13 พฤศจิกายน 2556 22:45 น.

ลับแล

Prayad

ลับแล

 

คำพันเป็นหนุ่มอีสาน มีชีวิตที่เติบโตมากับท้องไร่ท้องนา เมื่อเสร็จสิ้นจากงานนาก็รับหน้าที่เลี้ยงควาย พอฤดูฝนหวนกลับมา กิจกรรมหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก็ตกมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง วนเวียนอยู่เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า กาลเวลาเหมือนมันติดปีกบิน จากวัยเด็กก็ย่างสู่วัยหนุ่มอย่างไม่ทันรู้ตัว ความจำเจในการงาน บางครั้งทำให้เขาอยากเดินหนีออกจากวังวนของความจนยากเอาเสียดื้อๆ แต่ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันก็ยังพันธนาการเขาไว้เยี่ยงทาสผู้สัตย์ซื่ออยู่ดี ในราตรีหนึ่ง อากาศค่อนข้างอบอ้าวเมื่อตอนหัวค่ำ คำพันทนนอนอุดอู้ในห้องนอนไม่ไหว ก็เลยออกมาปูผ้าขาวม้านอนเล่นตากอากาศที่นอกชานบ้าน มันร้อนระอุจริงๆ เขาบ่นพึมพรำ หรือว่าโลกมันกำลังคืบคลานเข้าสู่ความหายนะอย่างที่พวกนักวิทยาศาสตร์ย้ำเตือนกันนักกันหนาว่าอุณหภูมิของโลกกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกกำลังหลอมละลายกันขนานใหญ่จึงส่งผลให้น้ำทะเลสูงขึ้นทุกปีๆ ชายฝั่งทะเลก็จะหดหายลงไปเรื่อยๆ อีก ๒๐ กว่าปีข้างหน้า เมืองฟ้าอมรของเรา ก็อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสินสมุทรมนุษย์มัจฉา เพราะน้ำมันท่วมหมดแล้ว  ถ้าเป็นจริงเช่นนี้ในที่สุดโลกก็จะเต็มไปด้วยน้ำ หรือ น้ำท่วมโลกนั่นเอง แล้วผู้คนจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย แต่ก็ช่างมันเถอะเมื่อถึงเวลานั้นมันก็คงอีกนาน อายุขัยของพวกเราก็คงอยู่ไปไม่ถึงเหตุการณ์นั้นหรอก หรือบางทีก่อนที่จะมีมหาวิปโยคน้ำท่วมโลก ลูกอุกาบาตรหรือพวกดาวเคราะห์เล็กๆน้อยๆทั้งหลาย ก็อาจจะโคจรมาโหม่งโลกเข้าให้ เกิดเป็นไฟประลัยกัลป์เผาผลาญมวลมนุษยชาติให้สูญเผ่าพันธุ์ไปก่อนแล้วก็ได้ หรือ หากมันเกิดขึ้นภายหลังจากน้ำท่วมโลก ก็ถือเป็นการทำฌาปนกิจศพมวลมนุษยโลกไปในตัว เฮ้อ...เราคิดมากไปหรือเปล่าเนี่ย เขาเริ่มรู้ตัว

 

“อืมม์ ค่อยยังชั่ว อย่างน้อยก็ยังพอมีลมโชยมาช่วยเสริมความเย็นให้บ้างเป็นครั้งคราว” เขารำพึงกับตัวเองขณะเอนกายลงนอนหงายตรงนอกชานบ้าน

มันช่างเป็นคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โล่งแจ้งดีแท้ หมู่ดวงดาวที่ดารดาษกลาดเกลื่อนอยู่บนเวหา ก็กำลังส่งประกายเจิดจ้า ไร้ซึ่งหมอกเมฆามาบดบัง จินตนาการของเขาโลดแล่น ท่องไปในหมู่ดาวนพเคราะห์ เลาะตระเวนไปทั่วจักรวาล นานเท่าไรไม่รู้ แต่พอได้สติรู้ตัวอีกที ก็ต่อเมื่อมาพบว่าตัวเองยืนอยู่ริมฝั่งน้ำ มองลงไปยังลำน้ำ เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย สองคนกำลังล่องเรือผ่านมา พวกหล่อนไม่ได้ผ่านเลยไป แต่กลับนำเรือมาเทียบฝั่งแล้วยังเชื้อเชิญให้เขาลงเรือไปกับพวกเธออีกด้วย

