ทุ่งยางยืน

nok_yak

พระอาทิตย์คล้อยต่ำทอดแสงอ่อนล้ายังท้องทุ่งเบื้องล่าง  ขณะยอดข้าวเขียวอ่อนต้องลมพลิ้วไหวเห็นเป็นลูกคลื่นโลดไล่กันไปจนสุดคันนา  นกกระยางฝูงน้อยขยับปีกโผขึ้นฟ้าพร้อมกัน  ดูคล้ายปุยนุ่นที่ฟุ้งกระจายในสายลม  เป็นสัญญาณว่างานเลี้ยงกลางท้องทุ่งยุติลงแล้ว   เด็กหนุ่มเผลอยิ้มอย่างอิ่มใจ   ตั้งแต่พวกนกกลับมาอาศัยอยู่แถบนี้   เขาก็ไม่เคยกังวลว่าต้นข้าวจะถูกหอยเชอร์รี่กัดแทะอีกเลย
  	เด็กหนุ่มมักจะมานั่งปล่อยอารมณ์ริมคันนาของตนอย่างนี้เสมอ  เขาชอบสูดกลิ่นใบข้าวเคล้าไอดินเป็นที่สุด  แม้จะหอมสู้ดอกมะลิหลังบ้านไม่ได้   แต่มันก็ทำให้เขาสดชื่นและภูมิใจในอาชีพของตน  อาชีพที่ดูไม่โดดเด่นมีหน้ามีตา     แต่กลับทรงคุณค่าในฐานะผู้หล่อเลี้ยงคนทุกชนชั้น    และเป็นกระดูกสันหลังให้ประเทศยืนหยัดมาได้ตั้งแต่ครั้งบรรพกาล
	 ไม่กลับบ้านอีกหรือวะ  บุญส่ง  เสียงคุ้นเคยของผู้มาเยือนเอ่ยถาม
 	 ยังจ้ะ ลุงผู้ใหญ่  ฉันอยากให้ไอ้จำปากับไอ้จำปีกินหญ้าต่ออีกนิด เด็กหนุ่มว่าพลางชี้ไม้ในมือไปยังควายสองตัวที่เล็มหญ้าอย่างเพลินใจ  ว่าแต่ลุงผู้ใหญ่มาหาฉันถึงที่นี่  มีอะไรให้ฉันรับใช้หรือเปล่าจ๊ะ
 	โอ๊ย รับใช้อะไรกัน หนุ่มใหญ่กล่าวปนยิ้ม ลุงแค่แวะมาถามว่าอีกสองวันเอ็งว่างไหม  ลุงจะพาไปดูงานเรื่องสหกรณ์หมู่บ้านด้วยกัน 
 	 สหกรณ์หมู่บ้าน !  บุญส่งทวนคำเสียงสูง
 	 ใช่  ท่านกำนันจะพาพวกเราไปดูงานที่ตำบลใกล้ ๆ นี่แหละ  ได้ข่าวว่าระบบจัดการเขาดี  ลุงจะเอาแบบอย่างดี ๆ มาใช้กับหมู่บ้านเราบ้าง 
 	 ก็ดีนะลุง  ถ้าหมู่บ้านเรามีสหกรณ์  ชาวบ้านคนไหนไม่มีทุนทำนาก็ได้มากู้  ไม่ต้องไปง้อพวกนายทุนหน้าเลือดอีกแล้ว 
 	 ที่สำคัญกว่าก็คือ ลุงอยากให้ชาวบ้านได้รู้จักเก็บออม  อาชีพอย่างเราที่จริงก็พอมีเงินเหลือใช้อยู่บ้าง  แต่เพราะเก็บไม่เป็น  เงินมันเลยไหลลงขวดเหล้าเข้าวงไพ่ไปหมด   
 	 นี่ถ้าเอาเงินก้อนนั้นของทุกคนมารวมกัน  แล้วช่วยกันดูแลให้มันเกิดดอกผล  ก็จะเอามาทำประโยชน์ให้หมู่บ้านได้อีกมากเลยเชียวล่ะ    เด็กหนุ่มแสดงทัศนะ เอาเป็นว่าอีกสองวันฉันจะไปกับลุงละกันนะ
 	ขอบใจเอ็งมาก ลุงผู้ใหญ่ว่าพลางนั่งลงข้างๆ บุญส่ง  แววตาเปี่ยมประกายจ้องมองผืนนากว้างใหญ่ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า  ทุ่งยางยืนของเราจะดีขึ้นได้อย่างวันนี้
 	นั่นซีนะลุง  เหมือนมีปาฏิหาริย์  เด็กหนุ่มทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า  ขณะที่ความคิดกลับย้อนไปยังอดีตเบื้องหลัง
 	ตอนนั้นบุญส่งเพิ่งเรียนจบชั้น ม.๓  เขาก็ออกมาจับคันไถตามรอยพ่อแม่และบรรพบุรุษที่ยึดอาชีพชาวนามาโดยตลอด   จริง ๆ แล้วหัวอย่างเขาน่าจะเรียนต่อไปได้ไกลกว่านี้  แต่เพราะรู้ดีถึงฐานะการเงินของทางบ้าน  ที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ข้าวอีกกี่ยุ้งกว่าเขาจะเรียนจบ   และได้ใบปริญญาที่ไม่รับประกันว่าเขาจะมีงานทำ    บางทีการเข้ามหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบของชีวิต   บุญส่งคิดเช่นนั้น   สิ่งที่เขาควรทำคือช่วยครอบครัวปลูกข้าวและหาเงินมาไถ่จำนองที่นาผืนนี้   เป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อ ซึ่งเป็นชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากเด็กคนอื่น ๆ ในทุ่งยางยืน
 	หลังออกจากโรงเรียนแล้ว  เพื่อน ๆ ของบุญส่งต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง  บ้างยังคงยึดอาชีพ       เกษตรกรรมอย่างเดิม   และบ้างก็สะพายกระเป๋ามุ่งหน้าไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง  อนิจจา...น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จที่นั่น    บุญส่งเห็นใครหลายคนกลับมาในสภาพสิ้นหวัง   หญิงสาวบางคนหอบโรคร้ายกลับมานอนรอตายที่บ้าน เขาไม่อยากรับรู้หรอกว่าพวกเธอไปทำงานอะไรมา  แต่สิ่งที่เห็นเป็นภาพที่ชวนสลดอย่างยิ่ง   ขณะที่บางคนบอกว่าจะไปขายแรงงานที่ไต้หวัน   แต่ก็ไม่เคยส่งข่าวคราวกลับมาทางบ้านอีกเลย  
 	แม้จะมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย  คนหนุ่มสาวก็ยังทยอยทิ้งถิ่นฐานออกไปหางานทำข้างนอก  เหมือนนกกระยางที่บินออกไปจากทุ่งทีละตัวทีละตัว    บุญส่งเคยได้ยินคนเหล่านั้นพูดกันว่าทำนาอีกสิบปีก็ไม่มีทางรวย    สู้ไปตายเอาดาบหน้าจะดีกว่า 
 	นั่นซีนะ  ทำไมชาวนาถึงยากจนอยู่ตลอดเวลา   บุญส่งก็ยังสงสัยเหมือนกัน
 	เด็กหนุ่มพยายามสังเกตวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน  เขาพบว่า  ชาวนาต้องซื้อทั้งพันธุ์ข้าว  ปุ๋ย  และสารเคมีจากพวกนายทุน  ด้วยหวังจะได้ข้าวมีคุณภาพ  ขายได้ราคา  และมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น    ทว่าในความเป็นจริงแล้ว  การระดมใช้ปุ๋ยและสารเคมีในนาข้าวกลับทำให้ดินเสื่อมโทรมลงอย่างมาก   ผลผลิตที่เคยดีในตอนแรกกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง  ชาวนาต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนซื้อปุ๋ยและสารเคมีเพิ่มเติมเพื่อจะเพิ่มผลผลิตกลับคืนมา       ขณะที่สุขภาพของผู้คนทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
 	ความเป็นอยู่ของชาวบ้านแปรเปลี่ยนไป  ผักริมทางที่เคยเก็บกินก็เกรงกันว่าจะมีสารพิษตกค้าง   สัตว์เล็กสัตว์น้อยพวกหอย ปู ปลาที่เคยหาได้ในท้องนา ต่างพากันสูญหายไปหมด   แม้แต่น้ำในคูคลองยังพลอยขุ่นข้นไปด้วย  สภาพแวดล้อม     เสื่อมโทรมหนัก     จนในที่สุด    ทุ่งยางยืนก็ไม่มีนกกระยางยืนขาเดียวให้เห็นอีกเลย
 	บุญส่งเริ่มคิดได้ว่า ถ้าเลิกใช้สารเคมี  สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติก็จะคืนสู่สภาพเดิม   ขณะเดียวกันยังเป็นการลดต้นทุนในการทำนาอีกด้วย
 	เด็กหนุ่มหันมาศึกษาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือในห้องสมุดประชาชนใกล้บ้าน  แล้วเขาก็ได้รู้จักวิธีทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้แทนปุ๋ยเคมี   วัตถุดิบในการหมักนั้นสามารถหาได้ทั่วไปในทุ่งยางยืน  ไม่ว่าจะเป็นใบไม้   มูลสัตว์  เศษอาหาร  หรือกากวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ      หลังจากทดลองใช้ไม่นาน    ข้าวในนาก็กลับมางอกงามขึ้นอีกครั้ง     แม้จะไม่เท่าตอนใช้ปุ๋ยเคมี   ครั้งแรก     แต่บุญส่งรู้ว่าดินกำลังฟื้นตัวและจะกลับมาอุดมสมบูรณ์ดีอีกครั้งในฤดูฝนคราวหน้า
 	บุญส่งพบว่า  การปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นการใช้ประโยชน์จากที่นาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ   การทำไร่นาสวนผสมน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม   บุญส่งทดลองปลูกพืชหลายชนิดบริเวณรอบที่นาและบ้านของตนเอง  แรกเริ่มนั้น  เขาตั้งใจแค่จะปลูกไว้กินในบ้าน     จะได้ไม่ต้องไปซื้อหาให้สิ้นเปลือง
 	เด็กหนุ่มเริ่มต้นปลูกมะนาวจำนวนหนึ่งข้างกระถินณรงค์ต้นใหญ่ท้ายสวน  เขาทราบจากเพื่อนบ้านว่ามะนาวเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง  ขณะเดียวกันต้นกระถินณรงค์ก็มีความสามารถในการดูดซับน้ำเอาไว้ได้  จึงเป็นการสร้างสภาพสมดุลให้เกิดความพอดี  ทำให้เมื่อถึงหน้าฝนก็ไม่มีน้ำเฉอะแฉะให้มะนาวต้องลำบาก   และเมื่อถึงหน้าแล้ง   ดินก็ยังชุ่มชื้นเพราะมีน้ำที่กระถินณรงค์ดูดซับไว้   ใบกระถินณรงค์ที่ร่วงลงในท้องร่องยังเป็นปุ๋ยชั้นดี   เด็กหนุ่มมักโกยเลนใต้น้ำขึ้นมาไว้ที่ใต้ต้นมะนาวเสมอ     มะนาวของบุญส่งจึงมีผลใหญ่เปล่งปลั่งเป็นพิเศษ
 	วิถีพึ่งพาในธรรมชาติเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม  จากความช่างสังเกตทำให้บุญส่งปลูกต้นพริกสลับกับต้นกล้วยเพื่อคืนสมดุลของกันและกัน   ต้นกล้วยนั้นอวบน้ำสามารถให้ความเย็นกับพริกที่เผ็ดร้อนได้    และพริกก็ไม่ชอบแดดจัด   ร่มเงาของใบกล้วยทำให้พริกไม่ต้องรับแสงมากเกินไป
 	พื้นดินที่โล่ง ๆ นั้นบุญส่งจะปลูกใบพลูและต้นทองหลางไว้เพื่อคลุมดิน  อย่างน้อยก็เป็นการรักษาความชุ่มชื้นในดินและเป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไปกับน้ำฝน ใบพลูนับเป็นของคู่กายสำหรับคนกินหมากอย่างพ่อแม่ของบุญส่ง ขณะเดียวกันใบทองหลางที่ร่วงลงดินแล้วเปื่อยยุ่ยก็มีส่วนช่วยให้ดินมีความร่วนซุยมากขึ้น
 	ผักสวนครัวอื่น ๆ  เด็กหนุ่มก็ปลูกไว้กินเอง  แม้ว่าจะมีพวกแมลงมารุกราน แต่เขาก็พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี    เขาลองใช้น้ำหมักใบสะเดาฉีดพ่นแปลงผักเพราะทราบมาว่าสะเดาสามารถไล่แมลงได้  วิธีนี้ได้ผลในช่วงสั้น ๆ เพราะสารธรรมชาติจะไม่ตกค้างบนผักนานนัก  บุญส่งจึงต้องพ่นน้ำสะเดาบ่อย ๆ   ในที่สุด  เขาก็ปลูกสะเดากลางแปลงผักเสียเลย    จะได้เก็บมาลวกจิ้มน้ำพริกได้อีกทาง
 	ไม่นานนัก ต้นไม้น้อยใหญ่ทั้งที่ปลูกไว้และขึ้นเองก็กระจายอยู่โดยรอบที่ดินของบุญส่ง สร้างความร่มรื่นและรื่นรมย์ให้กับบ้านของเด็กหนุ่มอย่างมาก จากทุ่งนาก็แปรสภาพเป็นสวนนาในที่สุด ที่นี่มีพืชผักหลายอย่างที่เด็กหนุ่มและครอบครัวสามารถเก็บกินได้โดยไม่ต้องซื้อหาและไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีสารพิษ   สุขภาพของพ่อที่เคยย่ำแย่เพราะรับจ้างฉีดยาฆ่าแมลงเมื่อหลายปีก่อนก็ค่อยดีขึ้นเป็นลำดับ   ผักในสวนของบุญส่งยังมากพอเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้อีกด้วย
 	คุณภาพพืชผลในสวนนาของบุญส่งได้รับการบอกเล่ากันปากต่อปาก    จนกระทั่งน้าพรซึ่งเป็นพ่อค้าขายส่งต้องขับรถมาดูด้วยตนเอง     ท่าทางเขาพอใจถึงขั้นออกปากจะรับซื้อ
 	ทีแรกผมตั้งใจจะปลูกไว้กินเอง  ถ้าน้าจะเอาไป  ผมเกรงว่าจะไม่พอขาย  เด็กหนุ่มรู้ว่าผลผลิตในสวนอาจจะมากเกินกว่าครอบครัวจะกินเองได้หมด แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะขายให้คุ้มทุนสำหรับพ่อค้าขายส่ง
 	อย่าห่วงเลย  น้าไม่ได้ขายของพ่อหนุ่มคนเดียวสักหน่อย   เอาเป็นว่าถ้าพริก  กล้วยหรือมะนาวออกพร้อมกัน  เยอะ ๆ แล้วกินไม่ทันเมื่อไหร่ก็บอกนะ  น้าจะช่วยขายให้  ขายมากไม่ได้ก็ขายน้อย ๆ นี่แหละ  
 	ตั้งแต่นั้น  บุญส่งก็ได้ขายทั้งกล้วย  พริก ใบพลูและผักอื่น ๆ หมุนเวียนกันตลอดทั้งปี  ยิ่งมะนาวผลใหญ่ที่ออกลูกตอนหน้าแล้ง   ยิ่งขายได้ราคาดีสุด ๆ
 	ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงห้าปีนับจากวันที่บุญส่งออกจากโรงเรียน  เขาสามารถปลดหนี้ให้ครอบครัวจนหมด 
 	เมื่อไม่มีหนี้สินแล้ว  บุญส่งเริ่มคิดถึงอนาคตทางการศึกษาของตนเอง  เขากันเงินส่วนหนึ่งสำหรับลงทะเบียนเรียน กศน.    อาศัยเวลาว่างยามบ่ายอ่านตำราวันละนิดวันละหน่อย  แล้วค่อยไปสอบตามตารางเวลาที่กำหนด  อีกหน่อยเขาก็จะได้วุฒิ ม.ปลาย แล้ว      ถึงตอนนั้น    เขาจะสมัครเรียนหลักสูตรทางไปรษณีย์ของสถาบันอุดมศึกษาที่ไหนสักแห่งก็คงไม่ยากเกินกำลังนัก   แม้การเข้ามหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบของชีวิต   แต่ความรู้ที่เขาจะไขว่คว้าจากที่นั่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาชีวิต  
 	ลุงผู้ใหญ่เป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้ความเป็นไปทั้งหมดของบุญส่ง เขาเฝ้ามองความมานะของเด็กหนุ่มด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ    พลางคิดในใจว่าความช่างสังเกตและใฝ่รู้ของบุญส่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านไม่น้อย
