11 ธันวาคม 2554 11:29 น.

วันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส

ตราชู

วันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส

	วันนี้ หัวใจของผู้เขียน ถ่วงหนักด้วยความหม่นหมอง ขณะมือไต่ไปตามแป้นพิมพ์อย่างช้าๆ บางครั้ง อยากร้องไห้ แต่ น้ำตาที่ตกคั่งค้างอยู่ภายในอก ไม่ยอมทะลักทลายออกมาเสียที ความเยียบเย็นบาดลึกถึงวิญญาณ ดูจะเย็นเยียบเสียกว่าลมหนาวอันกำลังพัดโชยอยู่ยะเยือกๆเสียอีก

	๑๑ ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส หรือที่เรียกกันว่า วันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส นั่นเอง วัน อันไม่มีระบุบันทึกไว้ในปฏิทิน แหละก็คงมิได้บันทึกไว้ในความทรงจำของใครอีกหลายคน โดยเฉพาะ ผู้แหนงหน่ายต่อวรรณคดีไทย ทั้งๆที่องค์อัครสมณมหากวีพระองค์นี้ ได้ทรงพระนิพนธ์อำนรรฆมณีศรีวิลาสปิลันธนาภรณ์บวรบรรณประดับไว้ในปฐพีสยามอย่างเยียรยงทรงศักดิ์ทุกอักขระ ไม่ว่าร้อยกรอง ฤาร้อยแก้ว

	ท่านใดจะคลั่งไคล้ใหลหลงมหากาพย์ของต่างชาติต่างภาษาซีกด้าวตะวันตกเพียงไรก็ตามใจท่านเถิด แต่สำหรับผู้เขียน ลิลิตตะเลงพ่าย คือมหากาพย์เกริกเกียรติในดวงใจของไทยแท้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยรับสั่งว่า ลิลิตชั้นครูซึ่งเคารพนับถือกันในวงการวรรณคดีไทยนั้นมีอยู่สามเรื่อง กล่าวคือ ลิลิตพระลอ ลิลิตญวนพ่าย ลิลิตตะเลงพ่าย สองเรื่องแรก นิพนธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ฉะนั้น หนึ่งเดียวเอกอะคร้าว เป็นยอดลิลิตแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คือลิลิตผลงานพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เที่ยงแท้มิแปรผัน

	นอกจากยอดมกุฎแห่งลิลิต ณ รัตนโกสินทร์แล้ว เราสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิยิ่งว่า สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงมีอธิคุณแก่ฉันทกานท์ไทยเหลือล้นพ้นประมาณ สมุทรโฆษคำฉันท์ ซึ่งค้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สำเร็จเสร็จสรรพครบฉบับบริบูรณ์ก็ด้วยพระปรีชาสามารถ ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์ ยังพระนิพนธ์ สรรพสิทธิ์คำฉันท์ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ อีกเล่า ทุกพจน์คือทุกเพชรนั่นเทียว ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือทรงพระนิพนธ์ ตำราฉันท์วรรณพฤติและมาตราพฤติ ปรับแปลงฉันท์ตามครรลองคัมภีร์วุตโตทัยภาษาบาลี ปริวรรตมาเป็นฉันท์แบบไทย เท่ากับทรงวางรากฐานให้กวีไทยผู้นิพนธ์ฉันท์ในยุคต่อมาถือเป็นแบบแผน กระนี้แล้ว สมควรถวายคารวะอย่างสูงหรือไม่ โปรดตรองดูเถิด

	ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ดิลกวจนลิขิต

	เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์มหาชาติกลอนเทศน์ไว้ถึง ๑๑ กัณฑ์ (ทรงเว้นกัณฑ์มหาพน แหละมัทรี) แม้ผู้เขียนจะมิได้อ่านทั้ง ๑๑ กัณฑ์ ครบหมด แต่ก็ถือว่าได้อ่านเกินครึ่ง เพราะหนังสือเทศน์มหาชาติฉบับหอสมุดวชิรญาณอันคัดสรรรวบรวมสำนวนร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ต่างๆจากกวีหลายสำนักมารวมพิมพ์ไว้ เมื่อตรวจสอบแล้ว จะพบสำนวนพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มากกว่ากวีท่านอื่น รวมได้ถึง ๗ กัณฑ์ ได้แก่
	ทศพร, หิมพานต์, วนประเวศ, จุลพน, สักกบรรพ, ฉกษัตริย์, นครกัณฑ์ เมื่อรวมกับกัณฑ์ มหาราช ในแบบเรียนหลักสูตรเก่า สมัยที่ตนเองยังศึกษาอยู่ชั้นมัธยม ๖ ณ โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย ก็สรุปยุติลงได้ว่า เคยอ่านสำนวนพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ๘ กัณฑ์ ท่านผู้ใดประสงค์ดื่มด่ำกำซาบรสวรรณศิลป์ของร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ขอเชิญชวนท่านเข้าสู่เว็ปไซต์แห่งนี้ เพื่อรับผลานิสงส์โดยทั่วถ้วนครับ

http://mahachat.com   

	พระปฐมสมโพธิกถา ร้อยแก้วของร้อยแก้ว

	นี่คือหนังสือพุทธประวัติเล่มที่ผู้เขียนบูชาตลอดกาล ทุกคราเมื่ออ่าน จะพบนพรัตน์เจียระไนอยู่ทุกวรรคตอน ความบรรเจิดเพริศพราวเกินหาคำมาพรรณนาสดุดีได้นี้ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักปราชญ์ ตลอดจนประพันธกรรุ่นหลังสืบเนื่องมาหลายยุค ท่านผู้อ่านซึ่งประทับใจ กามนิตวาสิตถี ผลงานแปลร่วมกันของท่านเสฐียรโกเศศแหละท่านนาคประทีป หากลองสังเกต ก็จะพบกลิ่นอายภาษาจากพระปฐมสมโพธิกถาปรากฏอวลอยู่มิน้อยเลย นอกจากนี้ พระปฐมสมโพธิกถา ฉบับพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ยังทำให้ท่านอาจารย์กฤษณา อโศกสิน เกิดความประทับใจถึงกับตั้งนามปากกา สไบเมือง ขึ้น เพื่อใช้รจนาพุทธธรรมนิยายโดยเฉพาะ นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์คุณวิเศษของหนังสือเล่มนี้ได้เด่นชัดกระจัดกระจ่างจริง

	ตัวผู้เขียนเอง ครั้นศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเอกภาษาไทย ได้รับความกรุณาอเนกอนันต์จากท่านอาจารย์น้อมนิจ วงศ์สุทธิธรรม เมตตาถ่ายทอดความรู้ในรายวิชา วรรณกรรมกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (th.๓๕๔) ที่ตนเองเจตนาเลือกเรียนอย่างแรงกล้า ทำให้ยิ่งศรัทธาในพระองค์ท่านจนประทับจิตติดวิญญาณมาตราบปัจจุบัน

	วันนี้ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามคงมีงานวันกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสเช่นเคย สาธุ ขอดวงพระวิญญาณแห่งองค์เอกอัครสมณมหากวี ไม่ว่าทรงสถิตเสถียรยังภูมิพิมานชั้นใดก็ตาม โปรดทรงแผ่พระบารมีปกปักปกป้องนิติบุราณวรรณคดีไทยให้ธำรงคงมั่นชั่วกัปชั่วกัลปาวสาน วาณิชนายทุนคณะใดนำวรรณกรรมต่างด้าวเข้ามา ผิมีเจตนามุ่งรานวรรณศิลป์สยาม ขอจุ่งพ่ายแพ้พินาศสิ้นโดยอำนาจพระเดชาบารมินทร์ของพระองค์ด้วยเทอญ พระพุทธเจ้าข้า

ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ
๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔				
29 พฤษภาคม 2552 08:41 น.

ชวนท่านผู้อ่านทุกท่านไปดูคอนเสิร์ตครับ

ตราชู

ความเรียง: ชวนท่านผู้อ่านไปดูคอนเสิร์ตครับ

	เมื่อต้นเดือนนี้เอง ผมได้ทราบข่าวดีจากเว็ปไซต์แห่งหนึ่ง คือ
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=434249
พออ่านจบ เนื้อเต้นเลยครับ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่บทเพลงของมหากวี ท่านจิตร ภูมิศักดิ์ จะถูกขับขานกระหึ่มหอประชุมมหาวิทยาลัยแม่โดม สถานศึกษาอันมีเรื่องราวจารึกมากมายเกี่ยวกับการเมือง นองเนืองและหนุนเนื่องมิรู้สิ้นกระแสธาร

	ในยุคสมัยทุนนิยมสามานย์ กับเผด็จการซ่อนรูป ห้ำหั่นบั่นรอนกันอย่างดุเดือดแต่แอบแฝง ละม้ายลาวาเดือดข้นพล่านอลวนอยู่ในปล่องภูเขาไฟเช่นนี้ ประชาชนผู้แสวงหาความเป็นธรรมแท้จริงคงยากจะเจอะเจอ การหวนกลับไปฟังบทเพลงจากห้วงอดีตซึ่งปะทุคุโชนด้วยเปลวไฟปณิธานในอันที่จะปลดปล่อยมวลมหาประชากรผู้ระกำออกจากแอกอำนาจบัดซบ มิสยบแม้โซ่ตรวนหรือความตาย สำหรับผมแล้ว นี่คือการปลดปล่อยความกดดันวิธีหนึ่งครับ โดยส่วนตัว ผมบูชา ท่านจิตร ภูมิศักดิ์ (เยี่ยงเดียวกับที่บูชากวีผู้ต่อสู้เพื่อปวงชนทุกท่าน) อย่างยิ่ง ผมจึงกระหายใคร่จะรับรสบทเพลงจากปลายปากกาของท่านอย่างดื่มด่ำ ยินยอมให้เสียงดนตรีจูงมโนภาพกลับสู่อดีตเมื่อกึ่งทศวรรษก่อน ยุคที่ จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ยังครองอำนาจเฉกพญาราชสีห์

	นักรบเหนือภูพาน ทหารของมวลชน
เด็ดเดี่ยวอดทนเลือดเนื้อพลีเพื่อประชา
ทุกดงดิบลำเนา ขุนเขาสูงเสียดฟ้า
พวกเราฟันฝ่าดั้นด้นทนทาน

	เสียงปืนก้องคำราม คุกคามทั่วแดนดง
ระเบิดทุ่มลงปานฝนไม่เคยสะท้าน
สงครามประชาชน ทุกคนล้วนอาจหาญ
ยืนหยัดตระหง่านดั่งภูพานไม่หวั่นผองภัย
มวลชนเกรียงไกร ชี้ขาดชัยสงคราม

	แม้ผมจะรู้จัก พคท. แหละ ทปท. เพียงเลือนราง เพราะเพิ่งมาสนอกสนใจการเมืองได้ไม่นานนักก็ตาม ทว่า จากเนื้อร้อง ทำนอง ของเพลง ภูพานปฏิวัติ หนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของ ท่านจิตร ภูมิศักดิ์ ก็ทำให้ขนลุกซู่ บอกกับตัวเอง ถ้าเราเกิดตอนนั้น ถูกบีบมากๆ ก็คงต้องลุกขึ้นสู้ให้รู้รสสักหนล่ะน่า จะปล่อยให้ใช้ ม.๑๗ ยิงโป้ง ยิงโป้ง ข้างเดียวได้หรือ? ไหนๆจะแลก ก็ต้องแลกกันด้วยชีวิต

	หนี้เลือดเดือดแดงทารุณของเผด็จการ
หลายปีที่ผ่านทับถมตลอดมา
มันปล้นชาติประชา
คุกคามเข่นฆ่าผู้รักชาติไทย

	เลือดต้องล้างด้วยเลือด มา เลือดต้องล้างด้วยเลือด
ให้มันแห้งเหือดความแค้นในใจ
ยิงปังปัง
เราลูกประชา
เอาเลือดมันมาล้างแค้นเลือดไทย

	แค่อ่านเนื้อร้องที่ท่านจิตรฯ กลั่นจากอารมณ์ระอุ อารมณ์ของเราก็พลุ่งพล่าน เลือดต้องล้างด้วยเลือด อีกหนึ่งในบทเพลงสะท้อนความคั่งแค้นสมัยจอมพลผ้าขาวม้าแดงเรืองเดชได้อย่างดียิ่ง

	แต่ก็ใช่ว่า เพลงของยอดนักปราชญ์แห่งสยามท่านนี้จะมีเฉพาะแนวดุเดือดเลือดพล่านอย่างเดียว เพลงลีลาโหยหาอาวรณ์ก็มีให้ฟัง

	ม่านฟ้ายามค่ำ
ดั่งม่านสีดำม่านแห่งความร้าวระบม
เปรียบเหมือนดวงใจมืดทึบระทม
พ่ายแพ้ซานซมพลัดพรากบ้านมา

	ต่อสู้กู้ถิ่น
แหละสิทธิ์เสรีกู้ศักดิ์และศรีโสภา
จึงพลัดมาไกลทิ้งไว้โรยรา
จะร้างดั่งป่าอยู่นับปี ฯลฯ

	นี่คือ เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ เพลงอันประพันธ์ขึ้นในคุกลาดยาว เกียรติทัณฑสถานของนักต่อสู้ทางการเมืองท่านแล้วท่านเล่า ท่านที่แม้กายถูกจองจำ หัวใจก็ยังมิถูกจำจอง

	หรือถ้าใครนึกสนุก อยากรำวงก็มีเพลงให้รำ

	เริงรำวงวันเมย์เด
มาร้องฮาเฮให้ระรื่นชื่นบาน
คนงานคนงานคนงาน
พวกเราอาจหาญด้วยพลังยิ่งใหญ่

	โลกที่เราร่มเย็น (โย้นโย้น)
เย็นด้วยน้ำมือผู้ใด (ชะละว้า)
โลกที่เราร่มเย็น (โย้นโย้น)
เย็นด้วยน้ำมือผู้ใด (ชะละว้า)
หากมิใช่น้ำมือพวกเรา หยาดเหงื่อเราหลั่งละเลง

	รำวงวันเมย์เด เพลงเพื่อผู้ใช้แรงงานที่ชื่อเหมาะจะร้องในวันที่ ๑ พฤษภาคม  แต่เนื้อหาไม่จำกัดวันเวลา

	เอาหละครับ ผมยกบางช่วงบางตอนของเพลงท่านจิตร มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ของเต็มๆ ประมาณยี่สิบเพลง รอท่านอยู่แล้ว ในวันเสาร์ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คอนเสิร์ตเริ่มเวลา ๖ โมงเย็นครับ เริ่มจำหน่ายบัตร (ซึ่งมีหลายราคา ไล่ตั้งแต่ ๕๐๐ ๗๐๐ จนถึง ๑๐๐๐ บาท) วันศุกร์นี้ (๒๙ พฤษภาคม) ซื้อบัตรได้ที่ ร้านน้องท่าพระจันทร์, โรบินสันสาขารัชดาภิเษก, มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย (โทร. ๐๒ ๖๒๑-๘๙๙๘ ถึง ๙) และกลุ่มดินสอสี (โทร. ๐๒ ๖๒๓-๒๘๓๘ ถึง ๙) ครับ
 

	ไปประกาศให้พวกทุนนิยมสามานย์ กับเผด็จการซ่อนรูป รู้ไปเลยครับว่า...
	ข้าขอ
เปล่งคำสาบานไปกับสายลม
จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม
จักลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม

	ชีพนี้
จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม
จักจองล้างทรราชระยำ
ให้โลกเลื่องลือในวีรกรรม
ตราบชั่วฟ้าดินจักสิ้นมลาย (เพลง หยดน้ำบนผืนทราย)

ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ
(๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒)

หมายเหตุ:
ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรคอนเสิร์ต นำมาจาก
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=434249
ครับผม				
27 เมษายน 2552 13:10 น.

ข่าววงใน พตท. ทักษิณ ชินวัตร

ตราชู

ทักษิณ ชินวัตร ลั่น จะลี้ภัยไปสุดขอบฟ้า มิมีใครตามล่าได้

	แหล่งข่าววงในระบุ พตท. ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยกับคนใกล้ชิดว่า ขณะนี้ ตนพบแหล่งหลบภัยแล้ว รับประกันได้เลย ไม่มีใครในโลกตามตัวพบ  ขอให้ผู้ที่เอาใจช่วยอดทนรอ จะกลับมาอีกครั้งอย่างเกรียงไกร โว ทรัพย์สินซึ่งถูกอายัด เรื่องขี้ผง สามารถหามาได้ใหม่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล

	จากการติดตามถามไถ่ ผู้สื่อข่าวของเราจึงทราบข้อมูล แหล่งกบดานใหม่ของอดีตผู้นำประเทศมหาเศรษฐี ได้แก่ประเทศ มรกตนคร อันตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาพระศิวะ แหล่งขุมเพชรพระอุมาอันเลื่องชื่อ

	ต่อคำถามที่ว่า พตท. ทักษิณ ชินวัตร เพ้อเจ้อไปหรือเปล่า กรณีเชื่อถือสถานที่ในนวนิยายจากบทประพันธ์ของท่านพนมเทียน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๐ อย่างจริงจังและมั่นใจ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวอ้างถึงคำสัมภาษณ์คนใกล้ชิดกับนักโทษลี้ภัยทางการเมือง ได้ข้อสรุปว่า พตท. ทักษิณ ยืนยัน ทั้งเทือกเขาพระศิวะ มรกตนคร แหละขุมเพชรพระอุมา ไม่ใช่เรื่องจินตนาการเท่านั้น โดยพันตำรวจโทผู้ถูกไล่ล่า อ้างถึงลายแทงฉบับหนึ่ง ซึ่งเขาได้รับจากนายเนวินก่อนแปรพรรค อีกทั้งขยายความเพิ่มเติม ว่านายเนวิน เคยเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของลายแทงฉบับนี้ว่า เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ต้นตระกูล บรรพบุรุษผู้ถือครองคนแรกชื่อเนวินเหมือนกัน เนวินคนนี้ คือบุคคลที่เคยดั้นด้นค้นหาขุมเพชรพระอุมาตามลายแทงแต่ล้มเหลว พาชีวิตซมซานกระเซอะกระเซิงไปล้มลง ถึงแก่มรณกรรมต่อหน้ารพินทร์ ไพรวัลย์ ณ ห้วยเสือร้อง โดยลายแทงที่เนวิน (บรรพบุรุษ) มอบให้รพินทร์ ไพรวัลย์ ก่อนสิ้นใจ มิใช่ฉบับเดียวที่เขามีอยู่ เขาคัดลอกมันเก็บไว้อีกหลายฉบับ เพื่อให้ลูกหลานรุ่นต่อไปมีโอกาสเสี่ยงโชคหากเขาทำไม่สำเร็จ หนึ่งในลายแทงสำนวนคัดลอก ตกมาอยู่กับนายเนวิน นายเนวินได้ทำสำเนาให้ตนด้วยฉบับหนึ่งเมื่อครั้งยังสนิทกันดี ในตอนนั้น ตนเก็บไว้ดูเล่น โดยมิคิดจริงจังอะไร แต่เมื่อถูกบีบจากทางรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงจำต้องดิ้นรน ยึดภาษิต ตราบใดลมหายใจยังมี ตราบนั้น ชีวียังไม่สิ้น การพากเพียรพยายาม ถึงใครมองเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับตน ถือว่ายังดีกว่าไม่ทำอะไร งอมืองอเท้าอยู่เฉยๆอย่างยอมจำนน

	ก็คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่าความพยายามดังกล่าวจะบรรลุผลหรือไม่ ถ้าหากเขาทำได้ดังเจตนารม สามารถฝ่าภัยกันดาลแห่งป่ามรณะ ต่อสู้อุปสรรคประดามีจนถึงมรกตนคร รับรองล้านๆๆๆๆๆเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครตามเขาพบเด็ดขาด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงต้องคิดหนัก เพราะจะตามรพินทร์ ไพรวัลย์ ชายชราจากวนอุทยานหนองน้ำแห้งให้มาปฏิบัติภารกิจกู้ชาติ ท่านอดีตพรานใหญ่คงไม่ตกลงเป็นแน่

(คัดจากหนังสือพิมพ์ ผู้ก่อการบรรลัย หนังสือพิมพ์คุณภาพแห่งโลกไซเบอร์)				
6 สิงหาคม 2551 09:49 น.

ท่านใดมีบทกวีบทนี้ โปรดเมตตาตราชูด้วยเถิดครับผม

ตราชู

กราบสวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

	เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเผอิญเข้าไปเจอกระทู้หนึ่งเข้า ในเว็ปไซต์แห่งนี้ครับ

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=9489

	ท่านผู้เขียน ซึ่งใช้นามแฝงว่า กานต์ ณ กานท์ อ้างอิงถึงบทกวีของ ท่านคมทวน คันธนู ที่ท่านเขียนไว้เนื่องในโอกาสครบ ๒๐ ปี เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ข้อความมีดังนี้

	ถามว่าไยว่ายเวียน
มิเว้นเขียนละเลงคำ
อ้างเอ่ยตุลาอำ-
มหิตเหี้ยมทุกแห่งหน

	ตอบว่า ณ วันวัย
ที่เกิดกายและหยัดตน
รู้คิดและรักคน
ก็โดยเพื่อนผู้ยอมพลี

	คุณ กานต์ ณ กานท์ ยกตัวอย่างเพียงแค่นั้น แต่ก็เพียงพอจะทำให้ผมขนลุกและอยากอ่านต่อครับ ทว่า อนิจจา... หนังสือที่พิมพ์เนื่องในวาระครบรอบ ๒๐ ปี ๖ ตุลา นั้น ผมไม่มีอยู่ในครอบครอง  แหละก็เชื่อว่าคงหาไม่ได้แล้วตามท้องตลาด ดังนั้น หากท่านใดมีหนังสือเล่มนั้น อันมีบทกวีของท่านคมทวน คันธนู บทดังกล่าวแบบเต็มๆอยู่ด้วย ได้โปรดกรุณาเกื้ออนุกูล เพิ่มพูนวิทยาทานให้ผมด้วยเถิดครับผม

ขอแสดงความเคารพต่อทุกท่านอย่างสูงยิ่ง

ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ				
16 พฤษภาคม 2551 11:24 น.

หรือเราพร้อมหันหน้าเข้าฆ่ากัน???

ตราชู

หรือเราพร้อมหันหน้าเข้าฆ่ากัน???

แม้สายฝนจะพร่างพรูสู่พื้นปฐพีสยามมาหลายวัน แต่หยาดพิรุณอันเย็นฉ่ำ ก็มิอาจดับความเดือดพล่านทางการเมืองลงได้เลย นับวัน ดูเหมือนประกายเพลิงยิ่งเถกิงกล้าขึ้นทุกที ตั้งแต่ต้นปีจวบปัจจุบัน เรื่องใครหมิ่น หรือไม่หมิ่นสถาบันนั้น ทยอยมาสู่การรับรู้ของประชาชนไม่ขาดสายคล้ายการหนุนเนื่องของคลื่นในมหาสมุทร จากลูกน้อยไปสู่ลูกใหญ่ และทำท่าจะขยายไปเป็นคลื่นยักษ์ หากไม่มีใครกั้นกักหรือกีดขวาง ข้ออ้าง ความจงรักภักดี คือศาสตราวาที  ที่ทั้งสองฝ่าย (หรืออาจมากกว่านั้น) ซัดเข้าใส่กันตลอดมา ความจริง มันเริ่มต้นนานแล้ว แหละบ่อยครั้งเหลือเกิน ทว่าปีนี้ ๒๕๕๑ ดูจะถี่กระชั้นกว่าทุกปี เพราะเพียงสี่เดือนกว่า นับแต่มกราคมจนเมษายน ต่อต้นๆของพฤษภาคม วาทะตอบโต้ก็ระดมดุเดือดไม่รู้กี่หน แล้วก็ทำท่าว่าจะร้อนรนต่อเนื่อง

	เรื่องราวทั้งหลายแหล่ ช่วยไม่ได้จริงๆที่ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เสมอๆ ฤาประวัติศาสตร์อำมหิตกำลังหวนคืน? แม่พระธรณีเตรียมกลืนโลหิตอีกหรือไฉน คนไทยกำลังถูกปลุกให้ฆ่ากันอีกใช่หรือเปล่า ๖ ตุลา ๑๙ ผมเกิดไม่ทันครับ หาก จากการสดับ, สืบค้นข้อมูล (ซึ่งทำได้อย่างจำกัดเพราะความพิการทางสายตา) พอสรุปได้ว่า ทั้งขวา ทั้งซ้าย แม้มีเป้าหมาย มีอุดมทัศน์ต่างกัน แต่มีจุดประสงค์อย่างหนึ่งร่วมกัน นั่นคือ ต้องการให้มีคนตาย! เพื่อบรรลุสู่จุดหมายปลายทาง แล้วปีนี้เล่า? ฝ่ายหนึ่งซึ่งประกาศสู้เพื่อในหลวง ในขณะอีกฝ่ายส่อท่าทีจาบจ้วงสถาบันอันเป็นที่บูชาสูงสุดของคนไทย ทั้งสองฝ่ายกำลังทำสงครามดึงมวลชน แน่หละ มันเห็นผลปรากฏแล้ว ผลแห่งสามัคคีเภทในประเทศสยาม อันจะลุกลามต่อไปถ้าเชื้อไฟยังถูกโยนลงกองฟืน

	วันคืนหินชาติสมัยสามสิบเอ็ดปีกว่านั้น (พุธที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙) ประเทศไทย (นี้รักสงบ ตามที่ชอบอวดอ้างกันนักหนา และร้องปาวๆผ่านเพลงชาติทุกวี่ทุกวัน) ได้ทำให้โลกตะลึงมาแล้ว คงไม่ถือว่าซ้ำซากหรอกนะครับ หากผมจะขอทบทวนถึงอีกครั้ง ผ่านงานกวีนิพนธ์อันร้าวระทดบาดลึกถึงวิญญาณเล่มหนึ่ง นั่นคือ หมายเหตุร่วมสมัย นิพนธ์กานท์โดย ท่านอาจารย์ไพบูลย์ วงษ์เทศ ซึ่งบันทึกเรื่องราว ไทยฆ่าไทย ในวันดังกล่าวโดยใช้สัญลักษณ์สื่อความอย่างแนบเนียน บทที่ผมคัดมาฝากกันนี้ คือภาพสยดสยองของ วันอปยศแห่งชาติ (คำของ ท่านทวีป วรดิลก) มาชมกันครับ ว่าฆาตกรรมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณท้องสนามหลวงเป็นเช่นไรบ้าง

ตำนาน

	ไม่มีหยดน้ำค้างอันพร่างขาว
มีแต่คาวเลือดค้าประมูลขาย
ไม่มีเก็จเพชรรัตน์จรัสพราย
มีแต่กากดินทรายปฏิกูล

	เมื่อเกิดการอาเพศเกด, แก้ว
พิกุลร่วงหล่นแล้วก็ลับสูญ
นกยูงร่วงล้มแผ่แม้แคคูณ
จามจุรีจำรูญก็โรยร้าง

	ทองกวาวหล่นกราวเป็นกองกอง
เขียวใบตองแค้นคัดเข้าขัดขวาง
ทลายบากโบยบังไปทั้งบาง
ยังแต่ความอ้างว้างอนิจจา

	อนาถใจไหลอัสสุชลลง
อเนจตรงแต่ละร่างโลดถลา
ทะลักเลือดโลมพื้นพสุนธรา
ดังดินทาแดงชาดจนดาษแดง

	ทะมึนมืดช่องชั้นกันสาด
ทมิฬเงาเพชฌฆาตส่องแสง
เศียรศอคอขาดตะแลงแกง
สะพายแล่งไหล่บ่าคามีดคม

	หนังเนื้อโหว่หวู่เป็นรูแหว่ง
กรีดทแยงแทงย้อนกร้อนผม
กระชากเสื้อเสียงหวีดแล้วกรีดนม
กดจมกระแทกจ้วงทะลวงใจ

	ทะลึ่งพรวดปวดปั่นถลันดิ้น
ทะลักเลือดเชือดรินโลหิตไหล
กระแทกซ้ำต้ำผางสลบไป
ปิ้งไฟกระทืบซ้ำกระทำการ

	อัคนีปรี่เปลวประกายเผา
ดิ้นระเร่าเหลือกถลนทุรนร่าน
ลำคลองหนองน้ำเล่าตำนาน
นายพรานระดมพลล่องไพร

	เสบียงกรังพรั่งพร้อมชะลอมสาน
กะเตรียมการฤกษ์บนมนต์ไสย
ไผ่เหลาเกาทัณฑ์ธนูไฟ
หน้าไม้อาบยายุทธพัณฑ์

	เงยแหงนมองฟ้านภากาศ
กางกระดาษเตรียมการสมานฉันท์
คำนวณควรคูณหารสำราญครัน
โหราหาวันสุนทรวร

	ค่อยเคลื่อนค่อยคล้อยค่อยค่อยคืบ
ลัดเลาะริมหลืบซอกสิงขร
อโณทัยไขแสงทิฆัมพร
วิหคร่อนโลดถลามาชุมนุม

	พรานนั่งห้างกางธนูกู่อาณัติ
หน้าไม้แน่นขนัดก็ยิงสุ่ม
นกนั้นบรรดาที่เกาะกุม
ที่รวมกลุ่มกอดกลมก็ล้มกราว

	ตกตายมรณังจะทั้งหมด
ทั้งลูกกรดไม้แขนและแหลนหลาว
ผาเพิงเชิงสิงขรก็เมือกคาว
พิราบขาวกางปีกจะหลีกบิน

	หน้าไม้อาบยาก็ง่าเงื้อ
เสียงฉีกก็มิเหลือเสียทั้งสิ้น
ก่อไฟสุมฟางแล้วย่างกิน
วิหคสิ้นสูญหายไพรพนา

	สิ้นสุดปักษินบินเฉวียน
ไม่มีเสียงนุ่มเนียนเสน่หา
ไม่มีแล้วปักษินบินนภา
ฟ้าก็ฟ้าความหมายเหมือนไม่มี

	หรือถ้าชอบแบบตรงๆกว่านี้สักหน่อย ก็ต้องสำนวน ท่านอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งผมขอนำบางช่วงของบทกวีชื่อ ปริเวทนาการ จาก
http://www.arts.chula.ac.th/~complit/etext/octobertext/octtext/sujit.htm

มาให้อ่านกัน ดังนี้ครับ

ปริเวทนาการ

		ครานั้น แม่น้ำเจ้าพระยา
เรือแพนาวาไม่ขึ้นล่อง
สงบเงียบเยียบเย็นทุกลำคลอง
คลื่นคะนองก็มานิ่งด้วยน้อยใจ

ต้นมะขามสนามหลวงแสนสลด
ทุกกิ่งใบระโหยหดเหมือนร่ำไห้
ถอนสะอื้นยืนงงเป็นวงไป
กิ่งใบหักเปราะลูกเราะราน

ดอกจำปีถูกปืนจนป่นปี้
จามจุรีถูกมีดมาสังหาร
ดอกลั่นทมจมหายกับสายธาร
ทั้งต้นตาลใบตองหล่นกองดิน

เสียงสะล้อซอซึงถึงชะงัก
แคนหักย่อยยับกับก้อนหิน
กลองตะลุงถูกทำลายกลายเป็นดิน
ปี่พาทย์พินาศสิ้นลงคราวนี้

ทุ่งพระเมรุหมกเหม็นเหมือนหมาเน่า
กลิ่นคลุ้งคลุกเคล้ากับกลิ่นขี้
แล้วกระจายไปทั่วทั้งธานี
โอ้-กระไรเหมือนบุรีหัวใจร้าย

นึกถึงขุนแผนแสนสะท้าน
ห้าวหาญรบศึกทั้งเหล่าหลาย
น้ำจิตใสน้ำใจสู้ลูกผู้ชาย
กล้าตายแต่ไม่ปล้นคนกันเอง

ไอ้เสมาขุนศึกพิลึกลั่น
ถูกหมู่ขันหมู่พระยามาข่มเหง
ลูกผู้ชายลายมือคือนักเลง
ไม่เข่นฆ่ากันเองให้อายคน

นี่กระไรใครหนอจะนิ่งได้
ฆ่ากันเองเหมือนฆ่าไก่กลางถนน
อยุธยายังไม่ฆ่าประชาชน
โอ้-อับจนแล้วหรือนี่เจ้าพระยา

จะกล่าวถึงหนุ่มเหน้าและสาวศรี
บัดนี้ดูอนาถวาสนา
จะหวังใครไหนเล่าในโลกา
ได้พึ่งพาฝากผีเพื่อนพี่น้อง

ต่างมองตาตาช้ำต่างร่ำไห้
บ้างเลือดไหลรันทดสยดสยอง
มองแผ่นดินนามประเทืองว่าเมืองทอง
ได้แต่มองแล้วต้องหลบต้องหลับตา

ครั้นหลับตาแต่ว่าตายังเห็นภาพ
เพื่อนทั้งหลายเลือดอาบกันพร้อมหน้า
เหมือนทหารบรรพบุรุษอยุธยา
ถูกพม่ากองโจรปล้นสะดม

บ้างก็ถูกแหลนหลาวถูกเกาทัณฑ์
บ้างก็ถูกพวกมันเอาหินถล่ม
บ้างก็ถูกตีขนาบด้วยดาบคม
บ้างหกล้มแล้วจึงถูกส้นตีนตาย

บ้างก็ถูกเชือกมัดที่ต้นคอ
บ้างก็ถูกตีต่อจนคอหาย
บ้างถูกทิ่มโยนีด้วยผีพราย
บ้างถูกเหยียบลงกับสายกระแสชล
บ้างก็ถูกลูกกระสุนจนพรุนพร้อย
บ้างถูกร้อยเชือกลากไปกลางถนน
บ้างถูกเผาทั้งเป็นเหมือนเล่นกล
แต่จริงๆ เผาคนทั้งเป็นเป็น

ไม่เคยเห็นก็มาเห็นแล้วเช่นนี้
ไม่เคยมีก็มามีให้มองเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
เหลือลำเค็ญเสียจริงๆ หัวอกเอย ฯลฯ

ครับ นั่นคืออดีต แต่ก็มิได้หมายความว่า จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ถ้าการปลุกปั่น ไม่ว่าจะฝ่ายพันธมิตรฯ หรือฝ่ายพันธะอะไรๆอื่นๆยังไม่หยุด โหมประโคมกันไปตลอดปีนี้ ต่อเนื่องถึงปีหน้า ปีต่อๆไป สักวันเถอะเลือดไทยจะชุ่มแผ่นดินไทย! เมื่อปีกลาย เราเห็นภาพความจลาจลในประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว หรือเราอยากได้อย่างเขาบ้างเพื่อมิให้น้อยหน้า? หรือเราพร้อมหันหน้าเข้าฆ่ากันแล้วใช่ไหมครับผม???

(๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑)				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟตราชู
Lovings  ตราชู เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงตราชู