กลอนให้ข้อคิด

เรื่องวัดในวันนี้

เปลวเพลิง


วันนี้ขอประเดิมเริ่มเรื่อง "วัด"
ซึ่งจำกัดนิยามหลากความหมาย
ทั้งวัดวาอารามงามพร่างพราย
และการวัดทั้งหลายในปริมาณ
วัดวามีพระธรรมคำสั่งสอน
ดับหนาวร้อนปลิดปลงในสงสาร
มีพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมฉ่ำชื่นบาน
อภัยทานเขตแดนแสนเย็นใจ
ใครเข้าวัดปฏิบัติธรรมล้ำเลิศนี้
ย่อมจักมีจิตพิสุทธิ์ผุดผ่องใส
ชนมองว่ามีความงามข้างใน
สว่างไสวความดีที่กระทำ
นี่คือวัดอีกหนึ่งซึ่งควบคู่
เมื่อมองดู "คง" ไม่มีที่ใฝ่ต่ำ
ย่อมถูก "วัด" คุณค่าน่าจดจำ
ด้วยถ้อยคำ "คนดี" อย่างจีรัง
แต่คำว่า "วัด" นี้มีคำถาม
จะวัดความดีร้ายได้ฉมัง
แค่เข้า "วัด" เช่นที่เห็นอย่างจริงจัง
ใช้ "วัด-หยั่ง" ความชั่ว-ดี นี้ได้ฤา?
ใครผู้มีกตัญญูรู้คุณท่าน
ปิดทองด้านหลังพระไม่ออกสื่อ
ผู้มีพระสถิตในใจและมือ
ไม่เข้าวัดให้คนลือก็ถมไป
ถ้าวันนี้ประเดิมเริ่มเรื่อง "วัด"
ท่านเล่าจัดเป็น "วัด" ประเภทไหน
"วัด" ผู้ที่มีพระนั่งอยู่กลางใจ
หรือ "วัด" ใครเพียงเพราะเขาเดินเข้า "วัด"

ที่เราเห็น สดใส เพราะใช้สี

บุญพร้อม


  ที่เราเห็นสดใสเขาใช้สีแต้มแต่งที่บกพร่องให้มองสวย
ผู้สัญจรได้เจอก็เอออวย
ต่างเห็นด้วยว่างามไปตามกัน
  มารู้ตัวอีกทีตอนสีลอก
โดนพวกหลอกไม่เป็นเข่นเงื่อนไข
จำกล่ำกลืนฝืนตนทนทำใจ
หากขืนไปโวยวายจะอายคน
  อุธาหรณ์สอนใจคนใช้สี
เรื่องไม่ดีของไม่ดีมันมีผล
ถึงอย่างไรเพื่อนเราเขาก็คน
เที่ยวซุกซนป้ายสีไม่ดีเลย
  บาปหรือบุญย่อมรู้อยู่ในจิต
ถูกหรือผิตไยต้องให้ใครเฉลย
หรือทำไปเพราะไฝ่ ใจมันเคย
ถึงละเลยธรรมศีลหมิ่นผู้คน

นาิฬิกา ทางไกล และใจคน

สองตุลา


มีคำถามอยู่ในใจคิดไม่ออกจะมีใครช่วยบอกตอบได้ไหม
นาฬิกา ระยะทาง หรือหัวใจ
เพราะอะไรทำไมต้องร้างลา
ระยะทางที่ไกลใช่เหตุผล
หัวใจคนต่างหากคือปัญหา
หากมั่นคงแต่ไหนแต่ไรมา
ให้เวลาพิสูจน์ระยะใจ
มีคำถามเอาไว้เป็นข้อสอบ
ใครช่วยตอบให้หายคลายสงสัย
ว่าเหตุผลเพราะเวลาที่เปลี่ยนไป
หรือเหตุผลเป็นเพราะใจคนเปลี่ยนแปลง

มหัศจรรย์แห่งความคิด

惜福


(๑)
มหัศจรรย์แห่งความคิด
จรดหมึก
บรรจงลง บนช่องว่าง                   ปากกาวาง ร้อยเรื่อง เป็นเป้าหมาย
สมองคิด จิตสั่งงาน ชั่งท้าทาย                                   ให้กลับกลาย เป็นคำกลอน อักษรคม
จากช่องว่าง
บังเกิดเป็น ตัวอักษร                  มาร้อยรอง ถักทอ ให้สุขสม
จากความคิด ที่ล้วงลึก ในกมล                                   มาแปลงลง เป็นเรื่องราว
ให้ก้าวไป
ความหมื่นพัน
อันละเลง บรรเลงสร้าง           ล้วนมาจาก การผสาน อันสดใส
หรือแม่แต่ จะเป็น ความทุกข์ใจ                                 ช่างกระไร กลั่นกรองจาก สมองคน
จะคิดดี หรือ
คิดชั่วก็มีภาพฯ                          ที่ฝันวาด จากความคิด จิตฉงน
จะมีค่า หรือไร้ค่า ก็ความตน                                      จะสุขทุกข์ หรือวกวน เพราะตนทำ
เริ่มสัมผัส
อารมณ์ที่ เริงร่า                              มันนำพา ให้เกิดคิด จิตถลำฯ
จะรู้ลึก รู้ตื้น ก็รู้มัน                                                      ปรุงแต่งฯพลัน ให้เกิดภาพ ประหลาดใจ
หากแค่คิด
ก็หยุดลง ที่ตรงฉัน                        พอเริ่มทำ เอ๊ะมันฤๅ จะสดใส ?
ถ้าเรื่องคิด มากจากเรื่อง
ของหัวใจ                            ถ้าเป็นไป ตามธรรมก็ โอเค
แต่ถ้าคิด
จัญไร เห้ยมันชั่ว                            ถูกมอมมัว ด้วยความเลว ไอ้เพลเส
มันนำพา อัปยศ และรวนเร                 

เพียงชั่วคราว

เปลวเพลิง


เพลงตะวันพลิ้วหวานจากม่านฟ้า
สาดเดียงสาต่างแสงแห่งฟ้าใส
ดุจนิมิตพิศพร่างกลางพงไพร
รินน้ำใจชื่นแสนแทนลำธาร
อันวันคืนรื่นละอองของความฝัน
อาจนิรันดร์สุขดั่งจิตอธิษฐาน
วัยสวยสดปานว่าบุหงาบาน
แลละลานรอบร่างอย่างมากมาย
ยังมิเจือสิ่งใดในความคิด
โลกไพจิตรรับรวีรังสีฉาย
ลิ้มรักหวานรานเหงาทุกเพรางาย
ดื่มความหมายของปราณเนิ่นนานวัน
หากไม่นานบทบรรเลงเพลงอุ่นเอื้อ
ย่อมแผ่วเนื้อเพริดร้างเหินห่างขวัญ
เพราะดินบ่ม ลมบ้า สารพัน
ระบายบรรณแปลงเปลี่ยนผิดเพี้ยนไป
โอ้วันวัยรุ่งแจรงแห่งเดียงสา
ทุกเวลาหาวห้องนั้นผ่องใส
พบแล้วอยู่ครู่คราจึงอาลัย
รี่หลั่งไหลลิบลับไม่กลับคืน
เมื่อเสพแสง เสียง สี สู่ชีวิต
ภาพโศภิตที่เคยเห็นกลับเป็นอื่น
ร้าวทุรนข้นเข้มเต็มกล้ำกลืน
จะรื้อฟื้นชื่นเพราก็เปล่าดาย
เพลงตะวัน  ฟ้าใส  วัยเดียงสา
อาจครู่คราเจิดจำรูญแล้วสูญหาย
ก่อนชีวิตชาวชนร่วงหล่นราย
วนเวียนว่ายเวิ้งสมุทรสุดคาดเดา

เศษข้าว

โคลอน


  เก็บข้าวหล่นบนพื้นกลืนลงท้อง
  เติมเต็มห้องหัวใจที่ไห้โหย
  กินแก้มตุ่ยตุ้ยเคี้ยวรีบเกี่ยวโกย
  อยู่ได้โดยโดดเดี่ยวแม้เดียวดาย
 ไร้บ้านพักรักพิงจะอิงอุ่น
 มีไม้หนุนแทนหมอนนอนท่ามสาย
 ลมพัดผ่านพล่านพลิ้วถึงผิวกาย
 หนาวปางตายแต่ต้องมิร้องครวญ
 บางคืนฝนกระหน่ำจำฝังจิต
 เดือนมืดมิดมัวหม่นทนกำสรวล
 ปลุกปลอบขวัญวันล้าฟ้าแปรปรวน
 ดั่งโซ่ตรวนตอกตรึงขึงชะตา
 แม้ตกกรรมต่ำเตี้ยติดเรื่ยพื้น
 ต้องฝึกฝืนขืนแรงให้แกร่งกล้า
 รอดคือหวังฝั่งหนผลนำพา
 ขอสู้ฟ้าพาตน พ้นโพยภัย
 จะเติบตนบนทางที่ร้างสิทธิ์
 มุ่งลิขิตหนทางสว่างใส
 เศษข้าวน้อยคอยย้ำกำลังใจ
 ไม่ให้ใครมองเห็นเป็นเศษคน

นางงามตู้กระจก

นักสืบไร้ชื่อ


 น้ำตาน้องอาบนองสองแก้ม    
สายลมแย้มโบกพัดสะบัดมา
พร้อมทั้งเสียงดังของนาฬิกา
เหมือนเตือนว่าเลยเวลานอน
ยืนถอนลมหายใจให้คำนึง       
 คำคืนหนึ่งเหมือนดังแสงสะท้อน
ได้แต่ภาวนา และอ้อนวอน     
ขอพรบันดาล ให้ผ่านไป
สังคมทราม ทรามก็เพราะคน    
ความยากจน นั้นใครจะทนได้
พ่อก็แก่  แม่ก็ไม่ สบาย
น้องหญิงชายอยู่วันกำลังหม่ำ
ช้ำเพราะความที่เธอเกิดมาจน 
นี้หรือคน ที่สังคมได้ตอกย้ำ
ถูกสังคมใจร้ายไส้ระกำ   
ถูกตอกย้ำซ้ำเติม ปวดร้าวใจ
เป็นนวลนางอยู่ในอ่างอาบน้ำ         
เป็นนางงามช่วยคลายความใคร่
แสนเจ็บช้ำแหลกเหลวทั้งกายใจ        
เหตุไฉนไม่มีใครหันมามอง
ใครบ้างจะรู้  ใครบ้างจะเห็น              
ใครบ้างจะเป็น คู่หลับนอน
เป็นนางงามเบื้องหลังแสนหม่นหมอง 
จำต้องยอมพลีกายให้ได้เงิน.....
http://www.youtube.com/watch?v=Wfvg4lXfaww

มณีนพรัตน์

คีตากะ


มณีรัตน์ประภัสสรสะท้อนแสง
ล้วนเสียดแทงนัยน์เนตรวิเศษสี
ค่าครองเมืองหายากลำบากมี
อัญมณีล้ำค่าอ่าอำไพ
เพชรดา มรกต งดงามเด่น
นิล โกเมน มุกดา พาหลงใหล
บุษราคัม ทับทิม พริ้มประไพ
เพทายไซร้ ไพฑูรย์ จำรูญตา
งามเพริศแพร้วแก้วเก้าเนาวรัตน์
แจ่มจำรัสเลิศเลอชนเพ้อหา
เสี่ยงชีวีพลีกายหมายได้มา
ด้วยรู้ค่ารัตนะไม่ละเพียร
แต่ไก่กาวานรเทียวจรเล่น
พานพบเห็นจินดาพาส่ายเศียร
กลับทิ้งขว้างวางไว้ให้ดาษเดียร
แสนอิดเอียนเมินหน้าอิดหนาใจ
เปรียบคำปราชญ์แจ้งธรรมน้อมนำสัจ
ย่อมขจัดทุกข์จางสว่างไสว
แต่ชนพาลกลายเมินเดินห่างไกล
ด้วยดวงใจมืดมิดจิตหมองมัว...

วันเกิด

อัศวัตถามา


คนเราเกิดอะไรในวันเกิด
เกิดอยากเปิดขวดสุรายาดองหรือ
เกิดอยากเที่ยวใช้เงินสนุกมือ
เกิดอยากซื้อของขวัญอันโอฬาร
เกิดความคิดรับผิดชอบขึ้นบ้างไหม
ประจักษ์ไหมเป็นผู้ใหญ่มหาศาล
แบกใหญ่ขึ้นทั้งหน้าที่ทั้งการงาน
ประสบการณ์หลายสิบปีมีอะไร

วิสาขบูชารำลึก

Surapa


วิสาขบูชารำลึก ๒๕๕๖
เพ็ญเดือนหกยกย่องวันของโลก
นับเป็นโชคชาวไทยได้ฉลอง
พุทธองค์อัศจรรย์ในครรลอง
สามเหตุพ้องรำลึกตรึกบูชา
...
พระประสูติลุมพินีศรีสมถิ่น
แจ้งเจตน์จินต์ยินดีที่ปรารถนา
ประกาศก้องพระดำริอภิสวาจา
ในโลกาเป็นหนึ่งชนพึ่งพิง
ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์โอกาสเลิศ
ธรรมประเสริฐอริยสัจจัดยอดยิ่ง
ทุกข์กำหนดสมุทัยให้ละจริง
นิโรธนิ่งประจักษ์ด้วยมรรคเดิน
ความจริงแผ่เพื่อชนทุกหนแห่ง
การเปลี่ยนแปลงแปรไปไม่นานเนิ่น
แม้นยึดถือเศร้าหมองครองใจเกิน
หาผิวเผินพึงตรองนั่นของควร
ปรินิพพานกาลท้ายหลายอย่างสื่อ
สลายคือธรรมดาช้าหรือด่วน
อย่าประมาทขาดสติสิประมวล
มาทบทวนศีลปัญญาพาปลอดภัย
น้อมบูชาพระคุณหนุนชีวิต
ฝึกกายจิตวาจาได้อาศัย
พ้นวิบัติขัดเคืองเรื่องร้ายใด
วันยิ่งใหญ่วิสาขะคารวะธรรม...
สุรภา เดชะ 24 พ.ค.2556ดูเพิ่มเติม

วิสาขบูชาโลก

เบยองจุน


.......... วิสาข-     บูชา     วนมาครบ ...................................... เดือนพฤษภ     ยี่สิบสี่     มีความหมาย .............
.......... ฉลองพุท-     ธยันตี      มิเสื่อมคลาย ...............
.......... รักษาไว้     ให้ยาวนาน     การทำบุญ ...............
.......... ตื่นเช้ามา     ตักบาตร     ขอพรพระ .................
.......... ความดีจะ     (เป็น) อานิสงค์     ส่งเกื้อหนุน .....
.......... สะสมไว้     ก่อนตาย     ได้เป็นทุน ..................
.......... ค่ำอบอุ่น     หมุนเดินเวียน     เทียนร่วมกัน .......
.......... จงน้อมนำ     คำพระสอน      ตอนฟังเทศน์ .......
.......... ทุกวัยเพศ     ปฎิบัติ     จิตสุขสันต์ ..................
.......... สังคมคง     สุขสงบ     โดยทั่วกัน ...................
.......... ผูกสัมพันธฺ์     ปรองดอง     พี่น้องไทย .............         

ยิ่งรัก ยิ่งเลอะ

มวลภมร


ก่อนสัญญา เอาไว้ อย่างไรหนอ
ให้เรารอ ความฝัน ในวันหน้า
จะยิ่งรัก ยิ่งฝัน ทุกเวลา
นี่ผ่านมา สองปี ที่เฝ้ารอ
สิ่งที่เห็น ไม่เป็น อย่างที่คิด
ถูกเบือนบิด หัวใจ อย่างไรหนอ
แม้บอกรัก ทุกวัน อย่างฉันรอ
แต่ใจท้อ เพราะเพียงแต่ แค่คารม
เธอพร่ำท่อง อ่านบท เหมือนจดไว้
คล้ายจริงใจ ปากหวาน ปานขนม
จะดูแล หัวใจ ไม่ให้ตรม 
เพียงคารม สมอ้าง อย่างนิยาย
มาวันนี้ รู้ใน ใจเธอแล้ว
คงไม่แคล้ว ถูกหลอก ให้ใจหาย
คนยิ่งรัก ต้องทน จนวอดวาย
นางฟ้ากลาย เป็นมาร ในร่างคน
ยังมีใคร มากมาย โดนเธอหลอก
แม้พร่ำบอก อย่างไร ไม่เคยสน
หลับหูตา ตามกระแส แค่ใจตน
องครักษ์ พิทักษ์คน ที่เลวทราม
หวังเอาไว้ สักวัน ตาสว่าง
หันดูบ้าง สักครั้ง ตั้งคำถาม
ทบทวนเหตุ ดูผล แล้วคิดตาม
ลองนิยาม ใหม่เถิด เปิดหัวใจ
ลืมตาเถิด อย่าหลง คารมเขา
เปิดใจเรา รับเอา ความจริงไว้
แค่อ้าปาก มองเห็น ถึงเครื่องใน
จะหาความ จริงใหน จากใจเธอ
......มวลภมร......

ไตรลักษณ์

คีตากะ


เบื้องขวา "ภุมรี" โสภีพักตร์พิไลลักษณ์เปรียบอย่างนางอัปสร
เชื้อชาติครุฑพาหนะพระสี่กร
ถ้อยสุนทรว่านารายณ์ทรงสุบรรณ
เบื้องซ้าย "มัศยา" นารีลักษณ์
พิลาสพักตร์เทียมอย่างนางสวรรค์
ชาตินาคีคุ้มครองป้องภควันต์
ปางหนึ่งนั้นนามนาคปรกยกพังพาน
เบื้องหน้า "หิมวา" ลักขณานัก
ล้ำเลอลักษณ์พักตร์ใสใจห้าวหาญ
ดุจหิมะสงบเย็นเด่นสะคราญ
เหนือวิมานทวยเทวาหิมาลัย
สามอนงค์สามลักษณ์ยากจักผ่าน
ประหนึ่งปานตรีภพสลบไสล
เพลินรักโลภโกรธหลงคงเกิดภัย
จำต้องใช้ไตรสิกขาตัดอาวรณ์...

ต่างฝ่าย

ศานติวาท


ต่างฝ่ายต่างว่าข้าทำถูก
ต่างฝ่ายต่างผูกถูกเงื่อนไข
ต่างฝ่ายต่างจริตผิดถูกใจ
ต่างฝ่ายต่างใส่ใช้อารมณ์

เพลงชัยชนะ

เปลวเพลิง


ขอร่ายพจน์บทกวีที่อ่อนหวาน
แทนสุมาลย์ลบขมอารมณ์หมอง
จงสุนทรียรสรื่นชื่นทำนอง
บทลบองสวยสมภิรมยา
ปวงความสุขสรวลสันต์พลันรุ่งรุจ
เพื่อช่วยจุดชีวันให้หรรษา
รอยยิ้มเพราพรรณรายเต็มสายตา
มอบไมตรีเป็นพลาอันอารี
ให้หวานเพลงคนธรรพ์อันเพราะพริ้ง
รินน้ำใสใจจริงไม่วิ่งหนี
ความซื่อสัตย์ซื่อตรงจงมากมี
ทั้งความดีอย่าร้างจางหายไป
เมื่อเดี๋ยวนี้เพลงทุกข์รุกเร้าเร่ง
ร้อนก็เปล่งเสียงกร้าวรุมเผาไหม้
น้ำใจเริ่มน้อยเนื้อเหลือแต่ไฟ
คนตัวใครตัวมันกันกว่าเดิม
มีความเครียดเกาะกุมสุมชีวาตม์
เป็นอำนาจผนวกผนึกให้ฮึกเหิม
ความเห็นแก่ตัวเองเร่งเพิ่มเติม
แล้วก็เริ่มหันมาฆ่ากันเอง
จึงร้อยพจน์บทกวีที่หวานแว่ว
ลงลบแววตาหมองจ้องข่มเหง
ลบระทดท้อสรรพ์น่าหวั่นเกรง
ด้วยบทเพลงโหมโรงจรรโลงใจ
ท้ายที่สุดคือบรรดามนุษยชาติ
รวมอำนาจร่วมบรรเลงเพลงขานไข
เปลี่ยนความเศร้าเร่าร้อนรอนฤทัย
เป็นเพลงชัยชนะอันอนันตกาล

โคลงโลกกะติ๊ด ๓๐: หมอนวดบ่นบอกให้ทิปตังค์

เชษฐภัทร วิสัยจร


หมอนวดบ่นบอกให้........ทิปตังค์
ผู้จัดการโรงหนัง.............ตะคอกชี้
เด็กดริ้งแดกกูจัง.............กูจ่าย ตลอดเบย
คือจิตบริการปี้.............ป่นต้นเหตุเห็น

For tips, therapists ask.........you first.
Cinema managers burst.......out cursing.
Karaoke girls have thirst.........I pay for free
These are destroying................the service minds

โคลงโลกกะติ๊ด ๒๙: กวีฟังเกรียนก็แกล้งอดทน

เชษฐภัทร วิสัยจร


กวีฟังเกรียนก็แกล้ง...............อดทนแล้วเก็บความโกรธขน................คัดไว้
แต่งโคลงกาพย์กลอนจน.............พิมพ์ประกวด ชนะนา
ที่ด่าเกรียนได้ใช้...............ช่วยสร้างชื่อเสียง
The poet take every trolls'....................bad words,
Record things they curse.................wisely
To write a poems first......................win awards.
Rebuking trolls back, he.................then could make fame.
หน้า / 16  
ทั้งหมด 262 กลอน
>