 	ลุงก็เลยอยากให้เอ็งเป็นวิทยากรช่วยแนะนำเรื่องสวนนาที่ทำอยู่ให้แก่ชาวบ้าน ผู้ใหญ่ว่า
 	บุญส่งจึงได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้จากการทดลองปฏิบัติของตน ร่วมกับท่านเกษตรอำเภอที่มาเป็นวิทยากรหลักตามคำเชิญของลุงผู้ใหญ่เช่นกัน    บรรยากาศในวันนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้น  เพราะคนที่พูดชี้แนะไม่ใช่แค่บุญส่งหรือเกษตรอำเภอเท่านั้น  หากแต่เป็นชาวบ้านทุกคนที่ช่วยกันบอกเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นกันเอง    กลายเป็นองค์ความรู้ระดับชุมชนที่ได้รับการต่อยอดจนสมบูรณ์มากขึ้น  ขณะเดียวกันยังมีการตกลงว่าจะเลิกใช้สารเคมีในภาคเกษตร  เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
 	จากนั้นเป็นต้นมา  ทุ่งยางยืนก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากความร่วมมือของคนในหมู่บ้าน  มีการแลกเปลี่ยนสูตรทำปุ๋ยหมักระหว่างกัน มีการทดลองน้ำหมักชีวภาพและแบ่งปันกันใช้ว่าสวนไหนนาไหนจะได้ผล  ตาชมซึ่งมีอาชีพเผาถ่านก็แนะนำน้ำส้มควันไม้สำหรับไล่แมลงให้ชาวบ้านได้รู้จัก      แกบอกว่าเป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นทวด   โดยให้ควันไฟเผาไม้ในระยะที่กำลังจะเป็นถ่านลอยไปกระทบความเย็นจากหม้อเหล็กใส่น้ำ (ก็จะควบแน่น) ได้เป็นหยดน้ำกลิ่นเปรี้ยวฉุนเกาะอยู่รอบหม้อ   ถึงแม้น้ำส้มควันไม้ของตาชมจะมีกระบวนการทำค่อนข้างยุ่งยากและได้ปริมาณน้อย   แต่ก็ไล่แมลงได้เฉียบขาดกว่าน้ำหมักใบสะเดาของบุญส่งหลายเท่านัก
 	บางไร่บางสวนก็ไม่ได้ไล่แมลงตามวิธีการเหล่านั้น  ชาวบ้านพบว่า เมื่อไม่ใช้สารเคมีใด ๆ แล้ว  แมลงคู่ปรับกับแมลงศัตรูพืชก็เริ่มทำหน้าที่ผู้ล่าของมันได้อีกครั้ง  หลังจากเมื่อก่อน พวกมันต้องพลอยรับเคราะห์จากสารเคมีฆ่าแมลงที่เกษตรกรใช้อย่างไม่ยั้งมือ   อย่างไรก็ตาม   พืชผักก็ไม่ได้รอดพ้นจากแมลงร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์  พวกมันยังคงทิ้งร่องรูบนใบผักให้เห็นอยู่เสมอ  ทว่านั่นกลับเป็นจุดขายที่สำคัญของผักที่นี่
 	ผักมีรูแปลว่าปลอดสารพิษ น้าพรบอกทุกคนอย่างนั้น  นั่นเพราะลูกค้าเดี๋ยวนี้ใส่ใจสุขภาพ  ผักที่รับมาจากชาวบ้านจึงขายดีเป็นพิเศษ
 	รายได้เพิ่มขึ้นกับรายจ่ายที่ลดลงทำให้ภาวะหนี้สินของชาวบ้านเริ่มคลี่คลาย  พร้อม ๆ กับสภาพแวดล้อมของทุ่ง-ยางยืนที่ค่อยดีขึ้นเป็นลำดับ  น้ำในคลองก็ใสกว่าแต่ก่อน   รวมทั้งสัญญาณอันน่ายินดีคือการกลับมาของฝูงนกกระยาง  ซึ่งบ่งบอกว่าทุกอย่างในทุ่งยางยืนกำลังกลับสู่ภาวะปกติ
  	 ชาวบ้านที่นี่แก้ปัญหาอย่าง มีเหตุมีผล   ทั้งยัง รู้จักความพอประมาณ ด้วยการใช้ทุนเดิมคือสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นฐานในการประกอบอาชีพ    ที่สำคัญ  การปฏิเสธลูกตื๊อของพวกเซลล์แมนขายสารเคมีเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านมี ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง และรู้เท่าทันกระแสทุน   เกษตรอำเภอกล่าวกับผู้ใหญ่บ้านและบุญส่งในบ่ายวันหนึ่ง   ผมยินดีด้วย  วันนี้ทุ่งยางยืนกลายเป็นทุ่งยั่งยืนไปแล้ว 
	พระอาทิตย์กำลังโบกมือลากับนาข้าว   แสงสีทองที่ขลิบเมฆเอาไว้ก็เลือนหายไปในความมืด     ราตรีดุจผ้าผืนใหญ่ค่อย ๆ ห่มท้องทุ่งทีละน้อย    นกกระยางบินกลับรังไปหมดแล้ว     แต่ควายทั้งสองยังคงเล็มหญ้าในม่านสลัวของแสงจันทร์     ใกล้กันนั้นเป็นเงาราง ๆ ของชายสองคนที่นั่งอยู่ริมคันนา
 	ตอนนี้คนหนุ่มสาวทยอยกลับมาอยู่บ้านเรากันแล้ว ชายชราหมายถึงพวกที่ไปเสี่ยงโชคแดนไกล
 	บ้านเราไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อนแล้วนี่  บุญส่งพูดเสริม กลับมาอยู่กับครอบครัว  ปลูกข้าวเลี้ยงไก่ก็พอมีพอกินแล้ว  ฉันว่ามีความสุขกว่าจะไปวิ่งไล่ตามความฟุ้งเฟ้อที่ไม่มีวันจบนั่นเสียอีก
 	ทำไมตอนนั้น เอ็งถึงไม่เลิกทำนาเหมือนคนอื่นเขา  ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถาม
 	จะให้ฉันเลิกได้อย่างไรล่ะ   เด็กหนุ่มตอบน้ำเสียงจริงจัง  ในหลวงท่านยังไม่เคยจะคิดเลิกเลย  
 	ชายชรารู้สึกเย็นวาบ เขายังจำวันที่ได้รับพันธุ์ข้าวพระราชทานมาแจกจ่ายชาวบ้านได้ดี  มีคนบอกว่า   ในหลวงทรงทดลองพันธุ์ข้าวในแปลงนาสาธิตด้วยพระองค์เอง  เพราะทรงรู้ว่าข้าวคือรากเหง้าและจิตวิญญาณของคนไทย     ถ้าคนไทยเลิกปลูกข้าวเสียแล้ว   ประเทศคงอยู่ไม่ได้    ทรงทราบถึงความลำบากของชาวนาที่ขนาดพันธุ์ข้าวยังต้องซื้อจากนายทุน    จึงทรงทุ่มเทพัฒนาพันธุ์ข้าว      เพียงเพื่อให้ราษฎรอย่างเขาได้มีเมล็ดพันธุ์ไว้ทำนาต่อไป   
  	พระองค์ทรงมีที่นาในพระตำหนัก  ทรงทำนา  และทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง  แม้จะเป็นถึงพระมหากษัตริย์แต่ทรงเลือกที่จะสัมผัสความเหนื่อยยากอย่างที่ชาวนาทั้งประเทศต้องประสบ   ถ้าฉันเลิกทำนาก็คงเหมือนลูกเนรคุณที่ปล่อยให้พ่อเกี่ยวข้าวอย่างเหนื่อยยากเพียงลำพัง !     
	ความตื้นตันก้อนใหญ่ตีเฮือกขึ้นมาในอกของชายชรา  พลันน้ำตาก็รื้นเต็มสองเบ้า  ความปิติอย่างถึงที่สุดไหลซ่านไปทั่วร่างของบุญส่ง  เด็กหนุ่มก้มลงกราบแทบแผ่นดินของพระองค์ด้วยหัวใจสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น				
comments powered by Disqus
  • อัลมิตรา

    6 กรกฎาคม 2550 16:10 น. - comment id 96822

    แวะมาอ่านค่ะ
  nok_yak
ชื่อบล็อก

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน