นวนิยายแฟนซี : แผ่นดินมหาราช (ผขอเสนอเป็นตอนแรกค่ะ )

สุชาดา โมรา

หลังจากที่เกิดวิกฤตวันสิ้นโลกไปได้ร่วมหนึ่งหมื่นล้านปี  ผู้คนมากมายต่างล้มตายเป็นจำนวนมาก  โลกทั้งใบได้สร้างเกราะป้องกันตนเองจึงทำให้มหันตภัยร้ายแรงเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน  เนื่องมาจากฝีมือของมนุษย์ซึ่งได้ทั้งสร้างและทำลายสรรพสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติให้หมดสิ้นไป
จากกาลเก่าเล่าเป็นตำนานว่ามนุษย์โลกที่อาศัยอยู่บนผืนพิภพแห่งนี้ได้สร้างเทคโนโลยีล้ำสมัยจนลืมความสมดุลของระบบนิเวศที่ธรรมชาติได้สร้างมา  มนุษย์ตัดไม้ทำลายป่า  ปล่อยของเสียลงแม่น้ำลำคลอง  ปล่อยอากาศที่เป็นพิษทำให้โอโซนถูกทำลายเป็นจำนวนมาก  โลกไม่สามารถที่จะทนต่อสภาพอันไร้ขีดจำกัดที่มนุษย์ได้ทำขึ้น  ธรรมชาติจึงเตือนภัยมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย  น้ำท่วมโลกเป็นจำนวนมาก  ผู้คนล้มตายนับหมื่นชีวิต  แต่มนุษย์ก็หาได้กลัวเกรงต่อภัยธรรมชาติ  มนุษย์ยิ่งทำลายสิ่งที่มีอยู่จนแทบจะไม่เหลือหรอ  ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์บนโลกใบนี้แทบจะไม่มีเหลือไว้ให้มนุษย์ได้ดู  ถึงแม้ว่ามนุษย์จะพยายามสร้างสิ่งเหล่านี้ทดแทนขึ้นก็ตาม
โอโซนที่ถูกทำลายจนแทบจะไม่มีอะไรเหลือ  แสงแดดจากราชันย์แห่งอาทิตย์แผดเผาจนมนุษย์รู้สึกทนต่อสภาพอากาศไม่ได้  เกิดหนาวจัด  ร้อนจัด  ผู้คนเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายที่ธรรมชาติได้หักหลังมนุษย์  ไม่สามารถเยียวยารักษาได้ผู้คนล้มตายนับแสนชีวิต  นักพยากรณ์หลายท่านและองค์กรนาซ่าจึงได้ร่วมกันคำนวณระยะทางก่อนที่จะสายจนเกินไป  นักบินอวกาศจึงได้ไปสำรวจดาวอังคาร  ผู้คนมากมายโยกย้ายดินแดนไปอยู่บนดาวอังคาร  เหลือเพียงมนุษย์โลกกลุ่มน้อยที่ไม่ยอมโยกย้ายถิ่นฐานไป
มนุษย์โลกที่เหลืออยู่ได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่สืบมาเป็นตำนานที่เล่าขานมานับกว่าหมื่นล้านปี  โลกมิเคยหยุดอยู่แค่นั้น  มหันตภัยครั้งร้ายแรงที่สุดนับเจ็ดร้อยปีได้เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์หลังจากเมื่อเจ็ดร้อยปีที่แล้วได้ทำลายมนุษย์นับแสนชีวิตจนต้องหาวิธีโยกย้ายไปอยู่บนโลกใบใหม่  ซึ่งเรียกว่าโลกแห่งดาวอังคาร  เหตุการณ์ครั้งนี้ทวีความรุนแรงเป็นอย่างมาก  ภูเขาไฟทั่วทั้งโลกระเบิดพร้อมกัน  ผืนแผ่นดินแยกออกไปสองส่วนและบีบตัวด้วยความเร็วสูงทำให้แผ่นผืนภิภพสะเทือน  ผู้คนไม่มีทางหนีได้  บาดเจ็บล้มตายนับแสนชีวิต  มหาสมุทรสั่นสะเทือนเกิดการแยกตัวแบบซึนามิ  ผืนแผ่นดินใต้มหาสมุทรที่เคยจมอยู่ยกตัวขึ้นสูงทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำเกิดปรากฏการอาฟเตอร์ช็อกขึ้น  หลายเมืองจมหายไปเหลือไว้เพียงตำนานที่เล่าขานกันเท่านั้น  มนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงหมื่นชีวิตได้สร้างอาณาจักรขึ้นใหม่อีกครั้ง  เกิดการสู้รบกันประปรายเพื่อชิงความเป็นใหญ่  และต้องการเป็นเจ้าผู้ครองภิภพแห่งนี้จนกลายเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบเป็นตำนานแห่งอารายธรรมเก่าแก่แห่งแคว้นเก้าแคว้นซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกษัติริย์แห่งแคว้นอุไร  ซึ่งไม่มีปรากฏแผนที่เมืองแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว  เนื่องจากเมืองนี้ได้จมหายไปบนดินแดนชมพูทวีปนับหมื่นล้านปีมาแล้ว
นับจากนั้นเป็นเวลา  10  ปี  ก็เริ่มเกิดอาณาจักรใหม่ขึ้นอีกครั้ง
บนผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ที่สุดห่างไกลจากชมพูทวีไม่มากนัก  มีแคว้นใหญ่น้อยมากมายถึงเก้าแคว้นด้วยกันคือ  แคว้นปุรนคร  แคว้นสุขวดี  แคว้นลวะศรี  แคว้นรัตนคีรี  แคว้นคีรินทร์  แคว้นเข็มราช  แคว้นบุรีนคร  แคว้นกัญจาศรี  และแคว้นราชันย์อุไร
แคว้นราชันย์อุไร  และแคว้นลวะศรี  เป็นแคว้นที่มีอำนาจทางการทหารมาก  ทั้งสองแคว้นมีพระมหากษัตริย์ที่สืบเชื้อสายเดียวกัน  คือพระเจ้าปฐมเทพกษัตริย์แห่งราชันย์อุไร  เป็นพระเชษฐราชินีแห่งแคว้นลวะศรี  ต่อมาองค์มหาลาเปงกษัตริย์แห่งลวะศรีเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วองค์ราชบุตรษุปิงจึงได้ขึ้นครองบัลล์ลัง  ทั้งสองเมืองจึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากถึงแม้ว่าดินแดนของทั้งสองเมืองจะอยู่ห่างไกลกันมากก็ตาม
พระเจ้าปฐมเทพเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรด้วยรถยนต์พระที่นั่ง  พร้อมทั้งเจ้าหญิงรัตนมณีพระราชธิดาและเจ้าชายเทวธิราชพระราชโอรส  เจ้าชายเทวธิราชเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่ง  ซึ่งเป็นพระราชโอรสที่เกิดจากพระนางจรัสรัตน์พระมเหสีฝ่ายขวา  ซึ่งกำลังจะได้สถาปนาเป็นองค์มหาราชินีแห่งแคว้นราชันย์อุไรเนื่องจากเจ้าชายเทวธิราชได้ถูกสถาปนาให้เป็นรัชทายาทในวันนี้
เจ้าชายเทวธิราชเดินมายังหน้าท้องพระโรงท่ามกลางข้าราชบริพาลใหญ่น้อยที่ยืนเข้าแถวเรียงรายนับไม่ถ้วน  พรมสีแดงปูยาวตลอดทาง  นางกำนัลสามคนเดินโปรยดอกไม้สีขาวเพื่อแสดงความยินดี  เสียงแตรดังขึ้นกึกก้อง  พระเจ้าปฐมเทพสวมเครื่องทรงให้แก่เจ้าชายพร้อมทั้งยื่นคทาแห่งองค์รัชทายาทและตราประจำพระองค์ซึ่งสืบทอดกันมายาวนานให้  เจ้าชายคุกเข่าและยื่นมือไปรับด้วยความนอบน้อม  ข้าราชบริพาลคุกเข่าคำนับและยื่นมือขวามาประสานที่หน้าอกและพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันทันที
องค์รัชทายาททรงพระเจริญ.!!!!!
พร้อมกันนั้นพระเจ้าปฐมเทพได้เรียกเจ้าหญิงรัตนมณีให้ออกมายืนใกล้ ๆ กับองค์รัชทายาท  เจ้าหญิงเดินมาหยุดอยู่ตรงพื้นที่ต่ำกว่าองค์รัชทายาท  ช่างภาพหลวงทำการถ่ายภาพก่อนที่ทั้งสามพระองค์จะเสด็จออกนอกท้องพระโรงเพื่อเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของราษฎร.
ประชาชนทั้งหลายเก็บดอกไม้สีขาวที่โปรยปรายอยู่ตามพื้นพรมสีแดงทางด้านนอกของพระมหาราชวัง  ซึ่งเปิดให้ประชาชนมารับเสด็จ.  ผู้คนต่างแย่งยื้อดอกไม้นั้นเพื่อเป็นศิริมงคลหลังจากที่กษัตริย์ทั้งสามพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว
..
แคว้นกัญจาศรีเป็นแคว้นที่เรืองอำนาจด้านเศษฐกิจ  แต่ก็เป็นแคว้นที่มักจะพบกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอ ๆ จึงทำให้แคว้นนี้ต้องการหาดินแดนใหม่ ๆ และขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น  แคว้นกัญจาศรีมีพรมแดนติดต่อระหว่างแคว้นราชันย์อุไรกับแคว้นลวะศรี  แคว้นนี้จึงพยายามผูกมิตรกับทั้งสองแคว้นซึ่งเป็นแคว้นที่มีอำนาจทางทหารเป็นอย่างมาก  และเป็นแคว้นที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด  แต่พระเจ้าเมียงเตะกษัตริย์แห่งแคว้นกัญจาศรีก็หาได้เป็นดั่งพฤติกรรมที่ประพฤติต่อทั้งสองแคว้นไม่  พระเจ้าเมียงเตะหวังที่จะได้ดินแดนของทั้งสองเมืองเป็นของตนเอง  โดยเฉพาะดินแดนทางตอนใต้ของแคว้นราชันย์อุไร  ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดและไม่เคยประสบปัญหากับภัยธรรมชาติเลย
ส่งพระราชสาสน์ไปยังแคว้นราชันย์อุไร  แสดงความยินดีกับรัชทายาท
เจ้าหลวงพระย่ะค่ะ  เหตุใดจึงไม่ส่งของขวัญไปเป็นบรรณาการเลยล่ะพระย่ะค่ะ
เจ้าหมายความว่า
พระเจ้าเมียงเตะกับพระมหาอุปราชราชินเสวนากันพร้อมทั้งหันลงไปมองเจ้าหญิงมินทราผ่านหน้าต่าง  ซึ่งเจ้าหญิงกำลังเก็บดอกไม้อยู่กลางอุทยานหลวง.
เป็นความคิดที่ดีมาก  เสียลูกไปคนแต่ผลที่ได้นั้นคุ้มค่าที่สุด
พระเจ้าเมียงเตะทรงสรวนไม่หยุดเลยทีเดียว.
เจ้าหญิงมินทราถูกเรียกให้ขึ้นมาบนตำหนักของเจ้าหลวงเจ้าหลวงทรงตรัสรับสั่งกับเจ้าหญิง  จากนั้นเจ้าหญิงก็ทำท่าทางโศกเศร้าพร้อมกับเดินกลับไปยังตำหนักเพื่อทรงเครื่องตามประเพณี
เจ้าหญิงจะเสด็จไหนมังคะ.
เจ้าพ่อทรงให้เราไปทำหน้าที่อันใหญ่หลวงที่สุด
ทำสิ่งใดมังคะ  เหตุใดจึงต้องแต่งองค์ทรงเครื่องใหญ่ราวกับจะอภิเษก
ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละตุงจี  เราต้องไปเป็นของขวัญแห่งเมืองราชันย์อุไร  เรายังไม่รู้ว่าเราจะได้อยู่ตำแหน่งใดเลย  พูดง่าย ๆ ก็คือเจ้าชายเทวธิราชได้สถาปนาเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่ง  เจ้าพ่อจึงส่งเราไปเป็นเมียของเขานั่นแหละ
พระนางประชาเทวีรู้ไหมมังคะ
ไม่มีใครรู้  นี่เป็นความลับเราอยากให้เจ้าตามเราไปด้วย  เราไม่อยากไปเพียงลำพัง
รถยนต์พระที่นั่งสำหรับเจ้าหญิงขับแล่นออกจากพระราชวังหลวง  ผู้คนมากมายและรถม้าที่สวนทางมาต่างก็ต้องหลบให้เพราะรู้ว่ามีเพียงกษัตริย์เท่านั้นที่ขับรถยนต์ได้  ประชาชนไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้รถยนต์เนื่องจากจะเสียปริมาณเชื้อเพลิงมาก  ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติสูญเสียไป  และที่กษัตริย์ใช้รถยนต์ได้นั้นเพราะกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทรงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน  จึงจำเป็นต้องใช้รถยนต์เพื่อร่นระยะทางในการเดินทางไปปฏิบัติภาระกิจ
นี่ถึงไหนแล้ว
ถึงพรมแดนแคว้นราชันย์อุไรพะย่ะค่ะและนั่นรั้วกั้นพรมแดนของแคว้นลวะศรีซึ่งอยู่ทางขวามือพะย่ะค่ะ  ส่วนของทั้งสามเมืองมีรอยต่อกันแต่ส่วนมากพรมแดนของลวะศรีจะล้อมแคว้นเราอยู่พะย่ะค่ะ
ราชองครักษ์หนุ่มตอบเจ้าหญิงมินทรา  เจ้าหญิงมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความชื่นชม  ความงดงามของแคว้นราชันย์อุไรทำให้เจ้าหญิงรู้สึกเหมือนกับต้องมนต์สะกดทำให้เคริ้มใจ  ปล่อยอารมณ์ไปกับธรรมชาติจนกระทั่งรถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงมินทราเข้าสู่เมืองหลวงของแคว้นราชันย์อุไร
ชายหนุ่มบนม้าสีขาวควบม้าตามรถยนต์พระที่นั่งมา  เจ้าหญิงมองเห็นชายหนุ่มบนหลังม้าก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นชายคนนั้นกล้าจ้องมองตอบเจ้าหญิง  เจ้าหญิงรีบปิดม่านลงและเอาผ้าสีชมพูมาคลุมโพกผมและปิดหน้าของตนเองทันที
เกิดอะไรขึ้นมังคะ!!!!
ตุงจี  ชายคนนั้นคนที่ควบม้าอยู่ทำสายตาจาบจ้วงต่อเรา  มิเกรงกลัวเราผู้เป็นเจ้าเหนือหัวทุกผู้เอาเสียเลย
ข้ากระหม่อมจะออกไปถามให้รู้เรื่องมังคะ
รถยนต์พระที่นั่งจอดขวางทางชายหนุ่มคนนั้นต้องหยุดม้ากระทันหัน  ตุงจีข้าหลวงฝ่ายในคนสนิทของเจ้าหญิงมินทราลงมายืนเท้าสะเอวถามชายหนุ่มคนนั้น
เจ้าบังอาจมากนะมิรู้หรือว่านี่รถเจ้า  เหตุใดจึงทำสายตาจาบจ้วงเจ้าหญิงของเรา
เรามิบังอาจหรอกใครจะกล้าจาบจ้วงต่อเจ้าหญิง  หากแต่เราสงสัยว่าท่านในนั้นมาจากแคว้นอะไรเท่านั้นเอง  เหตุใดจึงมาเร่งด่วนนัก!!!!
ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า.
ตุงจีข้าหลวงต่อว่าต่อขานชายหนุ่มคนนั้น  จากนั้นก็ขึ้นรถจากไป  ม้าของชายหนุ่มควบเข้าไปถึงในวังหลังจากที่รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงเพิ่งจอดสนิทตรงบริเวณหน้าตึกพระประเทียบ  ตึกรับรองของแขกบ้านแขกเมือง
เจ้าหญิงมังคะผู้ชายคนนั้น
ตุงจีชี้ให้เจ้าหญิงมองไปที่ชายหนุ่มคนนั้น  เจ้าหญิงเห็นเขาหันมายิ้มก็รู้สึกขวยเขินแต่ก็ต้องเก็บอาการเพราะผิดต่อขัติยนารี  ชายหนุ่มคนนั้นคุยกับข้าราชบริพาลคนหนึ่งซึ่งนำเสื้อคลุมมาสวมให้จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตพระราชฐานทันที  เจ้าหญิงรู้สึกงวยงงเป็นอย่างมาก  ทรงสงสัยว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครกันแน่
สาสน์จากพระเจ้าเมียงเตะแห่งแคว้นกัญจาศรี
ราชองครักษ์ของเจ้าหญิงมินทรายื่นพระราชสาสน์ให้กับราชองครักษ์ที่เดินเข้ามาถาม  ราชองครักษ์คนนั้นพาเจ้าหญิงและผู้ติดตามทั้งสองคนเข้าไปยังห้องรับรองแขกบ้านแขกเมือง  จากนั้นราชองครักษ์ก็หายไปครู่หนึ่งแล้วก็กลับมาพร้อมกับข้าหลวงอีกสองคน
พระราชาของเรารับสั่งให้ท่านไปพักผ่อนที่ห้องรับรองที่ทางเราจัดไว้
เจ้าหญิงและผู้ติดตามเดินมายังห้องที่ทางแคว้นราชันย์อุไรจัดให้  เจ้าหญิงนั่งลงที่เก้าอี้  ข้าราชบริพาลคนนั้นบอกให้เจ้าหญิงเตรียมตัวเพื่อจะไปร่วมงานฉลองการมาเยือนของเจ้าหญิงในฐานะพระชายาในคืนนี้
อะไรมันจะเร็วขนาดนี้เรายังไม่พร้อมเลยตุงจี
ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแหละมังคะ
เจ้าหญิงมินทรากล่าวหลังจากที่ข้าราชบริพาลแห่งแคว้นราชันย์อุไรเดินนำตองมูราชองครักษ์ของเจ้าหญิงไปยังที่พักรับรองของข้าราชบริพาล
.1.
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ...ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ติดตามผลงานมาโดยตลอดค่ะ				
comments powered by Disqus
  • คนเขียนเรื่อง

    30 มกราคม 2548 14:09 น. - comment id 82410

    เขียนนวนิยายเก่งจัง
    ผู้เป็นคนหนึ่งนะที่อยากเป็นนักประพันธ์ เขียนนวนิยายให้คนทั่วไปอ่าน และติดตามผลงานเรา แต่เขียนที่ไรก็ตันทุกที คือเขียนอะไรยาว ๆ ไม่เก่ง
    สู้ต่อไปนะ เป็นกำลังใจให้
    มีอย่างนึง
    ทำผมตรงน่ารักกว่านะ

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน