รักต่างวัยไดอารี่ออนไลน์ ตอนที่ 4

เชษฐภัทร วิสัยจร

สวัสดีพี่ตะวัน
ถ้าพี่ตะวันพอจำได้ ช่วงก่อนหน้าที่เรานัดเจอกันครั้งแรกที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์สิริกิติ์ เมื่อต้นปี 2548 เนี่ย ถือว่าเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิตของผมทีเดียว 
จุดเปลี่ยนที่ว่านี้ นอกจากจะเพิ่งไปรับผลการเรียนปริญญาตรีที่เพิ่งจบไปหมาด ๆ แล้วยังมีเรื่องความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต และ lifestyle ในหลายๆ  เรื่องอีก
ตอนนั้น ผมเพิ่งไปเข้าคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ ส่วนสาเหตุที่ผมไปเรียน (ที่หลายๆ  คนไม่ค่อยเข้าใจ) หากจะบอกตรง ๆ ก็คงเป็นเพราะบุคลิกท่าทางการเดินการมองของผมมักจะไปกวนประสาทสายตา (รวมถึงกวน teen) พวกจิ๊กโก๋ ช่างกล มากถึงมากที่สุด ถึงขนาดที่ว่า นักเรียนพวกนั้นเคยคิดว่าผมเรียนอยู่โรงเรียนคู่อริ จนมาท้าตีท้าต่อยบนรถเมล์เลยทีเดียว
ถือว่าเป็นเรื่องที่ผมคิดไม่ถึงที่พี่ตะวัน ส่ง sms มา ชวนผมไปงานหนังสือ ทั้งที่ผมก็ไม่เคยให้เบอร์โทรพี่ตะวัน และพี่ตะวันก็ไม่ได้เคยขอเบอร์โทรผมมาก่อน
ผมยังจำที่พี่ตะวันแซวผมได้ว่า
"แล้วที่พี่จะเจอต้นไม้พรุ่งนี้ จะเป็นต้นไม้ที่เดินเหมือนช่างกล หรือต้นไม้คนใหม่กันจ๊ะ"
วันนั้นเป็นวันเสาร์ รถติดพอสมควร เรานัดเจอกันบ่ายสองโมงที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
ผมนั่งรถเมล์จากบ้านท่าน้ำนนท์ไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่หมอชิต แล้วเข้าไปงานหนังสือ
เป็นเพราะพี่ตะวันบอกว่ารูปที่พี่ตะวันโชว์ตอนคุยเอ็ม มัน "สวยเกินความจริง" ผมก็เลย ไม่แน่ใจว่า หากเจอพี่แล้วผมจะจำได้ หรือเปล่า
แต่ พอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตุปั๊ดตุเป่ หน้าตาคล้าย ๆ คนที่ผมเห็นในเอ็มเดินมาแต่ไกล ผมก็รู้ทันที ว่าคนนี้แหละ เป็นพี่
พอเราเดินดูช้อปปิ้งหนังสือกันจนอิ่มใจ (มีแต่ผมที่ซื้อ)  เราก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับไปฟอร์จูน แล้วไปกินพิซซ่าคอมปานีกัน
วันนั้นผมกะจะแชร์ค่าพิซซ่ากับพี่ตะวัน แต่พี่ตะวันขอเลี้ยงผม ด้วยเหตุผลที่ว่า
"ก็พี่เป็นพี่นี่จ๊ะ พี่ก็ต้องเลี้ยงน้องสิ" 
ก็นั่นแหละ
ผมไม่เคยคิดเลย ว่าเราจะได้มาเป็นแฟนกัน เพราะ พี่ตะวันอายุมากกว่าผมตั้งห้าปี อีกทั้งลักษณะท่าทางก็ไม่ใช่สเป๊กผมเสียทีเดียว 
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหกเดือนให้หลังจากนั้น เรามาตกลงปลงใจเป็นแฟนกันได้ยังไง
 
------------------------------------------
 
มาถึงตอนนี้ ปลายปี 2549 ก็จัดได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่งของชีวิตของผม
คือ เรื่องหนึ่งพี่ตะวันได้ตัดสินใจบอกเลิกผมไป อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่าผมกำลังจะย่างเข้าสู่วัยเบญจเพสในอีกไม่ถึงห้าสัปดาห์
หลวงพี่เคยเขียนวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คนไทยมักจะกลัว "เบญจเพส" เนื่องจากคนหลายคนที่พออายุย่างเข้า 25 ส่วนมากจะประสบปัญหาต่าง ๆ นานา ที่แก้ไม่ตก
จนคนเราพากันเหมารวมไปว่า เลข 25 เป็นเลขอาถรรพ์
แต่ถ้าจะพิจารณากันด้วยเหตุและผลแล้ว เหตุที่ผู้คนในวัย เบญจเพส มักจะประสบแต่เรื่องร้าย ๆ ก็คงจะเป็นเพราะว่า ด้วยภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น วัยนี้จึงเป็นวัยที่ได้รับการคาดหมายว่าควรจะโตเป็น "ผู้ใหญ่" และพ้น จากวัย "เด็ก" ได้แล้ว 
แต่เมื่อคนหลายคนไม่สามารถเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีดำรงชีวิตจาก"เด็ก" ให้เป็น "ผุ้ใหญ่" ได้สำเร็จ คนเหล่านั้นจึงไม่สามารถแบกรับภาระหน้าที่ต่าง ๆ นานา ที่ประดังประเดโถมทับเข้า ปัญหาหลายหลากจึงเกิดขึ้นกับคนอายุ 25 แต่วุมิภาวะต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้งหลาย
จึงเกิดการหลงผิดคิดอนุมานเอาไปว่า เลข 25 นี้เป็นเลขอาถรรพ์ ทั้งที่จริงแล้ว อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น
-----------------------------
เมื่อตอนที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อต้นปี 2548 ผมคิดว่าการปรับปรุงบุคลิกภาพ และ เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นที่สุด
แต่มาถึงตอนนี้ผมกลับมองว่า คนเราจะมีบุคลิกที่ดีได้ ต้องงดงามออกมาจาก บุคลิก "ภายใน" รวมถึงสุขภาพจิตที่สมบูรณ์แข็งแรงต่างหาก 
นับตั้งแต่ที่พี่ตะวันบอกเลิกผมไป
ในปลายปี 2549  จุดเปลี่ยนที่ผมมุ่งเน้นจึงไม่ใช่เรื่องเปลือกกระพี้จำพวกบุคลิกภาพ หากแต่เป็นการพัฒนาศักยภาพทางด้านจิตใจ ทั้งตามแนวทางจิตเวชศาสตร์ และพุทธศาสนาเป็นสำคัญ
เพื่อรับกับตัวเลข 25 ซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของชีวิต
 
คิดถึง
จากต้นไม้				
comments powered by Disqus
  • ราม ลิขิต

    17 มกราคม 2550 00:31 น. - comment id 94712

    เขียนได้ดีครับ
  • ปลาตายน้ำหลาก

    26 มกราคม 2550 11:12 น. - comment id 94804

    ชอบจังค่ะ จะติดตามตอนต่อไปเรื่อย ๆ นะค่ะ

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>