ให้คะแนนกลอน

คือความรักหรือเปล่า??

ก้าวที่...กล้า


คิดถึงเธอ
จึงละเมอเพ้อพร่ำเป็นคำถาม
เธอรักไหมหรือไม่รัก??มันลุกลาม
อยู่ในความคำนึงคิดถึงนั้น
รักหรือเปล่า??
ใจมันเฝ้าวนวกจนผกผัน
ก็ไม่รู้ว่ารักไม่รักกัน
คำถามมันจึงเวียนไม่เปลี่ยนแปลง
อยากจะฝัน
แต่ต้องกั้นใจ-แบบกลัวแอบแฝง
อยู่แดเดียวหลงรักคงระแวง
หมดเรี่ยวแรงหากรู้เธอไม่รัก
คิดถึงเธอ
คิดถึงเผลอค้นความสุดห้ามหัก
อยากฟังคำพร่ำเพ้อในเธอนัก
ยามสบตาแน่นหนักว่ารักไหม??
คือความรักหรือเปล่า??
เหมือนขลาดเขลาถามอยู่มิรู้ได้
เสียงมันสั่นระรัวจากหัวใจ
อยากจะรู้ทำไมก็ไม่รู้

ผญา (11/53)

สุรศรี

ผญา
สิบสิฮ้างซาวสิฮ้างอย่าได้ห่างไกลกัน
ขอให้พอเหลียวเห็นให้ส่วงใจแลงเซ้า
สิบสิเว้าซาวสิเว้าให้จาแต่ควมสิเอา
อย่าสิพาทีไขไส่แต่ความทางนี้   หลายเด้อ
สิบสิถิ่มซาวสิถิ่มอย่าโยนไส่หนามหวาย
สิบสิตายซาวสิตายซาติสิมาให้เห็นเจ้า  แน่แม  ฯ
...................................
อธิบาย
            สิ............จะ
           ฮ้าง..........ร้าง  เลิกรา
          พอเหลียวเห็น.............ขอให้ตาได้มองเห็น
         ส่วง.........สร่างใจ   วางใจได้
         แลง........ตอนเย็น เซ้า......เช้า
         ซาว...........ยี่สิบ
         จา.............พูดจา
         ควม.............ความ
      ทางนี้...........ข้างฝ่ายพี่
         เว้า.............พูด  จา
       ความสิเอา..............เรื่องที่จะได้แต่งงานกัน  ได้เป็นแฟนกัน
        ถิ่ม...............ทิ้งกัน
      ซาติสิมา........ชาติที่จะมาถึง
       แน่แม...........ด้วยนะ
     ใส่ควม.......ใส่ความ
........................
ความหมาย
-ถึงจะเลิกร้างกันไป  ทอดทิ้งกัน  ก็ขออย่าได้ห่างกันไกลเลย  ให้พอเห็นหน้ากัน
-ไหน ๆ จะพูดกันให้พูดแต่เรื่องที่ดีที่จะได้เป็นแฟนกัน 

ก่อกำเนิดต้นตอใหม่

ป๋อง สหายปุถุชน

บิดปริวพริ้วไหวสายลมหนาว
ใบไม้กราวปริวหล่นต้นแห้งเหลือง
เป็นฤดูไม้ผลัดใบใต้แสงเรือง
ไม้ใบเหลืองหลุดลงกลางดงไพร

หมดอายุใบเก่าเฉาร่วงหล่น
ใบใหม่ต้นเริ่มงอกดอกสะไหว
ดอกใบแตกกิ่งช่อกลางพฤกไพร
ดูสดใสพริ้วใบชื่นกมล

แสงแดดส่องให้ไม้ใบเขียวชอุ่ม
พื้นดินชุ่มแล้งลามาหน้าฝน
เมล็ดกล้าไม้ฝังใต้ใบทับถมจน
รอเม็ดฝนแตกเป็นต้นใต้ร่มเงา

ก่อกำเนิดต้นตอใหม่ใต้ดิน
พุ่งโผ่พ้นดินใบไม้ในป่าเขา
แตกกิ่งก้านสาขาแข่งต้นเก่า
เป็นเรื่องราวไม้ผลัดใบใต้ฟ้างาม

ลิขิตรัก

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์

ไม่มี ใคร ไหนอื่น ทั่วหมื่นแสน
ไม่มี สิ่ง ทดแทน ความแหนหวง
ไม่มี เลย สักคราว ที่กล่าวลวง
ไม่มี ช่วง ช่องว่าง ที่กลางใจ
ทุกอณู หัวใจ ใส่รักแท้
ทุกอณู เพียบแปร้ หมดเงื่อนไข 
ทุกอณู ห่วงหา สุดอาลัย
ทุกอณู มีไว้ เพื่อรักเธอ
กระพริบ พราว ดาวเกลื่อน อยู่เต็มฟ้า  
กระพริบ พร่าง เหมือนตา  จ้องเสมอ 
กระพริบ พลอด ออดคำ ย้ำอยากเจอ
กระพริบ เผลอ ห่วงใย ยามไกลตา
ลิขิต คำ ย้ำเตือน อย่าเลือนรัก
ลิขิต ปัก แนบแน่น ราวแผ่นผา 
ลิขิต ไว้ ส่วนลึก ผนึกอุรา
ลิขิต ว่า ชีวิตนี้ มีรักเดียว

@.รักคนโทรมา..จังเลย. @

พิมญดา


จากวันพบประสบรักพักใจน้อย
ยังเฝ้าคอยคนไกลใฝ่คิดถึง
อยู่เมืองใหญ่วุ่นวายคลายคำนึง
เสียงสุดซึ้งโทรหา..มาจำนรรจ์
เหนื่อยมากไหมคนดีที่ไกลห่าง
หากหนทางยากไร้ไม่เหมือนฝัน
หากความเหงารุมเร้าเฝ้าโรมรัน
อย่าไหวหวั่นอันใดใจมีเธอ
เธอโทรมาปลอบขวัญชวนยิ้มหวาน
จึงเขียนกลอนอยู่บนลานอยู่เสมอ
ยามเหนื่อยล้าจากงานอ่านมาเจอ
ยังไม่เผลอรับสายหมายเลขใด
ก่อนนิทราโทรอ้อนวอนรักอิ่ม
รับสายยิ้มทุกครั้งยามหวั่นไหว
ด้วยสองเราต่างเติมเสริมแรงใจ
แม้ปีเดือนเคลื่อนไปใช่ร้างลา
ยังคอยอยู่ตรงนี้ที่เพียงดาว
สายลมหนาวห่มใจไว้ปลายฟ้า
ยังคงรักคิดถึงคนโทรมา
เก็บสัญญาใส่กลอน.ซ่อนอย่างดี

เติมรักให้เต็มหัวใจ

ฝนทอง


เพียงแรกพบสบพักตร์ก็เกิดรัก
จิตสมัครพันผูกสัมพันธ์หมาย
ได้เคลียคลอประคองขวัญมิวางวาย
รักไม่หน่ายคลายคืนให้ตรมตรอม
จะฟูมฟักรักเดียวและเกี่ยวเก็บ
ตามสังเขปของใจเพื่อหล่อหลอม
ใจสองใจรวมเป็นหนึ่งหากเธอยอม
จะถนอมความรักให้ยั่งยืน
เพียงแรกพบสบพักตร์รักก็เกิด
หัวใจเปิดรับใจไม่เป็นอื่น
จิตสมัครรักมั่นทุกวันคืน
หวังเธอยื่นไมตรีตอบกลับมา
จะเติมรักให้เต็มทุกห้องใจ
เก็บเอาไว้กลางทรวงอย่างแน่นหนา
จะครองรักเพียงเธอตลอดเวลา
ขอสัญญาด้วยเกียรติลูกผู้ชาย…
ฝนทอง
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

..อาภัพรัก..

แม่จิตร

ชาติที่แล้วฉันทำกรรมอันใด
ชาตินี้ถึงได้มีรักมักผิดหวัง
ถูกทอดทิ้งหดหู่อยู่ลำพัง
ทั้งที่รักจริงใจเสมอมา
ไฉนเลยจะรู้จักรักสุขสม
กลับต้องทุกข์ระทมเจ็บปวดปร่า
ชีวิตที่เหลือมีแต่ดอกน้ำตา
ผลิร่วงลงอย่างช้าช้าอยู่ทุกวัน
จะมีไหมนางแก้วในชาตินี้
มอบรักที่ซื่อสัตย์ไม่แปรผัน
อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ทิ้งกัน
เป็นรักแท้คงมั่นชั่วชีวา
ก็ได้แต่หวังในห้วงคำนึง
จึ่งอธิษฐานกับพระพุทธไว้ว่า
แม้นชาตินี้ถูกทอดทิ้งทุกข์ทรมา
เกิดชาติหน้าขออย่าอาภัพรัก

ท่านนายกฯของผม

สายวารินทร์


     ท่านนายกฯของผมอารมณ์ขัน
ทุกคืนวันท่านยิ้มแก้มอิ่มใส
ทั้งรูปนามงามสง่าเกินหน้าใคร
คงจะไร้คู่แข่งตำแหน่งครอง
พูดจาดีไม่หยาบไม่จาบจ้วง
ไม่ก้าวล่วงผู้คนให้หม่นหมอง
ไม่เอาเปรียบเหยียบซ้ำเหมือนลำพอง
ไม่ยกย่องคนผิดใกล้ชิดมาร
ทุกสิ่งเพื่อผองชนคลายหม่นหมอง
ต่างยิ้มย่องมีสุขสนุกสนาน
แม้นตำแหน่งยิ่งใหญ่ครองไม่นาน
ปณิธานตั้งไว้ท่านไม่ลืม
ท่านมั่นคงเชียร์ไทยไม่เชียร์เทศ
ท่านมีเหตุมีผลผู้คนปลื้ม
ยามเล่นลูกกลมกลมผู้ชม…อืม!
เหมือนท่านยืมลีลาดร็อกบาเลย
แม้นมีมรสุมมารุมเร้า
ท่านหมั่นเข้าแก้ไขไม่วางเฉย
แม้นถูกกระทบกระเทียบเปรียบเปรย
ท่านไม่เคยปากกล้าใช้อารมณ์
ประวัติท่านหมดจดไม่คดโกง
แม้นถูกโยงติดใยตั้งใจข่ม
ท่านสู้ด้วยศรัทธาประชานิยม
ท่านนายกฯครับผมชื่นชมครับ

** แทน..หทัย **

ราชิกา

**  แทน..หทัย..คิดถึง  คนึงหา
แทน..ดวงตา..ห่วงใย  ให้เสมอ
แทน..ดวงจิต..รักแท้  มอบแด่เธอ
แทน..ละเมอ..ห่วงหา  และอาวรณ์.
แทน..ภาพฝัน  รัญจวน  ใจหวนคิด
แทน..ลิขิต   พร่ำพรอด  ให้ทอดถอน
แทน..ลำนำ  มธุรส  ถ้อยบทกลอน
แทน..สุนทร  หวานซึ้ง  ติดตรึงใจ
แทน..คนดี  รักบ่วง  คอยห่วงหา
แทน..วาจา  งามงด  ที่สดใส
แทน..ดวงดาว  พราวพร่าง  กลางพฤกษ์ไพร
แทน..มาลัย  ร้อยรัด  ด้วยศรัทธา
แทน..สายตา  คราพบ  ที่อบอุ่น
แทน..หอมกรุ่น  ถักถ้อย  ร้อยภาษา
แทน..น้ำทิพย์  ธารใส  รินไหลมา
แทน..วิญญา  สดชื่น  เริงรื่นพลัน
** แทน..หทัย  ความดี  ที่พร้อมพรัก
แทน..ความรัก  ภักดี  ที่ใฝ่ฝัน
แทน..ดวงจิต  คิดถึง  ทุกคืนวัน
แทน..คำมั่น   ถักทอ...รักรอคอย.....ฯ
      

เสน่หา

กระต่ายใต้เงาจันทร์


ระลอกอุ่นแก้มอิ่มซ่อนยิ้มอยู่
เหมือนรับรู้เฝ้าแลชะแง้เหลียว
แม้หนาวเหน็บห้วงฤดูลมกรูเกรียว
ใครโน้มเหนี่ยวแทรกอุ่นได้หนุนทรวง
ยามหลับตาถวิลร่ำความรู้สึก
หวานลำลึ้กเหลือรับสดับช่วง
ยามราตรีเอ่ยนำคำทั้งปวง
เผลอตกบ่วงเสน่หาผ่านฟ้าไกล
ในดึกดื่นคืนค่ำผ่านลมหนาว
ท่ามแสงเดือนแสงดาววับวาวใส
หลับตาพริ้มเอิบซ่านหวานละไม
อ้อมกอดใครอิงแอบแนบนิทรา
ค่อนรุ่งสางจากฝันก็พลันตื่น
ความแช่มชื่นห่างหายอาลัยหา
รอยอาลัยเลือนลางจางจากลา
แค่มนตราคืนวันแอบฝันไป

ชวนชาวบ้านกลอนต่อโคลงชมธรรมชาติ

ชาวบ้านกลอนไทย

แสงตะวันสาดส่องโพ้น     ผืนนภา
หมุนเปลี่ยนบอกเวลา      ค่ำเช้า
ก่อเกิดสิ่งนานา                เนาโลก
หลายหลากโยงกันเข้า      แต่งสร้างสมดุล
                                           ชาวบ้านกลอนไทย
กาลเจือจุน ก่อกล้ำ  สรรพสานติ์ 
กลแก่น ชีวะวาร     ใหญ่น้อย
ดำรงอยู่ กอปรการ  นานเนื่อง เรืองแฮ
ผันผ่าน ตะวันคล้อย รุ่งล้าน นานนม
                                           kirati
ชวนเชิญเดินป่าไม้    สองคน ไม่เคย
คนหนึ่งมือไม้ซน       พี่จ้อง
หลงทางป่าติดกล      กลัวแย่  ตัวพี่
ออกป่าต่อไปน้อง      แน่แล้ว พกปืน
                                           kasin
กติกา แต่งต่อท่านที่ต่อหลังสุด

อยากให้ใครรัก

นรศิริ

อยากให้ใครรัก     คุณค่าประจักษ์     อ่อนน้อมถ่อมตน
ยกมือวันทา    อนรรฆคุณค่า     ปรานีท่วมท้น
ได้ใจผองชน     ทั่วทุกแห่งหน     ศรัทธาอาทร
อยากให้ใครชอบ     ต้องนบต้องนอบ     รับฟังสั่งสอน
อวดดีดึงดื้อ    ทิฐิยึดถือ     จงพึงสังวร
นำให้เดือดร้อน     ทุกบททุกตอน     จวบจนจบปราณ      
ตรองดูเถิดหนา     จักช่วยชักพา     ชักนำสำราญ
ข้าน้อยนำให้    ผองเพื่อนสุขใจ     ผ่านพ้นภัยพาล
ใช่สั่งสอนท่าน     เพียงเพื่อต้องการ     ทุกผู้ฉ่ำเย็น

จะผิดไหม

ไม้หอม

จะผิดไหม
หากฉันจะแอบรักใครอยู่แบบนี้
ขอเพียงเฝ้ามองห่างห่างอย่างหวังดี
เป็นเพียงใครที่แสนดีในเวลา
จะผิดไหม
หากหัวใจของฉันเฝ้าฝันหา
รักใครสักคนที่คุ้นเคยตลอดมา
รักอยู่เต็มสองตาอย่างผูกพัน
จะผิดไหม
หากหนึ่งหัวใจยังรักอยู่อย่างนั้น
รักทั้งทั้งที่รู้ว่าไม่มีวัน
รักทั้งทั้งที่ฉันก็รู้ดี
จะผิดไหม
ทั้งทั้งที่เธอก็มีใครในตอนนี้
ยังคงรักศรัทธาทบทวี
ทั้งที่รู้ความเป็นจริงไม่มีสิทธิ์แม้นิดเดียว

+ : เ พ ร า ะ คิ ด ถึ ง : +

กิตติกานต์


ปลีกเวลามาสักนิดเพราะคิดถึง
อาจไม่ซึ้งถึงใจไม่ได้ว่า
แต่จะทนห่างหายเหมือนไกลลา
ในอุรารุ่มรุ่มมาสุมทรวง
คิดถึงเพื่อนหลายคนทนไม่ไหว
วางงานไว้มาบ้านนี้ทั้งที่ห่วง
อาจไม่ได้เขียนตอบใช่ลอบลวง
แต่ทั้งดวงความรู้สึกนึกถึงกัน
ยามค่ำคืนดึกดื่นยังตื่นอยู่
ใจยังสู้ต่องานเพื่อสานฝัน
ห่างเหินไปใช่ว่าไม่สำคัญ
แต่งานนั้นเร่งและรีบบีบบังคับ....!
พักสายตาชมดาวที่พราวพร่าง
ดาริกาอ้างว้างอย่าร้างดับ
สบตาดาวส่งใจไกลลิบลับ
เพื่อกระชับห้วงหัวใจ...ใครสักคน
หากยังคิดถึงกันอย่าหวั่นไหว
เพียงส่งใจตอบกลับสดับผล
ดาวกระพริบส่องสว่างกลางกมล
จะมายลทุกคราที่ล้าใจ
เพราะคิดถึงจึงมาแม้ไม่ว่าง
ความคิดถึงทุกอย่างสว่างใส
หากว่าเสร็จงานสำคัญนั้นเมื่อใด
จะหอบใจมาฝากไว้ในบ้านกลอน....อิอิ
....................................................
......................................กิตติกานต์
ปล. กุหลาบแดงตัดจากสวน (คนอื่น) อิอิ
แบ่งๆกันไปชมนะคะ....*_*

เที่ยวทะเล

สุริยันต์ จันทราทิตย์


     จะเดินโต๋เต๋ทะเลริมหาด
ทรายขาวสะอาดเห็นผืนน้ำใส
จะเที่ยวทอดน่องละล่องลอยไป
ให้ครึกครึ้มใจหาใดจะปาน
     จะเก็บหอยสังข์มาฟังเสียงคลื่น
ให้ใจสดชื่นสนุกสนาน
จะลองหลับตาจินตนาการ
ถึงทิพย์พิมานสวรรค์รำไร
     จะล้อปูลมละเล่นแล่นลิ่ว
ว่าจะวิ่งฉิวไวสักแค่ไหน
จะร้องกู่ก้องคะนองคึกไป
ให้สมที่ได้มาชายทะเล

     จะคอยน้ำขึ้นเพื่อลาน้ำลง
แล้วยืนตัวตรงวางท่าทำเท่
จะเบิกจะบานสราญฮาเฮ
แล้วหาซื้อเปลมาผูกโยงนอน
     จะลืมความหลังเมื่อครั้งทนทุกข์
ที่เจ็บจนจุกในใจวันก่อน
จะเลือนความเศร้าทำเราร้าวรอน
จะลบฉากตอนที่เราเสียใจ
     จะสูดหายใจเข้าไปเต็มคราบ
ให้ซึมกำซาบกลิ่นเกลียวคลื่นใส
จะทอดสายตาสู่ขอบฟ้าไกล
แล้วมองเข้าไปในตัวของตน
     อารมณ์แน่วนิ่งไม่ติงแกว่งไหว
ไม่ให้จิตใจข้างในสับสน
พบสมาธิแล้วตริตรองจน
ปัญญาเกิดผลสว่างวาบใจ

     เดินเที่ยวทะเลโต๋เต๋ริมหาด
ย่ำทรายสะอาดคลื่นครามน้ำใส
ได้เที่ยวได้ท่องละล่องลอยไป
จุดประกายไฟฝันให้กลับคืน ๚๛

เคย...

ครูกระดาษทราย


สาวชาวกรุงมุ่งมั่นหมั่นศึกษา
หอบวิชาความรู้สู่อีสาน
ตามฝันใฝ่ก็ได้สมอุดมการณ์
เป็นครูบาอาจารย์สานสังคม
เคยรับประทานอาหารจานหรูล้น
ได้มากินตำป่นฮวก ผักลวกขม
เคยดื่มคาปูชิโนโปะแก้วนม
ได้น้ำต้มในหม้อก็พอใจ
เคยทานขนมหวานร้าน Coffee bean
ไปป่ายปีนเก็บลูกหม่อนกินหนอนไหม
เคยนั่งรถ ปอ.พอหทัย
รถอีแต๋นก็นั่งไหวตามเวลา
เคยว่ายน้ำตามสระใสสะอาด
เปลี่ยนไปห้วยธรรมชาติสุขหรรษา
เคยกินส้มตำไทยใส่ปูม้า
ไปกินตำปูปลาร้าน่าแซ่บจริง
เคยนั่งดูทีวีมีแม่พ่อ
ได้นั่งจ้อกับเพื่อนใหม่ครูชายหญิง
เคยได้ยินสำนวนบ่นซนเหมือนลิง
ได้เห็นจริงแล้วหนอ อ้อ! ศิษย์เรา
เคยรู้จักผักชีมีหอมแบ่ง
ได้รู้จักผักขะแยงแกงป่าเขา
เคยกินแต่ขนมจีบซาลาเปา
ได้กินแมงเม่า กินหมาน้อย ก้อยกุ๊ดจี่
เคยสนทนาภาษากลางกระจ่างสิ้น
ได้ฝึกพูดภาษาถิ่นเก่งอีหลี
เคยดูจันทร์ไม่แจ่มฟ้ายามราตรี
แต่ที่นี่เดือนดาราจรัสไกล
เคยมองสุดสายตาตึกสะดุด
ได้แลสุดทุ่งนาจดฟ้าใส
เคยอยู่ที่จำกัดอึดอัดใจ
ได้อยู่ใกล้ไพรกว้างช่างสุขกาย
เคยศึกษาหาความรู้อยู่แต่ชั้น
ได้ด้นดั้นในชุมชนรู้ล้นหลาย
เคยอยู่ดีมีสุขสะดวกสบาย
แต่สุดท้ายสุขพอกันอีสานเฮา

เธอ คนรักของกวี ..... !

ลานเทวา

๑. 
ผ่านแผ่วเพียงเสียงร่ำ จากน้ำค้าง 
ยามแรมร้างเลือนตา นิราศรัย 
วเนจรแห่งฝัน  ลุวันวัย 
ล่วงเลือนบางสายใย อันตรธาน 
 
ชะตากรรมบทกวี บริสุทธิ์ 
พร่ำวิมุติบอกเล่า กองเถ้าถ่าน 
ปลอบโยนความบ้าบิ่น แห่งวิญญาณ 
กลางป่าช้าจินตนาการ  ร้าวรันทด 
 
เศร้าศพซากอักษร  วิปโยค 
ร่ายระหว่างอณูโศก บริบท 
ดื่มกินเถิดความอดสู  ให้ รู้รส 
เลือกงามงดฤาต่ำทราม นิยามเอา 
 
๒.
ปลดเปลี่ยวโลกอ้างว้าง ระหว่างบรรทัด 
เปลือยอารมณ์จรจัด  ความว่างเปล่า 
ปล่อยสรรพสิ่งทำหน้าที่ แสง สี เงา 
ท่ามไหวพรางบางเบา   แห่ง สายลม 
สงัดดึกมรคา สัปปายะ 
สงบนัยขณะ ครุ่นคุข่ม 
ล่วงลึกหยั่งสรรพสิ่ง ดำดิ่งจม 
ผละความหมายพรายพรม ความเข้าใจ 
ฟังความเงียบพร่ำบ่น สนทนา 
แทนบทถ้อยภาษา กวีไหว 
เสียงพร่ำพรอดจากความอ้างว้าง  ผู้ห่างไกล 
ดังพ้อเพ้อละเมอใน ห้วงคำนึง
เธอ คนรักของกวี 
ซุกซ่อนในแรมปี  ความคิดถึง
ผลิอักษรโหยหา รักตราตรึง
ท่ามเปลี่ยวโลกรำพึง  รัตติกาล 
 
โอบกอดไว้เถิดเจ้า ความเหงานั้น 
ในค่ำคืนที่แสงจันทร์ ทอดเงาผ่าน 
กว่าวันพรุ่ง ดอกรักจะเบ่งบาน 
ทนเปลี่ยวกับคืนที่ยาวนาน อีกสักคืน
……………………….
โดยคำ  ลานเทวา
 
 
 
 
 

รักล้นใจ....

กันนาเทวี

จากบทเพลงคนเหงาในเงาโศก
เหมือนดั่งโชคพาให้ได้สุขสม
ผ่านกลอนกานท์ม่านน้ำตาพาระบม
เคยจ่อมจมทุกข์ใจในเวลา
เธอดูแลด้วยใจไม่เคยท้อ
เธอดั่งหมอพร้อมพรักเฝ้ารักษา
แผลในใจผ่านหายเธอเยียวยา
คือคุณค่าแห่งใจด้วยไมตรี
ตระหนักในความดีที่เป็นเลิศ
แสนประเสริฐจริงใจเจ้าให้พี่
เป็นทั้งเพื่อนคนรักที่แสนดี
รักล้นปรี่เต็มทรวงห่วงหวงกัน
ขอให้พี่ได้รักจักถนอม
จะไม่ยอมให้ช้ำแม่ยอดขวัญ
ให้คนดีมีสุขทุกข์คืนวัน
ขอยึดมั่นมิหน่ายคลายสัจจา
กี่ปีเดือนเลื่อนลับกับคิดถึง
รักเราซึ้งพะวงเฝ้าห่วงหา
ใครจะป่วนจะปั่นขอสัญญา
นะแก้วตาคนดีมิผันแปร
ดังอาทิตย์อุทัยให้ไออุ่น
หอมละมุนกรุ่นใจในดวงแข
กำลังใจจากเธอผู้ดูแล
จึ่งรักแท้มอบสู่ขวัญนิรันดร...
กันนาเทวี
๒๑   กุมภาพันธ์   ๒๕๕๓

....วันนี้ของฉัน...

ไหมไทย


เดินตามฝันนั้นสำเร็จไปอีกก้าว
ทางชีวิตยังยาวดั่งถนน
ทั้งขรุขระลาดชันจำต้องทน
ฝึกดิ้นรนพ้นผ่านอย่างงดงาม
แต่ละวันผันผ่านตามวิถี
หลายครั้งที่ชะงักกับขวากหนาม
เพลินเลาะเลี้ยวเกี่ยวชมภิรมย์กาม
คอยติดตามยั่วยวนกวนหัวใจ
ครบสามปีที่ได้เผชิญต่อ
กฎและข้อบังคับกับเงื่อนไข
วิชาการกิจกรรมเคล้ากันไป
กำหนดให้ต้องผ่านตามตำรา
อีกครึ่งหนึ่งของฝันมาไม่ถึง
วันที่ซึ่งหางานกาลข้างหน้า
อีกสังคมแตกต่างต้องพึ่งพา
แสวงหายากยิ่งหากรีรอ
วันนี้เป็นวันรับใบประกาศของนักศึกษา
หลังจากที่ ร่ำเรียนมาครบ  3 ปี
ใน 3  ปีนี้  ภายในรั้วของโรงเรียน
ต้องพบเจอกับสิ่งทำให้หัวเราะและร้องไห้  อึดอัดและท้อถอยก้อหลายครั้ง
แต่ก้อต่อสู้อดทนและฝ่าฟันจนถึงวันนี้
วันที่ภาคภูมิ  ทั้งนักเรียนเองและผู้ปกครอง
ที่มาร่วมแสดงความยินดีของลุกหรือน้องๆพี่ของพวกเขาเหล่านั้น
พานักเรียนก้าวข้ามไปอีกหนึ่งขั้น
มอบให้โรงเรียนอื่นรับต่อ
ส่วนตัวเราก้อรับเด้กน้อย  กลุ่มใหม่มาดูแลต่อไป
แต่ละแผนกช่างต่างยินดีกับความสำเร็จของลุกศิษย์

ผญา (10/53)

สุรศรี

ผญา ภาษิต
- หย่องแหย่งเข้าฟันงูขาดเคิ่ง  พื้นท้องขาดยังแต่สันหลัง
งูก็มรณังตาย   แล่นหนีบ่เห็นส้น
- นกอีเอี้ยงกินหมากโพธิ์ไฮแซวแซวเสียงบ่มีโตฮ้อง
แซวแซวฮ้องโตเดียวเหมิดหมู่ ฯ
......................................
            อธิบาย
            หย่องแหย่ง...........เดินกะย่องกะแย่ง
            ขาดเคิ่ง.............ขาดครึ่งตัว
            พื้นท้อง...............หนังท้อง
            แล่น.....................วิ่งหนีไป
            ส้น.................น่องขา  เวลาคนเราวิ่งเราจะมองเห็นน่อง  บ่เห็นส้น  ก็หมายถึงไม่เห็นตัว
            นกอีเอี้ยง.............นกเอี้ยง
            หมากโพธิ์ไฮ.......ผลของต้นไทรครับ ลูกเล็ก  เท่าลูกตะขบ เวลาสุกจะมีสีแดงคล้ำนกชอบกิน
            แซวแซว.............ส่งเสียงร้องจอแจ
           ฮ้อง....................ร้อง
           โตเดียว..............ตัวเดียว
           เหมิดหมู่............ทั้งฝูง
................................
             ความหมาย
-เดินย่องแย่งเข้าไปฟันงูขาดไปครึ่งตัว  พื้นท้องขาด  แต่เหลือสันหลัง  จนงูตาย แต่ก็วิ่งหนีไปได้
-ฝูงนกเอี้ยงพากันมาก