* * * หนูหิ่ง ฯ ตอน อภิมหา-กาบ-แฟน{ตา}ซี (ที่ยังไม่มีชื่อ) 3 * * *

หิ่งห้อยน้อยใจ


เครดิตแด่....เฮียพีท (ผู้รวบรวมจ้า)
จากเกม ต่อนิทาน ประโยคเดียว(ยาว)เชียวนะ ที่ naThanon.com (ตอนที่ 3 จากสี่ตอนจบ)  
ความเดิมตอนที่แล้ว 
กระต่ายน้อยชื่อหมูเตย (ที่พอนานๆ ไปถึงรู้ว่าไม่ได้ น้อย อย่างที่เข้าใจทีแรก) ชื่อหมูเตย รักการผจญภัย แต่ไม่มีใครสนับสนุน 
อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างออกไปเดินเล่นก็เจอแหวนมณีนาคา แล้วก็พบกับหมีน้อย(อะ)โกโก้  ทั้งสองจึงออกเดินทางด้วยกัน 
จนไปถึงปราสาทแห่งหนึ่ง พอเข้าไปก็พบกับปู่พีทซุง (หรือจุง) และหนูลิหลานรัก  แต่เนื่องจากน้องหมูและพี่หมีตกร่วงลงไปในซอสสำหรับย่างไก่ยักษ์ 
แหวนมณีนาคาเลยหลุดจากนิ้วน้องหมู มาสวมเป็นรัดเกล้าอยู่บนหัวพี่หมีแทน  น้องหมูอยากได้คืนแต่ถอดไม่ออก  
ปู่พีทแจ้งข่าวดีให้ทราบว่า รัดเกล้าจะกลับคืนเป็นแหวนในเวลา 3 วัน แต่ไม่หลุดจากหัวพี่โก้หรอกนะ  จะรัดจนหัวพี่โก้กระจุยต่างหาก  
ปู่พีทเสนอความช่วยเหลือจะเอาออกให้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ สัตว์น้อย (ตัวโต) ทั้งสอง จะต้องเดินทางไปที่หุบผานาคาอัคคี 
เพื่อไปเอากุญแจข้ามภพกลับมา  อันว่ากุญแจข้ามภพนี้มีสรรพคุณบรรเทาหลายโรค เอ๊ย ไม่ใช่ จะสามารถพาตาเฒ่าข้ามภพไปเอาพุทราวิเศษ 
ซึ่งหนูลิบอกว่าจะทำให้ปู่กลายเป็นหนุ่มตลอดกาล  แต่ระหว่างทางจะต้องผ่านป่าเปรี้ยวจี๊ด ซึ่งเป็นดินแดนของเทพธิดาเชอร์เบต  
ใครเข้าไปก็จะโดนสาปเปรี้ยวตายอยู่ในป่า เว้นแต่จะไปหาขลุ่ยสีเงินจากป่าแห่งความวังเวงมาเป่าให้ป่าเปรี้ยวจี๊ดหลับใหลซะก่อน
เหล่าผู้กล้าที่จะเดินทางมีอยู่ด้วยกัน 4 ชีวิต นอกจากสัตว์น้อยทั้งสองแล้ว ก็ยังมีหนูหิ่ง(ห้อยน้อยใจ) ทำหน้าที่เป็นพรานนำทาง 
และหนูลิเป็นตัวแทนท่านปู่ไปดูแลความประพฤติของเจ้าสองตัว   ตื่นเช้ามา ผู้เดินทางทั้งสี่ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินทาง (เอ๊ะ... พูดซ้ำรึเปล่าคุณพีท) 
โดยเริ่มจากป่าวังเวง  พอถึงม่านน้ำตกปีศาจก็เจอกับพรายน้ำกระหายเลือดที่ชอบกินเลือดกระต่ายเป็นที่สุด  
แต่จะไม่ผ่านไปก็ไม่ได้ เพราะขลุ่ยสีเงินซ่อนอยู่ในถ้ำหลังน้ำตกนั่น  โชคดีที่รัดเกล้ารูปพญานาคสำแดงอิทธิฤทธิ์ช่วยเหลือทันเวลา 
ทำให้เหล่าผู้กล้า (ที่ชักจะกลัวๆ) รอดชีวิตไปได้  แถมพลังของรัดเกล้ามณีนาคายังเรียกเอาครุฑลูกครึ่ง ซึ่งเป็นลูกของนางนาคสาว (คล้ายๆ แม่นาคเลยแฮะ) 
กับพญาครุฑชื่ออีโก้ เลยมีชื่อว่า อีโก้จูเนียร์ ย่อว่า อีจู มาร่วมเดินทางด้วย  พอเข้าไปในถ้ำ 
ก็ต้องผจญกับแมงป่องยักษ์ที่หมายเขมือบ (ตัวไหนอีกล่ะเนี่ย น่ากินทุกตัว) แต่ด้วยฤทธิ์เดชของอีจู แมงป่องก็เลยพ่ายภัยตัวเอง 
โดนเข็มพิษของตัวเองตายคาผนังถ้ำ  นึกว่ารอดกันแล้วก็ปรากฎว่าพื้นถ้ำมีแรงดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคน (หรือทุกตัว) ร่วงแหมะ แปะอยู่บนพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้ 
เว้นแต่หนูลิคนเดียว ที่มีเวทลอยตัวต้านแรงดึงดูด  หนูลิพยายามหาผลึกต้นกำเนิดพลังก็ไม่พบ  จนมีเสียงน้ำกรดไหลเข้ามาในถ้ำ 
ร้อนถึงรัดเกล้ามณีนาคาต้องพ่นน้ำออกมาดันน้ำกรดไว้ไม่ให้ไหลเข้ามาถึงตัวได้ และทำให้ครุฑน้อยอีจูลอยตุ๊บป่องตามน้ำขึ้นมาดึงผลึกต้นกำเนิดพลังออกจนสำเร็จ
ซึ่งก็ทำให้กลไกในถ้ำเคลื่อนเปิดออก เห็นเสาที่มีขลุ่ยสีเงินอยู่บนยอด  พี่หมี(อะ)โกโก้เลยต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวเต้นยั่วขลุ่ย จนหล่นปุ๊ลงมาในที่สุด
มณีนาคานำทางผู้กล้าลึกเข้าไปจนถึงบึงกว้างด้านใน ณ ที่นั้น กระจกวารีที่จารึกอักขระเวทและตำนานเมืองต่างๆ รวมทั้งคำทำนายเอาไว้  
โดยผู้ที่อ่านได้มีเพียงหนูหิ่งเท่านั้น  อีจูอาสาบินฝ่าเข้าไปกลางบึงเพื่อเอากระจกมาให้ แต่โดนหมูเตย (คนแต่ง ไม่ใช่กระต่ายยักษ์ในเรื่อง) 
ฆ่าให้จมน้ำตายในฟองอากาศ - -  พอแม่นาคเห็นลูกตายก็ร้องห่มร้องไห้ใหญ่โต หมูเตย (ในเรื่อง) เลยอยากเลิกผจญภัย 
เพราะของกินก็ไม่มี แถมแหวนก็กลายเป็นแม่นาคแล้ว หมีพี่โก้ก็ปลอดภัยแล้ว  แต่หนูหิ่งยับยั้งไว้ บอกให้แม่มณีรู้ว่า อีจูลูกชายยังไม่ตาย เพียงแต่ข้ามไปอีกภพหนึ่ง  
ถ้าได้กุญแจข้ามภพมาก็จะสามารถช่วยอีจูได้  นางนาคสาวเลยสะบัดหางปื๊ดเดียวก็ได้กระจกมา
ปรากฎว่าในกระจกมีคำทำนายที่หนูหิ่งอ่านให้ทุกคนฟัง ว่าโลกกำลังอยู่ใต้คำสาป ถ้าไม่ข้ามภพไปแก้ไข โลกที่แสนน่ากลัว เอ๊ย น่าอยู่ใบนั้น ก็จะแตกสลาย  
หมูเตยเลยเกิดแรงฮึด ตัดสินใจเดินทางไกลต่อ เพื่อช่วยเหลือญาติมิตรอันเป็นที่รักของตน      ด่านต่อไปคือป่าเปรี้ยวจี๊ด...
 ผู้ร่วมก่อการ
         >>     พิธันดร
         >>     หิ่งห้อยน้อยใจ
         >>     มณีนาคา
         >>     i_tua_yung
         >>     เซโก้4
         >>     รอมแพง
         >>     เจจุน
         >>     Adel
         >>     oreocream
         >>     เชอร์เบต จี๊ดดด
         >>     ปาร์ลิมา (ละมุนใจ)
         >>     อุณากรรณ
         >>     แค่ก้อนหินที่อยากบินได้
         >>     sugarhut
         >>     Donut_ty
         >>     ชมสิจ๊ะ
นักแสดง
         >>     หมูเตย    :  กระต่าย (ยักษ์) หมูเตย   (กระต่ายอะไร  ชื่อหมู.... ?)
         >>     อะโกโก้   :  พี่หมี (อะ) โกโก้      หมีผู้มีความดันต่ำ  ^o^  ผู้ซึ่งตอนหลังกลายเป็นเจ้าชายรัชทายาทเซโก้โฟร์
         >>     มณีนาคา  :  นางนาคมณีนาคา   ผู้ถูกสาปให้กลายเป็นแหวน
         >>     พิธันดร     :  ปู่พีทซัง  (ซุง, จุง, คุง  อะไรแน่ฟระ ?) พ่อมดเฒ่าเจ้าเล่ห์
         >>     ละมุนใจ (มะลิป่า)  :  หนูลิ  หลานปู่พีทซัง
         >>     หิ่งห้อยน้อยใจ  :  หนูหิ่ง ฯ  (ยัยหิ่ง)  พรานนำทาง
         >>     อีโก้   :  ครุฑน้อยลูกครึ่ง  คราวหลังกลายเป็นครุฑอีจู (เนียร์)  ระหว่างนางนาคา กับพญาครุฑอีโก้
         >>     เชอร์เบต จี๊ด    :  เทพธิดาเชอร์เบต  หรือเฟิร์นซ่า
         >>     หมันมาก 14  :  เจ้าแห่งตุ๊กแกยักษ์  นามว่าหมันมาก รุ่น 14 
         >>     ชมสิจ้ะ     :  เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะ   ภรรยาตุ๊กแกยักษ์หมันมาก
         >>     นายสามหน้า (สมจ๊อด)  :  สมจ๊อดไม้สามหน้า  แฝดของไม้หน้าหนึ่ง  กะ ไม้หน้าสอง
         >>     Donut_ty  :  เจ้าแม่โดนัทตี้  ที่กินแต่โดนัท
         >>     ศล    :  โกแลมปู่ศล  ฉากแรกออกมาได้ 3 วิ พอดิบพอดี  อิ  ๆ ๆ ๆ 
         >>     พุทรา  : ไอ้หนูทอมบอยพุทซ้อนพุทรา พุทโธ่พุทถัง  จากต้นพุทราวิเศษ  
โปรดติดตามการผจญภัยของพี่น้องผองเพื่อนต่างสปีร์ชี่  ที่แต่งขึ้นมาจากบุคลิกและนิสัยใจจริงของผู้แสดง  อิ ๆ ๆ ๆ 
				
 บทที่ 6 ป่าเปรี้ยวจี๊ด  






ถึงทางเข้าป่าเปรี้ยวจี๊ด หมีอ้วนก็ดึงขลุ่ยสีเงินออกมา แต่ตนเองเป่าขลุ่ยไม่เป็นจึงหันไปหาพรรคพวก

เอาไงดีล่ะ ข้าเป่าขลุ่ยไม่เป็นนี่นา

หนูหิ่งฯ บินเข้าไปใกล้บอกเคล็ดลับว่า 

เอาขลุ่ยเคาะต้นไม้ตรงทางเข้าป่าสามครั้ง แล้วจึงเป่า

เจ้าหมีทำตาม วิ่งไปเคาะขลุ่ยกันต้นไม้ใหญ่สามครั้ง ก่อนจะยกขลุ่ยจรดริมฝีปาก ยังไม่ทันที่จะเริ่มเป่า หมีอ้วนก็รู้สึกเหมือนเคลิบเคลิ้มในภวังค์ 

เสียงดนตรีจากแดนไกลแว่วเข้ามาในหู บทเพลงแห่งความว่างเปล่าได้เริ่มบรรเลงขึ้น... เวลาผ่านไปแค่ห้านาที 

แต่กลับยาวนานในความรู้สึกของผู้ที่รอคอย เมื่อบทเพลงจากขลุ่ยเงียบลง ป่าเปรี้ยวจี๊ดที่เต็มไปด้วยความเปรี้ยวและสีสันแสบตา 

ก็ค่อย ๆ จางลงจนกลางเป็นสีเขียวครึ้มของป่าแบบทั่ว ๆ ไป  หมีโกโก้มองป่าเปลี่ยนสีอย่างตกตะลึง และหันมาร้องเรียกเพื่อน ๆ 

เร็วเข้า...เรามีเวลาเพียงแค่สามชั่วโมงเท่านั้นนะที่จะฝ่าออกไปจากป่านี้ได้

หนูลิ ตวัดเสียงเขียว 

ฮึ...ข้าไม่ไปด้วยหรอกนะ ข้าเบื่อพวกเจ้าเต็มทีแล้ว อยากไปก็ไปกันเองแล้วกัน 

พูดจบหนูลิก็ผละหนีไป ทิ้งไว้แค่สามชีวิตคือ หมี กระต่ายหมูเตย และพรานหิ่งห้อยฯ  ทั้งสามมองหน้ากัน 

ตกลงเข้าไปในป่าที่เงียบสนิทเพราะต้องมนต์แห่งเสียงเพลง ขณะที่เดินดุ่ม ๆ กันอยู่นั้น เจ้ากระต่ายยักษ์ก็อดสงสัยบางอย่างไม่ได้ เอ่ยถามหิ่งห้อยว่า

พี่หิ่งฯ เทพธิดาเชอร์เบต ดุไหม แล้วทำไมถึงมาอยู่ในป่าเปรี้ยวจี๊ดนี่ล่ะ

หิ่งห้อยน้อยใจ บินมาเกาะที่หูกระต่าย พลางกระซิบกระซาบตอบ 

เทพธิดาเชอร์เบต ไม่ดุหรอก แต่ชอบจิก กัด แขวะ แซว แบบเจ็บ ๆ คัน ๆ เท่านั้นเอง พวกเจ้าเข้ามาในป่านี้ตอนนางหลับใหลน่ะดีแล้ว 
ขืนโดนเทพธิดาเชอร์เบตแกล้งเอาล่ะก็ บรึ๋ยย...ข้าไม่อยากพูดถึง รีบเดินเหอะ เวลามีไม่มาก

พรานตัวจ้อยตัดบท และบินไปข้างหน้าเพื่อนำทาง... 

ทั้งกระต่ายทั้งหมี วิ่งตามพรานหิ่งน้อย  เจ้ากระต่ายอ้วนตะโกนถาม (หอบๆ) ไปพลาง

"แล้วนี่เราต้องไปอีกไกลมั้ย หนูหิ่ง"

"ไม่ไกลหรอกหมูเตย"  

หิ่งน้อยตอบโดยไม่หันมา  

"ระยะเวลาคนเดินก็ประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้นแหละ  แต่ถ้าเป็นพวกเจ้าก็อาจจะสองชั่วโมงนะ"

แต่ผู้กล้าทั้งสามเดินทางไปได้เพียงยี่สิบนาที หมีพี่โก้ก็ร้องขึ้น

"เอ๊ะ นี่เรากลับมาที่เดิมนี่ !!!!" 

"แย่ล่ะ ข้าลืมไป ถึงป่าจะหลับใหล แต่กลอุบายนั้นไม่เคยหลับ ป่าแห่งนี้นอกจากจะเปรี้ยวจี๊ดแล้ว ยังวกวนยิ่งกว่าเขาวงกตร้อยเท่าอีกด้วย"

พรานหิ่งห้อยฯ ร้องบอกกับตัวเอง แต่ได้ยินชัดเข้าไปในรูหูของหมี(อะ)โกโก้และหมู เอ๊ย...กระต่ายหมูเตย

"โฮ...แงๆๆๆ ไม่เอา ข้ายังไม่อยากตายในป่าเปรี้ยว ๆ ข้าชอบของหวาน ๆ ใครก็ได้ ช่วยด้วย ฮือๆๆๆๆ"

กระต่ายกับหมี ต่างร้องไห้โฮประสานเสียง จนหนูหิ่งฯ ต้องเอามืออุดหูเพราะรำคาญ  ทันใด ก็มีหญิงสาวในชุดกรุยกรายปรากฏร่างตรงหน้า เธอไม่ได้ยืน แต่ลอยอยู่

"ใครมาร้องไห้กระจองอแงแถวนี้"

ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายแสงสีแดง   ...มันเป็นสีแดงที่หม่นหมองแฝงด้วยความเศร้าสร้อย...

หมีพี่โก้หยุดร้องไห้ทันที น้ำตาที่ย้อยจากข้างแก้มยุ้ยๆ หยดแหมะลงบนเข่า  ตาชื้นๆ ตี่ๆ ที่ตอนนี้ดูบวมๆ (พยายาม) 

เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงในความงามของหญิงสาวในชุดกรุยกรายเจ้าของตาแดงเศร้าคู่นั้น

"ทะ... ทะ... ท่าน... เป็นใคร... (ทำไมสวยจัง)"

"ข้าครือเทพธิดาเชอร์เบ็ตจี๊ด  หรือทั่นจะเรียนข้าว่าเฟิร์นซ่าก็ได้นะ"

"เอ่อ...ท่านมีแฟนหรือยัง   ข้า ข้า เอ่อ คือ" 

เจ้าหมี(อะ)โกโก้พูดอย่างแผ่วเบา ในขณะที่สายตายังคงจ้องมองเทพธิดาอย่างเหม่อลอย  

"อ่อ เหตุที่ท่านร้องไห้นั้นเพราะยังไม่มีแฟนล่ะสิ" 

เทพธิดาเชอร์เบ็ดจี๊ดหัวเราะเอียงอาย พลางคิดในใจว่าเจอหมีเจ้าชู้เข้าให้แล้ว แต่คิดไปแล้วก็ตัวกลมเต็มไม้เต็มมือดีหรอกนะ

พี่หมีเดินเข้าไปใกล้ ถือวิสาสะจับมือเทพธิดาเชอร์เบ็ตจี๊ดมากุมไว้ แถมยังเบียดตัวเข้าใกล้ จนเกือบเป็นกอด และพูดกับนางว่า

"ถึงคุณจะไม่มีใครอยู่เคียงข้างในบรรยากาศแสนเหงานี้ แต่ถ้าคุณมีผมอยู่จะไม่เหงาแน่นอน"

หิ่งน้อยกะกระต่ายหมูเตยทำตาโตเท่าไข่ห่านมองหมีพี่โก้อย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าเจ้าหมีโก้จะเป็นได้ถึงเพียงนี้ 

แล้วพยายามคิดว่าเหตุใดหนูลิจึงมีท่าทีปั้นปึ่งหมั่นไส้พี่หมีตลอดเวลา หรือว่าพี่หมีโก้แอบไปทำเจ้าชู้กะหนูลิเข้าตอนไหนที่พวกเขาไม่เห็น

"แต่เดี๋ยวก่อน หิ่งว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วนะหมูเตย คิดดูดิป่าหลับเพราะเทพธิดาเชอร์ฯ หลับ
แล้วนี่จะมีเทพธิดาเชอร์ได้ไงทั้งที่ป่ายังหลับอยู่ หรือว่าเป็นกลลวงของป่าอีกเนี่ย? 
เพื่อถ่วงเวลาพวกเราไม่ให้ออกจากป่าได้ทันเวลาสามชั่วโมงแล้วพวกเรา 
พวกเราก็ ก็ ก็จะต้องเปรี้ยวตายอยู่ในป่านี้" 

กระต่ายชื่อหมูได้ยินก็สะดุ้งตกใจตาที่โตเป็นไข่ห่านอยู่แล้วก็โตมากขึ้นกว่าเก่าจนแทบถลนออกมา

"ม่ายยยยยย ม่ายยยยยนะ ม่ายยยยยยย หมูไม่ยอมเปรี้ยวตายในป่านี่แน่หิ่งน้อย โอ้ม่ายยยยยยยยยย" 

เจ้ากระต่ายโวยลั่น

"เราต้องรีบหาทางแก้ไขนะหมูเตย ว่าแต่ตอนนี้ยังคิดไรไม่ออกฟร่ะ แต่ยังเหลือเวลาอีกสองชั่วโมง 
ตอนนี้นายหมีโก้กำลังไร้สติยั้งคิดเราต้องทำให้เขาคิดได้ก่อน หมูเตยช่วยคิดด่วน หิ่งคิดไรไม่ออก"

หมูเตยกลอกตาไปมา ที่จริงก็ยังคิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน แต่เห็นพี่หมี(อะ)โกโก้พยายามเบียดกระแซะสาวลึกลับที่ลอยได้

และอ้างตัวว่าเป็นเทพธิดาจี๊ดแล้ว ก็ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด

"ตาพี่โก้ต้องตกอยู่ในมนตร์สะกดแน่เล้ย"  

พึมพำกับตัวเอง แล้วก็วิ่งเข้าชาร์จ ชนห่วงยางนิ่มๆ ของพี่โก้ จนกระเด็นล้มกลิ้งไปทั้งสองคน

"อูยยย..ยยยย" 

พี่หมี(อะ)โกโก้ ครางหลังจากพยายามดันน้องกระต่ายหมูเตยที่กลิ้งล้มทับตัวเองอยู่

"น้องกระต่าย ทำร้ายพี่ทำไมครับ" 

พี่หมีลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า

"หรือว่า....น้องกระต่าย จะแย่งเทพธิดาเชอร์เบ็ตไปจากพี่หมี"

"ไม่ใช่นะ พี่หมี ไม่ช้าย หมูเปล่า..."  

กระต่ายยักษ์ลุกขึ้นมาร้องเสียงหลง  

"พี่หมีคิดดูให้ดีๆ นะ เทพธิดาเชอร์เบ็ตตอนนี้นอนหลับอยู่ ก็พี่โก้เป็นคนเปล่าขลุ่ยสีเงินเองนี่นา จำไม่ได้เหรอฮะ  
แล้วนั่นจะเป็นเทพธิดาเชอร์เบ็ตได้ยังไง  แถมเรายังต้องออกจากป่าให้ได้ภายในสองชั่วโมงนี้ด้วย 
ไม่งั้นถ้าเทพธิดาเชอร์เบ็ตตัวจริงตื่นขึ้นมาล่ะก็ มีหวังเปรี้ยวตายอยู่ในป่านี้แน่ๆ เลย" 

"จริงนะ ไม่คิดจะแย่งจริงๆนะ" 

แม้ว่าน้องกระต่ายจะปฏิเสธอย่างหนักแน่น แต่พี่หมียังไม่วายมองด้วยสายตา หวาดระแวง

"ส่วนเรื่องเปรี้ยวตาย พี่หมีเชื่อว่า ความรัก ชนะทุกสิ่ง" 

พี่หมีพูดก่อนจะหันกลับไปมองหญิงสาวด้วยสายตาหวานเชื่อม  กระต่ายน้อยเกาหัวแกรก  

ดูเหมือนความรุนแรงจะไม่อาจคลายมนตรามัดใจ(หมี)ผู้ชายชื่อ(อะ)โกโก้ได้  หมูเตยยังพยายามชี้แจงแสดงเหตุผล

"แต่พี่โก้ฮะ  เทพธิดาตัวจริงน่ะ ตอนนี้หลับอยู่นะฮะ  เทพธิดาตัวนี้อะ ปลอมแน่ๆ ฮะ หมูฟันธง"

แต่หมีพี่โก้ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ยังคงเดินเข้าไปหาสาวลึกลับที่อ้างตัวว่าเป็นเทพธิดาเชอร์ฯ 

"ตายล่ะเอาไงดีฟระเนี่ย? แม่นาคาจ๋าทำไรซะอย่างสิ เฮ้อตายแล้วตาครุฑก็ไม่อยู่แล้วใครจะเป็นล่ามให้ได้ฟระนั่น?" 

กระต่ายหมูเตยมองตามพี่โก้อย่างเป็นห่วง แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะทำยังไง ร้องเรียกแม่นาคารัดเกล้าให้ช่วยแต่ก็ไม่วายยืนบ่นอยู่ตัวเดียว

"เทพธิดาเชอร์เบ็ตสุดสวยครับ"  

หมีพี่โก้พูดเสียงสั่นๆ  

"คุณอยู่คนเดียวคงจะเหงา แล้วก็เบื่อๆ  เราไปเดินเล่นกันเถอะครับ  ทิ้งพวกนี้ไว้ที่นี่แหละ น่ารำคาญจริงๆ... โอ๊ยยยยย"

แสงมณีสีส้มบนดวงตาของแม่นาคบนรัดเกล้าเปล่งประกายวาบขึ้น หมีพี่โก้ยกสองมือขึ้นกุมหัวร้องโอดโอย

"โอ๊ย เจ็บๆๆ  เจ็บแล้วจ้า กลัวแล้วจ้า โอ๊ยๆๆๆ"

ยังไม่ทันสิ้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของพี่หมี(อะ)โกโก้ ควันสีขาวก็ลอยออกจากปากของพี่หมี 

และก่อนที่พี่หมีโก้จะล้มลงกระต่ายหมูก็กลิ้งหลุนๆ มาคว้าตัวไว้ได้ก่อนแล้วแบกร่างไร้สติของพี่หมีออกวิ่งนำหน้าไป 

หิ่งน้อยบินตามไปติดๆ จนกระทั่งวิ่งวนกลับมาอยู่ที่เดิม สาวลึกลับผู้อ้างตัวหัวเราะเสียงแหลมประหนึ่งเยาะเย้ยผู้บุกรุก 

หญิงสาวหรี่ตา แสยะยิ้ม ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหา 3 ชีวิตที่วิ่งหนีกันจนเหนื่อยแทบหมดแรง

แต่แล้วกลับเป็นฝ่ายของหญิงสาวลึกลับนั่นเสียเองที่ต้องกรีดร้องเสียงหลง เมื่อกระต่ายหมูเตยยกกระจกวารีขึ้นมาเป็นเกราะกำบังทั้งที่ยังตัวสั่นงันงกคิดว่าคงจะไม่รอด

แสงสว่างวาบเจิดจ้าของกระจกสาดฉายปกคลุมไปจนทั่วป่าเปรี้ยวจี๊ดและวูบหายไปพร้อมร่างของหญิงสาวผู้มาดร้ายตนนั้น 

"อ๊ะ! นั่น ดูนั่น หมูเตย ทางเปิดแล้ว" 

เสียงร้องของหนูหิ่งทำให้กระต่ายหมูค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังกระจก ตาที่หลับปี๋ทั้งข้างค่อยๆ หรี่ขึ้นมาทีละข้าง เพื่อแอบดูลาดเลา 

จริงด้วย รอบบริเวณเป็นป่าสีซีดๆ ที่พวกตนเดินหลงอยู่เป็นนานสองนาน แต่มีช่องแคบๆ ที่เป็นป่าสีสันสดใสดูชุ่มชื้นกว่าป่าหลับใหลที่เห็น 

"สงสัยนางมารตัวตะกี้คงคอยเฝ้าไว้ไม่ให้มีใครได้เจอทางออกเป็นแน่ เพราะแม่นั่นยืนอยู่ตรงนั้นตลอด" 

กระต่ายหมูสันนิษฐาน

"อย่าพูดมากเลยหมูเตยรีบปลุกพี่หมีแล้วเดินทางต่อเถอะเวลาไม่มีมากนัก เกิดทางปิดไปแล้วแม่นั่นโผล่มาอีกจะซวยกัน" 

หิ่งเตือน   หมีพี่โก้ตื่นขึ้นมาสะลึมสะลือสะโหลสะเหลตามหมูเตยและหิ่งน้อยไปอย่างไม่ค่อยมีสตินัก สัตว์ทั้งสามเดินไปจนเกือบจะถึงทางออกอยู่รอมร่อ 

แต่ทันใดนั้นสีเขียวสดของผืนป่าก็เริ่มจัดจ้าแสบตาขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับมีเสียงหาว + บิดขี้เกียจเปรี้ยวจี๊ดก้องไปทั้งป่า

"แย่แล้ว"  

หนูหิ่งร้อง  

"นี่เราวิ่งกันจนครบสามชั่วโมงแล้วเหรอเนี่ย เป็นไปได้ยังไง  เทพธิดาเชอร์เบ็ตตัวจริงตื่นแล้ว"

"พวกเราทางนี้" 

เสียงที่ดังขึ้นประหนึ่งเสียวสวรรค์ หนูลิที่ทุกคนคิดว่าหนีไปแล้วนั้น เข้ามานำทางทุกคนไปยังทางออกที่ใกล้ที่สุดก่อนที่ทุกตัวจะต้องเสียวฟันจนตาย

				
 บทที่ 7 ในคืนที่มืดมิด 






เมื่ออกมาจากที่นั่นได้ หมูเตยเกาะแขนหนูลิไม่ปล่อย ส่งสายตาซึ้ง น้ำมูกน้ำตาไหลเป็นทาง

"หนูลิกลับมาช่วยพวกเราแล้วดีใจจัง"

หนูลิพูดด้วยท่าทางเชิดๆ หยิ่งๆ ว่า

"ก็ไม่ได้อยากกลับมาช่วยหรอกนะ แต่มันอดไม่ได้ ร่วมเดินทางกันมาตั้งนาน ถึงจะให้กินพวกเธอตอนนี้ ฉันก็กินไม่ลงแล้วล่ะ"

พอพ้นป่า ข้างหน้าก็เป็นทุ่งโล่งกว้างสุดสายตาไปจนถึงขอบฟ้า

"อ๊า... ไหนผานาคาอัคคีล่ะหนูลิ"  

หมูเตยพูดพลาง เช็ดน้ำเหนียวๆ ยืดๆ กับชายกระโปรงหนูลิไปพลาง

"สุดขอบฟ้าโน่นไง"  

หนูลิชี้นิ้วมือเรียวงามไปข้างหน้า

"อ๊าๆๆๆๆ (เอ๊คโค่)"  

หมูเตยหูตาเหลือก 

"ไหนว่าผ่านป่าแล้วจะถึงผานาคาอัคคีไงหนูลิ้..."

 สาวน้อยแสนซนส่ายหน้า (ยังเชิดอยู่อีกนิดนึง)

"ไม่ใช่หรอกหมูเตย ผานาคาอัคคีน่ะอยู่ทางเหนือของปราสาทในระยะเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืนไงล่ะ ระหว่างทางต้องผ่านป่าเปรี้ยวจี๊ด 
แต่ไม่ใช่ว่าออกจากป่าแล้วจะถึงเลยหรอกนะ  ถ้าเราเดินทั้งคืนพรุ่งนี้เช้าก็คงไปถึงพอดีน่ะแหละ"

ว่าแล้วสาวน้อยก็เงยหน้ามองฟ้า พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกที  อีกเพียงไม่เกินชั่วโมงก็คงจะพลบค่ำ

"แล้วเราจะเดินต่อหรือจะพักก่อนดีล่ะหมูเตย"  

พี่โก้เอ่ยถามขึ้น

"พักไม่ได้ ถ้าพักจะไม่ทันเวลา หัวนายระเบิดแน่" 

หนูลิหันมาแหวใส่นายหมี(อะ)โกโก้ พี่หมีโก้ได้ยินถึงกับทำหน้าสยดสยอง คาดว่าคงต้องยอมรับกรรมอดนอนอีกแระ 

ทั้งที่มีโอกาสได้นอนบ่อยกว่าเพื่อน เพราะเอะอะอะไรพี่แกก็สลบเป็นประจำ 

"เอาล่ะ ภารกิจของหนูหิ่งก็จบลงตรงนี้นะจ๊ะ"  

หิ่งห้อยน้อยใจดีส่งเสียงบอก  

"พวกเราผ่านป่าได้โดยปลอดภัยแล้ว หนูหิ่งก็ต้องขอตัวจ้ะ เพราะเลยจากนี้ไปเป็นเขตแดนสายลม หนูหิ่งคงไม่สะดวกที่จะเข้าไป 
เพราะลมแรงจนทุ่งโล่งเตียนราบต้นไม้ขึ้นไม่ได้แบบนี้ หนูหิ่งคงปลิวหลงทางกลับบ้านไม่ได้แน่ๆ  ขอให้พวกเธอเดินทางโดยสวัสดิภาพนะจ๊ะ"

"เดี๋ยววววว ยัยหิ่งจะไปไหน" 

เจ้าลิคว้าหมับคีบเอาที่ปีกทั้ง 2 ข้างไม่ให้หนีไปไหน

"ก็กลับอ่ะซิจ๊ะ" 

หิ่งห้อยหัวเราะแหะๆ

"ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น" 

คำสั่งประกาศิตพร้อมแววตาอำมหิตส่งตรงจากเจ้าลิ

"อ้าว ไหงงั้นล่ะ"หนูหิ่งถามอย่างงๆ 

"ไหนๆ ก็มาด้วยกันแล้ว เจ้าก็นำทางไปให้ถึงจุดหมายเถอะ ข้าขี้เกียจรำคาญ ข้ารู้นะ 
ถ้าไม่มีเจ้าพวกเราอาจจะต้องยืดเวลาการเดินทางอีก ไปกับพวกเราเถอะ จะได้ถึงจุดหมายและจบเร็วๆ" 

ท้ายประโยคหนูลิบ่นพื่อให้ได้ยินไปถึงคนเขียนทั้งหลาย เอิ๊กๆๆๆ 

"ถ้าอย่างนั้น หนูลิต้องทำกรงวิเศษให้หนูหิ่งแล้วล่ะ"  

หมีพี่โก้เสนอ  

"ไม่งั้นถ้าหนูหิ่งโดนลมพายุพัดพาหายไปจะเป็นอันตราย"

หนูลิหันมาตวัดสายตาคมๆ ใส่พี่โก้ทีนึง แต่ก็เห็นจริงตามนั้น ไม่วายขอบ่นต่ออีกนิด

"ไม่ใช่หนูหิ่งหรอกนะที่จะปลิว พวกเราก็จะปลิวกันทุกคนน่ะแหละ"

ว่าแล้วก็ล้วงลูกกลมๆ หน้าตาเหมือนไข่ไก่ออกมาจากในย่าม พึมพำคาถาขมุบขมิบ แล้วไข่ไก่วิเศษก็ขยายตัวโตขึ้นจนเท่าแตงโม 

แต่โปร่งบางเหมือนถักทอด้วยใยบัว แถมมีแสงเรืองๆ ซะอีก

"บินเข้ามาในเกราะเวทย์นี่สิหนูหิ่ง แล้วเราจะผูกเกราะนี่ไว้กับ... กับใครดีล่ะ... กับหมูเตยละกัน"

ว่าแล้วเหล่าผู้กล้าก็ออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้หมูเตยมีลูกโป่งสวรรค์ใบโตผูกติดคอไปด้วย - -"


ทั้งหมดเดินฝ่าลมพายุที่พัดผม(ขน)จนกระเซิง ไปตามทางในป่าที่ทอดยาว มุ่งต่อไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ 

จนกระทั่งพระจันทร์ดวงกลมเหลืองนวลอยู่กลางท้องฟ้า ... 

"โบร๋วววววว....ววววววววววว" 

เสียงดังก้อง..รับกันเป็นทอด ๆ   ยังไม่ทันที่สัตว์น้อยจะหันหน้ามาถามกันว่ามันคือเสียงอะไร ฉับพลันเมฆดำก็เคลื่อนเข้าบดบังดวงจันทร์ 

ทำให้ทุ่งโล่งกว้างบริเวณรอบๆ ตัวเหล่าผู้กล้ามืดสนิทลง มีแต่พื้นที่ไกลออกไปที่ยังเห็นยอดหญ้าไหวลู่ตามแรงลมกระหน่ำ

"พี่... หมะ หมะ หมะ หมี หมี หมี หมี หมี..."  

หมูเตยครางเสียงกระเส่า  

"ไอ้จุด จุด จุด จุด จุด แดงๆ เยอะแยะ รอบๆ ตัวเรานั่น... มัน อา ราย ราย ราย ราย อะ..." 

"ดวงตาของหมาป่าไร้เสียงไงล่ะ หมาป่าพวกนี้เคลื่อนกายได้เงียบกริบไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า 
แน่นอนว่าการจู่โจมก็แม่นยำไม่พลาดเป้าด้วยเช่นกัน  ดวงตาของมันน่ะเรดาห์ชั้นยอดเชียวล่ะ"

หนูลิเอ่ยขึ้นเป็นการอธิบาย ซึ่งทำให้ทั้งหมู เอ๊ย...กระต่ายและหมีขนลุกตั้งทั้งหัวและตัว 

"ละ...ละ...แล้วพวกเราทำยังไงถึงจะไล่มันไปได้ละ" 

กระต่ายน้อยหมูเตยถาม

"มันต้องใช้ตุ๊กแกยักษ์" 

หนูลิบอก

"หา!! ตุ๊กแกยักษ์" 

สมาชิกที่เหลือตะโกนออกมาพร้อมกัน  O_o 

"แล้วเราจะไปหามันได้จากไหนทั่น"

"หาไม่ยากหรอกหมูเตย"  

หนูลิหัวเราะหึๆ ในความมืด  

"ตุ๊กแกยักษ์เนี่ย ชอบกินเนื้อกระต่ายอ้วนๆ นุ่มๆ เป็นที่สุด  แค่ร้องเรียกดังๆ เดี๋ยวตุ๊กแกยักษ์ก็จะโผล่ออกมาจากพงหญ้าตรงไหนซักแห่งนี่แหละ  
เอารึยังพวกเรา... นึง... ส่อง...


"ต๊อกแก ต๊อกแก 

แต่แน๊มากินกระต่ายยักษ์

เนื้อแน่นแสนนุ่มนัก 

กระต่ายยักษ์อยู่ตรงหน้า ม้ามา มากินกัน"


สิ้นเสียงของหนูลิ ก็มีประกายสีแดงเป็นจุดๆ ผุดขึ้นมามากมายตามพุ่มไม้ต่างๆ 

หมูเตยกลัวจนตัวสั่น

"...ไหน ...อยู่ที่ไหน กระต่ายของเซ่นของข้าอยู่ที่หนายยยยย" 

เสียงเอ๊คโค่ก้องป่าจนทำให้เหล่าหมาป่ากลัวขรี้หดตดหาย เผ่นกระเจิงไปหมด

ปรากฏร่างใหญ่สูงเท่าต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ข้างๆ ตัวยาวผิวหนังหยาบเป็นเกล็ดสีเทาพร้อมจุดแดงแสบตา ดวงตาสีเหลืองทอง

ยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางลูกน้องตุ๊กแกตัวขนาดเท่าท่อนแขนร่วมร้อยตัว

เจ้าหมูกระต่าย เอ๊ย กระต่ายหมูกระเด้งไปหลบหลังหนูลิอัตโนมัติ

"ท่านคงเป็นเจ้าแห่งตุ๊กแกนามว่า 'หมันมาก รุ่นที่ 14 'ใช่หรือไม่" 

หนูลิตะโกนถาม 

"หยุดนะ!!!! อย่าเอ่ยนามเยี่ยงนั้นมาให้เราได้ยินอีกเป็นครั้งที่สอง...ร้อยยี่สิบ หากพวกเจ้ายังคิดอยากจะมีชีวิตรอดออกไปจากป่าแห่งนี้" 


เจ้าของร่างยักษ์เอ่ยปากเปล่งเสียงออกมาราวกับกำลังโมโหโกรธาคนทั้งโลก แต่เมื่อสายตาหันกลับไปเห็นกระต่ายตัวอ้วนพี 

ก็ลดดีกรีความร้อนแรงลงไปได้หน่อยนึง 

"อืม เห็นอย่างนี้ค่อยน่าให้อภัยได้จั๊กกะหน่อย" 

พูดพลางเลียปากผล็อบแผล็บ เมื่อหนูลิเห็นดังนั้นก็ได้แต่นึกในใจ 

'ไอ้หมูต่ายเอ๊ย ท่าทางจะรอดยากแล้วล่ะแก' 

"แล้วนี่พวกเจ้าจะไปไหนกัน ถึงได้มารบกวนข้าแบบนี้" 

ปากตุ๊กแกยักษ์ขยับถาม แต่ตายังคงจ้องนิ่งอยู่ที่กระต่ายหมูเตย  สายตาของตุ๊กแกยักษ์สะกดมาที่ร่างกระต่ายน้อย 

ในทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดังกัมปนาทดังขึ้นกลางท้องฟ้า... ส่งผลให้มนต์สะกดเจ้าหมี(อะ)โกโก้คลายตัวลงไป

เจ้าหมี(อะ)โกโก้ต้องตาค้างเมื่อมองเห็นตุ๊กแกยักษ์ที่อยู่ตรงหน้า 

And then, Mr. Bear is falling in love with Mr. big Tukkae, names Mhanmak no.14.

"ท่านหมันมาก... ท่านช่าง... งดงามกระไรเช่นนี้..."  

พี่หมี(อะ)โกโก้พร่ำเพ้อครวญคราง  

"เมื่อกี๊ในป่า ว่าเทพธิดาเชอร์เบ็ตสวยสะละเบิ๊บสุดประมาณแล้ว มาเจอท่าน ยิ่งงามสะละบ๋องสะละแบ๋งแอ๋งดึ๋มซะยิ่งกว่า..."

หนูลิได้ยินเข้าถึงกับหน้าซีด (โปรดพยายามจินตนาการ แม้ว่ามันจะยากไปนี้ด ^^")

"แย่แล้ว... หมีพี่โก้โดนมนตรามหาละลวยของเจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะ  ทำให้ตกหลุมรักสิ่งสยองขวัญอันแรกที่ได้เห็น"  

ว่าแล้วหนูลิก็หันซ้ายหันขวา เพ่งมองฝ่าฝูงตุ๊กแกนับร้อย  

"เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะซ่อนตัวอยู่ไหนเนี่ย ทำไมถึงได้โผล่มาที่เขตแดนสายลมนี่ได้"

"555 รู้จนได้นะตัวว่าเค้าอยู่ที่นี่ แหม นึกว่าหลบได้แล้วเชียว" 

เสียงหวานแต่ทว่าบาดหูสุดฤทธิ์นั่นลอยมาทางทิศปัจจิม ทุกคนจึงหันไปมอง แต่ไม่มีร่างใดโผล่มา

"ข้าอยู่ตรงนี้"

ทุกคนและทุกตัวแทบจะสะดุ้งพร้อมกันเมื่อเสียงนั้นมาจากข้างๆ 

หมูเตยสั่นพั่บๆ เพราะเจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะโผล่มายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

"กรีดดดดดดดดด"  

พอสั่นเสร็จ กระต่ายน้อยหมูเตยก็ส่งเสียงร้องออกมาแบบต่ำๆ

"หมูเตยลืมไม้ตรีนะจ๊ะ" 

เสียงหนูหิ่งกระซิบบอกมาจากเกราะเวทย์ลูกโป่งสวรรค์ที่ผูกคอหมูเตยอยู่

พี่หมี(อะ)โกโก้ไม่สนใจผู้มาใหม่ ทำตาปรอย ยกมือสองข้างขึ้นมา ทำปากจูจุ๊บ ยกขาจะก้าวไปหาตุ๊กแกยักษ์หมันมาก

"เอ่อ....มันจะดีเหรอ ... ข้าเล็งกระต่าย ไม่ได้เล็งหมีไว้เลยอ่ะ" 

ตุ๊กแกยักษ์หมันมากมองพี่หมีด้วยความสับสน -_-" 

"ไม่นะ ไม่ได้นะ ท่านหมันมากข้าไม่ยอม ฮึ...ไม่ยอมเด็ดขาด เหตุใดท่านจึงสนใจเจ้ากระต่ายอ้วนกินจุตัวนี้มากกว่าข้าซึ่งรูปงามกว่าเป็นไหน ๆ 
ข้ารึอุตส่าห์มีใจให้ท่าน ทั้งที่หัวใจดวงน้อยๆ ของข้านี้มีผู้หมายปองอยู่แล้วมากมายล้วนชายหญิง แล้วเหตุใดท่านจึงไม่สนใจข้า" 

หมีโก้โวยวายน้อยใจในตุ๊กแกยักษ์หมันมาก จนคนอื่นๆ ถึงกับอึ้งว่าพี่แกเป็นไปได้ถึงเพียงนี้

"เจ้าพูดเกินไปเจ้าหมีบ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร"  

เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะอดไม่ได้ที่เห็นพฤติกรรมลักเพศของหมีอ้วน  

"ข้าคือภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของท่านพี่หมันมาก"

เสียงประกาศก้องทั่วป่าของเจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะ ทำเอาหมีอ้วนรับไม่ได้

"ไม่ ไม่จิ๊ง ไม่จิง" 

หมีอ้วนสั่นดิ้นทุรนทุรายคล้ายมาลิรีน มอนโร 

"เจ๊ชมพู่สิเจ้าคะก็พูดเกินไป ก็ที่เจ้าพี่หมีโก้มันเป็นแบบนี้ก็เพราะถูกมนต์ของเจ๊ไม่ใช่เหรอเจ้าคะ" 

หนูหิ่งติงเมื่อเริ่มรู้สึกเหมือนจะมีศึกชิกตุ๊กแกเกิดขึ้น

"อะ...เออ...จริงด้วยดิ งั้นเดี๋ยวเจ๊คลายมนต์ก่อนแล้วกันนะ โทษทีเจ๊ลืมจริงๆ ฟร่ะเจ้าหิ่ง" 

แล้วเจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะก็พนมมือหลับตาร่ายมนต์ขยุกขยุยงึมงำซะยาวเหยียด ละอองขาวๆ จะว่าคล้ายรัศมีก็ไม่ใช่ 

จะว่าคล้ายสายหมอกก็ไม่เชิง ค่อยๆ แผ่ออกจากตัวเจ้าหมีเป็นละอองระยิบระยับก่อนจะสลายหายไปเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ที่จ้องมองอยู่อย่างไม่วางตา 

ร่างของเจ้าหมีล้มตึง

"พี่หมี พี่หมีอย่าเพิ่งทิ้งหมูไป พี่หมีอย่าตายนะ โธ่พี่หมีสงสัยจะตายซะแล้ว" 

เจ้ากระต่ายน้อยตัวอ้วนนามหมูเตยถลาเข้าประคองร่างเจ้าหมีพี่โก้ด้วยความตกใจ

"คร่อก...ฟี้....คร่อก...ฟี้..." 

เสียงกรนของเจ้าหมีทำให้กระต่ายตัวอ้วนร่ำไห้กอดรัดร่างเจ้าหมีแน่นกว่าเดิม

"โอ้วววว...พี่หมีไม่ตายแล้วหมูดีใจมากมาย" 

ทุกชีวิตที่ยืนมองเหตุการณ์ได้แต่ยืนเหวออ้าปากหวอ 

ก่อนที่กระต่ายหมูเตยจะต้องเสียน้ำตาไปมากกว่านี้ ... สันมือของหนูลิ ก็สับปั้กอย่างรุนแรงเข้าที่กลางศีรษะของพี่หมี(อะ)โกโก้ ทำให้เกิดเสียง 

"โอ๊ยยยยย..ยยย" 

ตามมาในเวลาเสี้ยววินาที  พี่หมี(อะ)โกโก้ลุกขึ้นนั่ง คลำหัวป้อย...ป้อย... ส่งสายตาแบบผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องราวไปยังหนูลิ 

"หนูลิทำร้ายร่างกายผมทำไมครับเนี่ย"

'ใจจริงอยากบีบคอให้หมดลมหายใจมากกว่า' 

หนูลิคิดในใจ

"นายจะได้รู้ตัวไง" หนูลิตอบ

"แล้วนี่เราจะเอายังไงต่อไป" 

เสียงดังมาจากหนูหิ่ง

"ง่ายมากกกกกกกก"  

เสียงคำรามดังออกมาจากปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม แถมมีน้ำลายก้อนเท่าหัวน้องหมูร่วงออกมาสามหยด (??? หรือสามโอ่ง)  "ส่งเจ้าหมูอ้วน เอ๊ย กระต่ายอ้วนมาสังเวยข้าซะโดยดี ตัก ตัก ตัก ตั๊ก แก่.............."

"เดี๋ยวค่ะ ท่านพี่ ข้ามีของที่ข้าอยากได้บ้าง" 

เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะบอกกับตุ๊กแกยักษ์

"เจ้าอยากได้อะไร นอกจากเนื้อกระต่ายนุ่มๆ อร่อยๆ" 

ตุ๊กแกยักษ์ยังคงมีเป้าหมายแน่วแน่ที่กระต่ายหมูเตย

"ข้าอยากได้กระจก กระจกบานนั้นสวยดี แล้วบานเก่าที่เรามี วันก่อนท่านเดินผ่านแล้วตกใจหน้าตาตัวเองเลยทำแตกไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ" 

เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะนึกถึงเรื่องหลายวันก่อนแล้วทำหน้าเซ็ง 

"กระจก!"

"กระจก!"

"กระจก!"

"กระจกวารี!"

 เหล่าผู้กล้าร้องอุทานต่อกันเป็นทอดๆ (ครบรึเปล่าไม่รู้ ไม่ได้นับ)

"ทำไมเจ๊ถึงรู้ล่ะ ว่าพวกเรามีกระจกวารีอยู่ในครอบครอง"  

หมูเตยเงยหน้าขึ้นมาละล่ำละลัก  ทุกคนมองตามสายตาเจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะ 

ไปยังกระจกบานใหญ่ยักษ์ที่ช่วยกันลากถูลู่ถูกังออกมาจากป่าเปรี้ยวจี๊ด (แต่ไม่มีใครพูดถึง เพราะลืมไปแล้ว กร๊าก)

"โถ โถ โถ โถ หนูกระต่ายน้อย... ก็บานเบ้อเริ่มซะขนาดนั้น เจ๊ไม่ได้ตาบอดนะจ๊ะ" 

ทุกชีวิตพยักหน้าเห็นด้วยกับขนาดกระจกที่เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะพูดถึง 

"มะ... มะ... มะได้นะ"  

กระต่ายน้อยปากสั่น  

"เราต้องใช้กระจกวารี..."  

หันไปทางเพื่อนๆ  

"ใช้ทำอะไรหว่า... อ้อ... ใช้หาของวิเศษ แล้วก็เปิดตำนาน เดินทางข้ามภพ ช่วยอีจูลูกแม่นาคฯ อะไรเนี่ยแหละ เยอะแยะไปหมด  ให้เจ๊ไม่ได้หรอก"

"งั้นเจ้าต้องหาอย่างอื่นมาให้ข้าแทน" 

เจ้าแม่ชมซิจ๊ะ ยื่นคำขาด ยังไม่ทันขาดคำเจ้าหมูก็ถามขึ้นทันที

"ท่านอยากได้สิ่งใดล่ะ"

เจ้าแม่ครุ่นคิด กวาดตามองไปรอบตัว 

"ตาหมีนั่นเป็นไงละ ตัวล่ำ ขนหนา ท่าทางน่าอบอุ่น ไม่เหมือนสะมีข้า" 

นางเหล่มองตาหมันมาก 

"ระหว่าง กระจกนั่น กับตาหมีนี่ เจ้าจะให้อะไร"

"เฮ้ย แล้วเจ้าจะเอาข้าไปไว้ไหน" 

ตุ๊กแกหมันมาก ชักกะมีน้ำโห แต่เจ้าแม่ไม่ใส่ใจ  เพื่อนๆ หันขวับไปมองพี่หมีเป็นตาเดียวกัน แล้วหันกลับมามองหน้ากัน ตาต่อตา 

ส่งข้อความสื่อสารโดยปราศจากคำพูด ในที่สุดทุกคนก็ตกลงใจ ...

เจ้ากระต่ายยักษ์ มองหน้าพี่หมีแวบหนึ่ง แล้วถอนหายใจเพื่อรวบรวมกะลังจาย พูดขึ้นมาว่า

"เอาไปเลยเจ้ พวกเรายกให้"

"กรี๊ดดดดดด"  

เจ้าแม่ชมพู่ผอมหวีดร้องด้วยความดีใจ  

"พี่หมันได้กินกระต่าย ส่วนข้าก็ได้กินหมี เจ้าพวกนี้หลอกง่ายดีจริงๆ เอาล่ะ  ซอสมะเขือเทศศศศศ..."

สิ้นเสียงประกาศ ตุ๊กแกบริวารตาแดงๆ สองตัวก็ช่วยกันแบกซอสมะเขือเทศยี่ห้อโคม่าเข้ามา ขนาดขวดไม่เล็กกว่ากระจกวารีซักเท่าไหร่เลย

แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อลำแสงสีส้มเจิดจ้าเปล่งประกายออกมาจากดวงมณีสีส้มสุก 

รัศมีของแสงนั้นซัดให้บริวารตุ๊กแกตาแดงรวมถึงลูกพี่อย่างหมันมากและเจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะกระเด็นหน้าหงายไปไกลหลายเมตร 

และปรากฏเป็นโดมแก้วสีส้มทองครอบเหล่าผู้กล้าน้อยๆ ไว้เป็นเกราะป้องกันภยันตรายต่างๆ จากทั้งสัตว์ เวทมนตร์ ภัยธรรมชาติ 

เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะที่ลงไปนอนแอ้งแม้งกะพื้นห่างโดมแก้วไปได้สักสองเมตร เงยหน้าขึ้นมาด้วยความมึนงง รวมถึงหมันมากและเหล่าบริวารก็เช่นกัน ทุกผู้ทุกตัวตนล้วนตกใจ

"โอ้วววว! ทำไม ทำไมนะ ตาข้าจึงหามีแววไม่ทั้งที่เห็นรัดเกล้านั่นแต่กลับไม่รู้ว่าคือท่านมณีนาคา 
ซึ่งสามารถเดินทางข้ามภพต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าใครต่างก็เคารพยำเกรง โอ้... ที่แท้เด็กๆ พวกนี้ก็เป็นเด็กของท่านมณีนาคานั่นเอง 
ได้โปรดอภัยที่ข้า ภรรยาและบริวารได้กระทำการล่วงเกินอย่างไร้มารยาท ต่อไปพวกข้าขอยอมรับเป็นผู้พิทักษ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่คณะของท่านเจ้าค่ะ" 

ตุ๊กแกยักษ์หมันหมากถึงกับหน้าถอดสี ละทิ้งความตะกละโดยพลัน เจ้าแม่ชมพู่สิเจ้าคะก็ตกใจหน้าซีดไม่แพ้กัน 

เพราะไม่รู้ว่าได้กระทำการล่วงเกินแก่คณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยมีบุญคุณต่อนางและสามีอย่างมหาศาลเข้าให้แล้ว 

แน่นอนว่ารัดเกล้าแม่นาคฯ ไม่ต่อคำให้มากความ  หมีกับหมูถอนหายใจเฮือกๆ อย่างโล่งอก  หนูหิ่งร้องบอกมาจากในเกราะเวทลูกโป่งที่ผูกอยู่กับคอกระต่ายน้อย

"ถ้างั้นเราก็รีบเดินทางต่อกันเถอะ นี่ก็เสียเวลาไปจนค่อนคืนแล้ว อีกไม่นานก็คงจะเช้า เขตแดนสายลมก็กว้างใหญ่มิใช่น้อย กว่าจะหลุดไปได้ก็อีกนานนะ"

				
 บทที่ 8 หุบผานาคาอัคคี 






หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งหมดก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินอย่างมุ่งมั่นไม่มีใครบ่นว่าหิวหรือง่วงนอนอีก 

จนกระทั่งมองเห็นแนวกำแพงสีส้มยาวเหยียดแทบขนานเป็นแนวเดียวกับเส้นขอบฟ้า สีส้มของเปลวเพลิงเต้นระริกลุกโพลง ทำให้สีท้องฟ้ายามราตรีบริเวณนั้นสว่างเรือง 

"ที่นี่ที่ไหนอ่ะ"

หมูเตยถาม 

"ไม่รู้ดิ" 

พี่หมีส่ายหน้าดิก   หนูลิถอนหายใจเหยียดยาว

"หุบผานาคาอัคคีไง  นี่เราพ้นเขตแดนสายลมมาได้แล้วนะ ถึงที่หมายซะที เฮ้อ..."  

(ชักเริ่มเบื่อเจ้าพวกนี้ขึ้นมาตงิดๆ)

"แล้วจะเข้าใกล้กว่านี้ได้ไงอ่ะ มันร้อนนน.นนนน.นนนะเนี่ย" 

กระต่ายหมูเตยแค่มองเปลวไฟสีส้มเบื้องหน้าก็เหงื่อชุ่มหลัง

"ก็ดีเหมือนกัน จะได้กินกระต่ายย่างซะที เอ๊ย ไม่ใช่"  

หนูลิชี้ไปยังแนวเปลวเพลิงข้างหน้า  

"สีส้มที่เห็นนี่ ไม่ใช่เปลวไฟลุกไหม้อยู่บนพื้นดินหรอกนะ มองให้ดีสิ"

ทุกคนเพ่งมองตาม แล้วก็เห็น... ที่แท้แนวสีส้มยาวขนานกับขอบฟ้าที่ดูคล้ายกำแพงนั่น คือรอยแยกของแผ่นดินเป็นเส้นยาวเหยียด 

และดูท่าทางจะกว้างซะด้วย  สีส้มที่เห็น จริงๆ แล้วคือแสงไฟเต้นระริกที่สาดมากระทบผนังหน้าผาฝั่งตรงข้าม  แต่เพราะฟ้ายังมืดอยู่ 

เลยดูไม่เห็นแผ่นดินฝั่งนู้นนอกจากเงามืดๆ

"กุญแจข้ามภพซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งภายในหุบผาเบื้องล่างนั่น"  

หนูลิสรุป 

"ถ้างั้นจะไปยากอะไร ก็กระจกวารีอยู่กับเราแล้วนี่นา ก็ถามจากกระจกวารีซะแค่นี้ก็หมดเรื่อง อยากรู้อะไรในดินแดนแห่งนี้และในทั่วหล้า ถามกระจกวารีก็รู้ได้ทุกเรื่อง" 

เสียงน้อยของหนูหิ่งแทรกขึ้นมาในทันใด ผู้เข้าร่วมขบวนถึงนึกได้ว่านั่นสิ ลืมของวิเศษชิ้นนี้ไปได้ยังไงกัน 

หมีพี่โก้เดินต้วมเตี้ยมไปประคองด้านหลังบานกระจกไว้ แล้วกระต่ายหมูเตยก็หันไปสบตาหนูลิคล้ายๆ จะโบ้ยให้  แต่หนูลิรีบเมินซะในทันใด 

แหมๆๆ ช่วยมาตั้งมากมายแล้วยังจะใช้ให้คุยกับกระจกอีก เกิดหนุ่มๆ มาเห็นเข้า นึกว่าหนูลิเพี้ยนก็เสียชื่อเสียงหมดพอดี

หมูเตยเห็นว่าทำตาปริบๆ ไปก็ไร้ผล เลยหันมาหากระจกวารีบานโต

"กระจกจ๋า บอกหมูเตยหน่อยสิฮะ ว่าเราจะลงไปในหุบผานาคาอัคคีเพื่อหากุญแจข้ามภพได้ยังไง โดยไม่ถูกไฟไหม้เป็นไก่ย่างกันไปซะก่อน"

กระจกเปล่งแสงนิดหน่อย แบบติดๆ ดับๆ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากกระจก 

"ฮิ..ฮิ..ฮิ..อย่างเจ้าน่ะเหรอจะเป็นไก่ย่าง ... ไม่ใช่หมูย่าง เอ๊ย..กระต่ายย่างหรอกเหรอ"

"ไม่ ข้าอยากเป็นช้างย่างมากกว่า เอ๊ย!! ไม่ใช่ เราจะทำยังไงละท่านกระจก บอกมาเร็วๆ ซิ" 

กระต่ายน้อยตอบ เอ๊ย ถาม   กระจกวารีหัวเราะอีกสามช่า แล้วทำเสียงขรึมตอบ

"เปลวเพลิงที่พวกเจ้าเห็นนั้น คือเพลิงผลาญสัมปชัญญะ  หากผู้ใดที่ยังมีสติสัมปชัญญะผ่านเข้าไป จะถูกเผาให้มอดไหม้กลายเป็นจุล  
มีเพียงผู้ที่สลบไสลไม่ได้สติเท่านั้น จึงจะผ่านลงไปได้ โดยไม่ถูกทำลาย"

"เอ๋า ไม่มีสติแล้วจะเดินเข้าไปได้ยังไงล่ะ"

หมูเตยถามอย่างสงสัย  ก่อนที่จะได้ยินเสียง

"โป๊ก" 

หันไปอีกทีพี่หมีสลบไปกองกับพื้นโดยที่ไม้หน้าสามยังอยู่ในมือของหนูลิผู้น่ารัก 

"ทำอะไรน่ะหนูลิไปทำพี่หมีทำไม"

หมูเตยโวยวาย

"อ้าว! ก็ทำให้เจ้าหมีบ้านี่ไม่มีสติไง แล้วเดี๋ยวเราก็จับโยนลงไปในผา ให้เข้าไปหากุญแจไงล่ะ" 

"แล้วอย่างนี้ พี่หมีจะรู้เรื่องไหมเนี่ย"

"ไม่ต้องห่วง ไม้หน้าสามที่ใช้ตีนี่ไม่ใช้ไม้หน้าสามธรรมดา แต่เป็นหน้าหนึ่งของนายสามหน้าที่ใครๆ ก็รู้จักเขาในนาม สมจ๊อด 
ตอนที่ตีหัวหมีบ้า จิตของสมจ๊อดจะไปอธิบายและนำทางเจ้าหมีเอง พวกเราช่วยกันลากเจ้าหมีบ้านี่ไปโยนลงผาก่อนเถอะ" 

หนูลิอธิบายยาวเหยียดก่อนที่ทุกคนจะช่วยกันทั้งลากทั้งกลิ้งเจ้าหมีลงไปในหุบผา  พอสำเร็จ หมูเตยก็ชะเง้อคอปุกปุยมองอย่างเป็นห่วง

"พี่หมีจะรอดมั้ยเนี่ย ลงไปคนเดียว น่าเป็นห่วงจริงๆ... น่าจะ..."

โป๊ก... ยังไม่ทันจบประโยค กระต่ายยักษ์ก็สลบเหมือดไปอีกตัว  หนูลิหันซ้ายหันขวา เห็นไม่มีใครช่วย (หนูหิ่งซึ่งออกมาจากเกราะเวทย์แล้วก็ช่วยไม่ไหว) 

เลยต้องใช้แข้งค่อยๆ เขี่ยร่างกลมๆ ให้กลิ้งหลุนๆ ตรงไปยังร่องผาแทน


เมื่อสองร่างร่วงลงสู่ร่องผาเป็นที่เรียบร้อย หนูลิและพรรคพวกที่เหลือก็หันกลับมานั่งจ้องกระจกวารีที่ปรากฏภาพของสองชีวิต ณ เบื้องล่าง 

ทั้งกระต่ายหมูเตยและพี่หมีต่างลุกขึ้นละเมอเดินไปตามวิถีแห่งร่องผาที่ฉาบไปด้วยแสงเพลิงเข้ม 

"จ๊วบๆๆ พี่หมี หมูหิว"  

กระต่ายน้อยเดินละเมอเพ้อพกน้ำลายยืดไปจนชนเข้ากับโขดหิน เล่นเอาสะดุ้งตื่น  โชคดีที่ตอนนี้กลิ้งลงมาถึงก้นผา พ้นจากเพลิงผลาญสัมปชัญญะแล้ว 

ไม่งั้นคงกลายเป็นกระต่ายย่าง  หมูเตยลูบหัวตัวเองป้อยๆ งงๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลงมาอยู่ตรงนี้ทำไม รีบเขย่าตัวหมีพี่โก้ให้ตื่นขึ้นมางงเป็นเพื่อนกัน

"พี่หมีๆ ตื่นๆ ตื่นสิโว้ยยยยย"

พี่หมีพลิกตัวไปอีกทาง แล้วหลับต่อ ฟี้ๆ   เจ้าหมูก็ลืมไปว่าพี่ตรูฟามดันต่ำ จะตื่นทีก็ยากเย็น มันเลยใช้มาตรการขั้นสุดท้าย

มันหันไปหันมาแล้วเดินถอยหลังไป 5 ก้าว ก่อนวิ่งเข้ามาเต็มฝีเท้า   ก่อนถึงตัวพี่หมีราว 1 ก้าว มันก็กระโดดตัวลอย ตื้บลงไปตรงท้องนายหมีเป๊ะๆ 

"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"

เสียงลั่นดังก้องท้องทุ่ง เอ๊ย ก้องสะท้อนไปมาในหุบผา เล่นเอาหนูลิกับหนูหิ่งข้างบนสะดุ้งกันไปคนละแปดตลบ

แต่ได้ผล... พี่หมี(อะ)โกโก้ ตื่นขึ้นมาตาโต ไม่มีความงัวเงียเลยแม้แต่น้อย  กระต่ายน้อยเลยช่วยดึงพี่หมีให้ลุกขึ้น

"ไปเร็วพี่หมี ลุย"

"ช้าก่อน" 

เสียงหนึ่งดังขึ้นมาทำให้หมูเตยกะพี่หมีหยุดกึกหันไปมองหาเจ้าของเสียง

"ข้าอยู่นี่" 

เมื่อเจ้าของเสียงปรากฏกายทำให้ทั้งคู่ต๊กกะใจ

"ท่านเป็นใคร"

"ข้าคือ สมจ๊อด อีกหน้าของไม้หน้าสามที่ตีหัวเจ้าไง"

ชายหน้าตาหื่นนามว่าสมจ๊อดแนะนำตัวเอง

"แล้วเจ้ามาเรียกพวกข้าทำไม คนกำลังรีบ"

"ข้าจะบอกพวกเจ้าว่า พวกเจ้าไปผิดทาง ต้องไปทางนี้ต่างหากเล่า"

แป่ว! หมูเตยโล่งใจ เพราะเห็นหน้าตาหื่นๆ อย่างสมจ๊อดแล้วกลัวว่าจะมาเรียกไว้เพื่อทำมิดีมิร้าย ก่อนจะพากันเดินไปทิศทางตรงข้ามที่สมจ๊อดบอก

พอสัตว์น้อยทั้งสองคล้อยหลังไป สมจ๊อดก็ทำหน้าหื่นกว่าเดิมเป็นสองเท่า แล้วแอบหัวเราะกับตัวเอง 

"เคี้ยก เคี้ยก เคี้ยก ซื่อกันจริงเล้ย เจ้าพวกนี้  หารู้ไม่..." 

ยังไม่ทันที่ไม้หน้าหื่น เอ๊ย ไม้หน้าสามร่าง 2 จะพูดจบเขาก็ร่วงลงไปนอนสลบ  เบื้องหลังเขามีชายอีกผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างหลังพร้อมอาวุธเป็นไม้หน้าสามอันเดิมอยู่ในมือ

เขาก็คือ ไม้หน้าสามคนสุดท้องนั้นเอง

"ไม่ไหวเลย ไอ้บ้านี่ ทำเรื่องเสียอยู่เรื่อย" 

เขาเตะเข้าท้องไม้หน้าสามคนกลางด้วยฟามหมั่นไส้

'เอาไปมัดไว้กะต้นไม้โน้น จะได้ไม่ก่อเรื่องอีก' 

ไม้หน้าสามคนพี่สั่งตรงเข้าสู่หัว   ทางฝ่ายหมีน้อยกับหมูน้อย (???) ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินลึกเข้าไปในร่องผาตามคำบอกของสมจ๊อด (ร่างสอง-ซึ่งตอนนี้สลบเหมือดไปแล้ว) 

โดยคิดไปว่าจะได้เจอกุญแจข้ามภพซะที เรื่องจะได้จบๆ  ไม่รู้เลยซักนิดว่ากำลังโดนหลอก

เดินเข้าไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็เจอแท่นหินสูงตระหง่านขนาดประมาณสองช่วงตัวหมู/หมี  

บนนั้นมีโดนัทก้อนโตเท่าห่วงยางรอบเอวน้องหมูกับพี่หมีวางอยู่ เปล่งประกายสีเหลืองทองระยิบระยับจับตา 

"โว่ อะไรอีกล่ะเนี่ย" 

พี่หมีเริ่มบ่น

"อะไรล่ะ ก็อาหารกลางวันไง" 

เจ้าหมูไม่ฟังอะไรวิ่งเข้าไปกัดแทะโดนัทก้อนโตนั้น"

"โอ๊ย!" 

บังเกิดเสียงแสดงความเจ็บปวด

"ใครร้องอ่ะ" 

หมูเตยหันไปถามนายหมี   นายหมีสั่นหัว

"ข้าเอง" 

ทันใดนั้น โดนัทก้อนโตแปรเปลี่ยนร่างเป็นหญิงสาวที่ขนาดไม่ได้ต่างจากรูปร่างเดิมเลย

"เจ้าเป็นใคร บังอาจมากที่มากัดเจ้าแม่โดนัทตี้อย่างข้า อุตส่าห์นอนหลับอยู่ดีๆ" 

เสียงแห่งความพิโรธดังก้องไปทั่วหุบผา

"โทษทีเจ๊ ข้าแค่เข้าใจผิดไปจิ๊ดดดดดดดดดด นึง" 

เจ้ากระต่ายน้อยก้มหัวขอโทษปลกๆ 

"ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านไปนอนต่อเถอะ"

"เสียใจด้วย สายไปแล้ว"  

เจ้าแม่โดนัทตี้ประกาศก้อง  

"ในเมื่อพวกเจ้าปลุกข้าขึ้นมาแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางข้าก่อนจะจากไป ไม่งั้นพวกเจ้าก็จะถูกขังอยู่ในนี้ไม่มีทางออก"

สองอ้วนมองหน้ากันเลิกลั่ก เพราะในกลุ่มไม่ได้พกของมีค่ามาด้วยเลย   นอกจาก รัดเกล้าแม่มณีบนหัวพี่หมี เจ้ากระต่ายหมูเตยต้องตัด(สิน)ใจ... 

"ถ้าอย่างนั้น ข้ายกพี่หมี(อะ)โกโก้ให้ มิแซบว่าท่านยินดีรับหรือไม่"

"ไม่...ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าจะยกพี่ชายหมีให้เราเนี้ย...เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร" 

เจ้าแม่โดนัทตี้ได้แต่แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ และเก๊กสวยต่อไป  ส่วนสองอ้วนกลมได้แต่ส่ายก้น เฮ้ย..ส่ายหัวดุกดิ้กบอกความแสนซื่อว่าไม่รู้

"เรานั้นไม่ได้หลับ แต่อยู่ในช่วงของภาวะการจำศีลเพื่อเพิ่มพลังให้ตนเองเก่งกล้า เรารู้ เราเห็น การกระทำและความต้องการเจ้าทั้งสอง 
แต่เมื่อพวกเจ้าทำให้เราออกจากญาณสมาธินั้น  เจ้าต้องรับผิดชอบ 55555" 

ยิ่งฟังสองอ้วนกลมทั้งยิ่งกลัว... ขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ 

"ยิ่งเห็นพวกเจ้า เราเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาตงิดๆ อีกทั้งระหว่างการกินเราอยากให้มีการแสดงระบำ(อะ)โกโก้ด้วย หรือ หมูย่างโดนเผา แสดงให้เราดูด้วยเพื่อความเจริญอาหาร" 

ว่าเข้าไปนั้นเมื่อเจ้าแม่โดนัทตี้ (แสนจะน่ารัก)  สวย เริ่ด หยิ่ง  เอี้อยเอ่ยมา 

พร้อมกับการเปล่งเสียงหัวเราะแสดงความพอใจดังกังวาลไปทั่วหุบเขาเท่านั้นก็ถึงกับสองสหายพากันขนหนังสแตนด์อัพขึ้นมาทันที กอดกันกลมดิ๊ก...

ว่าไงเจ้าทั้งสองตกลงกันได้ยัง อิอิอิ...

"พี่หมีแหละเต้นอะโกโก้เร็ว"  

กระต่ายน้อยรีบบอกก่อน พี่หมีซึ่งยังงัวเงียอยู่ สะดุ้งโหยง  

"อีกแล้วเหรอ ตอนเอาขลุ่ยสีเงินก็เต้นไปรอบนึงแล้วนะ  หมูแหละ เต้นหมูย่างโดนเผามั่งสิ"

"ไม่อ๊าววววว"

สองตัวเถียงกันใหญ่ จนหินก้อนกลมๆ บนผารอบๆ เริ่มเขย่า และตกร่วงลงมาจากทุกด้าน 

ครืนนนน ครืนนนนนนนน 

"แง แง ไมตูซวยอย่างนี้ว้า แม่จ๋า แม่จ๋า ช่วยหมูเตยด้วย" กระต่ายน้อยหมูเตยร้องเสียงหลง

"เอาล่ะ จะเต้นหรือไม่เต้น ถ้าตัดสินใจช้านัก พวกเจ้าจะโดนโดนัทน้อยๆ ของข้าถล่มลงมาทับจนแบนเป็นหมีแผ่นหมูแผ่นแน่"

เสียงเจ้าแม่โดนัทตี้เหมือนเสียงสวรรค์ ทั้งพี่หมีและน้องหมู ต่างพากันเต้นแบบไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่ต้องมีเสียงดนตรีประกอบ  ทว่า...

พี่หมีเต้นท่า หมีย่างถูกเผา

ส่วนน้องหมูเต้นอะโกโก้... 

ทำเอาคนที่นั่งเฝ้าอยู่หน้ากระจกวารีหัวเราะกลิ้งงอหายกันไปแล้วหลายตลบ

"ง่ะ แล้วอย่างนี้มันจาได้เรื่องมะเนี่ย ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปเราจะได้กุญแจข้ามภพเมื่อไหร่กันล่ะนั่น" 

หนูหิ่งครางออกมาเหมือนใจจะขาดเพราะยังติดพันลูกขำของเจ้าสองตัวในกระจกวารีนั่นอยู่ 

เจ้าแม่โดนัทตี้ชมการแสดงไป มือก็คว้าโดนัทก้อนน้อยๆ บนถาดมาเคี้ยวไปอย่างรื่นรมย์  

พอสองตัวทำท่าหมดแรงจะหยุดเต้น โดนัทน้อยๆ บนหน้าผาก็กลิ้งครืนครั่นลงมา เล่นเอาต้องลุกขึ้นมาเต้นต่อจนเจ้าแม่อิ่ม

"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าจ่ายค่าผ่านทางแล้ว ก็จงไปได้  อ้าว... แล้วนอนอืดกันอยู่ทำไมล่ะ บอกให้ไปก็ไปซี้"

ทั้งสองเด้งพรวดขึ้นทันใด ก่อนจะวิ่งตื๋ออออ..อออสุดชีวิต ลึกเข้าไปตามทางในร่องผา ก่อนจะชนโครมเข้ากับผนังหิน

"เจี๊ยกกกกกกก"

"โอ๊ยยยยยย" 

สองพี่น้องตะโกนลั่นพร้อมกัน

"เราจะข้ามภูเขานี้ไม่ได้ยังไงอ่ะ พี่หมี" 

เจ้าหมูเงยหน้ามองอุปสรรคสูงเป็นกิโล

ทันใดนั้นเสียงครืดก็ดังสนั่น ภูเขาหินที่อยู่ตรงหน้าสะเทือน เปิดเป็นช่องว่างทรงสามเหลี่ยม

"อะ นี่ไง ไปได้แล้ว ดีเนอะเขามีประตูอัตโนมัติ คนเดียวชนก็เปิด" 

พี่หมีบอกน้องหมู   ทั้งสองจึงวิ่งต่อไปโดยไม่สนใจเสียงเบื้องหลัง

"ข้าคือโกแลมปู่ศล ใครจะผ่านทางต้องจ่ายค่าผ่านทางมาก่อน อ้าว... หายไปไหนแล้ววะ"

สองพี่น้องได้ผ่านด่านโกแลมไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ และปู่ศลก็มีบทมาได้เพียง 3 วิ





(ติดตาม อภิมหา-กาบ... ตอนจบคร้าบ) 

				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน