20 กันยายน 2557 01:46 น.

รุ้งร้าวราน

Parinya

       เรากำลังนั่งชมทัศนียภาพของทะเลยามบ่าย  อยู่บนศาลาคนเหงาใต้ร่มสนซึ่งเป็นชื่อ
ศาลาที่ฉันตั้งเอง   เพราะฉันชอบมานั่งเหงาอยู่ที่นี่เป็นประจำ  แต่วันนี้่มีเขาอยู่ด้วย  ท่าม
กลางแสงแดดบ่ายแก่ ๆ ซึ่งไม่ยอมลดราวาศอกให้กับสายฝนหล่นปรอย ๆ เลย  แสงแดด
อาบน้ำสวยงามอย่างประหลาด  ทันใดนั้นรุ้งสองตัวก็ปรากฎขึ้นอย่างชัดเจนเหนือพื้นน้ำสี
ครามของทะเล 
             " ดูรุ้งซิคะ สวยจัง วันนี้มีสองตัวด้วย"     เสียงพูดค่อนข้างตื่นเต้นของฉันทำให้เขา
มองตามทันที
            " ดูตัวล่างก่อนซิ  สีอะไรอยู่ล่างสุด "  เขาถาม
            " สีม่วงค่ะ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง  แสด แดง      ไม่ต้องมาลองภูมิเลยฉัน
ท่องมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล"
             " แล้วดูรุ้งตัวบนซิ สีอะไรอยู่ล่างสุด "  เขาต้องมีสิ่งที่อยากให้ฉันรู้แน่ ๆ  เพราะเขา
เรียนวิทยาศาสตร์มามากกว่าฉัน  ฉันจึงหันไปพิจารณารุ้งตัวบน
           " รุ้งตัวบนแถบสีแดงอยู่ล่างสุด    กลับกันกับตัวแรก    แปลกจังนะคะ   ไม่เคย
สังเกตเลย "  ฉันตอบพร้อมบ่นไปในตัว     ว่าฉันปล่อยให้เรื่องที่ควรรู้นี้    ผ่านตาไปได้
อย่างไร
           "อาจเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้เห็นรุ้งสองตัวพร้อมกันบ่อย ๆ    แม้แต่รุ้งตัวเดียวบางที
ก็เห็นไม่ครบเจ็ดสี  "    เขาไม่อธิบายว่าเพราะบางแถบสีของรุ้งกลืนกัน    แต่เมื่อเห็นฉันยัง
ไม่ละสายตาจากรุ้งจึงถือโอกาสพูดต่อว่า   "ที่จริงรุ้งเกิดได้มากกว่าสองตัวในเวลาเดียวกัน 
แต่ในธรรมชาติเราเห็นได้เท่านี้ "
              " แล้วที่เห็นมากกว่าสองตัว เห็นมาจากที่ไหนคะ"
              " ในห้องทดลอง " เขาตอบหน้าตาเฉย
    
แต่รุ้งนั้นพาใจฉันย้อนเข้าสู่ปัญหาระหว่างฉันกับเขาจนได้     ฉันเป็นคนที่บูชาความรัก   
ถ้าฉันรักใครแล้วจะให้เปลี่ยนใจเป็นเรื่องที่แสนยาก ฉันเคยเขียนบทกวีนี้ให้เขา
                
                 "แม้จะเกิดต่างศักดิ์หากรักมั่น
                  เรื่องการต่างชนชั้นใช่ปัญหา
                  มิควรใช้วาที ตีราคา
                  เพราะคุณค่าความรัก...ศักดิ์เท่ากัน"
               ด้วยหัวใจรักอันเต็มเปี่ยม   ที่ไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากความรักของฉัน ด้วย
เหตุผลน้ำเน่าเรื่องความต่างศักดินา        เหมือนยังอยู่ในยุคเจ้าขุนมูลนายอย่างเด็ดขาด
ระบบศักดินาถูกยกเลิกไปตั้งนานแล้ว  อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นกำแพงกั้นเราอีกเลย  ยิ่งเขา
ชอบใช้คำพูดเปรียบเปรย ว่าเขาเหมือนกระต่ายหมายจันทร์ด้วยแล้ว  ยิ่งทำให้ฉันน้อยใจ
รู้สึกเหมือนเขากำลังบอกเลิกทางอ้อม   โดยใช้คำพูดที่ชี้ว่า  ปราการที่กั้นเขาออกจากฉัน
นั้นคือศักดินา
            " เห็นรุ้งแล้วเศร้าค่ะ" ฉันพูดเบา ๆ   ทอดสายตาฝ่าม่านฝนปรอยๆ กลางแสงแดด
อ่อนของยามบ่ายภายนอกอย่างหวั่นไหว   ฉันพูดประโยคนั้นแล้วก็นิ่งไปนาน  เพราะรู้สึก
ตีบตันจนพูดไม่ออก  นานจนเขารู้สึกผิดปกติ
            " คิดอะไรอีกหล่ะ " เขาถามน้ำเสียงจริงจัง
            " ฉันกำลังกลัวค่ะ "  ฉันตอบเสียงเหมือนจะร้องไห้    "กลัวว่าเรื่องของเราจะเป็น
เหมือนเรื่องรุ้ง " คำพูดที่จะพูดต่อถูกกลืนลงไปในคอ
           " เรื่องเป็นยังไง เล่ามาก่อนสิ  ถึงจะบอกได้ว่าเหมือนหรือเปล่า "  เขาพูดพร้อม
กับมองหน้าฉันนัยน์ตาอย่างนั้นบอกว่าฉันไม่มีทางเลี่ยงเลย
           " เรื่อง รุ้งกินน้ำ  ค่ะ  ตามความเชื่อของชาวอาทิวาสี ชนดั้งเดิมในแคว้นอัสสัม"
           "ในประเทศอินเดีย " เขาต่อคำพูดของฉันอย่างคนมั่นใจในคำพูดเต็มที่
           " ค่ะ ครั้งนั้น เจ้าชายภาคนภา ซึ่งอยู่บนฟากฟ้าได้ก้มมองลงมาเห็นความสวยสด
งดงามของเมทินีดล    เธอเกิดความพิศวาส      จึงยื่นหัตถ์แห่งความรักลงมาประทานให้
เมทินีดลก็ตอบสนองความรักอย่างเต็มอกเต็มใจ จึงตกลงนัดกันจะเข้าสู่พิธีวิวาห์ค่ะ"
           " แต่ต้องรอฤกษ์ใช่ไหม ? "  เขาถามเพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการแต่งงานต้อง
หาฤกษ์หายาม
           "เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายปรึกษากับโหราจารย์แล้ว   จึงเลือกเอาเวลาเที่ยงคืนเป็น
เวลามงคลอุดมฤกษ์เพื่อประกอบพิธีวิวาห์ค่ะ"
             "การแต่งงานไม่ว่ายุคไหน เป็นงานใหญ่เสมอ   ทั้งสองฝ่ายคงเตรียมงานอย่าง
ใหญ่โตมโหฬารละซี"  เขาเสริมอย่างคนที่รู้จักโลกเป็นอย่างดี
             " ทั้งเจ้าบ่าว เจ้าสาว เตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างวิจิตร  สำหรับเจ้าสาวนอกจาก
เตรียมทั้งเครื่องทองรูปพรรณ    เพชรนิลจินดา แล้ว     เธอยังร้อยกรองพวงมาลัยขึ้นด้วย
บุปผานานาพรรณเพื่อเตรียมไว้คล้องคอ   ให้แก่เจ้าบ่าวเมื่อขบวนแห่เจ้าบ่าวมาถึง ค่ะ"  
ฉันอธิบาย  แต่เมื่อเห็นเขาฟังโดยไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ฉันจึงถือโอกาสอธิบายต่อ
           "เพราะการเตรียมงานอย่างเอิกเกริกนี้เอง   พวกพ่อค้า แขกเหรื่อจากหัวเมืองต่าง
ก็เดินทางมาเพื่อวัตถุประสงค์ของตน   แต่ทำให้มนุษย์เกิดความวิตกอย่างยิ่ง      เพราะ
ตระหนักดีว่า เมื่อผ่านพิธีแต่งงานแล้ว เมทินีดลจะต้องย้ายไปอยู่กับภาคนภาเบื้องบน ค่ะ"
           "แล้วมนุษย์ทำยังไง ?"  เขาถาม
           "พากันไปเฝ้าเทวดา  ขอให้ช่วยขัดขวางพิธีแต่งงานนี้ค่ะ"
           "ตามเคย มนุษย์พออับจนเข้าจริง ๆ ก็ต้องพึ่งเทวดา"    เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฉัน
ตีความหมายไม่ได้ว่าเห็นใจมนุษย์หรือบ่น
           "เทวดาท่านเวทนามนุษย์ค่ะ   เพราะท่านมองเห็นชะตากรรมของมนุษย์มาตลอด
ไหนจะต้องเผชิญกับความวิปริตผิดธรรมชาติของฤดูกาล       ไหนจะดินฟ้าอากาศที่ร้อน
หนาวหนักหนาสาหัสสากรรจ์แล้วจะต้องเจอกับสภาพที่ฟ้า-ดิน     ปลีกตัวไปหาความสุข
ด้วยการแต่งงานเสียอีก ท่านจึงวางแผนการช่วยเหลือมนุษย์ทันที "  ฉันหยุดพูดไปดื้อ ๆ
            "ไม่เล่าต่อได้ไหมคะ ? "
            " เทวดาไม่ได้ทำอะไรร้ายแรง ไม่ใช่เหรอ "         เขาทั้งเดาและถามในประโยค
เดียวกัน
           "ถึงคืนวันที่นัดแต่งงาน ขบวนเจ้าบ่าวก็แห่แหนลงมา ระหว่างนั้นสังคีตของดนตรี
ปี่พาทย์ก็บรรเลงขับกล่อม คณะปุโรหิตาจารย์ต่างก็ร่ายมนต์     เพื่อความสวัสดิมงคลอยู่
ภายในห้องที่จะจัดพิธีเจ้าสาวก็ถือพวงมาลัยรอ   บรรดาเทวดาก็เตรียมลงมือทำตามแผน
อยู่เหมือนกัน    คือพระวิษณุทรงจำแลงเป็นไก่แจ้ ซุ่มคอยอยู่บนหลังคาบ้านของเจ้าสาว "
            "เทวดาจะทำอะไร ? " เขาถามเพราะฉันอาจเล่าช้าไม่ทันใจ
           " พอได้เวลาฤกษ์มงคล ขบวนแห่เจ้าบ่าวย่างเข้าเขตบ้านเจ้าสาว  ไก่แจ้จำแลงก็
ส่งเสียงขัน เอ้ก-อี-เอ๊ก- เอ๊ก !      ความโกลาหลอลหม่านก็เกิดขึ้น     แขกเหรื่อต่างอุทาน
เป็นเสียงเดียวกันว่า จวนสว่างแล้วนี่ เลยเวลาเที่ยงคืนแล้ว  หมดเวลาที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะ
ได้แต่งงานกันเสียแล้ว !    แขกเหรื่อต่างพากันกลับ เทวดาเข้ามาห้อมล้อมอุ้มเจ้าบ่าวกลับ
คืนสวรรค์ "
            "เทวดาเล่นแรงไปนะนี่ " เขาออกความความเห็น
            "เมทินีดลยืนคว้าง  น้ำตานองหน้า มือถือพวงมาลัยค้างอยู่ในท่าที่เตรียมจะคล้อง
คอให้เจ้าบ่าว " แม้ฉันพยายามพูดด้วยเสียงปกติ แต่รู้สึกเหมือนอะไรติดคอ ทำให้เขารู้สึกได้
           "อ้าวแล้วกัน  จะเป่าปี่เสียแล้ว " เขาบ่นฉัน กึ่งปลอบ
           "ไม่เล่าต่อก็ได้นะ " คราวนี้เขาเป็นฝ่ายโอนอ่อนเห็นใจฉัน
           " เจ้าสาวผู้ค้างการวิวาห์ร้องไห้ปานจะขาดใจ  แต่ทุกอย่างสายไปหมดแล้ว เพราะอุดม
มงคลฤกษ์  ได้ผ่านไปแล้วอย่างมิมีวันคืนหลัง   เธอจึงใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายเหวี่ยงพวง
มาลัยที่ถืออยู่   ขึ้นไปบนฟ้าสุดแรงเกิด พวงมาลัยแห่งพิธีวิวาห์ลอยขึ้นไปสวมคอภาคนภาผู้เป็น
เจ้าบ่าวได้พอดิบพอดี ค่ะ"
             "ไม่น่าให้ฤกษ์ยามมาเป็นอุปสรรคอย่างนี้เลย" เขาบ่น
             "เดี๋ยวนี้คู่แต่งงานทุกคู่ก็ยังถือฤกษ์ถือยามกันอยู่นี่คะ" ฉันแย้ง
             "นั่นนะซี " เขาพูดอย่างที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรมากกว่านี้
             "คู่รักคู่นี้รักกันเหลือเกิน   แม้จะไม่ได้แต่งงานกัน   ยามไหนที่ภาคนภากำลังรำลึกถึง
เมทินีดล เธอจะสวมพวงมาลัยเจ็ดสีอันสดสวยวิจิตรนั้น  แล้วร้องไห้ จนน้ำตาไหลรินลงต้องกาย
เมทินีดล  เป็นเครื่องหมายแห่งความเศร้าสลดของฟ้าสูง-แผ่นดินต่ำ ค่ะ  และคำพูดนี้จะยังคง
อยู่ชั่วนิรันดร  ตราบใดที่คุณยังคิดว่าคุณเป็นกระต่าย " ฉันจบเรื่องเศร้านั้นด้วยวกเข้ามาสู่เรื่อง
ของเรา และทันได้เห็นเขาหลบสายตาฉันแสดงว่าไม่มีข้อโต้แย้ง
                                   อวสาน                 อวสาน             อวสาน
      
  
       
14 กันยายน 2557 11:37 น.

ชวนชมจันทร์

Parinya

 
  "จิตในห้วงจินตนาออกมาเห็น      พระจันทร์เพ็ญเด่นดวงในห้วงฝัน
กระต่ายร่ายสำนวนชวนชมจันทร์  และเป็นฉันที่สมควร...ถูกชวนชม
กลางสายลมพรมพร่างน้ำค้างฉ่ำ     หวานลำนำค่ำวันจันทร์สวยสม
ฟังกระต่ายร่ายมนต์จนหลงลม        มานั่งชมจันทร์เพ็ญเป็นเพื่อนเธอ"
       "คืนนี้พระจันทร์สวยเหลือเกิน "
     ฉันนั่งหลังอิงโคนต้นไม้      แหงนมองพระจันทร์ด้วยดวงตาว่างเปล่า   ข้อความ
เหล่านั้นเป็นการหวนนึกถึงอดีต           ที่เคยทำให้ฉันมานั่งอยู่ตรงนี้  ในบรรยากาศ
คล้ายคืนนี้         โดยมีเขานั่งอยู่เคียงข้าง             พระจันทร์คืนนั้นสวยงามอย่างที่สุด
จนฉันอดไม่ได้     จึงเผลอพึมพำประโยคนั้นออกมา        แม้ว่าความจริงเรานั่งอยู่ใน
บรรยากาศของคืนวันเพ็ญเท่านั้น             ดวงตาของเราไม่ค่อยได้แหงนมอง   เพื่อจะ
ซึมซับความงามของดวงจันทร์เท่าไหร่เลย           แม้แต่ภูมิทัศน์ท้องทุ่งรอบกายที่ควร
จะดึงดูดสายตาจนไม่อาจจะละไปได้      ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร   สายตาของ
เรามักจะหันมาจับจ้อง       อยู่ที่คู่สนทนาเสียมากกว่า      แม้ว่าแสงสว่างอันเลือนราง
ใต้เงาไม้ที่เรานั่งหลบอยู่ เหมือนอายแสงจันทร์กระจ่างนั้น      ทำให้เราแทบมองไม่
เห็นหน้าเห็นตาซึ่งกันและกัน    แต่ในยามนั้นแสงสว่างไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด
เพราะเราคุยกันด้วยหัวใจมากกว่า
    "ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะมีโอกาสมานั่งชมจันทร์ด้วยกัน"  ฉันเอ่ยเบา ๆ คล้ายรำพึง
    " ที่ไหนมีพระจันทร์ ที่นั่นย่อมมีกระต่าย" เขาพูดต่อจากประโยคของฉัน
     "แล้วกระต่ายก็ไม่เคยหยุดคิดว่าตัวเองต้อยต่ำ " ฉันต่อประโยคของเขาด้วย
การคิดในใจ
         ฉันอยากถามเหลือเกินว่า      กระต่ายที่ออกมากระโดดโลดเต้นตะกายพระจันทร์
อยู่นี้ คิดอย่างไร   รักพระจันทร์หรือเปล่า แต่ฉันก็เป็นคนแปลกเสมอ  แม้มีความอยาก
รู้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่มักไม่ค่อยชอบถาม มักจะหาคำตอบเอาจากการประเมินของตนเอง
คืนนั้นก็เช่นกัน   ใจฉันคงประเมินแล้วจึงรู้สึกอบอุ่นขณะที่นั่งอยู่กับเขา ก่อนที่ใจฉัน
จะคิดเตลิดไปถึงเรื่องอื่น     ฉันก็ดึงสมาธิคืนมาได้     คืนนี้เขาชวนฉันมาชมจันทร์ ฉัน
ต้องดึงหัวใจให้อยู่ในประเด็น  ฉันเงยมองพระจันทร์อีกครั้งแล้วพูดเบา ๆว่า
          "พระจันทร์เป็นเทพบุตรรูปงามอรชรอ้อนแอ้นในนิยายโบราณของชาวอินเดีย"
ฉันหยุดเว้นจังหวะ มองหน้าเขา ว่าเขาพร้อมที่จะชมจันทร์ไปกับฉันแล้วหรือยัง
     "อะไร "   เขาคงงงและฉันคิดว่าเขามีเครื่องหมายคำถามอยู่ในสายตาด้วย
     "ก็คุณชวนมาชมจันทร์ ฉันกำลังเริ่มชมค่ะ " ฉันตอบด้วยอารมณ์ขัน ๆ
     "งั้นชมต่อไป " เขาประชดซึ่งเข้าทางฉันพอดี
     "พระจันทร์มีชายา 27 นาง ซึ่งเป็นพี่น้องกันและเป็นธิดาของท้าวทักษประชาบดี "
     "อันนี้ชมพระจันทร์ หรือตำหนิ "  เขาขัด
     "แต่พระจันทร์ทุ่มเทความรักให้นางโรหิณี ชายาที่ 4 จนละเลยชายาอื่น ๆ " 
     "ทำไมหล่ะ "
     "ก็ธรรมดาของบุรุษย่อมหลงรูปโฉมสะคราญ  "       
ฉันตอบและเหน็บไปในตัว
 "แต่นางมีคุณสมบัติดีด้วยคือมีกิริยามารยาทเรียบร้อย  ไม่มีความโลภ   พระจันทร์จึงเกิด
ความลำเอียงและใครไม่รู้กล่าวไว้ว่า     ครอบครัวใดสตรีหาความสุขมิได้    ครอบครัวนั้น
ย่อมพินาศหายนะ   ครอบครัวใดสตรีสุขกายสบายใจ ครอบครัวนั้นย่อมรุ่งเรื่องไพบูลย์"
            "งั้นครอบครัวนี้มีปัญหาแน่เลย " เขาเสริม
            "ชายาทั้ง 26    พากันไปร้องห่มร้องไห้กล่าวโทษที่พระจันทร์ทำให้พวกนางทุกข์
ระทม  ขอให้บิดานางซึ่งเป็นผู้ทรงตบะฌานลงโทษพระจันทร์ ค่ะ "  ฉันตอบ แล้วเล่าต่อ
 " พระจันทร์จึงถูกสาปให้เป็นโรคร้ายร่างกายผ่ายผอมลงทุกวัน  และจะต้องตายหลังจาก
ถูกคำสาป 15 วัน    แสงสว่างในตัวก็จะดับไป       หลังจากถูกคำสาปพระจันทร์ก็เริ่มป่วย
กะทันหัน ผอมแห้งลงอย่างผิดหูผิดตา  14 วันผ่านไป    ร่างกายเธอก็เหลือเพียงเส้นเรียว
เล็ก ๆ ส่องสลัวอยู่ในฟากฟ้า "
      "ทายว่าต้องมีคนช่วย " เขาพูดเป็นเชิงถาม
      "นางโรหิณีตระหนักแล้วว่าวันรุ่งขึ้น  พระจันทร์จะต้องถึงกาลกิริยาแน่  หลังจากนั้น
โลกมนุษย์และสรวงสวรรค์ก็จะมืดมิด   นางจึงไปขอร้องชายาทั้ง 26           ให้ไปเยี่ยมพระ
จันทร์เมื่อพวกนางได้เห็นสภาพของพระจันทร์ ความโกรธก็หายไป จึงพากันไปเฝ้าบิดา "
     "ให้ถอนคำสาปละซี"
    "ไม่ใช่ค่ะ สาปแล้วคืนไม่ได้ แต่พ่อก็ใจอ่อนกับลูกเสมอ ท่านจึงสาปต่อจากครั้งที่แล้วว่า
ในวันรุ่งขึ้นพระจันทร์จะค่อย ๆ ฟื้นคืนชีพ ร่างกายจะค่อย ๆ เจริญขึ้น    พร้อมกับทวีแสง
สดใส      ครั้นครบ 15 วัน ร่างกายก็แข็งแรงดังเดิม หมุนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไป "
          "แล้วไงอีก "
          "ระยะที่พระจันทร์เจริญเติบโดสว่างไสวขึ้น เรียกว่าข้างขึ้น หรือ ศุกลปักษ์ อ่านว่า
สุก-กละ-ปัก ค่ะ "
          "แล้วข้างแรมหล่ะ"
          "คือระยะที่ดวงจันทร์ร่อยหรอมืดมัวลง เรียกว่า กัณหปักข์  อ่านว่า  กัน-หะ-ปัก ค่ะ"
          "ชมพระจันท่ร์เสียละเอียดยิบเลยนะ  สมกับที่ชวนมาชมจันทร์จริง ๆ" เขาประชด
          "ยังไม่หมดค่ะ คืนวันเพ็ญในหน้าหนาวเมื่อพระจันทร์อยู่สูงเหนือศีรษะ จะเห็น
พระจันทร์เป็นสีเงิน        แต่ในฤดูร้อนจะเห็นพระจันทร์สีเหลืองนวลเหมือนที่กวีชอบ
พรรณนา  ค่ะ "
            "เพราะอะไรเหรอ ?
            "เพราะเรามองผ่านความหนาบางของชั้นบรรยากาศไม่เท่ากันค่ะ"
            "ชมพระจันทร์จบแล้วยัง "
            "จบแล้วค่ะ "   ฉันตอบ ทั้งที่ได้ยินเสียง บทพระราชนิพนธ์เรื่อง
 "มัทนะพาธา"  ชัดเจนอยู่ในสมอง
     ชัยเสน     :   พะจีว่าจะรักยืด................บจางจืดสิเนหา
                            สบถให้ละต่อหน้า..........พระจันทร์แจ่ม ณ เวหน
      มัทนา      :    พระกล่าวอ้างพระจันทร์นี้.....ชะรอยทีมิชอบกล
      ชัยเสน    :    เพราะเหตุใดละหน้ามน ?
      มัทนา      :    ..................................................เพราะเดือนนั้นมิมั่นคง
                             ณ ข้างขึ้นสิหงายแจ่ม...........กระจ่างสดและกลดทรง
                              ณ ข้างแรมบเห็นองค์..........พระจันทร์เจ้า ณ ราตรี.
 
รู้สึกเหมือนมีสายลมพัดมาแผ่ว ๆ       บรรยากาศทุกอย่างช่างเหมือนเดิม เพียงแต่คืนนี้
"ข้างขึ้น บ เห็นองค์   กระต่ายน้อย  ณ ราตรี "    มีฉันนั่งรำพึงถึงพระจันทร์เพียงคนเดียว
" พะจีว่าจะรักยืด   บจางจืดสิเนหา"   อยากถามพระจันทร์เหลือเกินว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
ชวนใครไปนั่งชมจันทร์ด้วยหรือเปล่า     มีน้ำสองสามหยดหล่นลงบนมือฉัน ฉันพลิกมือ
เช็ดกับเสื้อที่สวมอยู่    แล้วลุกเดินออกจากโคนต้นไม้อย่างเดียวดาย
                        
                 
               อวสาน           อวสาน          อวสาน
12 กันยายน 2557 08:31 น.

กว่าจะเป็นช่อคิดถึง

Parinya

         บางครั้งบางคราคำพูด    หรือข้อความที่ฝากมาว่า "คิดถึง" จากคนบางคน ก็มีค่า
ในความรู้สึกเหมือนดอกไม้บาน           ที่เขายื่นให้มาประดับในหัวใจ      และน่าแปลก
ที่ดอกไม้ชนิดนี้เมื่อได้รับมาแล้วมักไม่ค่อยเหี่ยว    แถมเราก็ชื่นชมดอกไม้นี้ไม่เคยเบื่อ
จึงเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี   อย่างที่เรียกว่าเก็บสะสมเหมือนของหวงทีละดอก  ทีละดอก 
แล้วก็มักเอาออกมาชื่นชมบ่อย ๆ       เวลานั่งมองดอกไม้เหล่านี้ภาพวันที่เขายื่นให้  ก็
กลับมายืนยิ้มให้เห็นพร้อมกับดอกไม้ทุกครั้ง  วันนี้ก็เช่นกันนอกจากฉันหยิบเอาดอกไม้
ออกมาชื่นชมแล้ว  ฉันลองเอามาเรียงลำดับดู ว่าได้ดอกไหนก่อน  และได้มาทั้งหมดกี
ดอกแล้ว     ภาพเหล่านั้นจึงย้อนมาให้ฉันได้ยิ้มทักทายอีกครั้ง    ก่อนถึงวันที่ฉันได้รับ
ดอกคิดถึงช่อใหญ่ที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจอย่างไม่รู้ลืม       
       ฉันมัวแต่ประทับใจเสียจนลืมบันทึกวันเวลา   ที่ได้รับดอกคิดถึงครั้งแรก หลังจาก
เราคุยกันมาจนพอใจแล้ว   เขาปิดฉากการสนทนาวันนั้นด้วยการหยอดคำว่า "คิดฮอด"
แบบทีเล่นทีจริง        แต่ฉันก็พอใจ       โธ่! ก็เพิ่งเป็นดอกแรกที่ทำให้หัวใจฉันอมยิ้ม 
ฉันจึงรับมาหน้าตาเฉย และแอบนำมาเก็บไว้อย่างดี       จนป่านนี้ฉันยังไม่เคยบอกเขา
เลยว่าดอกคิดถึงดอกแรกนั่นยังอยู่      แม้คนให้  ยื่นให้แบบทีเล่นทีจริงแต่ฉันรับจริง ๆ 
ด้วยรู้สึกว่าดอกไม้ดอกนี้  มีความหมายต่อความรู้สึกของฉันมากมาย   คุณอยากทราบ
ไหมคะว่าดอกคิดถึงดอกนี้สีอะไร เป็นดอกไม้สีชมพูอ่อน ๆ สดใส     สวยน่ารักที่สุดใน
โลก    ความน่ารักนั่นเหมือนมนต์ดลใจจนทำให้         บทกวีเริ่มไหลจากใจฉันด้วยชื่อ 
"คุณค่าอยู่ที่รู้สึก"   ที่ฉันรู้ว่าฉันจะไม่มีวันยอมแลกดอกไม้ดอกนี้ด้วยสิ่งมีค่าใด ๆ  
     
    "คงมิใช่เพชรพลอยค่าร้อยล้าน                   ทำให้ใจเบิกบานหวามหวานได้
      สิ่งมิอาจตีค่า ราคาใด                               ก็ยิ่งใหญ่ในรู้สึกเมื่อทึกทัก
      แค่พูดเล่นนิดนิดว่า "คิดฮอด"                    ใจก็กอดไว้ในอ้อมถนอมหนัก
      เหนี่ยวไว้อย่างเหนียวแน่นหวงแหนนัก        เพื่อพิงพักตักตวงทวงอุ่นไอ "
  
     ดอกคิดถึงเป็นดอกไม้ที่มีเสน่ห์ ใครนำมาเก็บไว้ในหัวใจ ถ้าได้น้ำได้ปุ๋ยที่เหมาะสม
มาเป็นเวลาพอสมควรแล้วก็จะออกรากฝากต้นขึ้นในใจ      คอยเวลาที่จะชูใบออกดอก
ต่อไป     ฉันเรียกต้นดอกไม้นี้ว่า  "ต้นผูกพัน"      แต่ระยะแรกที่ยังอยู่ในวัยของต้นกล้า
มองครั้งใดก็รู้สึกใจหาย เห็นแต่ภาพใบผูกพันเหี่ยวเฉา      ทำท่าว่าอาจจะอยู่ได้ไม่นาน
จนเพื่อนคนหนึ่งของฉัน   ซึ่งคอยสังเกตต้นผูกพันของฉันเหมือนกันเขาให้ความเห็นว่า
พื้นดินในหัวใจของฉันขาดปุ๋ย  จึงปลูกผูกพันไม่ขึ้น  แต่ฉันก็ยังถนอมอยู่เหมือนเดิม ฉัน
ไม่อยากให้ต้นผูกพันตาย  แต่ถ้าต้นผูกพันตายไปจริง ๆ ฉันก็ปลอบใจตัวเองว่าฉันไม่ได้
หมดสิ้นเสียเลยทีเดียว แม้ไม่มีต้น ผล เนื้อ เหลือให้เห็น       แต่ก็ยังเหลือตำนานเอาไว้
จดจำ และเหลือบทกวี " ความผูกพัน" เอาไว้อ่าน บังเอิญเทวดาท่านคงสงสารฉัน จึงได้
ส่งข้อความข้ามฟ้ามาว่า  "ช่วงนี้ยังยุ่งมาก รอก่อนนะ "  ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีที่ช่วยชุบชีวิตเฉา
ของต้นผูกพันให้สดชื่นขึ้นมาทันที
      แต่ก็ยังกังวลอยู่ดี ว่าต้นผูกพันอาจจะมีชีวิตอยู่ไม่ยืนยาว ฉันจึงสะท้อนความรู้สึกนั้น
ออกมาเป็นบทกวีชื่อ  "ความกังวล"    ซึ่งเพื่อนคนเดิมอีกนั่นแหละที่ได้เห็น ความกังวล
ของฉัน     เขาจึงเตือนฉันด้วยความหวังดีว่า     ต้นผูกพันเป็นไม้ยืนต้น  ฉันควรคิดให้ดี  
เพราะเมื่อปลูกแล้ว   ฉันจะต้องดูแลรักษาไปอีกเนิ่นนาน   ฉันรับฟังแต่ก็ยังปล่อยให้ต้น
ผูกพันเติบโตต่อไป  ฉันจะถอนทิ้งได้ยังไง ในเมื่อฉันปลูกมาอย่างพากเพียร  และยังไม่
ทันเห็นเลยว่าเมื่อเติบโตแล้วจะสวยสดงดงามปานใด   แต่ถ้าถึงตอนที่ต้นผูกพันเติบโต
แล้วกลายเป็นต้นไม้ที่ไม่สวย  ฉันก็ไม่เสียใจ       เพราะขณะที่ฉันเฝ้าดูการเจริญเติบโต
ของต้นผูกพันนั้น  ฉันได้เก็บเกี่ยวความสุขสดชื่นจากการเฝ้ามอง     ไว้เป็นเสบียงหล่่อ
เลี้ยงหัวใจยามรู้สึกขาดแคลนอย่างเพียงพอแล้ว
       ต่อจากนั้น   ฉันแทบจะลืมความกังวลไปอย่างสิ้นเชิง   เมื่อเขากล่อมฉันด้วยนิทานที่
ฉันชื่นชอบหลายต่อหลายเรื่อง จนทำให้ฉันกลับเป็นเด็กหญิง      ผู้เพลิดเพลินไปกับโลก
นิทานที่ฉันเองก็ชอบแอบเข้าไปท่องโลกส่วนนี้ตามลำพัง    มาตั้งแต่วัยอนุบาลจนกระทั่ง
บัดนี้  ตอนนี้มีเขาเข้าไปอยู่ในโลกนิทานกับฉันด้วย  สนุกสนานอย่าบอกใคร  ดีกว่าไปท่อง
โลกนิทานคนเดียวเป็นไหน ๆ  เขาเองก็ชอบให้ฉันนั่งฟังนิทานอยู่ใกล้ ๆ วันหนึ่งขณะกำลัง
นั่งฟังนิทานอยู่เพลินๆเขาก็ยื่นดอกคิดถึงอีกดอกหนึ่งมาให้ฉันพร้อมกับบทกวี"อบอุ่นในคุณค่า" 
ความสวยงามของดอกคิดถึงดอกนี้  ทำให้ฉันลืมนิทานไปเลย ดอกนี้สีชมพูเข้มกว่าเดิม เรา
นั่งมองดอกคิดถึงดอกนั้นด้วยกัน แล้วเขาก็โทษว่าเพราะฉันทำให้เขา      "เคลิ้ม"ดอกคิดถึง
ดอกนี้จึงมีสีเข้มกว่าเดิม  แต่ฉันไม่ยอมรับผิดคนเดียวเด็ดขาด ฉันจึงบอกว่าเราต้องรับกันคน
ละครึ่ง  เพราะเขาก็ทำให้บทกวี  "คิดฮอด "  ไหลออกมาจากใจฉันเหมิอนกัน
            
              มิรู้ใคร ไหนประดิษฐ์คำ "คิดฮอด"         ล่องเล็ดลอดม่านฟ้าฝากมาถึง
             วันดอกแก้วบานรับดอกพลับพลึง           บัวในบึงหน้าบ้านละลานตา
             วันฟ้าสวยอวยโชคดอกโมกขาว             บานพริ้งพราวน้าวใจใสเริงร่า
             สวยตระการบานเบ่งแข่งผกา                 วันชลาฉ่ำเย็นเกือบเป็นไอ
             คล้ายหูแว่วคำหวานจากม่านฟ้า             ลอยลมมาเข้าหูเหมือนอยู่ใกล้
             มิรู้เป็นถ้อยทิพย์กระซิบใคร                   ดอกหัวใจไหวบานหวานละมุน
             แสงทองทิพย์กระซิบมาว่าหายเหงา       สายลมเบาเย้าหยอกบอกอบอุ่น
             ความรู้สึกไหวตื่นชื่นอรุณ                      หอมกลิ่นกรุ่นอุ่นไอดอกไม้บาน
            เมื่อคุณค่าของคำทำใจอิ่ม                     เคยเงียบเงียบหงิมหงิมก็ยิ้มหวาน
            จะส่งมากี่หนก็ลนลาน                           กอดไว้ปานของหวงแนบทรวงตน
            หมู่ดอกโมกดอกแก้วแถวหน้าบ้าน          สดสวยเปล่งเบ่งบานปานได้ฝน
            หัวใจหวานปานเคล้าเสาวคนธ์               ดัง "คิดฮอด " สอดกล แนบมนตรา
ทั้งฉันและเขาจึงคล้าย ๆ อยู่ในอารมณ์ "เคลิ้ม"  พอ ๆ กัน จนฉันลืมไปว่า   ในห้วงเวลาที่ฉัน
นั่งฟังนิทานอยู่นั้น  ต้นผูกพันก็โตวันโตคืนไปพร้อมๆกันด้วย      จนความผูกพันนั้นทำให้เรา
ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น   ถึงกับกล้าหาญชาญชัยแอบไปเที่ยวงานวัดกันสองต่อสอง ขณะที่คนอื่นๆ
เขาไปเที่ยวงานวัน   "สุนทรภู่"  แต่ เขากลับพาฉันไปนั่งชิงช้าสวรรค์   ฉันไม่กล้าบอกเขาว่า
ฉันยังไม่เคยนั่งชิงช้าสวรรค์สักครั้งเลย  กลัวนะ     แต่อยากเอาใจเขามากกว่าก็เลยเดินตาม
ต้อย ๆ  ไปขึ้นชิงช้าสวรรค์แต่โดยดี ช่วงที่นั่งอยู่บนชิงช้าสวรรค์ด้วยกัน    เขายังแกล้งทำให้
ฉันปั้นหน้าไม่ค่อยถูกอีกด้วย  เมื่อ จู่ ๆ ก็ถามฉันว่า     ถ้าชิงช้าเจ้ากรรมนั่นเกิดไปค้างเติ่งอยู่
บนสวรรค์ ฉันจะทำยังไง เขาบอกให้ฉันลองจินตนาการ   ฉันจะจินตนาการยังไงฉันก็ไม่มีวัน
บอกเขาหรอก  แต่ที่แน่ ๆ ฉันไม่กลัวชิงช้าสวรรค์อีกแล้ว    เพราะถ้าฉันติดอยู่บนนั้นก็ติดอยู่
กับเขา  ไม่ได้ติดอยู่คนเดียว
       เรื่องชิงช้าสวรรค์นั่น      เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เขาสมมุติให้ฉันคิดเล่น ๆ เท่านั้น แต่เหตุ
การณ์จริงก็คือฉันไปเที่ยวทะเล  ก็ที่ "หาดบางสน" ที่ฉันเคยพบเขาครั้งแรก     แต่คราวนี้ฉัน
ไปคนเดียว  นั่งมองชายหาดก็เห็นภาพเขาเดินมา  มองเกาะก็คิดว่าเขาอาจจะอยู่ที่นั่น   เห็น
เรือแล่นมาก็คิดว่าเขาคงอยู่บนเรือ  แต่พอทำใจยอมรับได้ว่า  เที่ยวนี้ฉันมาคนเดียว   เขาไม่
ได้มาด้วย   ก็นั่งหนาวอยู่บนชายหาด  แล้วอานุภาพของต้นผูกพัน        ก็มีมนต์ดลให้ผ้าห่ม
กลอนอันอบอุ่นเหินฟ้ามาห่มฉันจนได้  แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนความอาทรก็ส่งมาถึงเสมอ   ฉัน
จึงซุกในผ้าห่มกลอนอย่างอบอุ่น และฝาก  "ขอบคุณผ้าห่ม" ไปกับสายลม อาจเป็นเพราะเรา
ต้องอยู่ไกลกัน  อาจเป็นเพราะเขาว้าเหว่   หรืออาจเป็นเพราะ .............คิดได้อีกหลายอย่าง
คราวนี้มีดอกคิดถึงส่งมาให้ฉันเป็นช่อเลย  พร้อมด้วยบทกวีชื่อ "คิดฮอดนำแหน่" 
*รุ่งอรุณกรุ่นกลิ่น Winter ผ่าน               Snowdrop ขาวบานตระการเหลือ
คิดถึงใครไออุ่นเคยจุนเจือ                     Daffodil  เหลืองเรื่อดุจเนื้อทอง
Magnolia  ขาว-ม่วงงามพวงพุ่ม            ใจร้อนรุ่มใคร่พบประสบสอง
ดุจ Daisy ติดดินใครผินมอง                  เธอเผ่าผอง Rose กุหลาบฤาทาบทัน
จึ่งเพียงเพ้อเผลอปลอบเป็น Poppy       สอดแซมสีทาทุ่งผดุงฝัน
Hyacinth  กลิ่นหอมย้อมชีวัน                 Lavender ผูกพันหอมฉัน-เธอ
ผูกอุราบุปผาไทยดอกไม้เทศ                  Opened gate แห่งหทัยใฝ่เสนอ
มอง Foxglove, Bluebell เปลี่ยวละเมอ   พลอยพร่ำเพ้อเหม่อคิดลิขิตคำ
หาก Forget Me Not "คิดฮอด" แน่         เปี่ยมดวงแดเอ่อท้นจนถลำ
ฝาก Tullip, Iris จุมพิตนำ                       แสนชื่นฉ่ำส่งคิดถึงซาบซึ้งทรวง*
  ฉันนั่งมองช่อคิดถึงช่อนี้อย่างตื่นตา แอบยิ้มอยู่คนเดียวทั้งชอบดอกไม้ทุกดอกที่เขาส่ง
มา  ทั้งรักเนื้อหาที่มาพร้อมกับดอกไม้ ทั้งซาบซึ้งตรึงใจในน้ำใจของคนเขียนที่พากเพียร
ไปหาดอกไม้มากำนัล  ฉันเรียกดอกไม้ช่อนี้ว่า  "ช่อคิดถึง"    เพราะฉันแน่ใจว่ากว่าเขาจะ
รวบรวมดอกคิดถึงมาประดิดประดอยจนเป็นช่อคิดถึงที่แสนงดงามอย่างนี้ได้คงไม่ง่ายเลย      
แน่ใจได้เลยว่า    ชั่วชีวิตนี้ฉันจะไม่มีวันได้รับช่อคิดถึง    ที่สวยงามอย่างนี้จากใครอีกแล้ว
ความรู้สึกที่ฉันมีให้ช่อคิดถึงช่อนี้จึงพิเศษอย่างยิ่ง
 " ช่ อ คิ ด ถึ ง ซึ่ ง เ จ า ะ จ ง ส่ ง ม า ใ ห้
    จ ะ ก อ ด ไ ว้ ใ น ฝั น อั น แ ห น ห ว ง
    ทั้ ง เ นื้ อ ห า ค่ า คุ ณ อุ่ น แ ด ด ว ง
    ดั่ ง จิ ต ห้ ว ง คิ ด ถึ ง พึ ง จำ  น ง 
    เ ป็ น ช่ อ ด อ ก คิ ด ถึ ง ซึ่ ง วิ เ ศ ษ
    ห อ ม  ด อ ก เ ท ศ   ค ว า ม คิ ด  จิ ต ค น ส่ ง
    จ ะ เ ป็ น ช่ อ คิ ด ถึ ง ซึ่ ง ยื น ย ง 
    ใ ห้ พ ะ ว ง คิ ด ถึ ง อ ยู่ . . . มิ รู้ ลื ม"
                  อวสาน       อวสาน         อวสาน
                                            *.....* ประพันธ์โดยคุณประหยัด   พันธะศรี
9 กันยายน 2557 22:25 น.

ของขวัญแด่เธอ

Parinya

      "เสร็จสมบูรณ์เสียที สำหรับการประดิษฐ์ของขวัญชิ้นพิเศษนี้ "
ฉันรำพึงกับตนเองอย่างโล่งอก  หลังจากการอัพโหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
กวีนิพนธ์     "อวสานในโลกฝัน"         ซึ่งเป็นตอนจบของหนังสือกวีนิพนธ์ชุด
ในโลกฝันขึ้น www.ebooks.in.th   เสร็จเรียบร้อยแล้ว     ใครๆก็รู้จักของขวัญ
และเคยได้รับของขวัญชิ้นเล็กบ้างใหญ่บ้าง   กันมาแล้วทั้งนั้น คงรู้ความหมาย
ของคำว่า    "ของขวัญ" ดี    ว่าของขวัญคือ      สิ่งของที่ให้แก่กันเพื่อเป็นการ
ถนอมขวัญ หรือ เพื่ออัธยาศัยไมตรี   หรือเพื่อแสดงความยินดีในวาระสำคัญ ๆ
เช่น ของขวัญวันเกิด   ของขวัญปีใหม่ ฯลฯ       แต่ของขวัญที่ฉันให้เขาไม่ได้
มีความหมายในทำนองนี้เสียทีเดียว        เพราะของขวัญชิ้นนี้    แม้ฉันมอบให้
เขาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้     สัมผัสได้เพียงทางสายตาและรับรู้ได้
เพียงทางสายใจเท่านั้น   ส่วนฉันมอบให้เขาในโอกาสพิเศษใด เพื่อเหตุผลใด
นะหรือ      ก็ยากจะบอกให้ชัดเจนได้อีก        ดู เหมือนฉันกำลังต้อนตัวเองให้
จนมุมกับการให้คำตอบนี้     อาจจะต้องพึ่งท่านผู้อ่าน   ช่วยสรุปในประเด็นอัน
เป็นปัญหาเหล่านี้ด้วย
           ฉันจำได้แม่นยำว่าวันนั้นเป็นวันที่  14  กุมภา    วันวาเลนไทน์   ซึ่งเป็น 
วันแห่งความรัก  ที่หนุ่มสาวยุคนี้รอคอยและตื่นเต้นกันนักหนา   ฉะนั้น   วันนี้คง
ต้องมีใครสักคน  นำกลอนรักซึ้ง ๆ ขึ้นเว็บ        เนื่องในโอกาสนี้แน่ ๆ      ฉันจึง
ตื่นแต่เช้า     ด้วยเหตุผลสองประการคือ    เพื่อจะอ่านกลอนที่ฉันเพิ่งนำขึ้นเว็บ
  thaipoem  กับอ่านกลอนใหม่ของเพื่อน ๆ   ที่ขึ้นเว็บในวันนี้    เมื่อฉันเข้าเว็บ
และอ่านผ่านมาถึงกลอน      ชื่อ      "ความรักแห่งวันมาฆบูชาและวาเลนไทน์ "  
 มีบทหนึ่ง เขียนว่า  
            "หากฉันเป็นนักกล่าวสุนทรพจน์
            คำสวยสดจะค้นขุดขึ้นอุดหนุน
            เหมือนน้ำมันเกยหาดสะอาดละมุน
            ขอผลบุญโปรดปกปัก...ฉันรักเธอ "*
ฉันรู้สึกสะดุดใจ       ในวรรคที่เขียนว่า      "เหมือนน้ำมันเกยหาดสะอาดละมุน"
เข้าอย่างจัง    ทั้ง ๆ ที่ฉันก็รู้ว่าเนื้อความของกลอนบทนี้  เขาแปลมาจากบทกวี
ต่างชาติ แต่ขัดแย้งกับความจริง   ที่ฉันประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตั้งแต่เล็กจนโต
เพราะฉันเป็นคนที่เติบโตมากับชายหาด         และเคยกำจัดคราบน้ำมันอันเป็น
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง   ในหลาย ๆปัญหาของชายหาด น้ำมันเป็นสิ่งที่ขจัดได้
ยากมาก   จึงตัดสินใจว่า   ยังไง ๆ ฉันก็จะต้องแสดงความคิดเห็นต่อข้อความนี้
แต่การแสดงความคิดเห็น       ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น     จะต้องมีข้อมูลอันเป็น
ข้อเท็จจริง   มีเหตุผล และเป็นไปในทางสร้างสรรค์      ซึ่งฉันก็มีชัดเจนอยู่แล้ว
และการแสดงความคิดเห็นนั้น    ต้องมีวัตถุประสงค์ด้วย    เช่นเพื่อตั้งข้อสังเกต 
เพื่อสนับสนุน เพื่อโต้แย้ง       หรือเพื่อประเมินค่า    ของฉันก็ควรเป็นการแสดง
ความคิดเห็นเพื่อ โต้แย้ง แต่จะโต้แย้งเขาหรือใคร หรือข้อความใด ก็ต้องคิดอีก
ว่าต้องใช้สำนวนโวหาร   ให้เหมาะสมกับเรื่อง      ใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้
ตรงตามอารมณ์ และความรู้สึก        ข้อสำคัญอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งในการแสดง
ความคิดเห็นก็คือ    "หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์รุนแรง" ฉันต้องคิด
อยู่นาน     ว่าจะให้ความเห็นอย่างไรดี  เขาจึงจะไม่รู้สึกสะเทือนใจ    ในที่สุดก็
เลือกใช้สำนวนโต้แย้งแบบอ่อย ๆ ว่า
             "น้ำมันเกยหาดสะอาดตรงไหน
               เหตุผลไม่ลงตัวมั่วหน่อยหน่อย
               กำจัดแล้วยังทิ้งคราบทาบเป็นรอย
               คนชายหาดกวาดบ่อย...ลิ้นห้อยทุกที"
เมื่อเขียนความคิดเห็นนี้ขึ้นโต้แย้งเขาในเว็บ    ฉันก็เห็นข้อความ    ในกลอนที่
ฉันโต้แย้งนั้นเปลี่ยนไป     เป็น  "เลิกล่องเรือขึ้นหาดสะอาดละมุน"  ทำให้ฉัน
ต้องแอบยิ้ม แสดงว่าเขายอมรับความคิดเห็นของฉันโดยดุษณี  
         ต่อจากนั้นฉันและเขาก็กลายมาเป็น  คู่โต้ความคิดเห็นกันในแทบทุกกลอน
ที่มีผู้นำขึ้นเว็บ     แทรกการเหน็บแนมกันบ้างพอหอมปากหอมคอ แต่ไม่ได้สร้าง
ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจแต่อย่างใด       กลับตรงกันข้าม      ฉันรู้สึกมีความสุข
อย่างยิ่งในการโต้ตอบกับเขา   บางครั้งเราก็เขียนกลอนชมกันไปมา   ซึ่งล้วนแต่
เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันเพิ่มขึ้น     และกระตุ้นให้ฉันสร้างจินตนาการที่ดี
ต่อเขา จนเมื่อฉันนำกลอนชื่อ "หนึ่งในบันทึก" ซึ่งมีเนื้อกลอนตอนหนึ่งเขียนว่า
              "กลัวเธอจะหายไปในความว่าง
                เป็นอดีตซีดจางร้างสีสัน
                รายละเอียดยิบย่อยหลุดลอยพลัน
                แม้ยังเหลือส่วนสำคัญอันทรงจำ
                จึงเขียนกลอนทุกวันเพื่อบันทึก
                เก็บทุกความรู้สึกที่ดื่มด่ำ
                เก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยด้วยถ้อยคำ
                แม้แนมเหน็บเก็บงำกันจำจาง"
ขึ้นเว็บ  เขาได้เข้ามาแสดงความประสงค์  ไว้ในการแสดงความคิดเห็นต่อกลอน
สำนวนนี้ของฉันว่า
               "อยากอยู่ในบันทึกความนึกคิด
                 อยากอยู่ในลิขิตประดิษฐ์ถ้อย
                 อยากอยู่ในจินตการวิมานลอย
                 ..........................................*
ฉันจึงตกลงใจทันทีว่าต่อไป   ฉันจะบันทึกความนึกคิด หรือความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขา
โดยการจินตนาการ   เพื่อนำขึ้นเว็บให้เขาอ่าน ปรากฎว่าเขารับความรู้สึกนั้นได้และ
จินตนาการไปกับฉันด้วย    จึงเป็นช่วงที่ฉันเขียนกลอนอย่างสนุกสนานและมีความ
สุขมากเพราะเนื้อหากลอนแบบฝันๆนั้น  มีเขาอยู่เป็นเพื่อนตลอดเวลา   รู้สึกเหมือน
เป็นช่วงชีวิตพิสดารแม้ไม่มีร่างกาย  แต่ความรู้สึกสัมผัสได้  สลับกับการแสดงความ
คิดเห็นโต้ตอบกันในเชิงหยอกล้อเอาอกเอาใจ      เมื่อเขียนกลอนมาได้พอประมาณ
ฉันเห็นว่าต้องหาวิธีรวบรวมเอาเฉพาะกลอนที่เขียนถึงเขาออกมาต่างหาก แทนที่จะ
ปล่อยให้อยู่ปะปนกับกลอนอื่น ๆ บนเว็บ       และวิธีเดียวที่จะให้เขา  ได้อ่านเนื้อหา
ทั้งหมดที่ฉันเรียบเรียงแล้ว  คือต้องพิมพ์เป็นเล่มโดยฉันเลือกทำเป็นอีบุ๊ก  ฉันจึงได้
ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตอีบุ๊กโดยพระเจ้าของหัวใจเป็นผู้สั่งให้ทำอีกอย่างหนึ่ง
             ฉันตั้งชื่อหนังสือกวีนิพนธ์อีบุ๊กเล่มนี้ว่า  "ในโลกฝัน"    เพราะทุกสิ่งสำหรับ
ฉันล้วนเหมือนฝันไปทั้งหมด  ตั้งแต่การเริ่มมีความสัมพันธ์กับเขา  จนกระทั่งหนังสือ
สำเร็จออกมาเป็นเล่ม  เมื่อนำ "ในโลกฝัน" ขึ้น www.ebooks.in.th   และเขาเข้าไป
อ่านแล้วฉันก็ได้รับข้อความกลับมาว่า
 "ได้อ่านในโลกฝันแล้วครับ  รู้สึกทั้งปลื้มทั้งเขินปนกัน   ขอบคุณมากครับที่ทำอีบุ๊ก
ได้สวยงามและน่าอ่านมาก ขอชื่นชมด้วยใจจริงครับ...  "
เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับฉัน             เพราะสิ่งที่ฉันได้แถมมาจากความรู้สึกอิ่มใจก็คือ 
มิตรภาพที่เพิ่มขึ้น และยังดำเนินต่อไป
.................................................................................................................
แม้ในโลกฝันเล่มหนึ่งจะจบไปแล้ว      กลอนที่ฉันเขียนขึ้นเว็บต่อจากนั้น  ก็ยังอยู่ใน
แนวเดิม    บางกลอนก็เขียนถึงความรู้สึกที่ดีต่อเขา  ที่มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   ช่วงหนึ่ง
เขาหายไปไม่มีกลอนขึ้นเว็บ    ฉันรู้สึกใจหายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ เหมือนมีอะไร
บางอย่างบอกฉันว่า นอกจากเขาหายไปเพราะอาจจะมีเหตุผลอันจำเป็นแล้ว เขาอาจ
อยากห่างจากฉันด้วย ซึ่งฉันคิดว่าฉันเข้าใจ  เพราะฉันเองก็เคยคิดว่าถ้าทำได้ฉันเอง
ก็อยากห่างไปเหมือนกัน แต่ฉันยังทำไม่ได้ กลอนที่ฉันเขียนในช่วงนี้จึงคล้ายมีความ
หม่นปนอยู่ด้วย เช่นกลอน "ความรู้สึก "
                   "ความรู้สึกมากมายจึงตายดับ
                     เมื่อคนรับ รู้สึกนั้น มิหวั่นไหว
                     ความรู้สึกซึ้งซึ้งจึงตายไว
                     เมื่อเธอไม่ยอมรับประคับประคอง"
และ กลอน "ความห่างเหิน"
                     "แต่เจ้าความห่างเหินเดินมาแล้ว
                       และมีแววห่างเหินจะเดินหน้า
                       กอดกลมเกลียวเหนียวหนับกับเฉยชา
                       เราหลบตาหน้าหมองก้มมองดิน"
ความรู้สึกที่บอกตัวเองว่า  เขาอาจอยากออกห่างจากฉันตรงกับเนื้อความในบทกลอน
ชื่อ"กรงนกแก้ว"     ที่เขานำขึ้นเว็บในช่วงต่อมาซึ่งสื่อในทำนองว่า     เมื่อนกออกจาก
กรงไปแล้วเขาต้องการปิดกรง ซึ่งตรงกับช่วงที่ฉันกลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัดพอดี
เมื่อกลับมาฉันจึงถามเขาว่า     จะปิดกรงนานเท่าไหร่       เขาตอบคำถามของฉันด้วย
กลอนบทนี้
                       "คงปิดกรงนกแก้วมิแล้วเสร็จ
                       ใจมิเข็ดเผ็ดร้อนอาวรณ์หนัก
                        ประตูกรงคงกระเด็นคราเห็นรัก
                        สุดห้ามหักแม้ผลักนกยังวกคืน "*
เราจึงกลับมาเขียนกลอนที่แสดงความห่วงใยกันเหมือนเดิม และเพิ่มขึ้น   จนเพื่อน ๆ
ที่เขียนกลอนขึ้นเว็บหลายคนรู้สึกได้   บางคนเริ่มห่วงใยฉัน  คิดว่าฉันกำลังมีความรัก
กับบุรุษผู้ไร้ร่าง ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความรัก       แต่ฉันรู้ว่าฉันมีความ
รู้สึกที่ดีต่อเขา     อยากให้เขามีความสุข   สบายใจทุกครั้งที่เราสื่อสารกัน   ซึ่งฉันคิด
ว่าเป็นสิ่งที่ควรมีให้แก่กัน   ฉันรวบรวมกลอนบันทึกความรู้สึกที่มีให้เขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จนเกือบจะทำเป็นเล่มได้อีกแล้วแต่บังเอิญมีปัญหาบางประการจากเว็บ ทำให้เราทั้งคู่
อัพกลอนขึ้นเว็บไม่ได้     และติดต่อกันไม่ได้ นานทีเดียว       จนฉันคิดว่าเราคงไม่ได้
เจอกันอีกแล้ว        ฉันจึงต้องเขียนตอนจบของหนังสือในโลกฝันเล่มที่สองตามลำพัง    
หนังสือเล่มนี้จึงจบลงด้วยกลอนของฉัน ชื่อ ที่พึ่งคนไกล
                          "เหลือเพียงความคิดถึงที่พึ่งได้
                            ยามสิ้นไร้สื่อสารการติดต่อ
                            ยามที่ต่างห่างไกลจนใจท้อ
                            มิอาจขอพึ่งพิงสิ่งอื่นเลย"
..............................................................................................................
เมื่อเรากลับมาอัพกลอนขึ้นเว็บได้ตามปกติ  ฉันได้บอกเขาว่า  ฉันจะเขียน ในโลกฝัน
อีกหนึ่งเล่มซึ่งเป็นเล่มที่สามและเป็นตอนจบ
           "แต่จะเขียนได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า คุณมีความสามารถทำให้ฉันฝันได้แค่ไหน "
นั่นคือคำพูดของฉันว่าจะทำสำเสร็จหรือไม่     เขาเป็นองค์ประกอบสำคัญ เขารับรู้ใน
ข้อนี้  ฉันจึงสร้างจินตนาการต่อจากบทกลอนของเขาบ้าง จากการแสดงความคิดเห็น
ของเขาบ้าง  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่ดีระหว่างเรา   สำหรับฉันเป็นความรู้สึกที่
แท้จริงด้วยมิใช่จินตนาการเพียงอย่างเดียว จนทำให้เพื่อนที่กำลังจับตาความสัมพันธ์
ของเราอยู่รู้สึกผิดปกติ ถึงกับแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิเรา  เหมือนเขาคิดว่าเรา
กำลังทำผิดทำนองคลองธรรมที่มากกว่าการเขียนกลอน  ซึ่งถ้าเป็นทางกายกรรมแล้ว
เป็นไปไม่ได้แน่นอน    แต่ถ้าเป็นมโนกรรมฉันก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี     ว่าความรู้สึกชอบ
พอใคร     หรือรู้สึกมีความสุขเมื่อได้คบหากับใครจะต้องมโนกรรมที่ผิด    เพราะความ
รู้สึกของใจเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้    ยิ่งในการเขียนกลอนรักด้วยแล้วก็ต้องเขียนให้ผู้อ่าน
รู้สึกว่าเรารักเขาจริง ๆ
         เมื่อฉันต้องการให้หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มจบเรื่องในโลกฝัน   เขาก็ให้ความเห็นว่า
ไม่ควรจบแบบ " Happy  ending"    เพราะถ้าฉันต้องการจะเขียนต่อภายหลัง จะเขียน
ต่อยาก
                   " งั้นฉันจะเขียนให้ฉันนั่งร้องไห้ตอนจบค่ะ"   
                   "ต่างคนต่างร้องไห้ไม่ดีหรือ"  เขาแย้ง
แต่ฉันไม่ได้ตอบ  เพราะถ้าจะเขียนตอนจบให้เขาร้องไห้      เขาจะต้องเป็นผู้เขียนเอง 
ฉันจึงเลือกเขียนตอนอวสานในโลกฝันด้วยบทกลอนชื่อ   "ตอนจบ" ซึ่งมีข้อความบาง
ตอนที่ฉันเป็นคนร้องไห้ 
                           สบตากับความว่างพลางยิ้่มปร่า
                           คล้ายน้ำตาหล่นแถมบนแก้มใส
                           ...........................................
                          เก็บเอาไว้ให้จิตหวนคิดถึง
                          ใครคนหนึ่งที่เคยเอ่ยคำหวาน
                          ว่า คิดถึงคงไม่หายคลายตามกาล
                           ฉันคิดค้าน หากใจเราไม่คลาย
                           ถ้ามีใจผูกพันกันลึกซึ้ง
                           ความคิดถึงตรึงใจคงไม่หาย
                           "ความคิดถึงตรึงมั่นตราบวันวาย"
                           คือถ้อยคำสุดท้ายให้จดจำ
 แต่เมื่อหนังสือที่ฉันเขียนจบเรียบร้อยแล้ว      ฉันจึงได้เห็นกลอน    "ห่วงบ่วงใจ"     
 ของเขาขึ้นเว็บ      ซึ่งมีข้อความบางตอนทำให้ฉันรู้สึกเศร้าอีกครั้ง
                          "แอบคิดถึงซึ้งใจจิตไหวหวั่น
                            ฤาผูกพันมั่นหมายเกินถ่ายถอน 
                            เสน่หาอาลัยใจรอนรอน
                            เฝ้าอาวรณ์อ่อนไหวมัดใจจำ
                            พระพายพลิ้วปลิวผ่านซ่านซึ้งจิต
                            ฝากลิขิตถึงคนก่นร้องร่ำ
                            ใครบางคนหม่นทรวงร่วมบ่วงกรรม
                            ทุกคืนค่ำย้ำเยือนยากเลือนลา"*
คุณคิดว่าเขาร้องไห้หรือเปล่าคะ   แต่ฉันร้องไห้อีกหนึ่งรอบ
            
ตอนนี้ฉันสรุปได้แล้วว่า   ความหมายของ "ของขวัญ" ที่ฉันมอบให้เขาคือ    กวีนิพนธ์
จากความรู้สึกดีดีที่ฉันมีต่อเขา มอบให้ในโอกาสที่      พระเจ้าบันดาลให้เรามาพบและ
สร้างความสัมพันธ์พิเศษต่อกันขึ้นมา  เพื่อให้เขารับรู้   ถึงความรู้สึกอันแท้จริงและสวย
งามที่ฉันมีต่อเขา    เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่เกินกว่าพิเศษใด ๆ  เพราะเป็นของที่มีชิ้น
เดียวในโลกที่ฉันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการประดิษฐ์ของขวัญชิ้นนี้       เพราะนอกจาก
ต้องใช้ความรู้ความสามารถปัจจุบันในการสร้างแล้ว     ยังต้องพึ่งพาประสบการณ์ชีวิต
ที่ผ่านมาทั้งหมดในอดีตด้วย  ทั้งยังเป็นของขวัญที่ไม่มีวันเน่าเสีย    จะยืนยงอยู่ต่อไป
ตราบนานเท่านาน       ถ้าเขาเปิดอ่านครั้งใดก็จะรู้ว่า    ความรู้สึกที่ฉันมีให้เขายังคงที่  
ไม่มีวันเปลี่ยนเหมือนกลอนสองบทนี้
                          "คำที่เขียนยืนยันในบันทึก
                           คือรู้สึกดีดีที่มอบให้
                           เพื่อย้ำว่าช่วงกาลที่ผ่านไป
                           เคยมีใครในชีวิตพิสดาร
                           หากวันใดวันหนึ่งคิดถึงฉัน
                           เป็นของขวัญมอบให้เธอไว้อ่าน
                           ให้เหมือนย้อนสู่ฝันแห่งวันวาน
                            ที่มีมนต์ทนทานเหนือกาลเวลา"
ที่ฉันเขียนไว้ใน   "ของขวัญแด่เธอ "
     
                       อ ว ส า น       อ ว ส า น         อ ว  ส า น     
                                          
                                               (หมายเหตุ  *  ประพันธ์โดยคุณประหยัด  พันธะศรี )                
              
              
   
           
11 กันยายน 2557 07:40 น.

กลิ่นประหลาด

Parinya

  
    พูดถึงกลิ่นก็มีเพียงสองประเภทคือ   กลิ่นอันพึงประสงค์และกลิ่นไม่พึงประสงค์
ที่จมูกสัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   แต่วันนี้ฉันกำลังพูดถึงกลิ่นชนิดพิเศษซึ่งอาจมีบาง
คนเท่านั้นที่สัมผัสได้      ขออย่าคิดว่าฉันเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษหรืออ้างอุตริอย่างที่
นักหลอกลวงทั้งหลายเขาหลอกกันเล่น   แต่เป็นเรื่องที่ฉันถูกหลอกโดยที่ฉันก็ไม่รู้
ว่าทำไม และเพราะอะไรจึงต้องหลอกฉัน หรือเขาไม่ได้หลอกแต่ฉันคิดไปเอง
     บางคนคงเคยทราบแล้วว่า     ฉันเป็นทายาทเจ้าของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน
ต่างจังหวัด      เดิมมีโรงเรียนชายล้วนสอนระดับมัธยมต้นและปลาย    และโรงเรียน
สตรีสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น       ซึ่งอยู่ห่างออกไปคนละฝั่งของตัวเมือง
เมื่อฉันเรียนจบมาทำงาน     จึงเปิดสอนสายอาชีวะเพิ่มต้อนรับฉัน      โดยแบ่งพื้นที่
จากโรงเรียนชายเดิมไปครึ่งหนึ่ง          จึงเป็นโรงเรียนสองโรงอยู่ในบริเวณเดียวกัน  
ในบริเวณเดียวกันนี้มีบ้านพักครูอยู่สี่หลัง    รวม กับบ้านฉันอีกหนึ่งซึ่งระเห็จจากบ้าน
ที่เคยอยู่เดิมมาสร้างหลังเล็ก ๆ     ขึ้นใหม่ในบริเวณโรงเรียน       ฉันจึงทำหน้าที่ทุก
ตำแหน่งในโรงเรียนเพราะกินนอนอยู่ที่นั่น และบุตรเล็ก ๆของครูที่นี่ทุกคน ก็ไปเรียน
ระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสตรีโดยมีรถตู้ของฉันบริการรับส่งให้ฟรี   เพื่อครูมิต้องทิ้ง
หน้าที่ไปรับส่งลูกหลานช่วงเช้า-เย็น 
     ปกติเวลารถจะไปรับเด็ก ๆ ตอนเลิกเรียน   ซึ่ง เด็กอนุบาลเลิกเรียนประมาณบ่าย
สามโมง แต่นักเรียนระดับอื่นยังไม่เลิก ฉันจะนั่งรถไปด้วยคล้ายทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็ก
ไปในตัว    วันไหนคนขับรถที่มีอยู่สองคนไม่ว่างเพราะติดงานอื่น     ครููในโรงเรียนที่
ขับรถได้ก็จะขับแทน       เพราะเราอยู่กันแบบพี่น้อง      วันนี้คนขับรถของฉันจึงเป็น
ผู้อำนวยการโรงเรียนอาชีวะ      เราไปรับเด็ก ๆเหมือนวันอื่น ๆ ตามปกติ    เมื่อนั่งรถ
กลับจะถึงอาคารตึกสี่ชั้นของโรงเรียนอาชีวะ     ก่อนที่จะถึงส่วนที่เป็นโรงเรียนมัธยม
ชายและบ้านพักครู        ฉันนั่งข้างคนขับมองขึ้นไปบนระเบียงตึกอาคารเรียนชั้นสาม               
ขณะรถกำลังจะเลี้ยวจากถนนใหญ่ เข้าถนนหน้าตึกอาคารเรียน    เห็นนักเรียนอาชีวะ
กลุ่มใหญ่  ทั้งชายและหญิงกำลังมุงดูอะไรสักอย่าง  หลายคนเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก
ปิดปาก ก่อนรถจะผ่านเข้าไปบนถนนหน้าตึกอาคารเรียนนั้น   มีแนวคูระบายน้ำขนาน
กับรั้วโรงเรียน  พอรถเลี้ยวเข้าช่วงที่เป็นถนนตัดผ่านคูน้ำ      ฉันก็ได้กลิ่นเหม็นอย่าง
รุนแรงวูบมาเข้าจมูก  เพราะรถที่ฉันนั่งเป็นรถตู้โฟล์คสวาเกนรุ่นเก่าไม่มีแอร์  เวลานั่ง
จึงต้องเปิดหน้าต่างรถเสมอ
           " กลิ่นอะไร เหม็นจัง "    ฉันบ่นกึ่งถาม พร้อมกับส่ายตาดูในคูน้ำสองข้างรถก็
ไม่มีแม้แต่หมาตายสักตัว     ทั้งที่คิดว่าแม้จะมีหมาตายในคู ก็ไม่น่าจะเหม็นเข้ามาใน
รถได้ขนาดนี้  พวกเด็ก ๆ เขาก็เล่นกันตามปกติ ไม่ได้สนใจสิ่งที่ฉันพูด
          "หนูตายมังครับ"   ผอ.  พูด ฉันไม่ได้พูดต่อแต่ใจคิดว่าขนาดหมาตายยังไม่น่า
จะเป็นไปได้  เพราะไม่มีซากให้เห็น แล้วยิ่งบอกว่าเป็นหนูตายตัวกระจิ๊ดอะไรจะเหม็น
รุนแรงและไกลขนาดนั้น  เหมือนกลิ่นนั้นจงใจเข้าจมูกฉันโดยตรงเลยทีเดียว   แล้วรถ
ก็ผ่านเข้าไปจอดหน้าบันไดตึกที่ฉันเห็นเด็กมุงกันเมื่อสักครู่
         "ผมขอขึ้นไปดูเด็กกลุ่มนั้นก่อนนะครับ "  ผอ.พูดแล้วเปิดประตูรถลงไปฉันยังคง
นั่งอยู่ในรถกับเด็ก ๆ  ฉันเองก็อยากรู้ว่าเด็กอาชีวะกลุ่มนั้นทำอะไร    ตอนนี้ฉันลืมเรื่อง
กลิ่นเหม็น   ที่เข้าจมูกเมื่อรถผ่านคูนั่นแล้ว และกลิ่นนั่นก็หายสนิทแล้วจากจมูกฉัน
        ผอ. เดินขึ้นบันไดตึกไป    ฉันมองตาม  เห็นเขาไปพูดอะไรบางอย่างกับเด็กกลุ่ม
นั้น   และมีอาจารย์อีกสองคนมารับฟังอยู่ด้วย      ฉันก็เลยหมดความสนใจคิดว่าเขาสั่ง
งานการตามปกติ     แล้วเขาก็กลับลงมาขับรถพาฉันกับเด็ก ๆ ไปส่งที่บ้านพักตามปกติ
โดยไม่ได้พูดอะไร 
         หลังจากโรงเรียนเลิกแล้วในเย็นวันนั้น  ฉันจึงมีโอกาสถามเขา  เขาเล่าให้ฟังว่า
เมื่อเขาเดินขึ้นบันไดตึกไปถึงชั้นสอง   มีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงเหมือนกลิ่นศพเน่าสวน
ลงมา  เขาเดินไปถึงเด็กกลุ่มนั้น   มีเด็กคนหนึ่งยังนอนไม่ได้สติ และเด็กคนนี้คือต้นตอ
ของกลิ่นเหม็นที่เพื่อน ๆ  ต้องเอาผ้าปิดจมูก ที่ฉันมองเห็นจากรถ    ซึ่งระยะทางจากที่
เด็กคนนั้นอยู่    กับตอนที่ฉันได้กลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ขณะเมื่อยังนั่งอยู่ในรถก็ไกลกัน
พอสมควร   ที่กลิ่นประหลาดจากเด็กคนนั้นไม่ควรจะไปถีง      เมื่อ ผอ.ซึ่งเป็นเจ้าของ
สถานที่เดินขึ้นไป  กลิ่นที่อยู่ในตัวเด็กคนนั้นก็ออกและสวนลงบันไดลงมา    แต่เด็กยัง
ไม่ได้สติ ส่วนกลิ่นหายไปแล้ว   เขาจึงสั่งให้ครูทำพิธีกรรมบางอย่าง    ที่เป็นความเชื่อ
ของผู้คนถิ่นนี้ แล้วเด็กคนนั้นก็หายเป็นปกติ  
        "ไม่น่าเชื่อเลย"  ฉันพูด อย่างที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรมากกว่านั้น
        "พอดี วันนี้เป็นวันบุญข้าวประดับดินครับ " เขาบอก  ซึ่งฉันไม่เคยรู้เพราะฉันเติบ
โตมาจากหลายจังหวัด     ชุมพร  นครศรีธรรมราช  กรุงเทพ ฯ ได้อยู่ที่นี่น้อยมาก
     คนลาวและไทยอิสาน  มีความเชื่อถือสืบต่อกันมา   แต่โบราณกาลแล้วว่ากลางคืน
ของเดือนเก้าดับคือวันแรมสิบสี่ค่ำเดือนเก้า  (ประมาณเดือนสิงหาคม)   เป็นวันที่ประตู
นรกเปิด   ยมบาลจะปล่อยให้ผีนรกออกมาเยี่ยมญาติในโลกมนุษย์     ในคืนนี้คืนเดียว
เท่านั้นในรอบปี     จึงนำข้าวปลาอาหารคาวหวาน  ผลไม้  หมากพลูบุหรี่  อย่างละเล็ก
ละน้อย แล้วห่อด้วยใบตอง    ทำเป็นห่อเล็ก ๆ  นำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่ หรือตาม
พื้นดินบริเวณรอบ ๆ เจดีย์หรือโบสถ์   เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า
บุญเดือนเก้าหรือบุญข้าวประดับดิน
    มีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทว่าญาติของพระเจ้าพิมพิสารกินของสงฆ์  เมื่อตายแล้ว
ไป เกิดในนรก  ครั้นพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้ว  มิได้อุทิศให้ญาติที่
ตาย กลางคืนพวกญาติที่ตายมาแสดงตัวเปล่งเสียงน่ากลัวให้ปรากฏใกล้พระราชนิเวศน์
รุ่งเช้าพระองค์ได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้า   พระพุทธองค์ทูลเหตุให้ทราบ   พระเจ้า
พิมพิสารจึงถวายทานอีกแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ตายไปแล้วจึงได้รับส่วนกุศลนั้น   
Calendar
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟParinya
Lovings  Parinya เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟParinya
Lovings  Parinya เลิฟ 0 คน
  Parinya
ไม่มีข้อความส่งถึงParinya
>