19 มกราคม 2550 23:06 น.

ค่ายเยาวชนนักเขียนเพื่อการอนุรักษ์

ร้อยฝัน

หลังจาก  นั่งหลังขดหลังแข็ง อดหลับอดนอนอยู่นานหลายเดือน  ความยุ่งยากวุ่นวายทั้งหลายก็เริ่มซาลง  แรงบันดาลใจของฉัน ที่มันลดหายไปกว่าครึ่ง  เมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ผ่านพบมาก่อนหน้านี้ ฉันก็เริ่มตรึกตรองอีกครั้ง  ว่าที่ฉันทำ  ฉันทำเพื่อใคร  เหตุผลใดจึงทำ แล้วฉันก็ได้คำตอบทั้งหมด  
...ฉันทำเพื่อเด็ก ๆ บ้านฉัน ให้รู้สำนึกรัก บุญคุณของผืนแผ่นดิน บุญคุณของผืนป่าบ้านเกิด  ฉันทำให้เค้าได้รักการอ่าน  ได้เรียนรู้การเขียน  
และเหตุผลที่สำคัญที่สุด  ฉันทำเพราะฉันรักที่จะทำมัน  ฉันมีความสุขที่ได้ทำ
คุณคงสงสัยใช่ไหม  ฉันทำอะไร ???
...  ฉันจัดค่ายเยาวชนนักเขียนเพื่อการอนุรักษ์
 มันไม่ได้ทำให้เกิดนักเขียนจริงหรอก  ไม่ได้ทำให้เกิดนักอนุรักษ์จริงหรอก
แต่อย่างน้อยสิ่งที่ฉันทำก็ได้ปลุกจิตสำนึกของเยาวชนเหล่านี้ 
  ปีนี้ฉันว่าฉันจะล้มเลิกโครงการ  เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ประดังประเดเข้ามา
ปัญหาสุขภาพของครอบครัว  งานที่ต้องทำ  ภาระในการศึกษาค้นคว้าอิสระ  ทำให้ฉันท้อแท้ในใจ
...แต่วันหนึ่งฉันก็ได้คิด  เมื่อมีเด็กคนหนึ่ง  ถามฉันว่า 
"ปีนี้อาจารย์จะจัดค่ายที่ไหน"
ฉันถามแกว่า   "เธออยากไปค่ายเหรอ"  
  คำตอบที่แกตอบ  "อยากไปครับ"
  ฉันถามเธอว่า   "เธอไปค่าย  เธอได้อะไรกลับมา"
  "ได้ตั้งหลายอย่างครับ  ผมได้ความรู้  รู้จักเพื่อน รู้จักพี่วิทยากร  ผมได้รู้จักอาจารย์   ผมได้รางวัลตั้งหลายอย่าง  สนุกมากครับอาจารย์"
   "ครูคงไม่จัดหรอกปีนี้" ฉันบอกเด็กอย่าท้อแท้
  "ทำไมล่ะครับอาจารย์  ค่ารถพวกผมออกเองได้ครับ  อาหารก็ไปทำกินเองก็ได้ครับ"
   "ครูต้องดูก่อนว่าว่างไหม  อีกอย่างต้องไม่เบียดบังเวลาเรียนพวกเราด้วย"ฉันตอบเด็กไปอย่างนั้น
   "ไปเสาร์อาทิตย์ก็ได้นี่ครับ "  
   แล้วใครจะไปกลับครูล่ะ
   "พวกผมครับ  เพื่อน ๆ อีกตั้งหลายคนครับ" 
  "แล้วครูจะลองคิดดูอีกที" ฉันให้ความหวังกับเด็กคนนั้นไป

