แดนพิศวง 24

แก้วประเสริฐ


 5711744427_fda85a81e0_m.jpg
  * แดนพิศวง ๒๔ *
                                                 (ตะขาบบิน)    ครืนๆโครมๆ!!!เสียงกระหึ่มดังกึกก้องกังวาน พื้นถ้ำก็สะท้านหวั่นไหว... หินกรวดจากเพดานถ้ำและปากถ้ำหล่นทะยอยลงมา  ฝุ่นละออง กระจายคลุ้งไปในอากาศ  ปากถ้ำถูกขยายออกด้วยความใหญ่ของตะขาบ ซึ่งมันพยายามจะเข้ามาในถ้ำ  หนวดมันกวัดแกว่งไปๆมาๆเหมือนดั่งงูยักษ์ที่คอยจะรัดกุมเหยื่อมัน    ชายหนุ่มแลเห็นดังนั้นพลันชะงักเขามองไปยังส่วนหัวของมันซึ่งแปลกประหลาด เพราะมีรังษีขจายคลุมร่างมันเลือนลาง  ด้วยเป็นตะขาบที่ไม่ธรรมดาเหมือนตะขาบ ทั่วๆไป ที่มันจะใหญ่ตามธรรมชาติ อาจจะถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังงานบางอย่าง    เมื่อเขาเห็นเช่นนั้นก็หันหลังมาร้องเตือนพวกชาวบ้านให้รีบถอยหลังไปยังก้นถ้ำด้วย เกรงอันตรายจะเกิดแก่เหล่าชาวบ้าน เกรงพลังอำนาจของตะขาบซึ่งไม่ธรรมดาเสียแล้ว เสียงของหนุ่มนิรุทธิ์ยังไม่ทันขาดคำจะห้าม  เงาวูบสองเงาทะยานเข้าหาหนวดตะขาบ ยักษ์แยกกระจายออกพร้อมอาวุธสีดำและสีเงินยวงเข้าฟาดฟันไปยังหนวดทั้งสองอย่าง ไม่เกรงกลัวขนาดความใหญ่ของมัน     ชายหนุ่มมองถึงกับอุทานเห็นร่างของสินธุและกุลา ต่างแยกย้ายช่วยกันฟันไปยังหนวด ด้วยอาวุธประจำตัวของเขา อาวุธทั้งสองแยกหนวดซึ่งขาดออกจากกันทันที  เลือดสีเข้ม ดำไหลออกนองพื้นที่เปล่งแสงระยิบระยับพราวคล้ายกับปรอท  ทันใดนั้นหนวดทั้งสอง ก็เกิดปฏิกิริยามันเริ่มต้นชีวิตใหม่ทันที    ชายหนุ่มนิรุทธิ์ตะลึงเมื่อมองไป  สิ่งที่เขาเห็นคือหนวดทั้งสองเริ่มขยายตัวยืดออกกลับ งอกกลายเป็นตะขาบตัวเล็กใหญ่สองตัวทันที   ส่วนท่อนหัวของตะขาบยังก็เกิดปฏิกิริยา เพราะหนวดมันเกิดหนวดงอกขึ้นมาใหม่  ชายหนุ่มรีบตะโกนแจ้งให้ทั้งสองรีบถอยกลับ ขึ้นมาใหม่และยาวกว่าเดิมทันที    ก่อนที่สิ่งร้ายจะเกิดขึ้นแก่คนทั้งสอง เพราะเขาแน่ใจแล้วว่าตะขาบตัวนี้เกิดจะการหล่อ หลอมของธาตุต่างๆรวมกับพลังงานที่เขาเองก็ไม่ทราบ เพื่อความปลอดภัยเสียงตะโกน ของเขากลบเสียงทลายของพื้นเพดานถ้ำ    "สินธุ กุลา  รีบถอยหนีด่วน มันหาใช่ตะขาบธรรมดาไม่????”    "นาย...เรากำลังได้เปรียบมันนะนาย”    "ไม่หรอกเจ้าทั้งสองมองไปซิมันเกิดเป็นตัวใหม่สองตัวที่หนวดมันเกิดสร้างตัวเอง ใหม่ขึ้น  อีกหัวของมันก็เกิดหนวดงอกมาแทนใหม่แล้ว”    "อ้าๆๆ”     เสียงอุทานของคนทั้งสองเมื่อหันไปมองดูผลงานของเขาก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น    "เร็วๆๆสินธุกุลา ช้าไม่ได้แล้ว อย่าไปฟันเดี๋ยวมันจะเกิดขึ้นหลายๆตัว”    ร่างของทั้งสองรีบหันหลังกลับพุ่งร่างมายืนเคียงข้าง  พร้อมหันไปมองแล้วก็ถาม ด้วยความฉงนสนเท่ห์นัก    "นายๆหากเป็นเช่นนี้แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีล่ะ????”    "รีบเข้าไปคอยระวังพวกเราเถอะ ทางนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”    พลางหันไปทางสดายุแล้วเรียกขึ้นทันที "สดายุมาหาเรา   บอกพวกคนทั้งหลายให้ไปรวมกลุ่มกันไว้ เจ้าด้วยสินธุกุลา”    ทั้งสองไม่รอช้าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นหาใช่ธรรมดาแล้ว เขาทั้งสองก็ไม่มีปัญญา ในการปราบสัตว์ร้ายนี้ ถึงแม้จะตัดมันออกจากกันแต่มันก็กลายเป็นร่างใหม่ขึ้นมา ทดแทนกลับเพิ่มภาระมากกว่าเดิม ดังนั้นจึงทะยานร่างจากไปยังกลุ่มพร้อมกับหัน ไปบอกกับหญิงสาวทั้งสองด้วยให้คอยระวังชาวบ้านด้วย    เสียง   ควับๆดังขึ้นเงาร่างของสดายุผ่านร่างทั้งสองวูบก็ไปยืนเคียงข้างชายหนุ่ม ผู้เป็นนายมัน  เห็นชายหนุ่มหันมาทางพวกเหล่าชาวบ้าน มือทั้งสองของชายผู้เป็น นายประกบเข้าด้วยกัน  พลันแยกออกในฝ่ามือมีพลังงานสีเงินยวงลูกกลมๆสองลูก พลัน ฝ่ามือทั้งสองของนายมันก็รวมพลังงานนั้นเข้ากันอีกครั้งหนึ่งแล้วตวัดไขว้มือ ไปๆมา  ปรากฏม่านพลังงานเข้ากั้นขวางแยกสัตว์ร้ายกับเหล่าชาวบ้านออกจากกัน ทันที  ร่างของสดายุหันหน้าไปทางสัตว์ร้ายคอยระวังภัยให้ชายหนุ่มผู้เป็นนายมัน    ครั้นเมื่อเรียบร้อยในการป้องกันชาวบ้านแล้วชายหนุ่มก็หันกลับไปมองสัตว์ร้าย พลางสนทนากับเจ้าสดายุ ซึ่ง สินธุ กุลา ภาคี คียะไม่อาจทราบได้ว่าทั้งสองสนทนา อะไรกัน  ด้วยความประหลาดใจ ภาคีกับคียะทะยานร่างไปยังม่านสีเงินยวงเพื่อจะ ออกไปสบทบทดลองม่านนั้นด้วย  แล้วก็ร้องอย่างตกใจด้วยเกิดพลังงานกีดกั้นไม่ สามารถจะออกไปพ้นจากม่านได้    "นายสินธุกุลานายได้สร้างม่านป้องกันพวกเราไว้แล้ว ข้าไม่สามารถออกไป ได้เลย”    "เจ้าทั้งสองก็กลับมาคอยป้องกันช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะนายป้องกันพวกเรา ไว้แล้วดีกว่า อย่าช้านัก ลำพังพวกเราไม่สามารถจะช่วยนายได้หรอก”    "แปลกจริงๆนาย” แต่ร่างหญิงสาวทั้งสองก็ทะยอยเข้ามายืนข้างสินธุและกุลา พร้อมชักอาวุธประจำตัวออกมาคอยคุมเชิงป้องกันชาวบ้านทันที สายตากับจ้องไป ยังร่างของหนุ่มนิรุทธิ์อย่าไม่ยอมให้คลาดสายตา     "ภาคี  แล้วเราจะช่วยนายได้อย่างไรกันเพราะฝีมือยังเป็นรองอีกมากมายนัก”    "นั่นซิ คียะ ข้าเองก็จนปัญญาเหมือนกัน แต่เราคอยเฝ้าชาวบ้านดีกว่า”    "นายสินธุแล้วจะปล่อยให้นายใหญ่และสดายุต่อสู้ตามลำพังหรือ???”    "เห็นจะต้องเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะ ภาคี คียะ เพราะลำพังตัวเองไม่รู้ว่าจะเอา ตัวรอดได้อย่างไรเหมือนกัน”  เสียงสินธุอุทานด้วยเสียงกระเส่าๆ    "ถ้าอย่างนั้นเรามาคอยป้องกันชาวบ้านตามนายสั่งดีกว่านะนายสินธุ เพราะอย่าง น้อยก็อาจจะช่วยชาวบ้านได้บ้าง”  เสียงกุลาเอ่ยขึ้นบ้าง    "นั่นซิกุลา พวกเราเห็นจะทำได้ก็เพียงแค่นี้แหละ”    แล้วทั้งสี่ก็เตรียมอาวุธไว้พร้อมสรรพ  โดยทั้งสี่หันไปมองร่างนายนิรุทธิ์และสดายุ อย่างใจจดจ่อ แล้วก็เห็นร่างทั้งสองกระจายกันออก  ทั้งสองต่างพุ่งร่างเข้าหาสัตว์ร้าย โดยแยกกันออก     สดายุหันไปจัดการกับหนวดซึ่งกลายเป็นตะขาบตัวน้อยแต่ใหญ่ มากสองตัว   นายใหญ่มันทะยานไปยังส่วนหัวซึ่งมีหนวดงอกขึ้นใหม่พร้อมอาวุธใน มือ  ด้านสดายุทั้งหมดเห็นปลดจักรแก้วออกจากไหล่พร้อมอาวุธอีกอย่างซึ่งเป็น กระบองคทาวุธออกมามาอย่างรวดเร็ว    ทันใดนั้นเองจักรแก้วก็หมุนติ้วส่งประกายระยิบระยับเจ็ดสี พร้อมกับสดายุก็ตวัดส่ง จักรแก้วออกไป  จักรแก้วพอหลุดพ้นจากมือก็ขยายวงกว้างออกใหญ่พร้อมรัศมีเจ็ดสีพุ่ง เข้าหาตะขาบน้อยร่างยักษ์ทันที จักรแก้วก็หมุนสลับไปทั่วร่างสัตว์ร้าย    เสียงฉับๆๆดังขึ้น ร่างของตะขาบยักษ์น้อยก็ขาดออกจากกันพลังงานรังษีไม่อาจจะ ต้านทานอาวุธจักรแก้วได้ปรากฏควันฟุ้งไหม้ไปยังร่างน้อยทั้งสอง เสียงร้องอย่าง โหยหวนดังขึ้นระงมไปทั่วถ้ำ ร่างมันก็ถูกแยกเป็นชิ้นเล็กๆน้อยๆ กระจายออกมาดำเป็น ตอตะโก     ร่างสดายุไม่รอช้าทะยานเข้าเข้ากระหน่ำด้วยกระบองคฑาอำนาจของกระบองยามฟาด ไปยังร่างของสัตว์ร้ายที่กลายเป็นชิ้นๆนั้นก็มีน้ำกรดอย่างแรงเข้ารดไปยังร่างทั้งสอง เกิดการไหม้ที่แสงออกสีน้ำเงินยวง  การกระหน่ำตีของสดายุพร้อมร่างที่หมุนเวียนไป รอบตัวเข้าหาชิ้นส่วนทั้งหลาย แต่แล้วร่างของสดายุก็สะดุ้งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหนวด ใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นได้เข้าพันร่างของจอมปักษา แต่ไม่อาจจะทำอันตรายใดๆได้นอกจากดุจ ดังงูตัวใหญ่เข้าพันแน่นขนัด รอบตัวเท่านั้น    ทันใดนั้นศีรษะของสดายุก็แปรสภาพกลายเป็นหัวนกมหึมาปากจงอยเข้ากัดสิ่งที่ พันธนาการเขาไว้ขาดออกจากกันกลายเป็นชิ้นเล็กๆทันที  กระบองคฑาก็ฟาดไปยัง บรรดาชิ้นส่วนเหล่านี้พร้อมกับแสงเจ็ดสีของจักรแก้วเข้าช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง เวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่บรรดาชิ้นส่วนเหล่านี้ก็กลายเป็นจุลไหม้ไปหมด เมื่อเสร็จภาระ ก็หันไปทางนายมัน เพื่อจะทะยานเข้าไปช่วย แต่ก็ได้รับการโบกมือห้ามไว้    "เสร็จแล้วสดายุให้คอยระวังพวกชาวบ้านด้วย”    "จ๊ะนาย”  แล้วร่างสดายุก็หันกลับไปยืนคอยป้องกันชาวบ้านด้วยอาวุธทั้งสอง มองไปยังร่างนายมันที่ทะยานเข้าหาส่วนที่เป็นหัวพร้อมพลังงานที่ประกอบด้วย อะตอมนิวเครียสซึ่งหล่อหลอมจากพลังงานจักรวาลด้วยกริชมีด  ร่างของชายหนุ่ม ลอยตัวขึ้นทะยานไปยังดวงตากลมโตของสัตว์ร้ายพลางยื่นกริชดาบออกไป เกิด พลังงานหมุนเวียนเป็นสายดุจสายฟ้าพุ่งเข้าไปยังดวงตาทั้งสองของตะขาบยักษ์     เสียงฉี่ๆซ่าาสส์....ดังขึ้นพร้อมกับควันที่พวยพุ่งออกจากปากมัน ยามควันนั้น ไปกระทบฝาผนังถ้ำก็เกิดการเผาไหม้อย่างรุนเรง แต่ชายหนุ่มหาได้หวาดหวั่น เกรงกลัวมันไม่  กริชได้ขยายใหญ่ขึ้นรวมเป็นแสงน้ำเงินยวงเข้มพลังพุ่งไปยัง ดวงตาสัตว์ร้ายกลายเป็นสีส้มทันที  การดิ้นอย่างรุนแรงทำให้ปากถ้ำเปิดกว้างออก ไปอีก บัดนี้สัตว์ร้ายพิการดวงตาไปแล้วทั้งสองดวงปิดลง แต่ยังสะบัดหัวที่โผล่ ไม่มากนักก็หุบท่อนหัวมันออกไป  ชายหนุ่มทะยานร่างลอยตามไปยังปากถ้ำ พร้อมกับเขาล้วงไปยังไหล่มือกุมดวงแก้วสีนวลส่งประกายทอแสงเจิดจ้ามือ ที่กุมลูกแก้วจันทราทะยานตามสัตว์ร้ายออกไป พร้อมชายหนุ่มก็โยนลูกแก้วไป ในอากาศเกิดแสงนวลจ้ากว่าแสงของดวงจันทร์หลายเท่านัก ทอแสงบนท้องฟ้า บรรยากาศเมื่อดวงแก้วทอแสงบนท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที  ความเยือกเย็น พวยพุ่งไปทั่วบริเวณซึ่งก็มีอากาศเยือกเย็นอยู่แล้วกับเยือกเย็นลงไปอีกมากนัก    ชายหนุ่มหาสนใจไม่ร่างทะยานติดตามออกมาเห็น สัตว์ร้ายส่ายร่างท่อนหัว ไปๆมาพร้อมปีกมันก็ขยายออกแผ่กว้างออกไป  ตีนมันนับไม่ถ้วนก็สับร่างพุ่ง เข้าหาชายหนุ่ม  เสียงร้องอย่างโหยหวนกระจายไปทั่วบริเวณขุนเขา บรรดาต้นไม้ ขนาดเท่าต้นไม้ยักษ์ก็หักระเนระนาดลง เสียงดังโครมๆสะท้านหวั่นไหวไปทั่ว นิรุทธิ์ตวัดกริชในมือเข้าหาตีนอันมากมายพร้อมเขาก็ฟันลงไปยังบรรดาตีนอัน มีมากมาย เสียงฉับๆดังก้องไปทั่วบริเวณ บรรดาตีนก็ถูกตัดขาด แต่แปลกที่บรรดา ตีนเหล่านี้เมื่อโดนกริชที่อาบไปด้วยพลังงานจักรวาลนั้นไม่สามารถจะงอกออกมา ได้อีกกับเป็นจุลไหม้ กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ     เสียงร้องของตะขาบยักษ์ดังไปทั่วบริเวณคล้ายๆจะเรียกพวกพ้องให้ออกมาช่วย มันแต่ร่างมันกลับดิ้นพลาดๆพลิกตวัดไปๆมาๆพร้อม ร่างมันก็ลอยขึ้นดุจดังจะหลบ หนีไป ชายหนุ่มมิรอช้าลอยตัวทะยานเข้าฟันกริชไปยังปีกทั้งสองขาดออกจากกัน  ร่างตะขาบยักษ์   พลันล่วงหล่นฟาดกับพื้นที่เป็นหินเสียงดังสนั่น ทำให้บรรดาฝุ่น ละอองคลุ้งกระจายไปทั่วพร้อมกับกลิ่นคาวอันร้ายแรงฉุนเหม็นเขียวพร้อมด้วยควัน      ชายหนุ่มรีบสร้างพลังงานครอบคลุมร่างทันที หันไปทางสดายุเพื่อจะร้องเตือนแต่ เขาเห็นร่างสดายุปกคลุมด้วยรังษีชนิดหนึ่งแล้วจะทะยานร่างออกมาเพื่อช่วยเหลือ แต่ ชายหนุ่มโบกมือห้ามไว้   ร่างสดายุจึงยืนคอยคุมเชิงดูอยู่คอยระมัดระวัง ชายหนุ่มก็ พุ่งร่างเข้าหาร่างสัตว์ร้ายที่ดิ้นพลิกกลับไปๆมา กริชในมือก็ฟาดฟันไปยังร่างมันตัดออก เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมเกิดแสงสีเงินยวงตามมาเกิดเพลิงลุกไหม้ทำให้ร่างมันซึ่งขาด ออกจากกันกระจายไปนั้นถูกเพลิงกรดจากกริชเข้าเผาผลาญไหม้เป็นจุลกลายเป็นฝุ่น กระจายไปตามสายลมหมดสิ้น    แต่แล้วเสียงฟู๊วสส์กึกก้องดังออกมาจากเบื้องหลังขุนเขาที่มองเห็นเบื้องหน้าพร้อมกับ เสียงคำรามผสานผสมกัน  สดายุหันไปมองแล้วหมุนร่างกลับมาเอ่ยขึ้นว่า    "นายข้า คิดว่าพวกพ้องมันได้ยินเสียงเจ้าตัวนี้ที่ได้ตายไปแล้วเรียกร้องหา  มันมาแล้ว แต่ตัวนี้ขอให้ข้าจัดการเถอะนะนาย”    "ฟังเสียงมันซิสดายุ มันอาจจะมีมากกว่าหนึ่งตัวนะ ด้วยเสียงมันมาหลายทิศทางกัน”    "นั่นซินาย คราวนี้เห็นที่ต้องเรียกพวกข้ามาช่วยแล้วนะนาย”    "อืมมๆๆ...แล้วพวกเจ้าจะมาทันหรืออีกอย่างเสียงมันใกล้เข้ามามากแล้วสดายุ”    "ไม่เป็นไรหรอกนาย พวกข้าอยู่กับข้ามานานแล้วล่ะ”    ชายหนุ่ม งง  ต่อคำพูดของสดายุเพราะเขาไม่เห็นวี่แววพวกพ้องสดายุเลย  จึงเอ่ยขึ้น    "ข้าเองไม่เห็นหนทางอย่างที่เจ้าพูดเลยนะสดายุ”    สดายุหัวร่อพร้อมกับหยิบขนนกออกมาจากการลูบตัวไปๆมาๆของเจ้าสดายุมีจำนวน ขนมากมาย  ดังนั้นชายหนุ่มจึงเข้าใจว่าทำไมสดายุจึงว่าพวกพ้องมันอยู่กับตัวสดายุ เพราะขนดังกล่าวคือขนของเจ้าสดายุนั่นเอง หรือว่าเจ้าสดายุจะสร้างพวกมันจากขน เหล่านี้  ใช่แล้วเขานึกก็จะกลับกลายเป็นสดายุอีกหลายสิบตัวได้อย่างรวดเร็ว  พลางนึก ในใจว่าอย่างนี้นี้เองเจ้าสดายุจึงเป็นจอมปักษาไป เนื่องจากสามารถร้องเรียกบรรดานก ทั้งหลายได้แล้ว ขนของมันก็เป็นนกที่มีอิทธิ์ฤทธิ์ ได้นั่นเอง เมือทราบความนัยแล้วก็หัวร่อ พลางเอ่ยขึ้นว่า    "เจ้าสดายุ แกนี่สำคัญๆมากนะ”    "หาไม่หรอกนาย เพราะตั้งแต่ข้าเกิดมาก็ได้รับทราบจากบิดาข้าแล้วล่ะ” สดายุหัวร่อลั่น  ยังไม่ทันหัวร่อจบเสียงดังกระหึ่มก็พ้นแนวหลังภูเขา กลับมีร่างของ ตะขาบบินยักษ์หลายสิบตัวกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา  การบินของพวกมันปิดบังแสง ของดวงจันทร์ไปหมดสิ้น แต่หาได้สามารถกั้นแสงจากดวงแก้วจันทราได้ไม่    พลางก็ได้ยินสดายุเอ่ยขึ้นว่า    "นายไม่ต้องกังวลหรอก ข้ามีฤทธิ์เท่าไร บริวารข้าก็มีฤทธิ์เท่านั้น ทั้งหมดจะพร้อม ด้วยอาวุธต่างๆกัน”    "แต่ข้าเองคิดว่าอย่าปล่อยให้มันลงมาบนพื้นได้จะดีกว่านะสดายุ เจ้าเห็นเป็น ประการใดเล่า???.....”    "การต่อสู้บนอากาศนั้นบรรดาบริวารข้าชำนาญนัก ด้วยเหมือนตัวข้าเองนายมากกว่า บนพื้นดินเสียอีกนาย”    "งั้นก็ดีแล้ว มาเถิดเราไปต่อสู้กับมันเถอะนะอย่าช้า”    "ได้นาย  เชิญนายนำหน้าก็แล้วกัน”    ร่างเจ้าสดายุก็พลันกลับกลายร่างเป็นจอมปักษาทันที  ร่างมันก็ขยายสูงใหญ่ปีกขนที่แวววาวหลากสีสุดงดงามยิ่งนักทอแวววับเปล่งปลั่งด้วย รัศมีแสงสีต่างๆ พร้อมทั้งความมันแวววาวของขนเจ้าสดายุเปล่งรัศมีพราว  พลันสดายุยก มือขึ้นภาวนาแล้วก็โยนบรรดาขนมันออกไป  ปรากฏควันคลุ้งกระจายตามบรรดาขน ทั้งหลาย ในควันนั้นที่ค่อยจางลงก็มีร่างสดายุขึ้นอีกจำนวนมากต่างย่อเข่าคุกคำนับเจ้า จอมปักษาทันที   เจ้าสดายุบอกให้บริวารมันยืนขึ้นพลางชี้มือไปยังบรรดาจุดเงาที่กำลัง พุ่งมาทางนี้ แล้วสั่งการทันที   บรรดาบริวารสดายุก็ชักอาวุธพร้อมทะยานบินเข้าหา บรรดาจุดเล็กๆที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆพร้อมส่งเสียงร้องก้องอันไพเราะด้วยสำเนียงทุ่มแหลม เล็ก กระจายแปรรูปออกดาหน้าเข้าหาบรรดาตะขาบยักษ์ต่างๆที่กำลังพุ่งเข้ามา    เพียงไม่นานนักก็เกิดเสียงการต่อสู้เกิดขึ้นอย่างชุลมุนท่ามกลางแสงสีนวลของดวงแก้ว จันทรา ที่ขยายตัวเองใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดหมอกเมฆกลุ่มน้ำแข็งจับไปตามต้นไม้และใบ ในไม่ช้า  อากาศก็เกิดอุณหภูมิต่ำเยือกเย็นกว่าเดิมมากมายหลายเท่านัก การขยายร่างของสดายุสูงใหญ่ ชายหนุ่มสูงแค่แข้งของมันเท่านั้นทำให้ยากแก่การเจรจา เขาต้องแหงนหน้าพูดคุยกับเจ้าสดายุโดยปริยาย    "เราออกไปช่วยพวกเจ้าได้ยังล่ะสดายุ”   "นายแต่ข้าว่าคอยรอดูเหตุการณ์สักครู่ก่อนนะนาย”    "อย่างนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกันหากเห็นสมควรอย่างไรก็บอกแก่เราด้วย”    "เออๆๆงานนี้เรามอบหน้าที่ให้เจ้าเป็นผู้บัญชางานเองเถอะนะสดายุ”    "ขอรับนาย  หากเหตุการ์ไม่ดีเราทั้งสองก็ค่อยไปช่วยพวกเรา  ข้าคิดว่าก็ยังทันอยูหรอกคงจะไม่ช้าเกินไป ลำพังบรรดาบริวารข้าก็เป็นทนสิทธิ์อยู่แล้ว”    "หมายความว่าอย่างไรเล่าสดายุ”..............               * แก้วประเสริฐ. * Cartoon_Animation_08.gif
kjklglk.gif5710331109_b6a44266da_m.jpg
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน