ฝันของหญิงชรา

แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า

ฝันของหญิงชรา
                   1.
     คล้อยหน่อยเถิดแดดอย่าแผดนัก
เพื่อร่มเงาพิงพัก - ข้างกำแพงหมอง
บนวิถีสีหม่น - ริมฝั่งน้ำคลอง
มีหยาดรุ่งเรืองรอง หยดฝันรำไร
ภาพแห่งความป่วยไข้ในเมืองพังผุ
จะต่อยอดฝันทะลุ เป็นจริงได้ไหม
เพลงชราริมทาง ร่างดั่งใบไม้
จะคว้าฝันใดได้ เกินเถ้าธุลี
สองมือเหี่ยวเกรียมก่ำซ่ำผิวหยาบกร้าน
เนื้อหน้าก็ริ้วราน - ทุกร่องหมองสี
เสื้อผ้าขาดวิ่น - ภาพความพอดี
คือภาพที่มี ที่เห็น - สานศิลป์ริมทาง
ทีละเส้นถักทอมิท้อชีวิต
และทุกเส้นล้วนบทคิด - สานศิลป์มิสร้าง
แม้สองตาพร่าเลือน ขุ่นภาพเลือนลาง
แต่สองมือยังมิวางสานฝันใจเพียร
                      2.
     คล้ายหน่อยเถิดแแดอย่าแผดนัก
เพื่อหญิงชราจักพัก ให้คลายคลื่นเหียน
ชีพนี้ใกล้ลับดับมอดแสงเทียน
และรุ่งเช้าเข้ามาเวียน - ชีพอาจอับลง
                      3.
     นะ , คล้อยหน่อยเถิดแดดอย่าแผดนัก
หญิงชราคลายหนัก - หูตาพร่าหลง
ฝันของเธอเพียงว่า ผู้คนจะคง-
-รู้ค่างานบรรจง เลิกต่อราคาฯ
ผลึกอารมณ์รู้สึก - หญิงชราสานผักตบชวาริมทาง...งานที่เธอสร้างราคาไม่มาก แต่กลับถูกต่อ กดราคาจนงานเธอดูไร้ค่า				
comments powered by Disqus
  • vaproud

    28 มีนาคม 2546 20:56 น. - comment id 119760

    ...
  • somebody

    28 มีนาคม 2546 20:57 น. - comment id 119761

    ...
  • vaproud

    28 มีนาคม 2546 21:00 น. - comment id 119764

    แวะมาเยี่ยมชมค่ะ...
  • น้ำ

    28 มีนาคม 2546 23:20 น. - comment id 119813

    เห็นภาพอารมย์กวี     มีจากผลึกใจ
    นิยมใจ
  • เชษฐภัทร วิสัยจร

    29 มีนาคม 2546 17:28 น. - comment id 120144

    I saw peace
    
    I saw peace printed on the old mans grin,
    Reflected in his eyes of gray,
    As we watched the green waves roll and spin,
    The bluish beauty of the bay.
    
    Out of the roaring sound and foam,
    His voice was soft and clear,
    My lad, he said, look at this stone,
    His eyes were drenched with tears.
    
    I stared at mothers precious pearl,
    Its milky skin smoothed his rough,
    After she died, I hated this world,
    But this helped me to stay tough.
    
    I needed to be strong for you, my son,
    Though my heart kept counting days.
    
    The important thing Ive learned, my son,
    The greatest truest way -
    To show your love to those who part,
    Is to keep living your life,
    And you wont regret a second passed,
    Seeing Gods eternal light.
    
    He tossed the pearl back to the sea,
    Whispering soon well meet again,
    Then turned around and looked at me,
    Youll have peace once again.
    
    Closing his eyes for the last time,
    His breath had ceased its course,
    I took his pale hand into mine,
    His arm had lost its force,
    
    I smiled and wept the tears of joy, not
    for myself or him,
    But for the peace, which then I saw,
    printed on my old mans grin.
    
    By Verita
    
    
  • แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า

    30 มีนาคม 2546 12:16 น. - comment id 120411

    อ้อ...วันหลังช่วยแหลหน่อยก็ดีครับ
    ไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียนมาน้อยครับ
  • เชษฐภัทร วิสัยจร

    30 มีนาคม 2546 21:05 น. - comment id 120559

    คือว่า ผมเห็นว่ากลอนภาษาต่างด้าวข้างต้นนั้น มีเนื้อหา เกี่ยวกับการมองโลกในแง่มุมของคนชรา คล้าย ๆ กับของคุณ แสงศรัทธา นะครับ 
    
    ก็เลย อยากจะร่วมนำเสนอ โดยผ่านทางกระทู้ของคุณ
    
    อย่างไรก็ตาม
    แต่ถ้าหากว่าผมได้กระทำการอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร โดยรู้เท่าไม่ถึงการ ผมก็ขอกราบอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
    
    
    ด้วยจิตคารวะครับ
  • แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า

    30 มีนาคม 2546 21:22 น. - comment id 120567

    อ้าว เป็นงั้นไป....คือที่ผมบอกนะครับ คือผมอยากอ่านงานของต่างชาติบ้าง
    มิได้มีใจคิดลบหลู่หรืออะไร ตอบตามสัตย์จริงผมความรู้น้อยครับ คือ พอได้แค่
    บางคำเท่านั้นเอง อย่าคิดมากซิครับ ....อึม อาจเป็นผมที่รีบพิมพ์จนทำให้เกิดการ
    ไม่เข้าใจ คิดว่าอย่างนั้นน่ะ ผมขอโทษด้วยแล้วกันนะครับ ไม่มีแปลก็ไม่เป็นไรครับผมคงต้องมั่ว ๆ เอาอิอิ
                                     มิตรภาพจะมีแด่เราครับ
                                    แสงศรัทธา  ณ ปลายฟ้าปล. แปล ครับ เหอะๆ พึ่งเห็นว่าตัวเองพิมพ์ผิด
    
    
  • เพื่อนเก่า............

    5 เมษายน 2546 15:00 น. - comment id 122500

    นาน ๆ จะเข้ามาสักที ก็ได้ตามอ่านบทกวีของเพื่อนเก่าคนนี้ ยังคงสละสลวยเหมือนเดิม แม้บางครั้งกวีสวยงาม แต่พออ่านกระทู้แล้วกลับให้ความรู้สึกต่างกัน เผ็ดร้อง ร้อนแรง ยังคงอารมณ์ร้อนเหมือนเดิมเลยนะ 
    
    บทกวีน่าจะทำให้คนอารมณ์เย็นลงบ้างนะคะ ก็ไม่ได้มีเจตนาจะว่าอะไร เพียงแต่อยากบอกกับเพื่อน ในฐานะที่ยังคิดว่าเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แม้ไม่ได้พบ หรือพูดคุย
    
    ใจเย็นลงซักนิดนะคะ  ไม่น่าเชื่อเลยว่า คนใจร้อน อารมณ้วู่วามอย่างคุณจะเขียนกวีได้งดงามพลิ้วไหวขนาดนี้..................
  • แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า

    7 เมษายน 2546 11:25 น. - comment id 123301

    จำเป็นไหมคนเขียนกลอนจะต้องมีอารมณ์ที่อ่อนไหวแบบอย่างที่คุณว่า ใจเย็นสำคัญหรือ???
    คนเขียนกลอน เขียนเรื่อง จำเป็นต้องอยู่นอกเหนือรัก โลบ โกรธ หลง หรือ ???
    ไม่จำเป็น!!! ผมมีความรู้สึก โกรธ เกลียด รัก หลง ทุกอย่างที่มันเป็นมนุษย์
    และมันเป็นผม...ผมว่าคุณจะดูผิดไปว่าคนเขียนกลอน หรือเรื่องนั้น ต้องเป็นคนอารมณ์ในแบบที่คุณคิด
    ผิดไป!!! มากที่คุณดูอะไรเพียงผิวนอก (เหมือนที่คุณเคยกระทำอะไรที่แค่ผิวนั้นละ ) ผมว่าผมเข้าใจตัวเองดี
    ดีที่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำนั้นคือตัวตนของผม
    ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณที่แสดงความคิดเห็น และขอบคุณความคิดที่ยังไม่ตกผลึกพอสำหรับคุณเกี่ยวกับผม!!!
    
  • มาดามมด

    31 กรกฎาคม 2546 16:51 น. - comment id 144897

    ..............
         ถึงแม้ใครจะมองว่าไร้ค่า
         ยังมีฉันคนหนึ่งนะที่  ว่าเลิศ
    ...............

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน