"บะหมี่น้ำชามเดียว"เป็นเรื่องสั้นที่พิมเอามาฝาก.อ่านทีไรร้องให้ทุกทีคะ

พิมญดา


อันความกรุณาและปราณี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนแสนชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุลาลัยสู่แดนดิน
สวัสดีปีใหม่ในปีนี้
คงยังมีเรื่องราวให้กล่าวขาน
มีเรื่องสั้นเรื่องเล่าในตำนาน
เป็นนิยามประจำใจไม่เคยลืม
คือเรื่องเล่าบะหมี่น้ำชามเดียว
เรื่องที่เกี่ยวกับน้ำใจไม่ได้ฝืน
มอบคำเอื้ออาทรตอนจุดยืน
น้ำตารื้นทุกครายามอ่านตาม
9603.jpg..............บะหมี่น้ำชามเดียว .............. 
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 
ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้นรับปีใหม่ 
ที่ร้านบะหมี " ฮอกไก " ริมถนนซัปโปโร 
การกินบะหมี่โซบะในวันส่งท้ายปีเก่าต้นรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น 
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันส่งท้ายปีเก่าต้นรับปีใหม่ 
และร้าน " ฮอกไก " นี้ก็เช่นกัน 
ในวันนั้นคนแน่นร้านทั้งวันจนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง 
ซึ่งโดยปกติแล้วถนนสายนี้คนจะแน่นไปจนถึงเช้าตรู่ 
แต่วันนี้ทุกคนต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว 
ทำให้ร้านจึงปิดเร็วกว่าทุกวัน 
เถ้าแก่ร้านเป็นคนใจดี ส่วนเถ้าแก่เนี้ยเป็นคนอัธยาศัยใจคอดี 
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าเมื่อลูกค้าคนสุดท้ายกลับไป 
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้าน ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ 
มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชาย 2 คนมาด้วย 
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบ อีกคนประมาณ 10 ขวบ 
เด็กชายทั้งสองสวมชุดเสื้อกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน 
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค๊ทเก่า ๆ เชย ๆ 
" เชิญนั่งครับ " เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา 
หญิงคนนั้นเอ่ยปากออกมาอย่างขลาดกลัว 
" เอ่อ...ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมคะ " 
เด็กชายทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก 
" ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ เชิญนั่งก่อนค่ะ " 
เถ้าแก่เนี้ยพูดพลางพาพวกเขาไปนั่งโต๊ะ เบอร์2ติดชิดกำแพง 
แล้วตะโกนบอกเถ้าแก่ที่อยู่ในห้องครัว " บะหมี่น้ำชามนึง " 
บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่ 1 ก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่ลงไปอีกครึ่งก้อน
 ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างไม่รู้เรื่อง 
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย พลางพูดว่า 
" ทานเถอะครับ " ลูกคนโตพูด 
" แม่ทานสิครับ " ลูกคนเล็กพูดพลางคีบบะหมี่ให้แม่ 
ไม่นานบะหมี่ก็หมดชาม จ่ายเงินไป 150 เยน แล้วทั้ง สาม คนก็ชมว่า 
" ขอบคุณมากค่ะ (ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ (ครับ) " 
พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยก่อนเดินจากไป 
" ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ) " 
ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างกล่าวคำขอบคุณ 
ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็นวันแล้ววันเล่าและแล้วก็ผ่านไปอีก 1 ปี 
วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาถึงอีกครั้งและวันนี้ที่ร้าน "ฮอกไก" ก็คึกคักเช่นเดิมและดูเหมือนจะขายดีขึ้นกว่าเดิม สองตายายก็วุ่นกับการค้าขายเหมือนเช่นที่ผ่านมา 
และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง 22.00 กว่า ๆ ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ 
คนที่เข้ามาคือหญิงวัยกลางคนและเด็กชายอีก 2 คน 
พอเห็นโอเวอร์โค๊ทที่เก่าและเชย เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขี้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของวันนี้เมื่อปีที่แล้วนั่นเอง 
" ขอบะหมี่ชามนึงได้ไหมคะ " 
" ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ " 
เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว 
พลางตะโกนว่า" บะหมี่นำหนึ่งชาม " 
เถ้าแก่รับคำพลางจุดไฟที่เพิ่งดับไปพลาง " ได้ครับบะหมี่น้ำหนึ่งชาม " 
เถ้าแก่เนี้ยแอบพูดข้างหูเถ้าแก่ว่า " นี่ตาแก่ต้มบะหมี่ให้เขาสามชามไม่ได้เหรอ" 
" ไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นพวกเขาจะอายและไม่สบายใจรู้มั้ย " เถ้าแก่ตอบ 
พลางเอาบะหมี่อีกครึ่งก้อนใส่ลงไปต้มอีก เถ้าแก่เนี้ยยิ้ม พลางพูดว่า 
" เห็นทึ่ม ๆ แต่จิตใจดีเหมือนกันนะ " แลัวยกบะหมี่ชามใหญ่ไปให้สามคนแม่ลูกที่นั่งรออยู่ สามคนแม่ลูกล้อมกันกินบะหมี่พลางพูดไปพลาง 
" หอมจังเลย.....ยอดไปเลย........อร่อยจังเลย........" 
" ปีนี้ได้ทานบะหมี่ร้านฮอกไก ได้ถือว่าไม่เลวทีเดียว " 
" ถ้าปีหน้าสามารถกินได้อีกก็ดีน่ะสิ " พอกินเสร็จก็จ่ายเงินไป 150 เยน 
และค้อมตัวเล็กน้อยก่อนเดินออกจากร้ายฮอกไกไป 
"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" มองตามหลังแม่ลูกจนลับตาไป 
และแล้วก็ถึงปีที่สามของวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ร้านฮอกไก 
กิจการของร้านนี้ดีมาก สองตายายวุ่นทั้งวันจนไม่มีเวลาคุยกัน 
แต่พอเลย 21.00 น. ไปแล้วทั้งสองคนก็เริ่มกังวลใจขึ้นมา พอ 22.00 น. พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็กลับกันไป พอคนสุดท้ายออกจากร้านสองคนตายายก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ของที่ร้านที่เขียนว่า 
" บะหมี่ขามละ200เยน" กลับเป็นอีกด้านที่เขียนว่า " บะหมี่ชามละ 150 เยน " 
และเมื่อ 30 นาทีก่อนหน้านั้น เถ้าแก่เนี้ยได้เอาป้าย " จองแล้ว " ไปวางไว้ที่โต๊ะเอร์ 2 และเมื่อเวลา 22.30 น. สามแม่ลูกก็เข้ามาในร้านเหมือนเช่นเคย 
พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง น้องชายสวมเสื้อหนาวที่ดูไม่พอดีตัวนัก และแม่ก็ยังใส่โอเวอร์โค๊ทเก่า ๆ เชย ๆ ตัวเดิม 
" เชิญค่ะ เชิญค่ะ " เถ้าแก่เนี้ยทักทายยิ้มแย้ม 
ทำให้ผู้เป็นแม่เปล่งคำพูดออกมาอย่าง งก ๆ เงิ่น ๆ ว่า 
" รบกวนขอบะหมี่น้ำซัก 2 ชามได้ไหมคะ " " ได้ค่ะ เชิญนั่งค่ะ " 
เถ้าแก่เนี้ยพอแม่ลูกไปนั่งที่โต๊ะเบอร์ 2 แล้วเอาป้าย " จองแล้ว " ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และตะโกนไปทางครัว " บะหมี่น้ำ 2 ชาม " 
" ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้ครับ " เถ้าแก่รับคำพลางใส่บะหมี่ลงไปในหม้อต้ม 3 ก้อน สามแม่ลูกกินไปพูดไป ดูเหมือนมีความสุขมาก 
สองตายายที่ยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะทำบะหมี่ก็รับรู้ความสุขที่พวกเขาได้รับกัน ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย 
"ลูกรักวันนี้แม่ต้องขอบคุณลูกมาก" " ขอบคุณ? ทำไมครับ" 
" เรื่องเป็นอย่างนี้ คือพ่อของลูกที่เสียไปเพราะอุบัติเหตุนั้น ได้ทำให้คนอีก 8 คนได้รับบาดเจ็บด้วย ทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่เราต้องจ่ายเงิน 5 หมื่นเยนทุกเดือน แต่เดิมนั้นเราต้องใช้หนี้ไปถึงปีหน้าเดือนมีนาคม แต่ตอนนี้เราใช้หนี้ไปได้หมดแล้ว " 
" จริงหรือครับแม่" 
" จริงสิจ๊ะ นี่เพราะว่าพี่ชายของลูกขยันส่งหนังสือพิมพ์ ส่วนลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่ ทางบริษัทจึงให้เบี้ยขยัน โบนัส จึงทำให้เราสามารถชำระส่วนที่เหลือได้หมด" 
"ว้าว....อย่างนี้ก็ดีสิครับ แม่ครับพี่ครับให้ผมทำอาหารเหมือนเดิมนะครับ" 
" ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชายเราต้องสู้กันหน่อยแล้ว " 
" ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ " 
" แม่ครับผมกับน้องมีความลับจะบอกแม่เหมือนกันครับ คือเมื่อเดือนที่แล้วโรงเรียนของน้องแจ้งให้ผู้ปกครองไปพบวันผู้ปกครอง ครูของน้องได้บอกว่าเรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโดไปแข่งเรียงความทั่วประเทศ ผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่ในวันนั้น เรียวความเขียนว่าในวันหนึ่งหลังจากที่คุณพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว ได้ทิ้งหนี้สินไว้ให้เรามากมาย เพื่อที่จะใช้หนี้คุณแม่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องที่ผมส่งหนังสือพิมพ์น้องยังเอาไปเขียนเลย และน้องเขียนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ที่เราสามคนล้อมวงกินบะหมี่ชามเดียวที่อร่อยมาก คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณเราอีกแถมยังอวยพรปีใหม่เราด้วย เสียงเหล่านั้นเหมือนกับเป็นกำลังใจให้เรามีแรงยืนหยัดสู้ต่อไป พยายามปลดหนี้สินของพ่อให้หมดโดยเร็ว น้องยังเขียนอีกว่าต่อไปจะเปิดร้านบะหมี่ และจะให้กำลังใจกับคนที่มาที่ร้านทุกคนครับ " 
สองตายายเจ้าของร้านที่ยืนฟังอยู่ จู่ ๆ ก็หายตัวไป พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ พยายามซับน้ำตาที่ไหลออกมา 
"ตอนน้องอ่านเรียงความผมอายมาก แต่เห็นน้องยืดอกพูดอย่างภูมิใจทำให้ผมนึกถึงความกล้าของคุณแม่ที่สั่งบะหมี่เพื่อเรา สามคน ผมไม่มีวันลืมเด็ดขาด ผมและน้องต้องดูแลแม่เป็นอย่างดี" 
สามแม่ลูกกุมมือกันอย่างมีความสุข บะหมี่ปีนี้อร่อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา และพวกเขามีความสุขที่สุดเท่าที่ผ่านมา 
และจ่ายเงิน 300 เยน ค้อมตัวเล็กน้อยและเดินจากไป 
" ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" สองตายายมองหน้ากันปีใหม่ปีนี้ผ่านไปแล้วจริง ๆ 
และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง 21.00น. สองตายายก็เอาป้าย " จองแล้ว"ไปวางไว้ที่โต๊ะเบอร์ 2 เช่นเคย แต่ปีนี้จนปิดร้านก็ไม่มีแม้เงา สามแม่ลูกนั้นเลย 
ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังว่างเช่นเดิม สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้าน ฮอกไก อีกเลย กิจการของร้าน ฮอกไกดีมาก เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว จนร้ายมีการตกแต่งใหม่ โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่ ยกเว้นโต๊ะเบอร์ 2 ที่คงไว้เช่นเดิม 
" นี่มันอะไรกัน " ลูกค้าหลายคนถามด้วยความข้องใจ 
สองตายายเลยเล่าถึงบะหมี่หนึ่งชามให้ลูกค้าฟัง พร้อมทั้งบอกว่าจะเก็บที่นั่งตรงนี้ไว้ให้สามแม่ลูก เผื่อเขากลับมา 
โต๊ะเบอร์ 2 นั้นลูกค้าที่ได้ฟังเรื่องราวก็ให้ชื่อว่าโต๊ะความสุข 
ผ่านวันที่ 31 ธันวาคมไปหลายต่อหลายปี 
เจ้าของร้านค้าระแวกนั้นก็ปิดร้านและรวมตัวฉลองกันที่ร้านฮอกไก 
กินไปพลางรอฟังเสียงระฆังปีใหม่ไปพลาง เฮฮาประมาณ 40-50 คน และโต๊ะจองเบอร์ 2 ก็ยังคงว่างเช่นเคย เวลาผ่านไปจนถึงเวลา 23.30 น. 
ประตูร้านถูกผลักออกเบา ๆ ทุกคนในร้านมองไปที่ชายหนุ่มสองคนสวมสูทท่าทางสุภาพ เถ้าแก่เนี้ยออกมาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า 
" ขอโทษค่ะร้านเต็มหมดแล้วค่ะ " เพื่อปฎิเสธแขกที่ไม่ได้รับเชิญนั้น 
ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมกิโมโนแทรกกลางเข้ามาระหว่างชายทั้งสองคน 
" เอ้อ.....รบกวนขอบะหมี่ สามชามได้ไหมคะ " 
ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว 
เถ้าแก่ตะลึงมอง " พวกคุณ.....พวกคุณ ........." เถ้าแก่พูดได้แค่นั้น 
"พวกเราสามคนที่เมื่อ 14 ปีก่อนมาสั่งบะหมี่หนึ่งชามไงครับ พวกเราได้รับกำลังใจจากบะหมี่ชามนั้น พวกเราจึงยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้ เราย้ายไปอยู่อำเภอ ชิวะ กับคุณยาย ปีนี้ผมเป็นแพทย์แล้ว และย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลกลางซัปโปโรครับ 
และนี่น้องชายผมที่ฝันอยากเปิดร้านบะหมี่ตอนนี้ทำงานธนาคารเกียวโต ครับ เราได้คุยกันว่าปีนี้จะมาคารวะเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยที่ร้าน ฮอกไก และทานบะหมี่น้ำของที่ร้านด้วย " 
สองตายายฟังน้ำตาคลอเบ้า ปาดน้ำตายิ้มแล้วพูดว่า 
" ได้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ(ครับ) บะหมี่น้ำสามชาม " 
* หากดูกันตามจริงแล้วสิ่งที่สองตายายให้ไปไม่มีค่ามากมายอะไรเลย 
มันเป็นเพียงแค่บะหมี่ไม่กี่ก้อน 
คำพูดที่จริงใจไม่กี่คำ และคำอวยพรปีใหม่เท่านั้นเอง 
แต่มันกลับทำให้ผู้ที่อยู่ในความจริงที่โหดร้าย ถูกบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจฝืนได้ กลับมาสู้ชีวิตอีกครั้ง
				
comments powered by Disqus
  • กฤตศิลป์ ชินบุตร

    1 กรกฎาคม 2551 10:19 น. - comment id 84362

    น้ำตาซึม ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ชอบมากๆเลยครับ จะเก็บเอาเรื่องนี้ไว้เตือนสติเสมอครับ
  • เพียงแพรว

    29 พฤศจิกายน 2550 16:48 น. - comment id 98456

    เพียงถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
    ก็ชักนำให้เกิดสุข
    เป็นแรงใจสู้ต่อไปให้ไกลทุกข์
    เดินบุกไปให้สุดทาง
    
    อ่านแล้วไม่ถึงกับร้องไห้ แต่รู้สึกขนลุกและก็ตื่นตันยังไงไม่รู้ค่ะพี่พิม
    แพรวอยากเป็นตากับยายร้านบะหมี่ อยากมีความรู้สึกแบบนั้น
    คงมีความสุขเน๊าะ 
    เวลาที่เราได้ทำอะไรให้ใครโดยที่ไม่หวังผล
    แต่ในตอนจบกลับมีผลที่น่าพอใจ
    คงอิ่มและเต็มไปด้วยความสุข
    อย่างบอกไม่ถูกเน๊อะ พี่พิมเน๊อะ
    
    วันนี้แพรวกับพี่ๆเอากระเช้าไปขอบคุณอธิการค่ะ
    ท่านช่วยให้เรามีโอกาสไปแข่งบาส
    ช่วยสนับสนุนพวกเราตลอด
    ทั้งที่ท่านไม่ได้อะไรตอบแทนเลย แต่ท่านกลับ
    ทุ่มเทให้พวกเราทุกอย่าง
    มองดูท่านวันนี้คงมีความสุขมากค่ะ
    สังเกตสีหน้าท่านยิ้มไม่หุบเลย
    แค่กระเช้าราคาไม่กี่บาท กับคำขอบคุณ 
    ดูเหมือนจะน้อยเหลือเกิน 
    กับความทุ่มเทของท่าน 
    แต่แค่เห็นท่านยิ้มทั้งวันแบบนี้ พวกเราเองก็มีความสุขเหมือนกันค่ะ
    
    62.gif62.gif62.gif62.gif
  • ศรรกรา

    29 พฤศจิกายน 2550 16:58 น. - comment id 98458

    18051.gif คุงพิมจาง....
         เป็นเรื่องที่อ่านแล้วเพลินดีค่ะ  ใครจะไปเชื่อ
    ว่าสิ่งที่เราให้เพียงเล็กๆ น้อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร
    อาจทำให้ผู้รับมีความรู้สึกดีๆ มากมายได้ขนาดนั่นนะคะ
    
    (¯`°.¸♥♥¯`° ศรรกราหน้าทะเล้น °´¯♥♥¸.°´¯)
    
    line31.gif
  • banmoh (บ้านหมอ)

    29 พฤศจิกายน 2550 22:15 น. - comment id 98462

    เป็นเรื่องสั้นที่ให้คติข้อคิดดีมาก
    คำพูดแค่ไม่กี่คำก็ให้กำลังใจคนได้ดี
    
    ทำให้เราต้องระวังคำพูดของเรามากขึ้น
    เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ
    ก็อาจจะทำให้คนฟังต้องทุกระทมตรมใจไปตลอดก็เป็นได้
    
    1.gif15.gif
  • %31%

    1 ธันวาคม 2550 16:17 น. - comment id 98499

    อยากให้ลูกชายเป็นแบบสองคนนี้เหรอคุณพิมญดา
  • น้อวรักเดียว

    7 ธันวาคม 2550 14:59 น. - comment id 98540

    ชอบจังเลยค่ะ ชอบมากมาย  ทำให้เราได้รู้ว่าบนโลกใบนี้ยังมีคนใจดี หลงเหลืออยู่บ้าง
  • เด็กยะลา

    15 ธันวาคม 2550 12:19 น. - comment id 98620

    ยิ่งอ่านยิ่งน้ำตาคลอ"บะหมี่น้ำชามเดียว"เป็นเรื่องสั้นที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง48.gif15.gif
  • พี่เอง(ชินเดช)

    27 กุมภาพันธ์ 2551 06:21 น. - comment id 99174

    พี่อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย...อยากให้ช่วยกันผลิตงานดีๆอย่างนี้มากๆสังคมเราจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นนะพิม...ขอบคุณที่ได้อ่านงานดีๆในเช้านี้
  • อะอองจันทร์

    16 ธันวาคม 2552 13:25 น. - comment id 112464

    เป็นเรื่องสั้นที่กินใจมากมากๆๆๆๆ
    อ่านแล้วน้ำตาแทบใหลออกมา
    ตื่นตันใจมากครับ
                                               ละอองจันทร์
  • ละอองจันทร์

    16 ธันวาคม 2552 13:29 น. - comment id 112465

    ตื่นตันมากๆๆๆครับ
    อ่านแล้วซึ้งกินใจ
    เป็นเรื่องสั้นที่ประทับใจมาก
    อยากให้ลองมาอ่านกันครับ
                                                 ละอองจันทร์
  • Emily

    13 กันยายน 2554 14:39 น. - comment id 126395

    ขอบคุณคุณพิมญดามากที่ได้นำเรื่องนี้ให้ได้อ่านอีกครั้ง ก่อนนี้เคยอ่านมาแล้วด้วยที่ถูกตีพิมพ์เป็นฉบับเล็กๆของหลานนานมาแล้วซึ่่งจำได้ติดใจ แต่เพราะอยากนำไปเล่าให้คนอื่นฟังเรื่องดีๆชาบชึ้งกินใจ ซึ่งได้อ่านครั้งนี้ก็ยังร้องไห้ทุกที เผื่อว่าจะเป็นเรื่องเล่าขานดีๆที่เข้ามาในชีวิตของคนหลายคนที่ได้รับชมรับฟังบ้าง ขอบคุณอีกครั้ง

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>