    นอกจากเสียงเรียกร้องจากพวกเด็ก ๆ แล้ว  เพื่อน ๆ หลายคนใน บ้านกลอนไทย  ก็ถามไถ่ เสมอว่า ไม่จัดค่าย  หรือ  ฉันก็ตอบเพียงว่า ถ้าฉันว่าง  ฉันพยายามหาช่วงที่เป็นวันหยุดยาวในการจัดค่าย  แต่ช่วงแบบนั้น  คำตอบส่วนใหญ่ของคนที่พอจะช่วยฉันได้คือ  ไม่ว่าง  และสถานที่และวิทยากรติดค่ายอื่น ๆ  จนกระทั่งฉันต้องเลือกวันเวลานี้
   ฉันเลือกวันที่จะจัดค่าย  คือระหว่างวันที่ 16 - 18  กุมภาพันธ์  2550  ฉันติดต่อ
สถานที่  วิทยากร  และรับสมัครเด็ก ๆ ไว้แล้ว  ตอนแรกจะรับสมัครเพียง  50  คน  แต่เท่าที่ฉัน รับลงชื่อไว้  น่าจะเกินกว่านั้น
    ในวันที่ฉันประชาสัมพันธ์โครงการค่าย  เด็กหลายคนสนใจและให้ฉันเล่าให้ฟังคร่าว ๆ  ว่าเค้าจะเจออะไรที่ค่ายบ้าง
   เริ่มจากการออกเดินทาง  จากโรงเรียนมัธยมหนองเขียด  ถึงสถานีส่งเสริมและรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยกุ่ม  ในวันที่  16  กุมภาพันธ์  2550  เวลา  13.00  น.
  กว่าจะถึงก็คงราว ๆ 15.00 น. ของวันนั้น  หลังจากเก็บข้าวเก็บของเข้าที่พักใน
ค่ายพักแรมรอยเสือ  ทุกคนต้องมาร่วมสันทนาการ  ร่วมเป็นพี่เป็นน้อง  รู้จักน้อง รู้จักพี่  รู้จักสถานที่กันพอสมควร  วิทยากรคนไหนเป็นพี่เลี้ยงใคร  ก็ต้องรับภาระการสอนหุงหาอาหารด้วยหม้อสนาม และอุปกรณ์ธรรมชาติ  (หลามทุกอย่างที่ขวางหน้า) ประกวดประชันกันถึงความอร่อย ไม่ว่าจะเป็นข้าว
สามพระเจ้า  หรือหลามรสเด็ด  ไม่มีวิทยากรกลาง  ทุกคนเป็นพี่เลี้ยงหมด
กินอยู่ต้องร่วมชะตากรรม กับสมาชิกในกลุ่ม 
    หลังจากอิ่มอร่อย  ก็อาบน้ำอาบท่า รวมกันที่บ้านเสือโคร่ง  ดูวีดีทัศน์  ของป่าภูเขียว  ห้วยกุ่ม และการอนุรักษ์  ต่อด้วยการเรียกเสียงหัวเราะสักเล็กน้อย   ค่อยสวดมนต์ก่อนเข้านอนหลับฝันดี
  ในเช้าตรู่วันที่  17 จะยืดเส้นยืดสายกันด้วยการออกเดินไปที่บ่อหินกูด   ก่อนกลับมาหุงข้าวปลาอาหารกินกัน  และเผื่อห่อไปกินในราวป่ายามทำกิจกรรม
   กินข้าวปลาเสร็จ  ทุกคนต้องเตรียมตัวแบกเป้  แบกเสบียง  ในค่ำคืนของวันที่  17 จะเข้าไปนอนในป่าแถว ๆ  ผาแดงน้อย  หรือแถว ๆ  ตู้รถไฟ  ดังนั้นทุกคนต้องนำเต็นท์  ถุงนอนไปด้วย  ใคร ไม่ใคร่นอน ก็คงไม่ว่ากัน
  กิจกรรมจะเริ่มต้นจากการออกเดิน  จากค่ายพักรอยเสือ  ผ่านฐานกิจกรรมต่าง ๆ จากวิทยากรห้วยกุ่ม และ วิทยากรบ้านกลอนไทย   จนไปถึงผาแดงน้อย  จากนั้นใครใคร่เล่นน้ำ ใครใคร่ถ่ายรูป  เขียนกลอน  แต่งเพลง  หรือวาดภาพ  ก็ไม่มีเหตุอันจะขัดข้อง
   ประมาณ  4 โมงเย็น ก็เป็นการเตรียมค่ายที่พัก  หุงหาอาหาร  กินกันเป็นที่สำราญบานเย็น
 ประมาณ  1 ทุ่ม  ทุกคนจะรวมกันสร้างสามัคคี  ร่วมกันรำลึกถึง 
คุณสืบ   นาคะเสถียร  ด้วยกิจกรรม  ต้อนรับ เยาวชนนักอนุรักษ์  และพิธีเทียน  ก่อนที่จะสวดมนต์ก่อนหลับสบายในป่าใหญ่ ริมพรม
  ตอนเช้าวันที่  18 หลังจากการหุงหาและกินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว  ต้องเก็บอุปกรณ์กลับมาที่ค่ายพักรอยเสือ  จากนั้นก็ให้ช่วยกันเก็บของ ทำความสะอาด  ทำพิธีปิด  และ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
        หลังจากฉันเล่าจบ  สาวน้อยแก้มใส  คนหนึ่ง  ถามขึ้นว่า
    "พี่ ๆ จากบ้านกลอนไทย  จะมากี่คนคะ"
    "ครูยังตอบไม่ได้ค่ะ  พี่ ๆ เค้ายังไม่ทราบโครงการเลย"
     "อาจารย์ไม่บอกพี่เค้าเหรอคะ"
     "บอกสิ  คงไม่ช้านี้แหละ"
     "อาจารย์คะ พี่เค้าจะมายังไง"
     "ก็ถ้าสนใจจะมา  ก็ติดต่อครูโดยตรงเลยลูก"
     "แล้วพี่เค้าจะติดต่อยังไงคะ"
        "ติดต่อมาที่คนนี้ค่ะ   จันทร์สุดา    งามชัด
   e - mail : roiphan@yahoo.com
   โทรศัพท์  : 0894177871
 ที่อยู่  ร.ร. มัธยมหนองเขียด
    ตำบลหนองเขียด   อำเภอชุมแพ  จังหวัดขอนแก่น  40290"

      "อาจารย์คะ  หนูอยากให้พี่ ๆ  เค้ามาค่ะ"
      "ครูก็หวังว่าอย่างนั้นลูก   ไปเถอะ  ออดแล้ว"
       "สวัสดีค่ะ  อาจารย์ "				
9 มกราคม 2550 20:34 น.

เพียงเธอ เพียงดาว 2

ร้อยฝัน

4

          เลาขลุ่ยตื่นขึ้นมาเพราะแสงแดดยามเย็นสาดส่อง   มองหาเจ้าของตักที่หนุนนอน ไม่เห็นอยู่ตรงนั้น  แต่มีหมอนนุ่มสีหวาน หนุนให้แทนตัก 
          "พี่ขลุ่ยครับ ตื่นหรือยังครับ"  เสียงทักทายแว่วมาจากหลังบ้าน
          "ตื่นแล้วครับ  แล้วนี่มดดำ  หรือ  มดแดงครับ"
           "มดแดงครับ  พี่ดาวบอกว่า ถ้าพี่ขลุ่ยตื่นแล้ว  ให้มดแดงช่วยดูแลครับพี่ครับ  พี่จะเอาอะไรไหมครับ"
          "ไม่ล่ะ  แต่พี่อยากอาบน้ำน่ะ  เออ แต่ว่าพี่ดาวไปไหนครับ"
          "พี่ดาวออกไปดูแปลงผักครับ  เห็นว่าเพลี้ยลงมาก  สักครู่คงกลับครับ"
          "พี่อยากเห็นบ้างจัง  มดแดงพาพี่ไปหน่อยได้ไหม"
          "ได้ครับ  พี่ขลุ่ยเตรียมเสื้อผ้าไปอาบน้ำด้วยสิครับ  ตรงนั้นน่ะมีลำธาร จะได้เล่นน้ำกันให้ชุ่มปอดไปเลย"
         "งั้นรอเดี๋ยว พี่อยากอาบน้ำอยู่เหมือนกัน"
         "ผมรอที่หน้าบ้านนะครับ"
 		5

         แปลงผักของเพียงดาว  ห่างจากที่พักเกือบ  2 กิโลเมตร  แต่คนนำทางของเลาขลุ่ยก็ไม่มีทีท่าจะเหน็ดเหนื่อยสักนิดทั้งที่ระหว่างทาง ทั้งวิ่งทั้งเดิน  ทั้งส่งเสียงคุยจ้อย  ๆๆ  จนเลาขลุ่ยเองก็เริ่มมองเห็นความน่ารัก  เฉลียวฉลาดของเด็กชายตัวน้อย  เด็กชายชี้ชวนให้ดูทิวทัศน์ข้างทาง  ทุ่งข้าวสีเขียว  มีฉากหลังเป็นภูเขาสีน้ำเงินเข้มไกลลิบ  เลาขลุ่ยเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
         "อากาศดีจังนะมดแดง"
         "ครับ  พี่ขลุ่ยรู้ไหม  พี่ดาวชอบที่นี่มาก  พี่ดาวบอกว่าสวย แล้วก็น่าอยู่กว่าในเมืองอีก"
          "นั่นสิ  พี่ดาวของมดแดง ถึงไม่ยอมกลับไปหาพี่สักที"
          "พี่ดาว เคยบอกว่า  พี่ดาวมีทุกคนที่นี่  แต่ที่ในเมืองพี่ดาวไม่มีใคร 
นะครับ"
          "แม้แต่พี่เหรอ มดแดง  พี่ดาวเคยพูดถึงพี่บ้างหรือเปล่า"
          "เอ  คงไม่เคยครับ"
          "ไม่เคยเลยเหรอ " เลาขลุ่ยสะท้อนในอก  ออกจะน้อยใจอยู่ครามครัน
          "ไม่เคยพูดถึงพี่ขลุ่ย  แต่บอกว่ามีคนที่คิดถึงมากที่ในเมือง พี่ดาวบอกว่าเค้าคงไม่มาอีกแล้ว  น่าสงสารพี่ดาวนะครับ  ใครคนนั้นไม่คิดถึงพี่ดาว"
          "ไม่หรอกมดแดง  เค้าอาจจะคิดถึงพี่ดาวมาก  แต่.."
          "แต่อะไรหรือครับ  หรือว่าที่นี่มันไม่น่าอยู่"
          "ไม่ใช่หรอกมดแดง  บางทีมันก็ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่หรอก  แต่มันขึ้นอยู่กับใจคนมากกว่า"
            "ใจคน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่นี่ครับ"
            "คนเราอยู่ที่ไหนมีความสุข  ก็อยากอยู่ที่นั่น  แต่ที่ ๆ เดียวกัน ไม่อาจทำให้ทุกคนมีความสุขได้หรอก"
            "พี่ดาวอยู่ที่นี่ มีความสุข  แต่พี่ขลุ่ย อยู่แล้วไม่มีความสุขเหรอครับ พี่ถึงไม่อยู่กับพี่ดาว"
            "ก็ไม่เชิงหรอกมดแดง   คนทุกคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง พี่มีความจำเป็นบางอย่างที่ไม่สามารถอยู่กับพี่ดาวของมดแดงได้"
            "พี่ก็เลยไปอยู่ในเมือง  ปล่อยให้พี่ดาวร้องไห้ขี้มูกโป่ง"
            "พี่ดาวร้องไห้  ด้วยหรือมดแดง บ่อยรึเปล่า"
            "ผมไม่เคยเห็นหรอกครับ  แต่พี่ดาวซึม ๆ ตาแดง ๆ บ่อย ๆ "
            "มดแดง  ถ้าพี่ขลุ่ยกลับไปในเมือง มดแดงดูแลพี่ดาวแทนพี่นะ  อย่าให้พี่ดาวร้องไห้"
           "ครับผม  ผมลูกผู้ชายนายมดแดง  ขอสัญญาด้วยเกียรติ ของลูกเสือสำรองครับผม"
           "ขอบใจมากมดแดง  เรารีบเดินเถอะ  เดี๋ยวจะค่ำ อดเล่นน้ำกันพอดี"
           "วิ่งแข่งกันดีกว่าพี่ขลุ่ย  สนุกดี"
           "เอาสิ  หนึ่ง สอง สาม ไป"
           ผลการแข่งขันเลาขลุ่ยตกเป็นผู้แพ้  อย่างสิ้นเชิง นอกจากแพ้อย่างหมดรูปแล้ว เลาขลุ่ยยังหอบแฮ่ก ๆ เหมือนกับเส้นทางนั้นมันยาวไกลนัก
           "พี่ดาว  พี่ดาวครับ  พี่ขลุ่ยตายแล้ว นอนแอ้งแม้งอยู่ตรงโน้น"
           "อ้าว  เป็นอะไรไปล่ะ  แล้วมดแดงไปไหนมาเนี่ย เหงื่อซกเลย"   
           "ก็วิ่งแข่งกับพี่ขลุ่ยล่ะครับ   โน่นพี่ขลุ่ยหอบแฮ่ก  ๆ  อยู่ตรงโน้น"
           เพียงดาว  มองตามมือที่ชี้บอกตำแหน่งของมดแดง  เห็นเลาขลุ่ยนอนเขลงอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวบนเนิน  เธอยิ้มน้อย ๆ  เดินตรงไปหา
          "เป็นไงขลุ่ย  แพ้หมดรูปเลย"
          "นี่ไม่ต้องซ้ำเติมเลยนะ  เด็กอะไรวิ่งเร็วยังกะลม  เหนื่อยแทบตาย"
          "เด็กที่นี่ เค้าซ้อมวิ่งซ้อมเดินกันเป็นประจำอยู่แล้ว  ไม่ต้องห่วง  ว่าแต่ขลุ่ยเถอะดีขึ้นหรือยัง"
          "ยัง  ต้องขอยาหอมแก้ลมซะก่อน"
          "เดี๋ยวไปถึงบ้านดาวจะจัดให้  แต่ขลุ่ยพักก่อนนะ  เหงื่อแห้งแล้วค่อยกลับไปอาบน้ำอาบท่า"
          "ถ้ารอยาหอมที่บ้านก็ตายก่อนพอดีสิ  ขอเดี๋ยวนี้ล่ะ"   เลาขลุ่ยดึง
เพียงดาว  เข้าไปกอดหอมฟอดเข้าที่แก้มนวล
          "ตาขลุ่ยบ้า  ทำอะไรน่ะอายเค้า"
          "ก็ยาหอมปราบลมไง  หายแล้ว  อย่างอนน่า พาขลุ่ยไปดูผักหน่อยสิ ดาวปลูกอะไรบ้าง"
          "ดาวไม่ได้ปลูกเองหรอก  ชาวบ้านเค้าปลูกน่ะ  ดาวเพียงแค่มาดู ให้คำแนะนำนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น"
          "ดาวเก่งจังนะ  จบบริหารธุรกิจ  แต่มาเป็นนักวิชาการปลูกผัก"
          "ทุกอย่างเราสามารถทำได้  ถ้าเราสนใจ  และตั้งใจจริงน่ะขลุ่ย  ดาวอยากรู้อะไร ดาวก็ศึกษาเท่านั้นเอง"
          "แล้วดาวไม่อยากรู้ว่าขลุ่ยคิดถึงดาวแค่ไหนเหรอ"
          "แหม เนี่ยนะมุขจีบสาวขลุ่ย  จืดไปหน่อยมะ  ไปมะ เดี๋ยวดาวไม่รอนะ"
          "ว้า  คนอะไร ไม่ยอมใจอ่อนสักที ฉุดหน่อยซีลุกไม่ไหว  ปวดขา"
          "ไม่ต้องลูกไม้เลยขลุ่ย  ดาวรู้ทันหรอกนะ"
          "แหมที่โบราณว่า จะหาเมียทั้งที  ต้องสวย  รวย  โง่ เนี่ยท่าจะจริงแฮะ"
          "ดาวไม่อยากเป็นคนโง่  ดาวโง่มานานแล้ว " เสียงเพียงดาวแปร่ง ๆ  ฟังดูกระด้างขึ้น
          "ดาว ขลุ่ยขอโทษ  ขลุ่ยพูดเล่นน่ะ  อยากให้ดาวขำ ขำ  อารมณ์ดี"
          "ไม่เป็นไรขลุ่ย  ไปกันเถอะ  "
          "ดาว  เป็นอะไรไหม"
          "ขลุ่ย  มดแดงรออยู่โน่นแน่ะ  ไปเถอะ เดี๋ยวจะค่ำ" เพียงดาวตัดบทน้ำเสียงดูหงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม
          การแสดงออกของเพียงดาวทำให้เลาขลุ่ยใจแป้ว และรู้สึกเหมือนพลาดไป  ที่เผลอพูดในสิ่งที่ไม่สมควรให้เสียบรรยากาศ  แต่เพียงดาวก็ไม่เปิดโอกาสให้ถาม  เธอจ้ำอ้าวเดินนำหน้าเลาขลุ่ยลิ่ว ๆ  ไม่สนใจว่าเขาจะตามไปหรือไม่  ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เหมือนอยากจะหนีอะไรบางอย่าง
         "ดาว  รอขลุ่ยด้วยสิ  เหนื่อยแล้วนะ เดินเร็วเป็นบ้า"
         เพียงดาวหยุดรอ  แต่ไม่พูดอะไร หน้าสวยดูเศร้าจนเลาขลุ่ยสังเกตเห็น  เลาขลุ่ยยิ้ม  เพียงดาวเสหน้าไปมองทางอื่นเหมือนต้องการซ่อนความรู้สึกเอาไว้
          "ขลุ่ย  ไปเล่นน้ำกับมดแดงก่อนนะ ดาวแวะไปเก็บผักก่อน  "
          "ขลุ่ยช่วยไหมดาว"
          "ไม่ต้องหรอกไปเถอะ  เดี๋ยวดาวกลับมา"
          "ดาวไม่เป็นไรนะ"
          "ไปเถอะขลุ่ย  ดาวไม่เป็นไรหรอกรับรอง"
          "อื้อแล้วตามมานะ"
          เพียงดาวไม่ตอบและเดินจากไป  เลาขลุ่ยหันมองไปอีกฟากของสวนผัก  สหายตัวน้อยของเขายืนโบกมือเรียกอยู่หยอย ๆ  มดแดงเดินเข้าไปหา  และหันกลับมามอง  ไม่เห็นแม้แต่เงาของเพียงดาวอยู่แถวนั้น  ทั้งที่ใจอยากจะเรียกแต่เลาขลุ่ยก็ทำได้แค่มองหา คงทำได้แค่นั้น				
8 มกราคม 2550 21:07 น.

เพียงเธอ เพียงดาว

ร้อยฝัน

1
	ดวงอาทิตย์ดวงโต กำลังโผล่พ้นทิวเขาไกลลิบอยู่เบื้องหน้า
กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กโดดเดี่ยวที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อยกำลังเริ่ม
มีชีวิตชีวา   กรุ่นกลิ่นควันไฟจากเตาฟืนกระจายไปทั่วทั้งกระท่อม
	เพียงดาว ก้าวออกมาสูดอากาศยามเช้าพร้อมกับกาแฟถ้วยโปรด
กลิ่นกาแฟผสมด้วยกลิ่นมะนาวจาง ๆ ช่างหอมเย้ายวนให้ดื่มชิม เธอ
บรรจงละเลียดกาแฟในถ้วยอย่างอ้อยอิ่ง  นึกถึงใครบางคนที่เคยค่อนขอด  
	"แปลกคน  ทำไมกินกาแฟกับมะนาว" 
	เธอจำไม่ได้ว่าเธอตอบเขาหรือไม่  เธอไม่ได้ติดใจในรสชาติ
หวานมันที่เต็มไปด้วย ครีม นม  น้ำตาล  แต่กาแฟกับมะนาว  มันอาจจะเป็น
สิ่งที่แปลกสำหรับคนทั่วไป  สำหรับเธอ  กาแฟขม ๆ  กับมะนาวเปรี้ยวพอ
ปะแล่ม เข้ากันอย่างลงตัว กลิ่นหอมของกาแฟกับมะนาว  มันชวนให้สดชื่น
และทำให้อารมณ์ดีได้อย่างไม่ยาก   
	เพียงดาวจิบกาแฟอึกสุดท้าย  ก่อนที่จะวางมันลง  เธอเปิดโลกสดใสด้วยรอยยิ้ม   นึกถึงหน้าใครบางคน   วันนี้คงเป็นเช้าทีสดใสเป็นพิเศษสำหรับเพียงดาวใครคนนั้น  กำลังจะเดินทางมาที่นี่   ที่ที่เขาเคยบอกว่าจะไม่เหยียบมาอีก  แต่เขาก็กลับมา  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  แต่เพียงดาวเชื่อว่า เขาเข้าใจเธอ
	2

	" พี่ครับชิดในด้วยคร๊าบ  ข้างหน้ามีที่ว่างตั้ง 4 - 5 เซ็น รถเต็ม
เราจะออกเดินทางกันเสียที  เชิญคร๊าบ พี่คร๊าบ  เบียด ๆ กันหน่อยครับ  " เสียงเด็กรถตะโกนเจื้อยแจ้ว   สร้างความรำคาญให้เลาขลุ่ย มากกว่าจะขบขัน  รถคันเก่าคันเดียวไม่ใหญ่พอจะจุคนได้มากกว่า สามสิบคน  แต่ที่เขานับทั้งคน ทั้งข้าวของมันมากกว่ารถจะบรรจุได้แต่รถก็ไม่ยอมเคลื่อนเสียที  ยังคงหาผู้โดยสารเพิ่มโดยไม่ไยดี  กับผู้โดยสารที่เข้าไปยัดอยู่ก่อนหน้า  ทั้งกลิ่นคน ปนกับกลิ่นสิ่งของ  เล่นเอาเลาขลุ่ยแทบจะกลั้นหายใจ นี่เขามาลำบากอะไรที่นี่  ที่ที่ไม่มีความสะดวกสบายใด ๆ เขาบ้าไปแล้วหรือ  แค่ผู้หญิงคนเดียว  เขาทำได้ถึงเพียงนี้
	3

	"ขลุ่ย  ๆ  ดาวอยู่ทางนี้ "  เสียงใส ๆ  ของเพียงดาวแว่วมาจากข้างหลังของเลาขลุ่ย  เขาหันหลังกลับไป  พบรอยยิ้มสดใสบนหน้า  ความเหนื่อยล้าเหมือนว่าจะมลายไปสิ้น
	"รอนานไหม ดาว "
	"ก็พอสมควรน่ะ  ตื่นเต้นจะได้เจอขลุ่ย  ออกมาแต่เช้าเชียว  ปกติรถเข้าหมู่บ้านก็เกือบบ่ายแน่ะ แต่ดาวมารอขลุ่ยตั้งแต่เช้าเลย ขลุ่ยหิวไหมเนี่ย "
	" อื้อ หิว  รถบ้าอะไรไม่รู้  คนเต็มตั้งแต่สามโมงเช้า  กว่าจะเคลื่อนออกมาได้ ก็เกือบเที่ยง  เซ็งชะมัด"
	"อื้อ  ก็งี้แหละในป่าในดง  วันนึงมีรถเที่ยวเดียวเอง  ก็ต้องรอ  เผื่อใครตกรถตกเรือต้องเสีย เวลาเป็นวันเลยนะ  กว่าจะมีรถเข้ามาอีก  ขลุ่ยยังโชคคีน๊า มาถึงแต่เช้า มีรถเข้ามาเนี่ย  บางทีดาวเอง กว่าจะมาถึงหมู่บ้าน ใช้เวลาตั้ง  สองวันแน่ะ "
	"แล้วดาว จะทนอยู่อีกเหรอ"
	"ขลุ่ย  ดาวไม่ได้ทน แต่ดาวพอใจที่จะอยู่ที่นี่   ไม่เอาละ อย่าเพิ่งเปิดศีกกันเลย  ขลุ่ยมาเหนื่อย ๆ ไปพักให้สบายก่อนนะ  ปะ  เดี๋ยวดาวมีเมนูพิเศษเลยนะ  หิวข้าวแล้วเนี่ย ไปเร็ว"
	เพียงดาวดึงมือเลาขลุ่ยเดินห่างออกไปจากกลุ่มคน   ตรงไปยังจักรยานกลางเก่ากลางใหม่ที่จอดพิงไว้  ในชายคาของศาลาริมทาง  
	"ดาวจะไหวเหรอ  ทั้งกระเป๋าทั้งคนนะ"
	"น่าไม่ต้องห่วง  เดี๋ยวมีคนมาช่วย"
	"มดแดง  มดดำ  มาเร็ว กลับบ้านกันเถอะ" เพียงดาวเรียกใครบางคน  พอสิ้นเสียงเพียงดาว  เด็กน้อย ตัวมอมแมม ก็จูงจักรยานออกมา  
	"มดแดง  กับมดดำ  นี่พี่ขลุ่ยจ๊ะ  "
	"สวัสดีครับ"  สองเด็กน้อยพูดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน
	"เอาล่ะ  คุณสองมด  ช่วยเอากระเป๋าพี่ขลุ่ยไปเก็บที่บ้านให้ทีนะ เดี๋ยวพี่ดาวจะตามไป ไปกันเถอะขลุ่ย"
	"ดาว   เด็กสองคนนั้นไว้ใจได้แน่นะ   ขลุ่ยกลัวว่าข้าวของจะเสียหายซะหมดนะซี"
	"ขลุ่ย  นายสองมดเนี่ยไว้ใจได้  เค้าเป็นเด็กน่ารัก  ไปกันเถอะ เดี๋ยวขลุ่ยซ้อนนะ ดาวจะปั่นเอง ขลุ่ยจะได้ไม่เหนื่อย"
	"ไม่เอาล่ะ  ขืนให้ดาวปั่นมีหวังขลุ่ยต้องกินดินก่อนกินข้าวแน่เลย   ขลุ่ยยังพอไหวน่า  ขลุ่ยปั่นเองก็ได้"
	"ตามใจ  งั้นตามสองคนนั่นไปละกัน "
	"เกาะแน่น  ๆ  ล่ะ เราจะบินแล้ว "
	"ไปเลย   บินไม่กลัว  กลัวไม่บินนะซี๊"
	การปั่นจักรยาน  ท่ามกลางแสงแดดในยามบ่าย   เล่นเอาเลาขลุ่ยเหนื่อยล้ากว่าที่จะควรเป็น  แดดก็ร้อน  คนก็หนัก  แม้ระยะทางจะไม่ไกลนัก  แต่เลาขลุ่ยก็รู้สึกว่าการปั่นจักรยานท่ามกลางแดดร้อน ๆ  มันช่างทรมานเหลือเกิน  กว่าจะถึงที่พักก็ทำเอาเลาขลุ่ยหงุดหงิดอยู่พอสมควร
	"เหนื่อยไหมขลุ่ย  ดูสิเหงื่อซ่กเลย  ดาวพัดให้นะ"
	"เหนื่อยสิ  ร้อนด้วย หมูหรือคนเนี่ย  หนักเป็นบ้าเลย"
	"น่าหน่อยเดียวเอง  บ่นเป็นตาแก่หัวล้านไปได้  ดื่มน้ำให้ใจเย็นก่อน เดี๋ยวดาวไปหาอะไรมาให้กิน นะ"
	"ให้เร็วเลยเชียว  ช้าจะเคี้ยวคนพูดซะให้ป่น"
	"แหมใจร้ายจริง  แป๊บเดียวน่าเดี๋ยวมา"
	เพียงดาวเข้าไปในครัว  ที่สร้างยื่นออกมานอกกระท่อม  สักครู่ก็ยกถาดข้าวแช่ที่เตรียมไว้รับแขกพิเศษ ออกมา  กรุ่นกลิ่นมะลิ หอมเย็น  แนมกับเครื่องเคียงข้าวแช่ชวนให้หิว
	"มาแล้ว  ข้าวแช่ เย็น ๆ  หอมชื่นใจ  ดาวทำเองเลยนะขลุ่ย 
ลองชิมสิ"
	"อื้อ  แหมหอมชวนกินมากเลยดาว  ว่าแต่ว่า ดาวพอจะ มียาแก้ท้องเสียบ้างรึเปล่า"
	"โธ่  ขลุ่ยฝีมือดาวไว้ใจได้น่า  ขนาดแม่ช้อยยังไม่รับชิม  คุณติ๋มเดินหนีเลยนะ   รับรองถ้าเป็นอะไรที่นี่ ไม่รอดหรอก"
	"โหกะฆ่าให้ตายเลยใช่ไหม  เอ้า เพื่อข้าวแช่หอม ๆ อร่อย ๆ ยอมตายว่ะไอ้ขลุ่ย"
	คงเพราะความหิว  บวกกับคนรักนั่งอยู่ข้าง ๆ เพียงครู่เดียว  เลาขลุ่ยก็จัดการข้าวแช่ชุดนั้นหมดเกลี้ยง
	"อร่อยไหม  ขลุ่ย "
	"ก็ไม่เท่าไหร่หรอก  แต่มันหิวน่ะ  แต่ว่ามีอีกไหมดาว อีกสักพัก  ขอกินอีกชุดนะ"
	"อ้าวไม่กลัวท้องเสียเหรอ"
	" ไม่กลัว   โอ๊ะ โอ๊ะ  โอย  ดาว  ดาวววว จ๋า ขลุ่ยหายใจไม่ออก" เลาขลุ่ยล้มตัวเขลง ลงบิดตัวไปมา
	"ขลุ่ย เป็นอะไรไปน่ะ  "
	"ขลุ่ยท้องจะแตกตาย  แล้วก็ง่วงด้วย  "เลาขลุ่ยพูดพร้อมกับทรงตัวขึ้นนั่งก่อนจะล้มตัวแหมะลงบนตักเพียงดาว
	"ขอหลับสักพักนะดาว  อืมตักดาวน่าหนุนนอนตาย"  
	"ตาขลุ่ยบ้า "  เพียงดาวต่อว่า หากแต่ยิ้มน้อย  ๆ  อย่างสุขใจ  ปล่อยให้เลาขลุ่ยนอนหนุนตักอยู่เป็นนาน				
22 ตุลาคม 2549 23:29 น.

หลับไหล ในมืดมิด

ร้อยฝัน

ฉันตื่นลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดในห้องแคบ ๆ  รู้สึกเหมือนว่า 
ฉันนอนยาวนานเหลือเกินแล้ว ร่างกายฉันมันฟ้องถึงความปวดหน่วง
อึดอัด ของกระเพาะปัสสวะที่อุ้มของเหลวเสียไว้เป็นเวลานาน     
      ฉันดีดตัวลุกขึ้น สลัดแขนสลัดขา  ความปวดหน่วงมันคุกคามมากขึ้น 
 จนฉันไม่อาจโอ้เอ้ รอได้อีก  ฉันเดินไปเอื้อมบิดประตูห้องน้ำที่สร้างติด
กับห้องนอนด้วยความเคยชิน  ในห้องน้ำมืดมองไม่เห็นสิ่งใด จึงเอื้อมมือ
ไปกดสวิทซ์ไฟ  กดไปมาอยู่หลายเที่ยว  แต่ไม่มีแสงใด ๆ ลอดออกมา
         "ริยำ ไหนแม่งบอกสวัสดิการรัฐ   ห่าเอ้ยแค่จ่ายค่าไฟช้าไปสิบกว่า
          วัน แม่งตัดไฟกู  ไอ้พวก.เห้   เลือกตั้งคราวหน้า ..มึงอย่าหวังว่า
           กูจะกาให้พวกมึง กูจะให้ พวกมึงกราบตีนกู อ้อนวอน..หนอย  
          โชว์นโยบายห่าเหว  ตะบักตะบวย ..มันก็ไม่ต่างอะไรกับปลิงล่ะวะ  
          สูบเลือดเลือดสูบเนื้อจากกู  โว้ย เซ็งโว้ย"
           ฉันโวยวาย  แต่ก็ปลดทุกข์จนเรียบร้อย  ความมืดมันก็แค่ความ
ลำบากเล็ก ๆ น้อย ๆ  เท่านั้น มันไม่มีอำนาจพอให้ฉันรู้สึกวิตกกังวล  
แต่กลับเป็นเรื่องดี ที่ฉันจะได้พักผ่อนนอนซะให้หนำใจ  เป็นการชดเชย
เมื่อหลายวันที่แล้ว  ที่ฉันต้องตะเกียกตะกายวิ่งตามตะวัน  
            เมื่อความปวดหน่วงหนักหายไป  และรับรู้ได้ถึงความสบายเนื้อ
สบายตัวที่ได้ปลดปล่อย  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความง่วงงุนหายไป  ความมืด
ในห้องก็ฉุดให้ฉันยืดเยื้อนอนต่อ  โดยไม่นำพาว่าจะหลับมาแล้วกี่ชั่วโมง   
           ฉันตื่นมาอีกครั้ง  เมื่อสัณชาติญาณความเป็นมนุษย์มันเรียกร้อง  
ความหิว มันปลุกฉันจากหลับไหลฉันเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง  
แต่ก็เปล่า ยังมืดเหมือนเดิม  ไฟไม่ติด
         "ห่าเอ้ย  .."  ฉันสบถออกมาอย่างหัวเสีย
          ฉันจึงลุกขึ้นจากเตียงไปยังหน้าต่าง  ผลักหน้าต่างเปิดออกไป  
หวังพบแสงสว่างดังเช่นทุกวัน  แต่  ข้างนอกยังมืดมิด  ไม่มีแม้แต่
แสงเทียนเล็ดลอด
          " เฮ้ย  เป็นห่าอะไรวะ ไฟดับทั้งเมืองหรือไง หิวตายชัก จะหาอะไร
            กิน  ได้วะนี่"
         ท้องมันเริ่มประท้วงอย่างเอาเป็นเอาตาย  ฉันพยายามปรับสายตา
ให้เข้ากับความมืด หากทว่าไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย  
มือฉันจึงเริ่มป่ายเปะปะ  ควานหาไฟฉายที่มักจะเก็บไว้หัวเตียงด้วยว่า
เมืองนี้ประเทศนี้  เพียงแค่ลมพัดดอกไม้ไหว ไฟก็ดับเอาเสียง่าย  ๆ  
          มือสัมผัสเข้ากับไฟฉาย   แต่เพียรเปิดสักเท่าไรก็ไม่ติด  
ถ้าไม่หัวเทียนบอร์ด ก็หมดถ่านฉันจึงละความพยายามจากไฟฉาย  
ควานหาโทรศัพท์มือถือที่น่าจะส่องให้เห็นได้ในชั่วระยะหนึ่ง  แต่ก็เปล่า 
มือถือของฉัน  มันบอดสนิทเช่นกัน  ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น  นึกขึ้น
ได้ว่ามีเทียนอยู่กล่องและไฟแช็คที่ฉันใช้เผาปอด เผาเงินอยู่เป็นประจำอยู่  
ฉันเดินสะเปะสะปะไป ควานหาอย่างร้อนรน  ฉันเจอเทียนเป็นอย่างแรก 
และเจอไฟแช็ค ในเวลาต่อมา  แต่เมื่อฉันจุดไฟแช็ค  คว้าน้ำเหลว  ไม่มี
ไฟแม้แต่ประกายเล็ก ๆ  ดังนั้นความหวังสุดท้ายของฉันก็คือ  เปิดประตู
ออกไปร้องเรียกคนข้างนอก  เผื่อว่าจะมีใครช่วยฉันได้
         ฉันเปิดประตูออก  แล้วมองออกไป  มืดเสียยิ่งกว่ามืด  ไม่มีผู้คน  
ทุกอย่างเงียบงัน  ความกลัวทำให้ฉันรีบปิดประตู เข้ามานั่งสับสนอยู่ในห้อง
         "เกิดอะไรขึ้น  ฉันหลับไปแค่กี่ชั่วโมงเองไม่ใช่หรือ ทำไมมันมืด
            อย่างนี้ หรือว่าเกิดสงคราม"
         "เอ เกิดสงคราม ทำไมถึงเงียบอย่างนี้นะ  หรือว่าทุกคนตายแล้ว  
           รวมทั้ง  ฉันด้วย"
      ความสงสัยทำให้ฉันลองหยิกตัวเองเข้าเต็มแรง   
         "เจ็บ ฉันยังเจ็บ  แสดงว่าฉันยังไม่ตาย แล้วมันเกิดอะไรขึ้น  
           พระอาทิตย์ดับหรือ แต่เอ  แล้วผู้คนหายไปไหนกันหมด"
      ฉันสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นระคนกับความกลัว ความสับสน  ที่เกิดขึ้น
ภายในจิตใจ ความหิวกระหายที่ร่างกายเรียกร้องเมื่อครู่  ดูเหมือนจะ
แพ้ใจที่สับสนไปแล้ว
     ฉันนั่งจมอยู่อย่างนั้นเป็นนาน  ความหิวเริ่มคุกคามอีกครั้ง  ฉันคลาน
ไปที่มุมห้อง ที่ฉันมักจะเก็บกระติกน้ำ กาแฟไว้ดื่มยามกระหาย  แต่ขนม
หรือของกินอื่นนั้นไม่มีแน่  เพราะฉันมักจะฝากท้องไว้ที่ร้านค้า  และร้าน
สะดวกซื้อซะหมด แต่เวลาอย่างนี้มีอะไรก็ต้องกินเข้าไปก่อน
         ฉันควานพบกระติกน้ำร้อน   กดลงไปแต่ไม่เหลือน้ำในกระติก
อยู่เลย
          "เอาวะ  กาแฟกับน้ำเย็น  ไม่ละลายมั่งก็ช่างมัน  ดีกว่าให้หิวต่อไป"
           "เว้ย กาแฟก็หมด  น้ำก็หมด  ทำไงวะเนี่ย"
     ฉันซมซานไปที่ก๊อกน้ำในห้องน้ำ   แต่ไม่ว่าจะทำยังไง  ก็ไม่มีน้ำสัก
หยดเดียว
           "โว้ย  มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา  คนมันหายไปไหนกันหมด  
             แล้วมันจะดับ ถึงชาติไหนวะ  ไอ้ไฟบ้า  กูจะบ้าแล้วโว้ย"
   ฉันตะโกนระบายความอึดอัดที่มันเกิดขึ้น  แต่ก็เปล่าทุกอย่างยัง
เหมือนเดิม  เงียบสงบและมืดมิด  ความกลัวเริ่มคุกคามฉันมากขึ้น
จนฉันไม่สามารถจะทนได้อีกต่อไป  ฉันควานหามีดโกนหนวดใน
ห้องน้ำ  กรีดเบา ๆ  บนข้อมือ น้ำเหนียว ๆ ซึมออกมา ฉันก้มลงดูดมัน  
แม้กลิ่นมันจะคาวน่าสะอิดสะเอียน  แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่า มันหวานนัก
สำหรับฉัน  ดูดดื่มทีละนิด  ต้องเพิ่มอีก  เพิ่มอิก  ฉันจะกรีดมันอีก  
กรีดมันลึกลง  ลึกลง  มันไหลแรงขึ้น  แรงขึ้น  ฉันจะดื่มมัน  ดื่มมัน
ให้หมดทุกหยด  มันเป็นความสุขสุดท้ายของฉัน ในรู้สึก  มีฉันคนเดียว
ที่รู้สึก  ท่ามกลางความมืดมิดและเปลี่ยวเหงานี้  ฉันจะหลับ หลับไหล
ในความมืดมิด ชั่วนิรันกาล 
                 ความมืดเอ๋ย  แม้ข้าจะกลัวเจ้า
          แต่ข้าก็มิอาจยอมแพ้เจ้าได้ดอก
          และข้าเลือกที่ไปจากเจ้าชั่วนิรันดร์
                 ความเปล่าเปลี่ยวเอ๋ย
          เมื่อเจ้ารับข้าเป็นเพื่อน
          ใยเจ้าจึงยอมให้ข้าจากไป
          เจ้าไม่ใช่...เพื่อนแท้ดอกหรือ
                 ข้ารู้   มีเพียงตัวข้าที่เป็นเพื่อนแท้
          ข้ารู้   ข้าจะหลับนิรันดร์
          ข้าจะหนีความมืดมิด
          ข้าจะหนีความเปล่าเปลี่ยว
          และข้า  ทำสำเร็จ				
15 กรกฎาคม 2549 10:49 น.

เสียงสำนึก

ร้อยฝัน

ฉันใช้เมาส์พลิกไพ่  ใบแล้วใบเล่าอย่างใจลอย  แว่วเสียงใครคนหนึ่งบอกมาในสำนึกเกมกระจอก    เสียงบอกอย่างนั้น และฉันยิ้มบาง ๆ 
        ในบางครั้งเกมกระจอกอย่างนี้ก็ไล่ฉันเสียจนแต้มยอมแพ้  เสียงในสำนึกบอกฉันว่า  
 ใจเย็น ๆ สิโว้ย  เปิดไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้  กี่ชาติก็แพ้  
         ฉันยอมแพ้  พร้อมกับหลับตาลง ส่ายหัวคล้ายจะไล่ความสับสนที่เกิดขึ้นในจิตใจ
         นี่จะไม่ให้ความเห็นอะไรหน่อยหรือ    เสียงเหมือนใครอีกคนตอกย้ำความรู้สึก  ฉันรู้เพียงว่า  ความเห็นของฉันมันจะสำคัญกับใครสักแค่ไหน  ทุกคนมีสิทธิ์คิด  ทุกคนมีสิทธิ์รู้สึก  สิ่งที่ฉันคิด  
สิ่งที่ฉันรู้สึกมันจะตรงใจใครสักเพียงไหน
    ฝนตกปรอย ๆ อีกแล้ว  โว้ยเบื่อ  ความร้ายกาจของฉันมันตะโกนก้องออกมา  
         เงียบหน่อยสิ  ฝนตกปรอย  ๆ เนี่ยสดชื่นชมัด   ดูสิภูเขาสีเขียว  เรียวรุ้งสลับสี  สวยออกอย่างนี้ มันน่าเบื่อที่ตรงไหน  พอฝนหยุดนะ ก็พักฟังนกร้องเพลง  เพลินเชียว  หยุดพล่านสักทีเถิด หัดยอมรับความจริงบ้าง  ไอ้ด้านดีฉันประท้วงออกมาบ้าง
 หยุดมองโลกในแง่ดีสักทีจะได้ไหม  ใครที่ไม่ยอมรับความจริงหา  เนี่ยฝนปรอยตั้งแต่หัวค่ำยันสายข้าวปลายังไม่ได้กินสักคำ  ดีอีกไหม  สงสารไหม ร่างกายเธอ ที่ต้องมาทนรับความงี่เง่า  นอนฟังเสียงฝน
มองรุ้งสลับสี   ท้องมันร้องโครกคราก ได้ยินไหม  มือมันสั่นเทา  ร่างกายมันหนาวสะท้าน  เคยฟังมันไหม  จะพล่ามอีกนานเท่าไร   ไอ้โลกที่สวยงาม  มันทำให้เธอมีวันต่อไปได้หรือเปล่า  ลองคิดบ้างสิ  ไอ้เจ้าร้ายกาจ
มันตะโกนเถียงเสียงกร้าว
        เออ  อย่างน้อยฉันก็รับรู้ว่าโลกนี้ยังมีความดีงามอยู่  ถ้าเธอลองมองทุกสิ่งสวยงาม  เธอก็จะสุขหัดมองอะไรรอบ ๆ ข้างอย่างไตร่ตรอง  มองดูเหตุดูผล  มองดูผู้คนที่แตกต่าง  ทุกคนล้วนดีงาม  แม้
ว่าจะทุกข์เพียงใด  หากเราอดทน  เข้าใจ เราก็จะผ่านมันไปได้ไม่ใช่หรือ  เธอจะร้องกู่ไปทำไมกันในเมื่อเธอไม่สามารถสั่งฝนให้หยุดได้  ยังมีอีกหลายวิธีที่เธอจะทำได้ดังต้องการ  โดยที่ไม่ตะโกนด่าฝนหรือต่อว่าคนผู้ซึ่งเป็นเจ้านายเธอ   
เจ้าด้านดีของฉันยังโต้เถียง

        และมันยังเถียง ๆ  ๆ ๆ   ๆ ๆ  ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ

        เฮ้ย   อีกเสียงตวาดก้องแว่วเข้ามาในสำนึก 
 เฮ้ย  พวกแกหยุดเถียงกันสักทีเถอะวะ   รำคาญจริง  พวกแกเนี่ยมันยังไงกัน  ฝนมันตกก็ช่างหัวมัน  หาอย่างอื่นทำไม่ดี
กว่าหรือ  ไม่ต้องมัวมานั่งทะเลาะกัน   นั่นไงร่ม  หยิบมันออกมากาง แล้วทำตามที่คิดเถอะ  จะไปกินข้าว  หรือ  จะดูเมฆดูรุ้ง  มันก็กันไม่ให้เปียกได้ทั้งนั้นแหละ  จะมัวเถียงกันได้ประโยชน์อะไร  หยุดทำ  หยุดคิดอะไรโง่ ๆ  เสียที  พวกแกทะเลาะกันได้ประโยชน์อะไร  ภูเขามันสวยกว่าเดิมไหม   รุ้งมันมีสีเพิ่มขึ้นรึก็เปล่า   ท้องมันหยุดโครกครากก็ไม่ใช่  มือมันหายสั่นก็ไม่ได้ ที่สำคัญมันไม่ได้ทำให้หายหนาวได้  ถ้าพวกแกกางร่มไปกินข้าว  หยิบเสื้อตัวหนามาใส่  แล้วเดินไปดูภูเขา  ดูรุ้ง ฟังเสียงนกมันจะไม่เข้าท่ากว่าหรือ  ไปกันได้แล้ว  ร่มวางอยู่โน่นอย่ามาเถียงกันให้รำคาญอีก  ไป  ไอ้พวกโง่  
        
     ฉันแพ้ไพ่อีกแล้วในตานี้   แต่สำนึกฉันมันไม่ยอมแพ้  มันยังบอกว่า หยิบร่มใส่เสื้อตัวหนา แล้วเดินออกไปกินข้าว  
ก่อนจะกลับมานอนฟังเสียงฝน  มองรุ้งหลากสี   อื้มมมมมมมมมมม  สุขไม่เลวเชียววววววววววว  				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟร้อยฝัน
Lovings  ร้อยฝัน เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟร้อยฝัน
Lovings  ร้อยฝัน เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟร้อยฝัน
Lovings  ร้อยฝัน เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงร้อยฝัน