21 สิงหาคม 2546 19:59 น.

กวีนิพนธ์กับบทร้อยกรอง

ฟองอากาศ


                      บทสรุปจากเรื่อง กวีนิพนธ์กับบทร้อยกรอง เขียนขึ้นโดย ชลธิรา สัตยวัฒนา มีต้นฉบับพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร ชมรมวรรณศิลป์ สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 11 ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากบทร้อยกรอง เป็นทัศนะหนึ่งของคนรักวรรณศิลป์ ชอบอ่านวรรณศิลป์ และของคนที่รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อเห็นผลงานทางวรรณศิลป์ซบเซาลง - ชลธิรา สัตยวัฒนา เป็นบทความชี้นำความเข้าใจทางด้านกวีนิพนธ์และบทร้อยกรอง โดยผู้เขียนได้หยิบยกข้อแตกต่างระหว่างการเขียนกวีนิพนธ์และบทร้อยกรองถ่ายทอดมาในบทความบทนี้ มีใจความสำคัญดังต่อไปนี้
                       บทประพันธ์ที่เรียกกันว่า บทร้อยกรองนั้น เป็นการเรียบเรียงถ้อยคำออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆ เขียนขึ้นตามข้อบังคับของฉันทลักษณ์ ซึ่งบทร้อยกรองอาจจะมีใจความเป็นการเล่าเรื่อง เรื่องราวที่แต่งขึ้น การบรรยายธรรมชาติ การแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประสบการณ์ของตน หรือ การแสดงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งคุณสมบัติของบทร้อยกรองดั่งได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า บทประพันธ์แต่งขึ้นตามกฎข้อบังคับของฉันทลักษณ์นั้น เป็นบทคุณสมบัติของบทร้อยกรองเท่านั้น มิใช่คุณสมบัติของกวีนิพนธ์
                       กวีนิพนธ์ มีคุณสมบัติหลักคือ การประพันธ์ขึ้นอย่างมีศิลปะ และสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านโดยใช้กวีนิพนธ์เป็นสื่อกลาง การสร้างกวีนิพนธ์ให้มีศิลปะนั้น ประกอบไปด้วยความงามของบทประพันธ์ด้วย ตัวอักษร ถ้อยคำ จังหวะหรือลำนำ และเสียง เป็นสัญลักษณ์แทนบางสิ่งบางอย่างถ่ายทอดให้เกิดจินตนาการ และความเข้าใจในผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการจากกวีนิพนธ์ได้อย่างกว้างไกล และลึกซึ้ง กวีนิพนธ์อาศัยความนึกคิด อารมณ์ที่อ่อนไหวตามไปกับบทกวีของนักเขียน รวมไปถึงความสามารถ พรสวรรค์และความสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการเรียงถ้อยคำที่สวยงาม เสริมสร้างให้ผู้อ่านนึกคล้อยคิดตามไปกับบทกวี 
                       เมื่อกวีนิพนธ์เป็นสื่อกลางความเข้าใจของสองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ฝ่ายผู้เขียนและฝ่ายผู้อ่าน กวีนิพนธ์จึงจัดว่าเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง กวีนิพนธ์มิได้หมายความว่า เป็นบทประพันธ์ที่ถ่ายทอดเฉพาะประสบการณ์ ความนึกคิดของผู้เขียนเท่านั้น หากแต่ผู้เขียนจะเป็นตัวแทนนำประสบการณ์ของผู้อ่านเข้าร่วมด้วยในกวีนิพนธ์ และใช้กลวิธีต่างๆโน้มน้าวให้ผู้อ่านมีความเข้าใจไปกับตนด้วย ตามคำนิยามว่า คุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของกวีนิพนธ์คือ จะต้องมีเนื้อหาซึ่งเป็นประสบการณ์ร่วมกัน ระหว่างผู้แต่งกับผู้อ่าน 
                       ทั้งนี้ คุณสมบัติของกวีนิพนธ์จึงมีความแตกต่างไปจากบทร้อยกรอง กล่าวคือ การแต่งบทร้อยกรองปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลไม่ใช่แค่มาจากตัวนักเขียนเอง แต่รวมไปถึง ความเชื่อครู ด้วยเหตุที่ว่านักเขียนไม่กล้าแต่ง นอกครู และผู้อ่านก็ไม่ยอมรับการแต่งที่ นอกครู บทร้อยกรองจึงมีลักษณะตายด้าน หมายความว่า บทร้อยกรองมักจะถูกต้องตามแบบฉันทลักษณ์ไปทุกส่วน จนทำให้ขาดอารมณ์ และชีวิตชีวาให้บทประพันธ์ กล่าวคือ นักเขียนมักวางกรอบของตนเกี่ยวกับการเลือกใช้คำที่เหมาะ เพราะจะต้องกำหนดเลือกใช้คำ เพื่อให้ได้สัมผัสตาม ครูกลอน โดยมักกำหนดว่าจะต้องเล่นสัมผัสตรงไหน วรรคใดบ้าง ดังที่กล่าวคือ นักเขียนมักมีอิทธิพลมาจาก ครูกลอน การสร้างกรอบเช่นจะทำให้ การเลือกใช้คำให้ตรงตามความหมายของตน และอารมณ์ถูกจำกัดมากขึ้น การถ่ายทอดเนื้อหาอารมณ์จะถูกจำกัดลง โดยการสร้างกรอบของผู้เขียน ทำให้ยากต่อการยกระดับการเขียนให้สูงขึ้น
                       การที่จะสร้างบทร้อยกรองให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ขึ้นอยู่กับการประพันธ์ตามลำนำที่ถูกต้องเช่นกัน เช่นลำนำของกลอนแปดมีลักษณ์ยืดเอื่อย เหมาะที่จะถ่ายทอดอารมณ์เศร้า การประพันธ์โดยไม่คำนึงถึงลำนำจึงทำให้เกิดการถ่ายทอดเนื้อหาไปอย่างตายด้าน เช่นเดียวกันกับฉันทลักษณ์ที่ถูกต้อง หากเลือกใช้ฉันทลักษณ์ที่ถูกต้องจะสร้างให้ความงามของบทประพันธ์มีมากยิ่งขึ้น เพราะหากเลือกใช้ฉันทลักษณ์ที่ขัดกับเนื้อหา อารมณ์ และความหมายแล้ว จะทำให้รสความงามและความมีชีวิตชีวาของบทประพันธ์ขาดหายไป 
                       ศิลปะคือภาษาสากลของมวลมนุษยชาติ กวีนิพนธ์ประกอบไปด้วย ทั้งเนื้อหา และศิลปะ      กวีนิพนธ์จึงมีความสำคัญยิ่งที่จะต้องสร้างขึ้นอย่างมีศิลปะ ดังนั้นกวีนิพนธ์ควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึง และเข้าใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หมายถึงทั้ง เนื้อหา อารมณ์ ทัศนคติ และจุดมุ่งหมาย หรือความตั้งใจของกวี เพื่อให้กวีนิพนธ์สัมฤทธิ์ผล กวีจะต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งที่ตนหยิบยกขึ้นมานำเสนอ เนื้อหาจะต้องมาจากประสบการณ์ การสะเทือนใจของผู้แต่งจริง เป็นเนื้อหาที่หลั่งไหลออกมาจากอารมณ์ ความเข้าใจ ความนึกคิด ทัศนคติ และชีวิตจิตใจของผู้แต่งจริงๆ มิฉะนั้นกวีนิพนธ์จะไม่มีน้ำหนัก และอิทธิพลมากพอ หรือผู้แต่งนั้นจะต้องมีความจริงใจต่อสิ่งที่ตนเขียน ต่อผู้อ่าน และมีความจริงใจต่อความรู้สึกนึกคิดที่ตนหยิกยกมาเรียบเรียง มิฉะนั้นจะทำให้บทประพันธ์ตายด้าน หากมัวแต่แต่งขึ้นเพียงแค่ตามสังคมนิยม หรือสร้างกรอบแบบแผนให้ตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะจำกัดสกัดกั้นอารมณ์ของบทกวี จนทำให้บทกวีขาดความมีชีวิต 
                       ในบางครั้ง กวีนิพนธ์ถูกนำมาใช้ในทางกลับกันคือ พยายามสะท้อนภาพสังคม หรือภาวะทางการเมือง กวีนิพนธ์มิได้มีลักษณะเหมือนรูปถ่ายไม่ว่าจะเป็นฟิล์มสีหรือขาวดำ กวีนิพนธ์มิได้เป็นการถ่ายแบบ หรือลอกแบบจากธรรมชาติหรือของจริง หากเป็นศิลปะ ซึ่งย่อมจะมีกรรมวิธีซับซ้อนเหนือธรรมดา - ชลธิรา สัตยวัฒนา ศิลปะของกวีนิพนธ์จึงต้องเป็นการนำธรรมชาติมาแทรกด้วยอารมณ์ ความนึกคิด ทัศนคติของนักเขียนเองด้วย และสร้างจินตนาการขึ้นมาใหม่
                       Poetry is quite understood, but not perfectly understood.  Coleridge กวี และนักวิจารณ์ กวีนิพนธ์จึงต้องมีสัญลักษณ์ของบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้ผู้อ่านเกิดการจินตนาการ และนึกคิดให้เข้าใจถึงความหมายที่แฝงอยู่ภายใน กวีนิพนธ์ที่แต่งขึ้นโดยไม่แสดงเนื้อความให้เข้าใจจนหมดเปลือกจะเป็นการยั่วยุให้ผู้อ่านคิดอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจในบทกวี และจึงเป็นที่ยอมรับกันว่า กวีนิพนธ์เป็นสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งและกว้างขวาง หรือ Poetry is rich.				
7 กรกฎาคม 2546 13:48 น.

ชีวิตรัก... บางมุมมองของความรัก... ที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเข้าใจ

ฟองอากาศ


                                   แต่ฉันไม่เคยทุกข์เพราะไม่มีรัก
                                   ไม่เคยทุกข์เพราะมีรัก
                                   และไม่เคยทุกข์เพราะหมดรัก...
                                   เพราะฉันไม่เคยมีรัก... จึงไม่เคยมีทุกข์เพราะรัก...

                       บางคน เมื่อเป็นแบบฉันอาจกระวนกระวายใจ เพราะมองไปทางใดก็พบประสบแต่คนที่มีรัก มีคนรัก มีคู่รัก มีภรรยา มีสามี มีแฟน มีคนเคียงข้าง มีคนรู้ใจ... แต่หารู้ไม่ว่า คนพวกนั้นก็มีทุกข์ เพียงแค่มันเป็นทุกข์คนละแบบกับคนที่ไม่มีคู่รัก... 

                      ฉันไม่ได้ไม่มีคู่รัก เพราะไม่มีคนมาสนใจ เพียงแต่ฉันมิได้แสวงหาคนรัก... ฉันเพียงแต่รอเวลาเมื่อมันมาถึงเท่านั้น... ใช่! คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า คนเราเมื่อมีคนมาสนใจมากหน้าหลายตา มีหลากหลายคนชนชั้นให้เลือก แล้วไยไม่เลือกสักที จะได้มีคู่รัก ก็มันไม่ใช่นี่นา.. จะให้ฉันเลือกเขาได้อย่างไร ฉันเพียงแต่อยากรอ คนที่ฉันคิดว่าใช่ ใช่แน่นอนแล้ว ใช่ ฟ้าต้องส่งคนนี้มาเพื่อฉัน ใช่ พระเจ้ากำหนดให้เราคู่กัน ใช่ เราเกิดมาเพื่อกันและกัน และ ใช่ เขาคืออีกครึ่งหนึ่งของเรา...

                      Do you believe in destiny? เราอาจจะได้ยินคำถามนี้มาจากหนังเรื่อง กุมภาพันธ์ ตลอดทั้งเรื่อง แต่คุณเคยคิดที่จะตอบคำถามนี้มั้ย ส่วนตัวฉัน ฉันตอบคำถามนี้ทุกครั้งที่ชาคริตเอ่ยคำถามขึ้นระหว่างเรื่อง คำตอบของฉันคือ ฉันตอบไม่ได้ เพราะฉันไม่รู้ว่าชะตากรรมของฉันมันเป็นเช่นไร เราจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา มันเป็นไปตามชะตากรรมที่กำหนดไว้หรือไม่... ส่วนพรหมลิขิตเรื่องคู่ครอง ฉันเชื่อว่ามีคู่แท้จริง เพราะสิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือ ใช้ชีวิตตามปรกติ และไม่คิดที่จะแสวงหาคนรัก แต่รอคนที่เราถูกสร้างมาให้คู่กัน... มนุษย์ว่ากันว่า ทุกอย่างถูกสร้างมาเป็นคู่ ตัวเราที่อยู่คนเดียวคือแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องตามหากันเอง... แต่ในเมื่อทั้งสองครึ่งถูกสร้างมาเพื่อคู่กัน และมีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นที่จะสามารถประกบเข้ากับเราได้ลงตัว... แม้อะไรจะเกิดขึ้น หรือเวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่าใด ครึ่งนั้นก็จำจะต้องมาประกบประกอบเข้ากับเราจนได้.. แต่ฟ้า และพระเจ้าชอบเล่นตลกกับคนบางคน เมื่อคนบางคนอาจสูญสิ้นไปก่อนที่จะได้พบกับอีกครึ่ง... นั่นเป็นชะตากรรม อาจเป็นเพราะตัวเราที่ใช้เวลาเดินทางตามหานานไป อาจเป็นเพราะเรามัวแต่หลงใหลได้ปลื้มในคนที่เราคิดว่าใช่ แต่มันไม่ใช่ หรือมันอาจจะเป็นเพราะพระเจ้าสร้างเราและทิ้งเราให้ห่างกันเกินไปก็ได้... หรืออาจจะเป็นชะตากรรมของเรา... ไม่มีใครรู้...
                       ฉันตามหา ฉันรอคอย อีกครึ่งหนึ่งของฉัน ฉันมิได้แสวงหา ฉันมิได้เร่งรีบเพื่อให้มีรัก แต่ฉันเปิดใจกว้างรับทุกคน เพื่อวันใดวันหนึ่ง ฉันจะได้เจอกับคนที่ฉันรักจริงๆ บางคนอาจหาว่าฉันบ้า ที่มัวหลงระเริงกับการตามหาอีกครึ่งหนึ่ง และอาจจะเยียบคานทองในไม่กี่ก้าว แต่ฉันจะรักเมื่อฉันคิดว่าฉันรักคนคนนั้นจริงๆ ฉันไม่อยากรักคนที่ฉันคาดว่ารัก แต่ไม่ได้รัก...

                          ชีวิตฉันมีความสุขแม้ไม่มีรัก ฉันเดินทางตามเส้นทางเดินของฉัน ที่ฉันคิดและกำหนดไว้คือ ฉันมีการเรียนที่เรียนที่สมบูรณ์ มีพ่อแม่พี่น้องที่รักกันมาก และมีเพื่อนฝูงมากมาย สำหรับฉันแค่นี้ยังไม่พอ ใช่ ทุกคนก็คงคิดว่าแค่นี้ยังไม่พอ เพราะฉันยังไม่มีครอบครัว ไม่มีสามี ไม่มีลูก... แต่มันยังไม่ถึงเวลา... ฉันยังรอ...

                           ฉันใช้ชีวิตอย่างไร้คนรักมากได้ไม่กี่ปี ฉันก็ได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอาจจะไม่ได้มีดีไปสะทุกอย่าง แต่ฉันรักเขา ฉันคิดว่าฉันรักเขา ใช่ ฉันรักเขา... ฉันยังไม่รู้หรอกว่าเขาคืออีกครึ่งหนึ่งของฉันหรือไม่... แต่ในเมื่อฉันคิดว่าฉันรักเขา... ฉันก็จะคบกับเขาดู...

                           ชีวิตฉันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อฉันมีคนรัก ฉันยังไม่ได้แต่งงานกับเขา แต่เราก็ใช้ชีวิตร่วมกันส่วนใหญ่ เราไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เราไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่เราก็พบปะกันเกือบทุกวัน... ความรักของเรา เริ่มจากการที่ฉันได้พบกับเขาที่มหาวิทยาลัย เราเรียนที่เดียว แต่ไม่เคยเจอกันเพราะอยู่คนละคณะ... เมื่อเราเจอกัน เราเริ่มจากการคุยโทรศัพท์กันในช่วงแรก เขาไม่เคยคิดที่จะขอให้ฉันโทรหาเขาบ่อยๆ แต่เขาเองที่จะโทรหาฉันทุกเวลา... เราคุยโทรศัพท์กันบ่อยมาก เขาไม่เคยบอกรักฉันหรอก... ในห้าหกเดือนแรกเราคุยโทรศัพท์กันเท่านั้น เจอกันบ้างในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เราไม่เคยไปไหนมาไหนกัน... เขาเคยชวน แต่อาจเป็นเพราะฉันที่บอกเขาว่ากลัวแม่จะว่า หากไปไหนมาไหนกับเขาสองต่อสอง เพราะเราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน... เขาไม่เคยบอกรักฉันผ่านทางโทรศัพท์หรือเวลาที่คุยกัน... สำหรับผู้หญิง ทุกคนคงจะรู้นะคะ ว่าการบอกรักสำหรับผู้หญิงนั้นสำคัญแค่ไหน... แต่ฉันไม่เคยถามเขาหรอกนะคะ ว่ารักฉันหรือเปล่า... หลังจากที่เราคบกันได้หกเดือน... เขาชวนฉันไปเที่ยว... ฉันบอกแม่ว่าไปกับเพื่อน แต่ที่จริงฉันไปกับเขาแค่สองคน... เราไปดูหนัง กินข้าวกันตามปรกติ... เขาไม่ได้จับมือหรือฉวยโอกาสใดๆทั้งสิ้น... ฉันรู้สึกขวยเขินทุกครั้งที่ได้อยู่กับเขา ซึ่งความรู้สึกนี้ฉันไม่เคยมีกับผู้ชายคนไหนมาก่อน... เราคบกันได้หนึ่งปี.... ทุกอย่างดูจะลงตัวเป็นอย่างดี เขาเอาใจใส่ หึงหวงบ้าง และเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด... แต่เขาไม่เคยบอกรักฉันสักที ฉันก็ไม่เคย... สำหรับผู้ชาย ฉันรู้ค่ะ ว่าการบอกรักสำหรับผู้ชายไม่ค่อยจะสำคัญว่าจะต้องบอกนัก แต่เขาเน้นที่การบอกจากการกระทำ... แต่ฉันก็อยากฟังให้ชื่นใจนี่นา... เมื่อถึงโอกาสพิเศษต่างๆนานาเขาชอบที่จะให้ของขวัญแก่ฉัน... สิ่งของที่เขาให้อาจบอกคำว่ารักได้ดี แต่ก็ไม่เคยออกมาจากปากเขาเสียทีคำคำนี้... เราคบกันได้สองปีเศษ... การนัดไปเที่ยวถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะถึงตอนนี้เราก็เที่ยวกันบ่อยแล้ว... ส่วนเมื่อไปเที่ยวกัน เขามักจะจับมือฉันเดิน และโอบเอวเมื่อขึ้นบันไดเลื่อน หรือเมื่อไม่ได้จับมือ... ฉันชอบนะคะ การกระทำแบบนี้ที่เขาทำ... แต่ฉันก็เริ่มเห็นสิ่งผิดปรกติกับตัวเขาคือ เขาไปเที่ยวกับฉันจริง แต่เขาไม่ค่อยจะโทรหาฉันเท่าไหร่นัก ฉันไม่ได้คิดระแวงอะไรมาก เพราะฉันก็คิดไปว่าเขาคงงานเยอะ... เขาเริ่มจะไม่เสมอต้นเสมอปลายกับฉันเรื่องโทรศัพท์ก็แล้ว... แล้วยังมีเรื่องวันครบรอบที่คบกันอีก เขาจำไม่ได้... เขาไม่เคยลืมที่จะให้ของขวัญในวันนี้เลย แต่ปีนี้เขากลับลืม... มันเป็นวันครบรอบสามปีที่เราคบกัน... เขาไม่สนใจ... แต่เขากลับมาบอกกับฉันว่า เขาได้พบคนใหม่ที่คิดว่าเขารักเธอ... แล้วฉันล่ะ ฉันคิดกับตัวเอง... เขาไม่รักฉันหรือ??... ก็คงเป็นอย่างนั้น... ฉันเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น... แต่ฉันก็ดีใจที่เขาได้เจอกับคนที่เขารักจริงๆ... ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เมื่อเขามาบอกฉันเช่นนี้ มันดีกว่าที่เขาจะปิดมันไว้และคบกับฉันต่อไป เพราะมันอาจจะทำให้ฉันเสียเวลาไปกับเขา ผู้ซึ่งไม่ใช่คนที่ฉันรอคอย... ฉันเสียใจ เมื่อคิดว่าฉันรักเขามากเพียงใด ฉันอาจจะคิดผิดไปที่คิดว่าฉันรักเขาคนนี้ แม้ฉันจะเสียใจเมื่อคิดถึงสิ่งที่เราเคยทำด้วยกัน อยู่ด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน... แต่เมื่อเวลาพ้นผ่านไป ฉันก็ลืม... นั้นอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ใช่คนที่ฉันรอคอย... ฉันดีใจที่ได้รักและคบกับเขา เพราะถ้าเราไม่ได้คบกันเราก็คงไม่รู้ในวันนี้ ว่าเขาไม่ใช่คนคนนั้น...

                      นี่เป็นเรื่องราวที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริง... เป็นเรื่องราวของความรัก ที่แม้จะผิดหวัง หรือแตกหัก แต่มันก็ได้ให้ประสบการณ์ และความเข้าใจในความรักมากขึ้น... มันทำให้ฉันได้พบประสบการณ์ ที่ทำให้ฉันเข้าใจ และรอคอยคนคนนั้นต่อไป... ฉันยังไม่เจอหรอกค่ะ คนที่ฉันรอคอย มันอาจจะต้องใช้เวลา... หากได้พบแล้ว จะเอามาเล่าให้อีกที... ฉันยังรอค่ะ รอคอยอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต... ชีวิตรัก... 				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฟองอากาศ
Lovings  ฟองอากาศ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฟองอากาศ
Lovings  ฟองอากาศ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฟองอากาศ
Lovings  ฟองอากาศ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงฟองอากาศ
>