทางบ้านรู้เท่านั้นเองว่าเราอยู่กินกันฉันเพื่อนในหอเดียวกัน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็รู้ว่าเราสองคนคบกันและไม่ได้ห้ามอะไรมากมาย แค่เอาปืนไล่ล่าแล้วตัดญาติเล่นเฉยๆ (ถ้ารู้ว่าเสพกามกันแล้ว) 

เรื่องที่ทำให้เรากลุ้มใจเหมือนถูกไฟช็อตก็คือเราสองคนดั้นด้นพสุธามาทำงานที่ต่างจังหวัดแล้วบุพเพอาละวาดก็เสือกบันดาลให้เราสองมาพบสบตากัน และก็ได้อยู่หอด้วยกัน แต่พ่อแม่ไม่มีใครรู้ พวกเขานึกว่าเราเรียนจบ แล้วแยกย้ายสำมะโนครัวไปทำงานกันคนละทิศคนละทวีป เพียงแต่ยังคบกันและรักกันอยู่เช่นเดิม (หารู้ไม่ว่าอิอิ) แต่เราก็คิดมากนะ คิดจนหัวจะพองออกเป็นลูกโป่งแล้ว พ่อแม่เรายังไม่รู้ว่าเราชั่วร้ายแค่ไหน แล้วเราก็ไม่อยากให้รู้ด้วย เดี๋ยวตายโหงก่อนได้แต่งงาน คิดแล้วกลุ้ม ลูกโป่งไมเกรนสีชมพูกำลังพองออกๆเรื่อยๆ ไม่รู้วันไหนจะระเบิด

เราก็อยากอยู่กับแฟนเรานิ่ คนรักกันก็อยากอยู่ใกล้ชิดกันเป็นธรรมดา ว่ามะ เราว่าคนที่รักกันมาก แต่หาเรื่องจะไม่อยู่ด้วยกันนี่สิมันผิดธรรมดา เราก็อยากใช้ชีวิตและใช้อะไรต่อมิอะไรร่วมกับแฟน (อิอิ) แต่ทำมั้ยทำไมคนอื่นมันต้องมองเราในแง่ไม่ดีด้วยนะ ทั้งๆที่สิบชาติผ่านมา เรายังไม่เคยเห็นเขาสีข้าวมาให้เราหุงกินเลย เราก็คิดๆๆๆ หาทางออก พอหาทางออกไม่ได้ เราสองคนก็หาทางเข้าทุกครั้งเลย (อู๊ย น้ำลายไหล อิอิ) แต่เรากับแฟนไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันเลยนะ จริงๆนะ สาบานให้ฟ้าผ่าเลยเอ้า (เปรี้ยง!) แหะๆๆๆ อ๊ะ ก็เราสองคนรักกันนี่ ทำไงได้ล่ะ ท่านผู้ชมทางบ้านคิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วจำเป็นต้องมีอะไรกันหรือเปล่า และถ้าเราบอกว่าเราสองคนไม่เคยไม่มีอะไรกันจะมีคนเชื่อมะ 

ตอนนี้เราก็ทำงานได้สามเดือนแล้ว ถูกไล่ออกแล้วด้วย ใช่อยู่ สำหรับเขา เขาไล่เราออก แต่สำหรับเรา เขาเชิญเราไปพักผ่อนยาวต่างหากล่ะ แฟนเราก็เลยต้องทำงานหาเงิน รับผิดชอบครอบครัวคนเดียว เราก็กลุ้มใจ๊ กลุ้มใจ เราก็หันไปเอาดีด้านเล่นไพ่กับเพื่อนบ้านเพื่อช่วยแฟนหาเงิน ปรากฏว่ามีแต่เสียกับเสีย แฟนก็บ่นว่าเราใช้เงินในทางที่ผิด เราก็เถียงซะเลย ว่าเราหวังดี ช่วยหาเงิน ถ้าเรานั่งงอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ เราเองก็ไม่สบายใจ สุดท้ายเหรอคะ แฟนต้องเที่ยวไปหาขอเงินญาติกามาใช้หนี้ที่เราเล่นไพ่เสีย แล้วเขาก็บังคับให้เรางอมืองอเท้าอยู่บ้านเฉยๆ เรารู้สึกว่าเราไร้ค่ามากเลย เบื๊อเบื่อ ตอนนี้ก็เลยหันมาเอาดีทางด้านคบหาสมาคมกับเพื่อนบ้านละแวกนั้นเอาไว้เป็นเพื่อนคุยแก้เหงา ฉันได้เพื่อนบ้านใหม่ค่ะ เขาเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬามาก เราพบกันโดยบังเอิญ

แบบว่าตอนกลางวันแฟนเราไม่อยู่ เราก็อารมณ์เปลี่ยว นอนเล่นมิวสิคคนเดียว ไม่รู้จะทำอะไรดี เฮ่อแฟนก็ไปทำงาน    
สามวันก่อน(ของวันเกิดเหตุ) มีหนุ่มนักกีฬามาเช่าบ้านอยู่ละแวกนี้ เราก็อยากไปพูดจาปราศรัยด้วย จะถือวิสาสะเดินโทงๆมุ่งตรงเข้าไปคุยด้วยเลยก็น่าเกลียดกระไรพิกลๆอยู่ ก็เลยเดินผ่านหน้าบ้านเขาบ่อยๆทำท่าว่าจะไปซื้อซอสซื้อน้ำปลาปากซอยเพื่อที่จะได้ชำเลืองชะม้อยชะม้ายชายตามองเขาเวลาใส่กางเกงตัวเดียวนั่งอยู่หน้าบ้าน หลังๆมาชักใจกล้าหน้าแผ่นคอนกรีต ทำขนมปังร่วงหน้าบ้านเขา หมาอุบาทว์มาแต่ไหนไม่รู้ วิ่งมาคาบไปแดกเลย สุดท้ายก็ใช้แผนไปล่อลวงเขามาซ่อมไฟให้ วันนั้นว่างงานมาก ก็เลยเอากระบอกฉีดน้ำฉีดอัดน้ำเข้าไปในโพรงปลั๊กไฟ มันเลยช็อต ดับพรึ่บ ฟิวส์ขาดกระดอนเลย ดีนะที่ไม่ช็อตดับอนาถคาบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร เพลิงลุกไหม้คลอกร่างลงข่าวหน้าหนึ่งไปเลย

เมื่อไฟช็อตสมใจเราแล้วเราก็อิอิ   

และแล้ว เขาก็มาซ่อมไฟให้ เราก็ฉลาดนะ รีบลงมือแต่เช้าเลย มีเวลาเหลืออีกอักโขพอที่จะชวนเขาทานข้าวเป็นการขอบคุณได้ และแล้วเราก็เลยตอบแทนบุญคุณเขาหมดเนื้อเลย จะได้ไม่มีบุญคุณค้างคา คาราคาซังน่ารำคาญกันอีกในภายภาคหน้าไง

วันต่อมาเราก็เอาค้อนทุบท่อประปาแตก พระเอกนักกีฬาหนุ่มรูปหล่อหุ่นเร้าตัณหาก็มาอีก ก็ตอบแทนบุญคุณเขาอีก คือเราเป็นคนกตัญญูชนิดฉับไวน่ะ ไม่อยากให้บารมีเขาตามค้ำคอในภายภาคหน้า 

วันต่อมาแจกันบนทีวีก็ล้มเพราะบังเอิญมือฉันเฉียดไปปัด ล้มเลย แจกันใส่พลูด่าง น้ำไหลเข้าเครื่อง ช็อตไม่ช็อตก็ควันพวยพุ่งเลยล่ะ แล้วเขาก็มาอีก เฮ่อ บุญคุณของเขาช่างยิ่งใหญ่ ยากที่จะตอบแทนหมดเสียจริง  เราใช้เวลาในการตอบแทนบุญคุณเขาแต่ละครั้งหลายชั่วโมงน่าดู   

และแล้วก็มาถึงวันนี้ เราก็อยากจะให้ทางบ้านรู้เต็มแก่ ว่าเราอยู่กับแฟน ทั้งทางบ้านเราและทางบ้านเขา จะได้ไม่คาใจ นานไปจะเป็นปัญหา นี่ถ้าเป็นแต่ก่อน เราอาจจะลำบากใจมากกว่านี้นะ  แต่ตอนนี้ พวกเขาคงใจอ่อน  เพราะเห็นแก่เจ้าตัวเล็กในท้อง เราท้องอ่อนๆมาได้สามเดือนแล้ว   เราเป็นสุขมากเลย เราภูมิใจมากที่สามารถทำให้แฟนเรามีลูกสมใจเสียที

  แต่มันกลับไม่ลงเอยง่ายดายอย่างที่คิด  ชีวิตไม่ใช่หนังน้ำเน่า โธ่ ชีวิตช่างเหมือนฟ้าแกล้ง โชคชะตาช่างเล่นตลกกับคนที่ไม่มีทางออกเสียเหลือเกิน

 เรากลุ้มหนักกับปัญหาที่ประดังเข้ามาเสียบแทรกในชีวิตแทนความปลื้มปีติยินดี เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่า
   
.
.
.
.
  แฟนเราเป็นหมัน
 
.
.
.
.
.
.				
24 เมษายน 2548 13:38 น.

@พวกเขาน่ะชิงชังรังเกียจดิฉันเหมือนดิฉันเป็นบุปผาราตรีเฟส 2@

วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์

ฉันผิดหรือ?
Am I wrong?
(คำสารภาพของผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเสียสละ)


ดิฉันอายุ 22 ปี แต่งงานมาได้ 8 เดือนแล้ว 

ความทุกข์ของดิฉัน (สูดลมหายใจ)
เริ่มต้นเมื่อ (เม้มปาก ยิ้มโศกๆ) 
ดิฉันมาอยู่บ้านสามี (น้ำตาคลอเบ้า) 
ตั้งแต่วันแรก ท่านขา หนังน้ำเน่ามีจริง คือว่า ตั้งแต่วินาทีแรก ทางบ้านเขาก็ปล่อยระเบิดตูมใส่ฉันเลย คือพวกเขาไม่ยอมรับดิฉัน มีทิฐิมานะสูง พูดจา ด่าทอ เสียๆ หายๆ ลามด่าพ่อล่อโคตรดิฉันเพียงเพราะว่าดิฉันเป็นลูกคนจน(จนกว่าฝ่ายทางบ้านสามีประมาณ 13.275 เท่า) บางทีด่าดิฉันแล้วกลัวดิฉันฟังคำด่าไม่ออกก็ลงทุนจ้างล่ามมาแปลไทยเป็นไทย เพื่อให้ดิฉันเจ็บปวดได้สะดวกรวดเร็ว กระชับฉับไวขึ้น  ตั้งแต่กระนั้นเป็นต้นมา ดิฉันกลัวมากกับการที่จะต้องอยู่ที่บ้านนรกนั้นคนเดียว เพราะเวลาที่สามีดิฉันไม่อยู่ มหันตภัยร้ายก็คืบคลานเข้ามาเยือนชีวิตดิฉัน ญาติพี่น้องเขาน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าก่อกรรมทำเวรอะไรร่วมกันมาแต่ชาติปางไหน ดิฉันนั่งหายใจอยู่เฉยๆก็มาว่ากระแนะกระแหนดิฉันหาว่าดิฉันหายใจเอาอากาศในบ้านไปใช้ สิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในบ้านเขา  ดิฉันก็ต้องเอาถังไปตักอากาศนอกบ้านมาเทคืนให้เขา แล้วจากนั้นดิฉันจะต้องออกไปหายใจข้างนอกเหรอคะท่าน แล้วดิฉันจะสามารถเข้าบ้านได้เฉพาะตอนที่ว่างจากการหายใจแล้วเหรอคะ เขาจะเอาให้ดิฉันถึงตายเลยเหรอคะ (ฮือ ฮือ) 

ดิฉันมาอยู่ที่นี่ไม่รู้จักใครเลยสักคน...ยกเว้นพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายายของเขา (ฮึ!อย่าให้ฉันสาวเอาประวัติมาตีแผ่รายบุคคลนะคะ จะหาว่าไม่เตือน) รวมไปถึง หมาทุกตัว แมวทุกตัว ปลาหางนกยูงในอ่าง แมงมุม จิ้งจก แมลงสาบและมดปลวกในบ้านของเขา(ดิฉันเมตตาสัตว์มาก ดิฉันเลี้ยงไว้ดูเล่นด้วยความเมตตากรุณาในจิตใจ โดยเฉพาะ 5 ประเภทหลังที่กล่าวไป) ดิฉันหวังดีต่อพวกเขาทุกคน เคารพและให้เกียรติอย่างสูง แต่พวกเขาน่ะชิงชังรังเกียจดิฉันเหมือนดิฉันเป็นบุปผาราตรีเฟส 2 เพียงเพราะครอบครัวดิฉันจนกว่าพวกเขา 13.275 เท่า เวลาสามีออกไปทำงานข้างนอกดิฉันต้องอยู่คนเดียวทุกครั้ง ดิฉันหวาดเสียวในหัวใจ ดิฉันนอนหลับอย่างไม่เป็นสุข เลยตื่นเอาตอน 11 โมงเช้า เพราะดิฉันรู้ตัวดีว่าตื่นมาก็ต้องพบหน้าพวกเขา ก็เลยหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ฉันผิดหรือ?

และแล้ว แอ่น แอน แอ๊น ว่าแล้ว มันจะต้องเกิดเรื่องอย่างที่ดิฉันหวาดผวากับชีวิตดิฉันจริงๆ เวลาที่สามีดิฉันออกไปนอกบ้านทุกครั้ง ย้ำ ทุกครั้ง พวกเขาก็จะรุมกล่าวหาว่าดิฉันตื่นสาย อายทำกิน หมิ่นเงินน้อย คอยวาสนา เขากล้าหยามน้ำใจและใส่ร้ายดิฉันอย่างรุนแรง พวกเขาใส่ร้ายว่าดิฉันตื่นนอน 11 โมงเช้า ดิฉันมีเหตุผลที่ต้องตื่น 11 โมงเช้า เพราะถ้าดิฉันตื่นมา 6 โมงเช้า พวกเขาก็จะใส่ร้ายหาว่าฉันตื่น 6 โมงเช้าอีกล่ะ 

ดิฉันอยากจะจับไข่ เอ๊ย จับเข่าคุยกับสามีอย่างเป็นทางการ ให้เขารู้ว่าดิฉันไม่อยากให้เขาออกไปไหนนานๆ ดิฉันรู้ รู้ดีว่าพวกเขาต้องรุมกัดดิฉัน ดิฉันอยากอยู่ใกล้ๆสามี อยากได้รับความอบอุ่นกับเขาตลอดเวลา ไม่อยากให้เขาทิ้งดิฉันไว้เพียงคนเดียว อย่างเวลาที่เขาออกไปพบปะเพื่อนฝูงบางครั้งบางคราว เป็นอะไรที่ไม่สบอารมณ์ดิฉันอย่างรุนแรง ดิฉันมักจะอาละวาด ทำลายข้าวของ เพราะฉันรู้ว่าเขาอยู่กับเพื่อนแล้วเขาต้องลืมดิฉันแน่ๆ เขาต้องมีการสังสรรค์กัน เขาต้องสนุกสนานจนลืมนึกถึงความทุกข์ขมตรมเศร้าของดิฉัน ดิฉันไม่ยอม 

เปรี้ยง!โครม! เสียงดิฉันเอาไม้เบสบอลฟาดลงบนตู้กระจกไม้สักทองที่มีเครื่องถ้วยลายครามและชามสังคโลกของพ่อแม่สามีวางโชว์อยู่ในนั้น สามีดิฉันกลับดึก! เข้าใจภาษาคนมั้ยคะ ว่าเขากลับดึก! ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก ญาติกาของสามีดิฉันแตกตื่นแห่กรูออกมาจากห้องครัว(พวกเขากำลังทำอาหารเย็นอยู่) พ่อของเขาซึ่งนั่งรอดูข่าวในพระราชสำนักอยู่ก็ปรายหางตามาด่าดิฉันสาดเสียเทเสีย ว่าดิฉัน เอาแต่ใจ ไม่มีเหตุผล มันเป็นคำที่หยาบคายมาก เขาว่าฉันไม่รู้จักเชื่อฟังคำอบรมของพ่อแม่หรือไง นั่นไงล่ะท่าน เขาไล่พ่อล่อโคตรดิฉัน! 

ดิฉันร้องไห้ น้ำตาร่วงริน ท่วมฟ้าท่วมดินไม่อยากจะกิน จะนอน ดิฉันอยากจะเอากระดูกยัดปากพ่อผัวเสียจริงจริ๊ง ฮือๆๆๆ

สองทุ่มห้านาที สามีดิฉันกลับมา ดิฉันไม่พูดอะไร เอาแต่ร้องไห้ แต่สายตาของดิฉันมันต่อว่าเขานัยๆว่า กลับมาทำไมดึกดื่นขนาดนี้! นี่มันตั้งสองทุ่มห้านาที อุ๊ยนั่น หกนาทีแล้ว ทำไมเขาเหลวไหลได้ถึงเพียงนี้

ก็บอกแล้วไง ดิฉันไม่อยากให้สามีออกไปไหนเลย โดยเฉพาะกับเพื่อนเขา อย่าว่าเลย แม้แต่ออกไปทำงาน ดิฉันยังไม่อยากให้เขาออกไปเลย ดิฉันกลัวเขาจะเห็นผู้หญิงสวยๆ แม้ว่าจะไม่ได้คิดหาเศษหาเลย แต่ดิฉันก็ไม่อยากให้เขาเห็น ดิฉันอยากเอากาวตราช้างทาปิดตาเขาไว้ ไม่ให้เขาเห็นสาวสวยๆ ปิดปากเขาไว้ไม่ให้เขากินเหล้า หรือหัวเราะเฮฮากับเพื่อนฝูง ปิดหูไว้ไม่ให้ได้ยินเสียงเพื่อนๆพูดตลกขบขันคลายเครียด ปิดจมูกไว้ไม่ให้ได้กลิ่นหอมอื่นใดนอกจากความหอมของดิฉัน ไม่อยากให้พวกเขาสังสรรค์สนุกสนานจนลืมความทุกข์ของดิฉัน เสียงหัวเราะของพวกเขามันบาดกรีดทุกห้วงความรู้สึกของดิฉัน ดิฉันเกลียดเสียงหัวเราะ ดิฉันนอนร้องไห้คนเดียว ดิฉันไม่อยากอยู่คนเดียว ดิฉันผิดไหมคะ ?  
ตอนนี้สามีดิฉันถูกไล่ออกจากงานราชการแล้ว เพราะเขาไม่ไปทำงานติดกันหลายวันเพื่อเอาเวลามาอยู่กับฉัน  ช่างแสนไม่มีระเบียบวินัยในตัวเองอะไรเช่นนี้ อยากขาดก็ขาด ไม่อยากไปก็ไม่ไป เขาแย่มากเลยใช่มั้ยคะ ตอนนี้ดิฉันกับสามี เปิดร้านอินเตอร์เน็ตด้วยกัน (สำหรับดิฉัน เราเปิดร้านด้วยกัน แต่สำหรับพ่อแม่เขา พวกเขาบอกว่าพวกเขาเปิดร้านให้ลูก ก็ช่าง!ดิฉันจะไม่คิดเล็กคิดน้อย มันน่ารำคาญ) 

ดิฉันดูแลร้านและงานทางด้านเอกสารบ้าง ส่วนสามีจะทำหน้าที่ในงานซ่อม เพราะเขาก็มีความรู้ในด้านอิเล็กทรอนิกส์บ้าง เราเปิดร้านตั้งแต่ 8โมงเช้า ถึง 5 ทุ่มทุกวัน แต่ดิฉันก็ตื่น 11 โมงเหมือนเดิมเพราะกลัวคนมันจะพูดได้ ว่าดิฉันเป็นคนไม่เสมอต้นเสมอปลาย  

บางทีสามีก็ออกไปซ่อมข้างนอกบ้าง นั่นแหละค่ะ มันทำให้ดิฉันใจจะขาด ไม่สบอารมณ์ดิฉันเลย ลูกค้าเทวดาทั้งหลายมันไม่เคยคิดจะเอามาซ่อมที่ร้านหรือไง ทำตัวเป็นพระเอกนางเอกหนังน้ำเน่า ที่เวลาแต่งงานก็ต้องให้นายอำเภอเอาทะเบียนไปให้จดที่บ้าน เป็นท่านเจ้าคุณที่ต้องให้หมอไปตรวจถึงตำหนัก ทุเรศ! 
ดิฉันติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลามีลูกค้าเข้าร้านดิฉันจะทำความสะอาดร้านเลย เพราะไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท บอกแล้วไงว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆดิฉันไม่อยากเอามาคิดให้รำคาญหรอกค่ะ แต่ถ้าไม่มีลูกค้าฉันก็จะนั่งเล่นเพิร์ธ ดูเว็บไซต์รูปภาพอนาจาร  ทั้งร้านโดยภาพรวมแล้วดิฉันทำงานหนักที่สุดเลย บางทีรับงานพิมพ์บ้าง ดิฉันก็จะนั่งพิมพ์ตรงเครื่องเซิฟเวอร์ทั้งวันจนกว่างานจะเสร็จ (ประมาณ2หน้าครึ่งต่อวัน) งานเยอะมาก ดิฉันทำงานหนักคนเดียว เหนื่อยมาก สายตัวแทบขาด แต่ก็ไม่เคยบ่นเบาๆคนเดียวสักที บางทีถ้าสามีรับงานข้างนอก ดิฉันจะรู้สึกเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยววังเวงใจ ดิฉันก็จะออกไปกับสามี (ปิดร้านเลย) 

ท่านคะ ไม่รู้ดิฉันไปทำบาปทำกรรมร่วมกันมาแต่ชาติปางไหน พวกเขาถึงต้องเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตคู่ของดิฉัน พวกเขาทำให้ชีวิตคู่ของดิฉันต้องล่มจม ถ้าดิฉันไปกับสามี ดิฉันก็จะโดนด่าพ่อล่อโคตร สาปแช่งให้ฉันตกนรกหมกไหม้ พวกเขาเลวและชั่วช้าสามานย์เกินกว่าที่ดิฉันจะทานทนไหว แต่ก็ทน เพราะดิฉันไม่มีที่ไปแล้วค่ะท่าน ดิฉันห่างผัวไม่ได้ ต้องตามก้นแจ ญาติพี่น้องเขาไม่รู้เลยว่า หน้าที่ของดิฉันที่จะต้องทำมันมีอะไรบ้าง รายละเอียดของงานมันมีอะไรบ้างดิฉันต้องตามไปดูว่าสามีหัวเราะกับใครหรือไม่  ต้องไปคุมว่าเขาได้เจอกับผู้หญิงวัย 45 ลงมาหรือไม่ เจอน่ะเจอได้แต่ห้ามคุย ห้ามสบตา ห้ามเข้าใกล้เกิน 1.25 เมตร ห้ามหายใจร่วมกันเด็ดขาด(ดิฉันมีสิทธิ์หายใจร่วมกับสามีแค่คนเดียว) แล้วต้องไปสังเกตการณ์ว่าเขาทุ่มเทให้กับการงานจนลืมความทุกข์ของดิฉันหรือไม่ เวลาที่เขายิ้ม มันตอกย้ำว่าฉันมีความทุกข์ มันทำให้ดิฉันปวดหัวไมเกรนจี๊ดๆ เวลาที่เขาหัวเราะมีความสุข ดิฉันเหมือนตกนรกทั้งเป็น!
พวกเขารู้มั้ย! ไม่เคยรู้พวกเขารู้เพียงว่า ทำไมดิฉันต้องไป มันไม่ใช่งานของดิฉัน 

ใช่! ดิฉันไม่รู้เรื่องงานของสามีเลย ดิฉันก็จบทางด้านคอมฯ มาเหมือนกันแต่ทำอะไรไม่ได้ เขาก็น่าจะรู้ ว่าดิฉันเปลี่ยนลายเพนท์เล็บทุกวัน ถ้ามีรอยขูดขีดมาล่ะ วันทั้งวันนั้นดิฉันก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ใช่! ดิฉันช่วยงานสามีไม่ได้ แค่อยากจะรู้ว่าเขาอยู่สุขสบายดีมั้ย เขาหัวเราะกับใครหรือไม่ เขาทุ่มเทกับงานจนลืมความทุกข์ของดิฉันหรือไม่ ดิฉันผิดหรือ?

ดิฉันผิดหรือ ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องอาฆาตแค้นดิฉันนักหนา เพียงเพราะว่า พ่อฉันไม่ได้รับราชการ ไม่ใช่คนร่ำคนรวยและจนกว่าพวกเขา 13.275 เท่า เพียงแค่นี้เองเหรอ (ฮือๆๆๆ)ถึงดิฉันจะทำดีแค่ไหน แต่ดิฉันก็ยังจนกว่าพวกเขา 13.275 เท่า!  



ข้อคิดคำคม :
 เราเลือกที่จะเกิดมารวยไม่ได้ แต่เลือกที่จะเกิดมาจน เอ๊ย เป็นคนดีได้				
23 เมษายน 2548 19:19 น.

@ ถึงเธอ..ผู้หญิงที่ดีเกินไป…ผู้อยู่ในใจตลอดกาล @

วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์

ถึงเธอ..ผู้หญิงที่ดีเกินไปผู้อยู่ในใจตลอดกาล 
Oh my too good lady


ผมดูหนังมาหลายเรื่องแล้ว ผมไม่รังเกียจประเภทของหนังนะ ผมแยกแยะออกว่าอะไรคืออะไร ผมเข้าใจอะไรๆได้ดี แต่ทุกครั้งที่ผมดูหนัง ผมมักจะร้องไห้สะอื้นฮักๆจนหายใจไม่ออก หัวเราะก๊าก ร้องหวีด ขวัญผวา นอนไม่หลับร่วมสัปดาห์ เกลียดตัวร้ายในหนังเข้ากระดูก ถ้าเดินผ่านกันที่ห้าง ผมจะเตะแล้วกระทืบไม่เลี้ยงเลย ฯลฯ

	หนังน้ำเน่าผมก็ดูนะ สนุกดี ได้เจอความรักที่ซ้ำๆกันกับอีกหลายๆเรื่องดี และคำที่ได้ยินซ้ำบ่อยๆก็คือ คำว่าดีเกินไป ผมเคยได้ยินแต่ในหนังนะ ความรู้สึกของผม ผมไม่เคยนึกเลยว่านี้คำนี้มันจะมีในโลกนี้จริงๆ

	แต่ก่อนผมคิดว่า คำว่าดีเกินไปมันจะมีแค่ในนิยาย คือมันเป็นคำที่ฟังดูหรูมาก ไพเราะนิดๆ กินใจหน่อยๆ เวลาจะเลิกกัน ใครที่ใช้คำนี้จะดูมีคลาสมาก เป็นการบอกเลิกแบบผู้ดี๊ผู้ดี คือไม่ใช่การบอกเลิกแบบแจกถ้วยแจกถัง ขว้างเขียงเขวี้ยงกะละมังใส่หัวกัน

	วันนี้ คำว่าดีเกินไป มันได้เกิดขึ้นจริงๆกับชีวิตผม ประสบการณ์ที่ยากแก่การจดจำ เอ๊ย ลืมเลือน อารมณ์นี้เกิดขึ้นโดยตรงกับผมเมื่อไม่นานมานี้
อดีตอันหวานชื่น สี่ปีที่ผ่านมา

	ผมได้มีโอกาสพบเจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง เราเห็นกันครั้งแรกในวันรับน้องที่มหาวิทยาลัย เธอเกิดก่อนผมหนึ่งปี แต่ปีกลายเธอสอบเอนทรานซ์ไม่ติด ปีนั้นก็เลยมาสอบใหม่ ก็ไม่รู้นะครับว่าเราเคยทำบาปร่วมชาติ คว่ำบาตรร่วมกันมาแต่ชาติปางไหน ถึงได้บังเอิญมาพบและมาพาลกัน

	เธอเรียนอยู่อีกคณะหนึ่ง ส่วนผมเรียนอยู่อีกคณะหนึ่ง ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะไม่บอกชื่อคณะและสถาบัน เพราะเกรงว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงอย่างยิ่งยวด

	หน้าตาเธอไม่ใช่ขี้เหร่ๆเลยนะ จัดว่าเป็นผู้หญิงที่สวย เพียงแต่เสียชาติเกิดตรงที่เธอไม่หมวยเท่านั้นเอง เธอรู้จักกับผม เพราะผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนอยู่กับเธอ เรารู้จักกันเพราะเพื่อนแนะนำ

	ตอนนั้นผมเล่นเน็ตนะ ความใฝ่ฝันคือ อยากเจอผู้หญิงหมวยๆสักคนที่มีบุพเพสันนิวาสร่วมกัน แต่แล้วก็สุดความพยายาม ผมจีบสาวหมวยทางเน็ตไม่ติด 

	แต่ก่อน เวลาเจอกัน เธอจะเข้ามาทักทาย(หาเรื่องตอแยกับ)ผมก่อนตลอด ผมก็ไม่ได้หลบ แต่ก็รำคาญ ไม่ได้ชอบเธอเลย.. แต่เธอก็ไม่ลดละความพยายาม เพราะพิษความหล่อของผมแท้ๆ 

ผมมาคิดไปคิดมา เธอก็ขาวเหมือนกันแฮะ แค่ไม่หมวย ก็เลย ปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรมและทัศนคติของตน จนลวงตัวเองสำเร็จ ว่าเธอขาวสวยหมวยเซ็กส์ สุดท้าย ก็ลงเอยด้วยดี

ผมจีบเธอครั้งเดียว เธอตามผมแจไม่ยอมรามือ เธอตามไปที่หอผมบ่อยๆ เราฟังเพลงอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องนอนผม (เอ๊ะ บรรยายเหมือนหนังสือเพลย์บอยไปมั้ยเนี่ย) วันนั้นฝนตก ฟ้าร้อง (เอาเลย หนังไทยย้อนยุค ชัวร์ๆ) สุดท้าย ผมก็เลยรวบหัวรวบหาง ตัดริบบิ้น เปิดซิงซะเลย (อิอิ) มาตื๊อบ่อยดีนักสม 
ปรากฏว่าสมใจเธอสิครับ

เราตกลงเป็นแฟนกัน และคบกันมาเรื่อย ๆ เพราะผมขี้เกียจเล่นเน็ต กะว่านานๆค่อยไปเล่นหาขาจรสักครั้ง ส่วนเธอ ผมยอมให้เป็นตำแหน่งขาประจำ เธอเซ่อมากครับ ตามใจผมตลอด และก็ทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยดีมาโดยตลอด เธอชอบเรียกร้องความรัก ซึ่งผมรำคาญ ผมต้องการเซ็กส์อย่างเดียว เธอเป็นแค่เครื่องยึดเหนี่ยวทางกาย ผมอยากจะบอก แต่กลัวเธอพล่าม ถามทวงลำเลิกบุญคุณ
ผมไม่ได้แคร์หรือห่วงใยอะไรนักหรอก ก็แค่ลูกเป็ดขี้เหร่ในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็ไม่ยอมหนีไปไหน

 	เธอย้ายมาอยู่กับผมที่หอครับ มหันตภัยร้ายมาเยือนแล้ว
	แต่ก็ดี ผมจะได้โขกสับใช้งานเธอสารพัด เงินที่จ้างร้านซักรีดก็จะได้เอาไปเล่นเน็ต อิอิ ฉลาดล้ำลึก ช่วงนั้นเธอมาอยู่ที่หอกับผม หลังเลิกเรียนเธอกลับบ้านตรงเวลา (นี่แหละ ที่เรียกว่าดีเกินไป ห้องนอนผมไม่ว่างเลย ผมต้องเสียค่าโรงแรมบ่อยๆเวลานัดเจอสาวทางอินเตอร์เน็ต) ทำงานบ้าน ซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว และ(เสร่อ)เป็นอย่างนี้เสมอต้นเสมอปลาย

  	ผมทนไม่ไหวก็หาสาวใหม่ไปพัวพัน ไปนอนค้างบ้านสาวบ่อยๆ ปล่อยเธอไว้คนเดียว ผมไม่รู้จริงๆนะครับ ว่าเวลาอยู่คนเดียว เธอร้องไห้ด้วย (ก็ใครจะไปรู้ล่ะ หน้าตาเธอไร้อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดมาก เหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ยังไงยังงั้นเลย) 

ผมสงสารเธอจับใจอย่างสุดซึ้ง และแล้วผมก็กลับมาคืนดีกับเธอและอยู่ด้วยกัน (ตอนนั้นสาวใหม่ของผมไปนอนกับหนุ่มทางเน็ตคนใหม่)
วันหนึ่ง ผมมีปัญหากับทางบ้าน พ่อผมไล่ผมออกจากบ้าน เพราะเรื่องไม่เป้นเรื่องหรอก ช่างมันเหอะ ในความรู้สึกของผมตอนนั้นคือผมไม่มีที่พึ่งแล้ว อยากเริ่มชีวิตใหม่ข้างนอกโดยไม่ง้อทางบ้าน เฮ่อผู้ดีตีนแดงอย่างผมจะไปทำมาหากินอะไรเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองรอดล่ะครับท่าน แต่ลูกผู้ชายชาติทหารอย่างผมต้องอดทนจนถึงที่สุด จนสุดท้ายผมร้องไห้คร้าบ..บ..บ

 	และแล้ว ผมก็เริ่มรักเธออย่างจริงจัง(แม้ว่าจะไม่จริงใจอิอิ) ตอนที่ผมหมดหนทาง เหมือนหมาจนตรอกเลยง่ะ ผมกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นขี้มูกพองแวบ พองแวบอยู่ดีๆ เธอก็ยื่นยาดมมาให้ผมดม ตกใจหมดเลย โผล่มาเงียบๆไม่ให้สุ้มให้เสียง ผมอยากจะตะคอกใส่หน้าเธอว่าผมไม่ได้จะเป็นลม พ่อแม่ผมไม่ได้ตาย ผมไม่ใช่เจ้าคุณย่าในหนังที่ลมจับสลบไสลลงทันทีที่รู้ว่าหลานชายรถคว่ำ แต่ผมก็ตื้นตันใจ เธอคงอยากจะปลอบใจ แต่ด้วยความไม่มีมันสมองของเธอ เธอจึงทำได้แค่นั้น ถ้าเป็นผู้หญิงมารยาสาไถจัดแบบคนอื่น คงจะปลอบขวัญ ช่วยเช็ดน้ำตาและกดหน้าผมซบอกไปแล้ว แต่นี่เธอ เธอโง่มาก ซื่อมาก ผมรักในความโง่ซื่อของเธอวันนั้นเอง ผมนั่ง เอาน้ำตาเช็ดหัวเข่า เธอมาโอบผมข้างหลังเพราะไม่มีปัญญาจะหาคำสบายๆใจมาปลอบ ผมรู้สึกว่าน้ำตาอุ่นๆของเธอหยดลงกลางหลังผม เธอร้องไห้กับผมครับ เธอหมดปัญญา เธอสิ้นคิดอย่างรุนแรง ว่างมาก ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ก็เลยร้องไห้กับผมซะเลย (ไม่รู้จะร้องทำไม ถอดทองในคอให้ผมซะก็น่าจะเวิร์คกว่า)

	และแล้ว เราสองคนก็ส่ายสะโพกโยกย้ายออกจากหอเก่า มาเช่าอยู่หอถูกๆด้วยกัน เพราะเธอได้เงินจากทางบ้านแค่เดือนละสี่พัน ส่วนผม แม่แอบโอนมาให้เดือนละสองพัน ก็รวมกัน ใช้ด้วยกันได้อย่างพอเพียง.. ถ้าไม่มีเธอ ผมคงไม่มีที่ซุกหัวนอน ผมไม่เคยชินกับการนอนห้องพัดลม ห้องน้ำเป็นส้วมซึม แต่ก่อนนอนห้องแอร์อย่างดี ห้องน้ำก็งามราวสวรรค์ แต่ไม่เป็นไรครับ ส่วนเธอ จะห้องแอร์ห้องพัดลม พื้นปูพรมหรือปูเสื่อน้ำมัน ก็ยังซักผ้าล้างจาน ทำความสะอาดบ้านคนเดียวและ(เสร่อ)กลับบ้านตรงเวลา ดังเดิม

   	ช่วงนั้นผมก็ไปรับจ๊อบ ไปเฝ้าร้านอินเตอร์เน็ตให้รุ่นพี่ ผมรับกะดึกจากห้าโมงเย็นถึงตีสอง ถูกใจผมสิครับทีเนี้ย หลังจากที่เริ่มอยู่ตัวมีงานมีการทำ มีรายได้พอประทังลำไส้ ผมก็ไปติดสาวอีก... 
 	ผมกลัวว่าเธอจะทะเลาะเบาะแว้งกับผมอีก ผมรำคาญ เธอชอบบ่น 	แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ฟ้าก็บันดาลให้เพื่อนของเธอมาปลอบใจและให้คติเตือนใจเธอไว้ว่า 

	จงปล่อยเขามีชีวิตอิสระ		
และควรจะชนะใจด้วยไม่หวง
	หากวันใดเขาเจ็บช้ำระกำทรวง	
น้ำตาร่วง มันต้องกลับมาตายรัง - ชัวร์ๆ	

	ด้วยอำนาจอภินิหารของคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของเพื่อนเธอ เธอจึงยอมปลดแอก ปล่อยผมให้เป็นอิสระ แล้วก็ทำตัวเป็นแม่พระเพื่อชนะใจผม 
เข้าล็อกผมพอดีละสิครับท่านผู้ชม อิอิ
ผมยอมรับว่าผมเลวมากขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง ถึงมากและมากที่สุด ตามลำดับ ยิ่งเห็นเธอเป็นแม่พระ นางฟ้า แม่ชีมากขึ้นเท่าไหร่  ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเลวมากขึ้นเท่านั้น

ผมใช้ความรุนแรงกับเธอด้วยนะ ทุบตีเป็นประจำไม่ได้วางมือวางตีน ใกล้กันหน่อยเป็นได้เลือด เก็บบาดแผลไปลูบไล้สูดปากโอยๆในห้องเล็คเช่อร์ อาจเป็นเพราะเธอชอบความรุนแรงเป็นทุนเดิมด้วยมั้ง (อันนี้ผมเดานะ ผมก็ไม่แน่ใจ) อิอิ แต่ที่แน่ใจ เวลาเธอโดนผมตบ เธอจะลอยคว้างและยิ้มนิดๆ เหมือนกับว่า โอยกูมีความสุขอย่างรุนแรงว่ะพรรคพวก อารมณ์นี้เลย แล้วก็บรรจงร่วงลงไปนอนกองบนพื้นเหมือนขยะมูลฝอย เอามือค้ำพื้น ยันตัวเองขึ้นนั่ง หอบหายใจฮืดๆ เลือดซึมเล็กน้อยพอให้ชีวิตมีสีสัน (หมายเหตุ : ผมกัดฟันทำหรอกนะ ที่ทำก็เพราะว่าจำเป็นจริงๆ คือ อยากเห็นเธอมีความสุข) เวลาที่เห็นเธอยิ้มนิดๆ สายตามองลงที่พื้น น้ำตาซึมคลอเบ้า ผมมีความรู้สึกว่าเธอกำลังซึมซับและจดจำช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ในความทรงจำตราบนานเท่านาน ผมก็พลอยอิ่มใจและมีความสุขไปด้วย ที่มีโอกาสเติมรสชาติให้แก่ชีวิตเธอ (ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะเลวได้ขนาดนี้ ภูมิใจ๊ ภูมิใจ) 

เธอทนผมได้ทุกอย่าง ยินยอม ไม่ตอบโต้ เธอโง่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผมก็เพิ่มพลังกระทืบเธอให้แรงขึ้นอีกอย่างไม่ขัดศรัทธา  จนผมเหนื่อยล้า หมดแรง ผมชักจะอ่อนใจแล้วนะ ทำยังไงเธอก็ไม่เจ็บปวดสาสมใจผมสักที มาตรการสุดท้าย ผมบอกเธอว่าผมจะลากคอเธอ เดลิเวอรี่ไปส่งถึงบ้าน เคาะประตู แล้วประจานต่อหน้าญาติโกโหติกาของเธอว่าเธอเป็นเมียผม เธอแรดร่านมาหาผม มายั่วยวนผม เท่านั้นแหละเธอก็เลยแสดงความเจ็บปวดออกมา เพราะไม่อยากให้ผมไปที่บ้าน เธอคงกลัวว่าพ่อเธอจะอกแตกตายทันทีที่ผมแฉ (หมายเหตุ : ที่บ้านของเธอเป็นค่ายมวย) ฮ่าๆๆๆ ผมสะใจมาก สาสมใจที่เห็นเธอเป็นทุกข์  

สุดท้าย ผมทนพฤติกรรมของเธอไม่ไหว 

 	ผมตัดสินใจพาผู้หญิงทางเน็ตคนใหม่มานอนที่ห้อง.. โดยที่ระวังเป็นพิเศษ ผมกลัวเธอไม่รู้ เธอก็เลยรู้ คืนนั้นผมเฉดหัว เอาตีนถีบส่ง ไล่เธอไปนอนที่หอเพื่อน เธอก็ไปแต่โดยดี (พร้อมเลือดที่ไหลซึมเลอะขอบปาก) ผมดูไม่ออกว่าเธอเป็นทุกข์ทรมานใจบ้างหรือเปล่า สีหน้าเธอเฉยมากเลย แค่หน้าหงิกน้ำตาไหลเป็นทางเฉยๆ แบบว่า ผมอ่านความรู้สึกไม่ออก
เช้าวันใหม่ เธอก็ต้องมาเก็บกวาดวัสดุที่เหลือจากกิจกามเมื่อคืน (คงไม่ต้องบอก) เธอสะอึกเมื่อเห็นผมเอารูปผมกับสาวคนใหม่ใส่ในกรอบรูปที่เธอซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เธออาจจะเจ็บปวดทรมานใจขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้มีอะไรผุดมาโผล่ในมโนสำนึกของผม เพราะเธอก็ดูเฉย เหมือนเดิม ผมอ่านความรู้สึกไม่ออก
 	
ผมทนไม่ไหว หาเรื่องทะเลาะกับเธอเล่นๆ แบบว่าไม่มีอะไรทำอะ ผมไล่เธอหนี แต่เธอก็ยังอ้อนวอน และขอให้เราเหมือนเดิม เธอให้อภัยเสมอเพราะเธอรักผม  ผมเลี่ยน
 	เฮ่อ... ผมก็ผู้ชายใจอ่อนไหวคนหนึ่ง (ในใจผม ผมรักเธอนะ แต่ผมขอใช้ชีวิตเลวๆให้สุดขั้วก่อน) 

 	ประมาณก่อนที่จะเรียนจบ เราทะเลาะกันหนักเพราะเธอลืมจูบเท้าผมก่อนนอน เกือบเลิกกันแน่ะ ถึงขั้นที่เธอบอกว่าเธอทนไม่ไหวแล้ว ผมก็บ้าอำนาจ ฟาดโทรศัพท์มือถือไปใส่จอโทรทัศน์จนวินาศสันตะโรทั้งสอง ฉิบหายวายป่วง ยังผ่อนไม่หมดทั้งโทรศัพท์ทั้งโทรทัศน์เลย ( ไม่น่าเล้ย จริงๆผมรู้อยู่เต็มอกนะว่า ยังไง ๆ เธอก็ไม่เลิกกับผมหร้อก แต่อดไม่ไหว อารมณ์มันเป็นใหญ่ บรรยากาศเป็นใจ ชวนบ้าคลั่งทำลาย) 

	คืนวันพระจันทร์เป็นใจ ณ ราตรีกาลของสยามประเทศ มหันตภัยล้างแผ่นดินกำลังมาเยือน คราวนี้เธอเอามั่งครับ เพราะคงทนไม่ไหว และเหลืออดอย่างสาหัส เธอเพิ่งผ่อนทีวีและมือถือ(มาเอาใจผม)ได้สองเดือน แล้วต้องผ่อนไปอีกสองปีเศษเพื่อเศษทีวีและมือถือ เธอถลกแขนเสื้อ ทำท่าโหดมั่ง หลังจากที่ผมลงไม้ลงมือกระหน่ำทุบตีเธอตามหน้าที่ที่เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว 
เธอฮึด ลุกขึ้นสู้ เอาคืนมั่ง ต้องสู้ ต้องสู้จึงจะชนะ

 	เธอวิ่งเข้ามากระโดดถีบผมลอยติดข้างฝาผนังแล้วค่อยๆทรุดกายลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก กระหน่ำแจกหมัด เข่า ศอก ส้นตีนเป็นของชำร่วยแก่ชีวิตผม ทั้งเตะ ถีบ คาราเต้ หยิก บิด หมุนหนังผมเป็นจ้ำ ขากถุยน้ำลายและเสมหะใส่ผมจนหัวเปียก ส้นเท้ากระทืบนิ้วมือ เหยียบเนื้อชิ้นน้อยบี้ใส่พื้น จนผมร้องไม่เป็นจังหวะจะโคน บีบคอ เค้นขยำ ขย้ำ เขมือบ ตบซ้าย ตบขวา ถุยน้ำลายใส่หน้า แจกมะเหงก เขกมะกอก ดึงผม เอาไม้บรรทัดตีมือ เอาหนังสือมาทุบหัว จับหัวกดน้ำ เอาแป้งเย็นทาซ้ำ เปิดพัดลมเบอร์สามใส่ จนผมปวดเนื้อเจ็บหนัง หนาวเข้ากระดูก ระบม บอบช้ำไปทั้งตัว ท่านผู้ชมครับ ผมเพิ่งรู้ว่า เวลาโดนตบ แล้วหูมันได้ยินเสียง วิ้ง ๆ ๆ ๆ มันเป็นไง วันนี้นี่เอง 

ผมไม่ถือโทษโกรธเธอ (หมดแรงจะเอาโทษแล้วอะเดะ) ถือว่าชดเชยภาพวันวานอันหวานซึ้งระหว่างผมกับเธอก็แล้วกัน ถึงจะโกรธแค้นเธอมากแค่ไหน ยังไง ๆ ผมก็ทำอะไรเธอไม่ได้ โอย

วันพรุ่งนี้เป็นวันซ้อมใหญ่รับใบปริญญา แต่วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ รับหมัดภรรยา
เมื่อเธอซ้อมผมจนพอใจ(ถึงขั้นเลือดกระฉูดเลยน้า) เธอก็เริ่มสงสาร ยืนจ้องหน้าผม ทำหน้าเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ไร้อารมณ์อยู่ประมาณ 5 นาทีก็วิ่งออกไปจากห้อง ผมนึกว่าเธอคงได้สติ สำนึกผิด สงสารผมและงงว่าทำอะไรลงเนี่ย สักพักเธอก็เดินกลับเข้ามา หน้าตาเฉิ่มเฉย(หน้านี้แหละต้นฉบับ) 

เธอเห็นผมปุ๊บ หน้าตาก็สลด แล้ววิ่งเข้ามาถามผมว่า เป็นอะไร เจ็บไหม ใครทำ เจ็บไหม ๆ ๆ ๆ แล้วก็กอดผมไว้ ผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เธอร้องไห้ กอดผม... ส่วนผมเหรอ เสียน้ำตาตั้งแต่โดนส้นตีนยีแต่ยกแรกแล้วก๊าบ ผมไม่นึกมาก่อนเลยว่าเธอจะโหดร้ายได้อย่างนี้ เหมือนความปลอดภัยแห่งชีวิตค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับเครื่องในทีวีและมือถือ ผมร้องไห้ในใจ น้ำตาคลอเบ้า เธอยื่นยาดมมาให้ผมอีกครั้ง 

เมื่อมรสุมอารมณ์สงบลง ฉากรักโรแมนติค ก็ถูกสร้างขึ้นโดยอิงชีวิตจริง เธอทำ(บาด)แผลให้ผม สองเราต่างก็พิศมองดูกันและกัน (สำรวจรอยบอบช้ำซึ่งกันและกันล่ะสิ) หน้าผมไม่มีเลือดหรอกครับ แต่มันเป็นรอยช้ำเลือดช้ำหนองอยู่ข้างใน หน้าผมเนี่ย ทั้งเหลือง ทั้งแดง ทั้งเขียว ทั้งม่วง หลากสีสันเต็มไปหมดราวกับจานสีของจิตรกร แต่นี่มันคือจานสีของฆาตกร ส่วนเธอมือบวม..(ที่บวมเพราะเขกหัวผมน่ะ) 

  ที่เล่ามานั้นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของฉากชีวิตรัก(รันทด)ของเรา และตอนนี้ผมรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ดี(เกินไป)เพียงคนเดียวที่ครองดวงใจของผมตลอดกาล เธอไม่น่าจะมาอยู่กับผมเล้ย เธอน่าจะเจอผู้ชายที่ดีและจริงใจซะตั้งแต่แรก ผมอยากจะขอโทษเธอที่ไม่มีเวลาให้ ไม่ห่วงใย ไม่รัก ไม่สงสาร และทำกับเธอเหมือนเธอไม่มีหัวจิตหัวใจ ไม่มีความรู้สึกนึกคิด (อ๊ะ ก็หน้าเธอให้อารมณ์นี้มากๆเลยอะ) 
คำว่า"ดีเกินไป"มันยังผุดอยู่ในสมองของผมเสมอ ผมสำนึกเสมอว่าเธอดีกับผมมาก(เกินไปรึเปล่า) ให้อภัย ตามใจผมเสมอมา... ส่วนผมก็ทุบตีร่างกายและทำลายจิตใจเธอด้วยดีมาตลอด ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้ให้ผมซึ้งกับคำว่า "ดีเกินไป " 
ทุกวันนี้ ผมบริหารธุรกิจส่วนตัวอยู่ รูปเราสองคนถือช่อดอกไม้ยืนยิ้มแฉ่งหน้าป้ายคอนเกรททูเลชั่นประจานใบหน้าที่บอบบวมช้ำเลือดช้ำหนองอย่างสดชื่นแจ่มใสยังคงแขวนอยู่ข้างฝาห้องทำงาน ชีวิตผมอุทิศแก่งาน หมกอยู่ในห้องทำงานตลอด เธอยังเป็นหญิงเดียวในดวงใจผมตลอดกาล เธอให้อภัยผมเสมอ ผมไม่มีเวลาให้เธอแต่เธอก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย

เธอจบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในสมอง (มิน่าล่ะถึงชอบทำหน้าเอ๋อๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง ชอบบ่นและปัญญาทึ่มมาก โดยเฉพาะใบหน้าเธอนะ หาอารมณ์ก็ไม่เจอ) ผมคอยเฝ้าดูอาการตลอด เธอพูดเพ้อเจ้อและบ่นให้ผมฟัง ผมไม่ทิ้งเธอไปเล่นเน็ตหาผู้หญิงหมวยๆเลย ผมนั่งจับมือฟังเธอบ่นอยู่ข้างเตียงตลอด วันนั้นเธอเพ้อ หยิบยาดมมาส่งให้ผม หน้าตาเธอเอ๋อ ไร้อารมณ์มาก ผมร้องไห้สะอื้นในห้องผู้ป่วยพิเศษนั้น จนพยาบาลโผล่หน้ามาดู นึกว่าเธอตายไปแล้ว เธอเรียกชื่อผมตลอด  
หลังจากที่เธอเข้าห้องไอซียู ผมก็ไม่ได้ยินเสียงเธออีกเลย

วันนี้คำว่าดีเกินไปทำให้ผมคิดได้ ทำให้ผม ปรับปรุงตัว และรู้สึกดีกับเธอให้มากกว่าที่เคย ผู้ชายเลวๆคนนี้ อยากจะตอบแทนเธอด้วยการบริการและเอาใจใส่ดูแลเธออย่างดีไปจนแก่จนเฒ่า แต่มันก็สายเกินไป แต่ผมก็ยังอิ่มใจบ้าง ที่อย่างน้อย ผมก็ยังมีโอกาสได้ดูแล เอาใจใส่และตามใจเธอจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย มันเป็นสิ่งแรก สิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่ผู้ชายเลวๆอย่างผมตอบแทนผู้หญิงที่ดีเกินไปอย่างเธอ

ผมจะไม่บอกเลิกเธอด้วยคำว่าดีเกินไปเด็ดขาด เพราะรู้ว่ายังไง ๆ เธอก็ไม่ยอมเลิกกับผม
				
23 เมษายน 2548 16:17 น.

@ อีพวกชิงหมามาเกิด ... แล้วยังเกิดมาเป็นหมา @

วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์

จนตรอก
Next Murder


"หนูไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหรอกนะไอ้ฆาตกรเนี่ย แต่เพราะเรื่องราวมันยาว มากมายสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินกว่าจะพรรณนา หนูจึงต้องหวานอมขมกลืนและจนตรอกอยู่อย่างนี้..."


เรื่องของเรื่องมันเกิดจากความเมตตากรุณาที่หนูมีจนล้นปริ่มจิตใจ มากเกินปรกตินั่นเอง หนูจึงตกอยู่ในสภาพไม่ปรกติเยี่ยงนี้ ถ้าหนูรู้ตัวว่าหนูจะเฮงซวยได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างนี้ หนูคงจะเป็นคนเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่แรกแล้ว หนูจะไม่เป็นคนดีให้ฉิบหายวายวอดอย่างนี้หรอกค่ะ คุณขา
เรื่องมันมีอยู่ว่า

วันนั้นเป็นวันเสาร์

อุ๊ย เจ้าตัวเล็ก โอ ช่างน่ารักเหลือเกิน หลังจากที่หนูหอบหิ้วของพะรุงพะรังกลับมาจากตลาดนัดสวนจตุจักร ไม่รู้ว่าเทวดา ณ สรวงสวรรค์ชั้นใด บันดาลให้ร่างของเจ้าหมาน้อยสองตัว สีน้ำตาลอ่อนกับสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งผ้าขาวและแม่ของมันมาปรากฏกายอยู่ต่อหน้าหนู 

อาดวงตาช่างเปล่งประกายอ้อนวอนชวนเวทนา ดวงตาของน้าชื่นชม(หรืออีชื่นชมในปัจจุบันนี้)หมาตัวแม่ทอประกายวาววาม เย้ายวนให้นึกเอ็นดู ลูกน้อยทั้งสองตัววิ่งไล่กัน ส่งเสียงใสแจ๋วน่าทะนุถนอม เร่งเร้ากระตุ้นต่อมปรานีของหนูให้หลั่งสารกรุณาออกมาจนล้นห้วงดวงใจ

เจ้าตัวน้อย มานี่เร้ว มา มา หนูวางของกระจุกกระจิกที่ซื้อมาจากตลาดนัดสวนจตุจักรลงบนพื้น ทรุดตัวลงนั่งเพื่อให้เจ้าลูกหมาที่น่าสงสารได้เข้าใกล้และรับรู้ถึงกลิ่นอายความเมตตากรุณาที่แผ่รังสีออร่าออกจากร่างของหนู

น่ารักจังเลย อุ๊ยตายแล้ว น่ารักกว่าไอ้หงุมหงิมซะอีก รายนั้นนะ ทั้งซื่อทั้งบื้อ ไม่รู้จักประจบเอาใจเจ้าตัวเล็ก ตาแป๋วเชียว  อุ๊ย! ขี้เล่นซะด้วย เจ้าหมาน้อยทั้งสองตัววิ่งเข้ามาพันแข้งพันขาทั้งดมทั้งเลีย ถูกใจหนูล่ะซีคะท่านขา

สุนัขจรจัดที่หนูสงสารและเก็บมาเลี้ยง ลูกมันสอง รวมกับตัวแม่ของมันด้วย เป็นสาม (มีที่หนูเลี้ยงไว้ก่อนหน้านี้อีกหนึ่งตัว ชื่อหงุมหงิม) ตั้งแต่ได้พวกมันมานะคะ หนูเดือดร้อนไม่เว้นแต่ละวัน หนูเริ่มยิ้มแห้งๆตั้งแต่วันที่สองที่มันมาอยู่ ตอนแรกก็นึกว่ามันยังไม่คุ้นกับสถานที่เลยเด๋อๆด๋าๆ ทำอะไรไม่ถูก แต่หนูก็เข้าใจมันนะคะ ความรักของหนูที่มีให้แก่พวกมันยังล้นปริ่มห้วงดวงใจ มิได้ลดน้อยถอยลงเลย จนกระทั่งวันที่สาม...

รอยยิ้มแห้งๆของหนูเริ่มเหือดหายในวันที่สาม หนูชักเอาใจมันไม่ถูก เดาไม่ออกว่ามันต้องการอะไร เวลาไหน มันจะทำอะไร ตอนกลางวันหนูต้องไปเรียน พ่อแม่ต้องไปทำงาน  จะขังไว้ในบ้านเหมือนหงุมหงิมก็ไม่ได้ เพราะพวกมันจะทำลายข้าวของในบ้าน หนูรู้ฤทธิ์เดชมันตั้งแต่วันอาทิตย์ตอนเย็น คือหนูกับพ่อกับแม่ต้องออกไปทานข้าวนอกบ้านทุกเย็นวันอาทิตย์ หนูไว้เนื้อเชื่อใจมัน ขังเอาไว้ในบ้านกับหงุมหงิม  เพราะรักและทะนุถนอม กลัวยุงไต่ไรตอม ระหว่างที่หนูสุขสำราญบานใจอยู่กับพ่อแม่ที่ร้านอาหาร หนูไม่รู้เลยจริงๆว่าจะต้องตะลึงจนลืมโลกในกาลต่อมา
พอกลับมาจากข้างนอก หลังจากทานอาหารมาจากนอกบ้าน พอเปิดประตูเข้ามา ทันใดนั้น พระคุณเจ้า! หนูได้เจอกับสภาพบ้าน บ้านที่มีข้าวของ หนังสือหนังหา ถ้วยชาม กระดาษหนังสือพิมพ์ เศษผ้า เศษไม้ แจกันที่แตกกระจุย ถังขยะที่แตกกระจายราวกับกองขยะเทศบาล

หนูต้องรีดผ้า แต่กว่าจะได้รีดก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน เพราะต้องเก็บข้าวของ เช็ดบ้านและคราบน้ำตาของตัวเอง จากนั้นหนูก็ต้องรีดผ้า แต่ก็พบว่าผ้าที่แขวนไว้ที่ราวเพื่อรอรีดนั้น เจ้าหมาตัวไหนไม่รู้ มาฉี่ใส่ เหม็นหึ่งเลย จับของใครดมก็ไม่ได้ แต่รู้ว่าไม่ใช่หงุมหงิมที่หนูจงเกลียดจงชังมาตลอดเวลา เสื้อตัวนั้นหนูต้องใส่พรุ่งนี้เช้า หนูก็เลยเอาไปซักใหม่ ปั่น อบจนเกือบแห้งแล้วก็เอามารีด 

ลองทายซิ คืนนั้นหนูได้นอนตีไหนเอ่ย

ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่และภาระอันหนักหน่วงได้ตกอยู่ที่หนูเพียงคนเดียว ท่านขา พ่อแม่หนูเตือนแล้วด้วยความหวังดี(ที่หนูมองไม่เห็น)ท่านบอกว่าให้คิดให้ดีก่อน นั่นมันหมาไม่มีหัวนอนปลายตีน หนูก็ซื่อใสใจบริสุทธิ์ เป็นแม่พระของปวงชน หลั่งน้ำตาอุทิศแด่ความโหดร้ายใจดำของท่านพ่อกับท่านแม่ ต่อว่าต่อขานว่าท่านทั้งสองไม่มีน้ำใจ ไร้ความเอื้ออาทร ไม่มีเมตตาจิตต่อเพื่อนร่วมโลก จากนั้นท่านก็เลยใจอ่อน ยินยอมให้พาพวกหมาหน้าตาสดใสไร้หัวนอนปลายตีนพวกนั้นมาเลี้ยง ตราบจนวินาทีนี้ หนูยังไม่เห็นวิตามินหรือประโยชน์จากพวกมันสักนิดเลย
ตอนกลางคืนหนูต้องคอยออกมาเปิดประตูต้อนรับมัน ให้มันเข้ามา ถ้ามันอยากเข้า เพราะมิฉะนั้นมันจะกระโดดปีนหน้าต่าง แล้วทำเสียงดัง ตะกุยหน้าต่างจนมุ้งลวดแหก ขอบอกค่ะ เป็นอย่างนี้ทุกคืน พอเปิดให้สมใจมันแล้ว มันทั้งสาม คือไอ้แช่มหมาตัวผู้สีน้ำตาล อีช้อยหมาตัวเมียสีขาวที่หนูคิดว่ามันบริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว และอีชื่นชม(หรือน้าชื่นชมในอดีต) อีนี่ตัวดีเลยแหละ เจ้าแม่ประจำบ้านเลยนะเนี่ย ลูกจะเข้าจะออก มันจัดการให้หมด ตามใจลูกจนเคยตัว พออีแม่เป้งตัวฉกาจนั้นพาลูกทีมมาเดินสำรวจความเรียบร้อยในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนูก็ง่วงแสบตาไปหมด หนูเลยปิดประตู เข้าไปในห้องนอน มุดเข้าไปนอนต่อในผ้าห่ม หนูเพลียจัดทุกคืน อีสุนัขเวรทั้งหลายนี่ เอาแล้ว พอเข้ามาสมใจแล้วก็อยากออก รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกคุมขัง ต้องการการปลดปล่อย เรียกร้องหาอิสระเสรีภาพ ต้องพาลูกออกจากพันธนาการนี้ให้จงได้ ว่าแล้วก็ตะกุยตะกายหาทางออก พอออกไม่ได้ก็มาเคาะห้องหนู ครางหงิงๆร้องขอความเป็นธรรม หนูก็ต้องงัวเงียตื่นอีกครั้งมาเปิดประตูให้มัน พอหนูเปิดแล้วมันก็ไม่ออก ต้องเชิญมันออก พอเชิญมันแล้ว มันก็จะเชิดหน้า พาลูกเดินตามกันต้อยๆออกไปอย่างสง่างาม ส่วนอีนังหงุมหงิมลูกชังของหนูนั้นยังนอนหลับปุ๋ย ไม่ออดอ้อนหรือก่อกวนใคร

	พออกไปแล้วก็อยากเข้ามาอีก โอ๊ย ทายใจมันไม่ออก ตามมันไม่ทัน ไม่รู้มันลืมของไว้หรือไง พวกมันคงอยากให้หนูเปิดประตูไว้ตลอดคืน เพราะสะดวกดี เข้าง่ายออกง่าย แต่หนูกลัวโขมยขึ้นบ้าน เพราะมันเข้าง่ายออกง่าย พ่อแม่กำชับไว้ตลอด ห้ามเปิดบ้าน กลัวขโมยขโจรจะเข้ามา เลยต้องมาคอยเปิดปิดประตูให้พวกมัน สงสารหนูมั้ยคะ คุณขา พ่อแม่หนู หนูยังไม่เคยตามใจขนาดนี้เลย แล้วนี่มันเป็นใคร?	

หนูต้องเผชิญกับคืนทรมานหลายสัปดาห์ผ่านไปท่ามกลางมรสุมชีวิต หนูไปโรงเรียนสายทุกวัน การบ้านก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำส่ง 

คราวนี้หนูไม่ยอมมันแล้ว หนูไม่ให้มันเข้าบ้าน หนูปิดประตูและหน้าต่างไว้สนิทแน่นหนา ร้อนก็ทนๆไปก่อน เปิดพัดลมเอา เดี๋ยวอีกประมาณสองเดือนก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว(หนูไม่เปิดแอร์นอนค่ะ เป็นภูมิแพ้) ตะกุยเลย เอาให้เล็บหักไปเลย ให้ตายก็ไม่เปิดประตูให้หรอก ลองดูซิ มันจะทำยังไงต่อไป มันจะประท้วงอะไร เอ้า ว่ามาเลย แต่ต้องตอนเช้านะ กลางคืนหนูนอน

แต่อนิจจามันไม่อดข้าวประท้วงหนูหรอก

เพื่อนบ้านของหนูหลายคนโดนพวกมันกระโดดไปตะกุยบนกระโปรงรถ ทิ้งรอยเท้างามๆของหมาสามตัวไว้เป็นอนุสรณ์ที่จะต้องรำลึกนึกถึงไปตราบชั่วนิรันดร์ พ่อหนูต้องไปขอโทษขอโพยและจ่ายค่าซ่อมรถให้เขา หนูมองหน้าพ่อไม่ติดเลยค่ะ แย่เสียยิ่งกว่าแอบมีเซ็กส์กับงูเหลือมตัวผู้แล้วท้องเสียอีก สายตาของพ่อนั้นช่างบ่งบอกถึงความรู้สึกที่ยากแก่การจะเอ่ยคำว่าขอโทษ ไอ้แช่ม อีช้อยกับอีชื่นชมแม่มันยังลอยหน้าลอยตาวิ่งไล่งับขากันอย่างมีความสุขอยู่อีก หนูภาวนาอยากให้มีรถหมาแลกถังน้ำผ่านมาแถวหมู่บ้านจัดสรรของหนูเหลือเกิน หนูจะส่งพวกมันขึ้นรถไปสู่เขียงหมาท่าแล่สกลนครอย่างสวัสดิภาพแล้วเอาถังน้ำสามใบงามๆมาขอขมาท่านพ่อท่านแม่

อีพวกหมาไม่มีวิตามินทั้งหลาย ดูซิมันยังมาทำหน้าป๋อหลอใส่อีก หนูรู้แล้วค่ะ ว่าหน้าตาของผู้ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตายมันเป็นยังไง มันเปี่ยมสุขแค่ไหนแง้! มันขี้ใส่รองเท้าคู่ใหม่ของหนู

จนวันนี้หนูทนไม่ไหวอีกแล้ว เรื่องราวความเอ็นดูแบบพิศดาร ความน่ารักสารพัดพิษของมันจะจดจารึกไว้ในรอยแค้นของหนูไปตลอดชีวิต ถ้าใครสงสารเวทนาหรือเอ็นดูพวกมัน มีความประสงค์จะรับหมาที่ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างไว้ในความอนุเคราะห์ล่ะก็ ติดต่อมาที่หนูนะคะ หนูยินดีที่จะให้ เอาไปเลยฟรีๆไม่มีค่ากำเหน็จ แถมเงินด้วย เพราะหนูไม่อยากเป็นฆาตกร ไม่อยากฆ่าหมาที่ตัวเองเก็บมาเลี้ยงด้วยความเมตตา หนูประสบเคราะห์กรรมมามากพอแล้ว หนูทำอะไรไม่ถูกแล้วจริงๆ หรือในอีกกรณีหนึ่ง กว่าจะมีคนติดต่อขอรับเลี้ยง มันอาจตายโหงก่อนแล้ว ฮือๆๆๆๆ

ยังไงหนูก็ต้องขออโหสิกรรมให้พวกมันล่วงหน้าด้วยนะคะ เลี้ยงดีจะตายอยู่แล้ว (หนูจะตายจริงๆนะคะ) ยังมาสร้างความเดือดร้อนให้อีก หนูทนไม่ไหวจริงๆ  โธ่ ความเมตตากรุณาที่แสนจะเสียเปรียบของหนู ความทุกข์ของหนู ไม่ได้มาจากการเสแสร้งแกล้งกระทำนะคะพระเดชพระคุณ เพราะพวกมันแท้ๆ อีพวกนิสัยหมาๆ
ขอขอบพระคุณ


นางสาวใจบุญ สุนทาน
หญิงใสซื่อบริสุทธิ์ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เป็นฆาตกรมาก่อน และก็ยังคงเป็นคนจิตใจเมตตาอารีเสมอ 
(ยกเว้นกับอี 3 ตัวนี่)
หึ! อีพวกชิงหมามาเกิด แล้วยังเกิดมาเป็นหมา!				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟวิสกี้ เลอ ฟองเบียร์
Lovings  วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟวิสกี้ เลอ ฟองเบียร์
Lovings  วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟวิสกี้ เลอ ฟองเบียร์
Lovings  วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงวิสกี้ เลอ ฟองเบียร์