                แรกๆคำพันก็ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ว่าจะลงเรือไปกับพวกเธอดีหรือไม่ แต่เมื่อทนถูกรบเร้าคะยั้นคะยอไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจได้ในที่สุด คำพันก้าวลงไปนั่งอยู่ในเรือ พลันพวกเธอก็กล่าวแสดงตัวต่อเขาว่า เธอทั้งสองเคยช่วยเหลือเขามาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเขาประสบชะตากรรม แต่เขาอาจจะไม่รู้ตัวว่ามีคนคอยช่วยเหลือ พวกเธอยังแจ้งให้เขารู้ด้วยว่า ตัวเขาเองเป็นหนึ่งในมวลสมาชิกของพวกเธอ ซึ่งเวลานี้เขากำลังถูกปล่อยให้อยู่เผชิญกับโลกบนดินไปตามลำพัง เมื่อเป็นพวกเดียวกันหรือมนุษย์ร่วมสายพันธุ์กันก็จะต้องมีธรรมเนียมร่วมปฏิบัติอย่างเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่ต้องปฏิบัติเป็นอันดับแรกก็คือ เปลื้องเครื่องนุ่งห่มที่ติดตัวมาแต่เดิมนั้นออกทิ้งไปเสียทั้งหมด

ดังนั้นหนึ่งในสองสตรีผู้เลอโฉมนั่น  จึงออกคำสั่งให้เขาถอดเสื้อผ้าออกให้หมด คำพันเองก็ทั้งอายและรู้สึกแปลกประหลาดใจเป็นที่ยิ่ง แต่เมื่อทนถูกรบเร้าไม่ไหวเขาก็จำใจเปลื้องเสื้อออก ในขณะที่เขากำลังจะถอดกางเกงออกตามคำสั่งอย่างอีลักอีเหลื่อ ทั้งสองสาวเห็นเขาปฏิบัติอย่างกล้าๆกลัวๆ จึงบอกแก่คำพันว่า

“ต้องถอดอย่างนี้สิ”

พูดพลาง พวกเธอก็นำร่างอันเปลือยเปล่าของตน ออกมาเปิดเผยจากเครื่องนุ่งห่ม ไม่แต่เพียงเท่านั้น หนึ่งในนั้น ยังก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บนกาบเรือ โดยที่ยังเจตนานั่งหันหน้าและแยกขามาทางเขา เพื่อคำพันจักได้ยลเต็มสองลูกตาโดยไม่ต้องพึ่งจินตนาการ เลือดลมของคนหนุ่มจึงฉีดพุ่งขึ้นสุดแรงเป็นธรรมดา เพราะเหตุว่าความงดงามอันวิจิตรพิสดารของสาวสวยได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์แก่เขาอย่างไม่มีสิ่งใดมาบดบัง

                เขาจำไม่ได้ว่าในระหว่างที่ท่องมาในเรือ เขาได้ถอดกางเกงของตนเองออกหรือไม่ แต่คิดไปคิดมาก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะหาไม่แล้วสองสาวผู้เลอโฉมก็คงจะไม่ยินยอมหรือเป็นธุระนำพาเขามาจนถึงปลายทางนี้เป็นแน่แท้ ความจดจำได้หมายรู้ระหว่างการเดินทางโดยเรือร่วมกับสองสาวชาวชีเปลือยถูกลบเลือนไปเสียสิ้น แต่มาจำได้อีกทีก็ต่อเมื่อขึ้นฝั่งมาแล้ว คราวนี้เขาถูกนำทางไปโดยบุรุษ เมื่อเดินผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เขาก็พอจะคะเนได้ว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่บ้านเมืองที่โดยปกติตั้งอยู่บนแผ่นดินของโลกเราเป็นแน่แท้ มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากต้นไม้ ความสว่างพอประมาณ แสงที่เขาสัมผัสได้ออกสีแดงสลัวๆ อาคารที่ปลูกสร้างไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม มองผ่านทะลุเข้าไปเห็นผู้คนในอาคาร ซึ่งกำลังเดินกันอยู่ขวักไขว่ราวกับผู้คนในซุปเปอร์มาเก็ต จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นอาคารเรือนกระจกทั้งหลัง  นอกจากนี้ ลิฟต์ที่ทำหน้าที่ขนส่งผู้คนภายในตัวอาคารก็ดูแปลกประหลาด กล่าวคือมันมีรูปร่างเหมือนจานหลายๆใบหรือแผ่นซีดีหลายแผ่น เรียงรายลดหลั่นกันตามแต่ละชั้น แต่ทั้งหมดจะติดอยู่กับแกนเดียวกัน เมื่อแกนหมุนก็จะพาจานขนาดใหญ่ หมุนเวียนไปตามชั้นต่างๆ ผู้คนที่ต้องการจะขึ้นหรือลงไปชั้นใดก็เพียงแต่ก้าวเท้าไปยืนอยู่บนจานใบใหญ่นั่นเท่านั้นเอง

“นี่มันเป็นเครื่องใช้อำนวยความสะดวกที่เป็นเทคโนโลยีของมนุษย์ยุคไหนกันแน่”

เขารำพึงและกรำความสงสัย บุรุษผู้มีอัธยาศัยดี พาเขาเข้าไปพักในโรงเรือนของอาคันตุกะ  เอาอีกแล้วล่ะสิ ความมึนงงสงสัยยิ่งทวีเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เมื่อภายในโรงเรือนแห่งนั้นเต็มไปด้วยเฒ่าทารก คือ ตามสภาพแล้วก็ดูเหมือนพวกเขาเหล่านั้นต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมด หากใช้มาตรฐานเดียวกันกับวิสัยของคนเราในแบบของโลกบนดินธรรมดา แต่พอมาอยู่ ณ ดินแดงแห่งนี้ พวกเขาต้องถูกอภิบาลเลี้ยงดูใหม่ โดยเริ่มจากชีวิตในปฐมวัยอีกที หมายถึงเริ่มจากการเป็นทารกอีกครั้ง หลายคนยังมีสายระโยงสอดคาอยู่ตามปากตามจมูก นอนแน่นิ่งอยู่กับที่นอน ทำให้เกิดบรรยากาศราวกับห้องผู้ป่วยตามโรงพยาบาล สำหรับที่นอนก็มีขนาดเล็กพอๆกับเบาะนอนของเด็กสักสามหรือสี่ขวบ บุรุษผู้เป็นมักคุเทศน์ เอ่ยขึ้นกับเขาว่า

“ที่นอนเล็กๆที่ว่างอยู่เหล่านี้ล้วนแต่มีเจ้าของแล้วทั้งนั้น แต่กำหนดเวลาของพวกเขายังมาไม่ถึง ส่วนที่นอนตรงนี้เป็นของคุณ” บุรุษผู้นั้นชี้ไปที่ๆเตรียมไว้สำหรับเขา

 คำพันก็ให้รู้สึกแปลกใจอีกครั้งเพราะที่นอนของเขากลับมีขนาดปกติ เพราะเขาสามารถที่จะนอนลงไปได้อย่างสบายๆ คราวนี้เขามีโอกาสได้ชมท้องฟ้าอีกครั้ง แต่ต้องตะลึงอีกทีกับความผันผวนของสิ่งแวดล้อม เพราะแทนที่จะเห็นเป็นท้องฟ้าเหมือนที่เขาคุ้นเคยมาตลอดชีวิต มันกลับเป็นความมืดดำ มีหมู่วัตถุสุกใสสีนวลขาว รูปร่าง ทรงเรขาคณิต ต่างๆนาๆ เคลื่อนตัวอยู่ไปมา ประกอบตัวเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เขาไม่เคยรู้และไม่สามารถจะแปลเป็นความหมายใดๆได้  อย่างไรก็ตาม วัตถุเรืองแสงเหล่านั้นก็อยู่ห่าง และอยู่สูงออกไปในความมืด ทำให้เขาได้คำตอบอย่างชัดเจนเลยว่านี่มันไม่ใช่ท้องฟ้าของบ้านเรา ก็แสดงว่าเขาตกอยู่ในดินแดนลี้ลับเข้าล่ะสิ 

“เอาล่ะคุณ ตื่นได้แล้ว ได้เวลากลับของคุณแล้ว” บุรุษผู้ทำหน้าที่นำเที่ยวกล่าวเตือน ก่อนออกนำเดินทางเตรียมพากลับทันที

               

ในระหว่างที่เดินทางมาด้วยเท้า คำพันพยายามสังเกตสิ่งแวดล้อมสองข้างทางอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว ดูๆไปเหมือนกับอาณานิคมของมนุษยชาติแห่งใหม่ มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาเขา คือระบบสื่อสารของบ้านเมืองแห่งนี้ ก็ยังใช้สื่อสารผ่านระบบตามสาย เพราะเผอิญเขาผ่านมาเห็นช่างกำลังซ่อมระบบสายโทรศัพท์ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ นายช่างแปลกหน้าผู้นั้นสามารถนำเครื่องมือมาดักจับสายที่ทอดไปตามข้างทางนี้ได้โดยตรง และสามารถจะทราบได้ว่า ใครกำลังใช้เครื่องมือสื่อสารอยู่ พร้อมกับขึ้นภาพของคนที่กำลังใช้ หรือแม้แต่อ่านมาตรวัดคิดค่าใช้จ่ายแล้วพิมพ์ออกมาเพื่อเรียกเก็บตังค์จากผู้ใช้แต่ละคนได้ ณ เวลานั้นเลย คำพันยังเห็นใบสีชมพู นัยว่าเป็นใบเรียกเก็บตังค์ที่พิมพ์ออกมาใหม่ๆห้อยอยู่แถวนั้น สองหรือสามใบ ยิ่งอยู่นานไปก็ยิ่งเห็นแต่สิ่งที่ทำให้เขาพิศวงงงงวย ตื่นนอนดีกว่า มันเป็นเรื่องของความฝันบ้าๆบอๆแน่ๆเลย

คำพันตื่นแล้ว เขาตื่นจากหลับแล้วจริงๆ!

 แต่ข้างกายของเขากลับไม่ใช่นอกชานบ้าน มือที่กะจะคว้าเอาผ้าขาวม้าที่ใช้ปูนอน ก็กลายเป็นกำเอาเม็ดทรายขาวสะอาดติดมือขึ้นมาพอเขามองไปโดยรอบ บ้านของเขาอันตรธานไปได้อย่างไร รุ่งอรุณกำลังมาเยือนฟ้า เมื่อทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า เห็นแต่ห้วงน้ำสุดลูกหูลูกตา เปล่าหรอกบ้านของเขาคงไม่ได้หายไปไหน แต่เขาเองมาปรากฏกายอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลนี้ได้อย่างไรกัน

“นี่มันคงจะเป็นชายทะเล ล่ะกระมัง” คำพันครุ่นคิด

จริงดังว่า คุณวารี ลูกสาวแสนสวยเพียงคนเดียวของท่านผู้การ ออกมาพบคำพันเข้าโดยบังเอิญ ระหว่างที่เธอมาพักผ่อนตากอากาศที่บ้านพักส่วนตัวชายทะเล คุณวารีครองโสดมานาน ถึงแม้ความสวยของเธอจะเลิศเลอกว่าเพื่อนสาวในแวดวงของเธอ แต่ความอาภัพอับเสียงก็มีส่วนทำให้โอกาสดีๆพลอยหายไปและทั้งยังเป็นปมด้อยแก่ท่านผู้การผู้เป็นบิดาอีกด้วย เพราะเหตุว่าคุณวารีเป็นใบ้มาแต่กำเนิดนั่นเอง คำพันเดินง่วนวกวนอยู่แถวนั้นจนเหนื่อยอ่อน เพราะไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองอยู่ในฝันหรือว่าเป็นโลกของความจริงกันแน่ ทันทีที่เห็นหญิงสาว เขาก็รีบเข้าไปขอน้ำดื่มดับกระหายเพราะหลงกลืนเอาน้ำทะเลเข้าไปหลายอึกด้วยนึกสำคัญว่าเป็นหนองน้ำจืด แรกๆวารีก็ไม่ค่อยจะไว้วางใจนัก เกรงว่าจะเป็นพวกอันธพาลหรือพวกติดยาบ้า เสพกัญชา คว้าเฮโรอีน ที่กล้าปีนป่ายกล้ำกรายบุกรุกเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนบุคคล เพราะโดยปกติย่านนั้นท่านผู้การจะกำชับให้ทหารเวรยามมาคอยตรวจตราอยู่อย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของบุตรสาวและบ้านพักหลังหรูของท่าน วารีเองก็ยังแคลงใจอยู่เหมือนกันว่าชายหนุ่มผู้นี้เล็ดลอดเข้ามาถึงพื้นที่หลังบ้านของเธอได้อย่างไร ทว่าด้วยบุคลิกและจริตอันไม่เป็นพิษเป็นภัยของคำพันนั้นเองที่ทำให้วารีวางใจลงได้ระดับหนึ่ง

“นี่เราตกมาอยู่ในดินแดนไหนอีกล่ะเนี่ย หน้าตาก็ออกจะสะสวย แต่กลับไม่มีสำเนียงเสียงพูด” เขายังวิตกกังวลกับชะตาชีวิตของตนเอง

“เอาล่ะเมื่อไม่อยากพูดกับฉันก็ไม่เป็นไร ฉันจะใช้ภาษามือ โบ้ยใบ้ไปมาเรื่อยๆก็แล้วกัน” คำพันพยายามจะหาวิธีสื่อสารกับหญิงสาวชาวเงียบปาก

 แต่กว่าที่ทั้งสองจะวางใจซึ่งกันและกันได้ก็เล่นเอาทั้งคู่เหนื่อยอ่อน เพราะเขาพยายามที่จะพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้ฝันไป เป็นต้นว่า พยายามจะสัมผัสคุณวารี ขอร้องให้คุณวารีหามีดมากรีดเขาลองดูซิว่าจะเจ็บหรือมีเลือดออกหรือไม่ การได้มารู้จักกันอย่างไม่คาดคิดและเป็นลักษณะของการล่วงละเมิดเคหสถานโดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีชื่อเสียงในสังคมเช่นนี้ จึงเสี่ยงต่อคำครหา การรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่ไม่น้อย นั่นคือสิ่งที่คุณวารีตระหนักดีอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นที่น่าแปลกว่าคำพันเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษากายซึ่งใช้มือและสีหน้าได้เป็นอย่างดีในเวลาอันสั้น ทว่าภาษาใจต่างหากเล่าที่ทำให้เขาทั้งคู่เข้าใจกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่า ไฟสาวที่กำลังอยู่ในวัยสุกงอมมีหรือจะทานทนต่อความปรารถนาของบุรุษเพศที่แฝงเร้นอยู่ในท่วงที คำพันเองก็เช่นเดียวกันเขาแทบจะลืมอะไรไปจนหมดสิ้นทุกสิ่งอย่างในชีวิต เว้นเสียแต่การเฝ้ายลโฉมคุณวารีอย่างไม่ละสายตา ในเวลาต่อมาการตกลงหลบซ่อนเพื่อคบหากันต่อไปจึงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

                หลังจากที่ทั้งสองแอบนำเรือแล่นออกไปเที่ยวในทะเลแต่เพียงลำพัง พวกเขาก็มาประสบกับเหตุการณ์อันแปลกประหลาดคล้ายกับการถูกกลืนหายเข้าไปในโลกใหม่แห่งหนึ่ง คุณวารีได้รับการรักษาอาการใบ้แต่กำเนิดของเธอจนหายเป็นปกติ ด้วยเทคโนโลยีการรักษาของผู้คนในโลกลี้ลับนั้น ในขณะที่คำพันได้แอบนำเอาอุปกรณ์ประหลาดอย่างหนึ่งติดมือกลับมาสู่โลกบนดิน มันคือเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่งของผู้คนที่นั่น แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินก้อนหนึ่งเมื่อตกมาอยู่ในมิติของโลกบนดินธรรมดา ช่างเป็นความบังเอิญหรือคราวเคราะห์ ที่สาวใช้บ้านคุณวารีมาพบอุปกรณ์ประหลาดนั้นเข้าในวันหนึ่ง เธอได้นำเรื่องไปเล่าให้ทหารยามซึงเป็นแฟนหนุ่มฟัง พวกเขาจึงพยายามกลับมาค้นหามันอีกแต่ไม่พบ ความไม่ชอบมาพากลทำให้ทหารยามอดที่จะเล่าเรื่องและเรียนให้ท่านผู้การทราบไม่ได้ คนทั้งหมดจึงพากันวางแผนลับ คอยจับตาดูคุณวารีอยู่ตลอดเวลาโดยมิให้เธอได้ทันรู้ตัว

เมื่อคำพันและวารีออกมาพบกันในวันหนึ่ง คำพันจึงถูกท่านผู้การและทหารยามรวบตัวเอาไว้ โดยมิไยดีต่อคำร้องขอของวารี ผู้การสั่งให้จองจำคำพันเอาไว้ก่อน ในฐานะผู้ต้องสงสัยเป็นจารชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้หลักฐานเป็นอุปกรณ์แปลกประหลาดไว้มัดตัวอีกด้วย พวกเขายังได้ส่งมันไปพิสูจน์ที่หน่วยข่าวกรอง แต่ความหวังดีของผู้การกลับถูกผู้ใหญ่มองผิด กล่าวคือเรื่องได้ขยายใหญ่โตเมื่อคณะกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติมีความระแวงว่าท่านผู้การจะสมคบกับกองกำลังต่างชาติเพื่อบุกเข้าทำการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจรัฐบาล โดยประสานงานผ่านอุปกรณ์ลึกลับชิ้นนั้น ท่านผู้การจึงตกอยู่ในสถานะลำบากอาจต้องคดีร้ายแรง โทษฐานเตรียมการเป็นขบถต่อแผ่นดิน ในระหว่างการต่อสู้คดีความ พยานหลักฐานสำคัญในชั้นศาล ที่ผู้การจะพ้นมลทินจากข้อกล่าวหาได้ก็ต่อเมื่อต้องได้รับการยืนยันจากหน่วยซีไอเอของสหรัฐอเมริกาว่า อุปกรณ์ชิ้นนั้นมิได้ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมดังที่ถูกกล่าวหา

                ความเดือดร้อนที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวและคนรักจึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับวารีเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้ ในที่สุดเธอจึงได้ตัดใจเล่าเรื่องราวอันพิสดารพรรค์ลึกที่เกิดขึ้นกับเธอและแฟนหนุ่มทั้งหมดนี้ให้พี่เลี้ยงและสาวใช้ฟัง พวกเขาต่างก็เห็นอกเห็นใจในชะตากรรมและความบริสุทธิ์ใจของเธอ สาวใช้จึงไปขอร้องแฟนหนุ่มที่เป็นทหารเวร ต่อมาในวันที่เขาเข้าปฏิบัติหน้าที่เฝ้าเรือนจำ เขาจึงแอบช่วยเหลือคำพันจนหลบหนีออกจากที่กักขังได้ ดังนั้นวารีและคำพันจึงพากันหลบหนีมาขึ้นเรือและแล่นเรือมุ่งหน้าสู่ทะเลลึกภายในคืนนั้นโดยทันที

ในตอนเย็นของวันนั้นนั่นเอง ที่หน่วยบัญชาการทหารสูงสุดได้รับแฟกซ์ด่วนจากหน่วยซีไอเอแจ้งผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานแต่เพียงสั้นๆว่า

สิ่งที่ท่านส่งมาให้ตรวจพิสูจน์นั้นพบว่า มันเป็นอุปกรณ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นแต่ไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือหรือเทคโนโลยีของชนชาติใดบนโลกมนุษย์ในยุคปัจจุบัน จึงขออนุญาตเก็บไว้เพื่อทำการศึกษาอย่างละเอียด จนกว่าจะได้รับความกระจ่างเป็นที่พึงพอใจ จึงจะส่งคืนให้แก่ทางรัฐบาลไทยในโอกาสต่อไป

 เมื่อได้รับข้อมูลเช่นนั้น ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงได้รีบโทรศัพท์ด่วน มาขอโทษผู้การยังบ้านพักกักบริเวณของท่าน และสั่งระงับการลงทัณฑ์ใดๆตลอดจนการถอนฟ้องข้อกล่าวหาที่มีทั้งมวลโดยทันที ผู้การจึงรีบเดินทางกลับบ้านพักตากอากาศ แต่ต้องกลับมาพบกับการหายตัวไปของวารีและคำพัน                พอรุ่งเช้าผู้การจึงได้ระดมกำลัง ทั้งตำรวจน้ำ ทหารเรือ และหน่วยนาวิกโยธิน ออกค้นหาสองหนุ่มสาวเป็นการใหญ่ พวกเขาพบแต่เพียงเรืออันว่างเปล่าที่วารีและคำพันขับขี่มาในคืนนั้น มันจอดนิ่งอยู่กลางทะเล ซึ่งไม่ไกลจากชายฝั่งของเกาะร้างเล็กๆแห่งหนึ่ง เรือยังอยู่ในสภาพปกติดีทุกอย่าง ไม่มีร่องรอยของการอับปาง ที่น่าแปลกใจคือเสื้อผ้าของเขาทั้งคู่ถูกถอดกองไว้อย่างเรียบร้อย ผู้พบเห็นก็ได้แต่คาดคะเนว่าพวกเขาทั้งคู่คงจะพากันลงเล่นน้ำในชุดเปลือยเปล่า ท่ามกลางแสงจันทร์ของคืนนั้นแล้วอาจจะพากันประสบอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิต แต่ยังน่าฉงนยิ่งกว่าเมื่อเหล่านักประดาน้ำทั้งหลายกลับค้นหาร่างของสองหนุ่มสาวไม่พบเลย การอันตรธานของคนทั้งคู่จึงยังเป็นปริศนาให้กับคณะกู้ภัยและค้นหาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตัวผู้การเองอย่างน่าเศร้าสลดใจ

                ไม่มีใครเลยจะล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองหนุ่มสาวในคืนนั้น เว้นแต่วารีและคำพัน แสงจันทร์นวลผ่องเป็นยองใย เรือแล่นไปในนาวา นำพาคู่รักทะยานสู่เวิ้งน้ำยามราตรี ต่างชี้ชวนสรวลเส แต่หารู้ไม่ว่าผืนทะเลและแผ่นฟ้ากำลังแปรปรวนท่ามกลางความเงียบสงบอย่างผิดปกติ พลันน้ำทะเลเบื้องหน้าก็บังเกิดลูกคลื่นขนาดใหญ่โถมถั่งเข้ามาเป็นระลอก เรือโคลงไปมาอย่างรุนแรง เล่นเอาคำพันและวารีแทบจะตกกระเด็นออกจากเรือ ท้องฟ้าที่เห็นแจ่มใส ซึ่งมีพระจันทร์และหมู่ดาวก็กลับกลายเป็นมืดมัวสลัวหม่นไปเสียสิ้น ทั้งคู่อ้าปากค้างเมื่อลักษณะของหัวเรือขนาดใหญ่ราวกับตึกหลายสิบชั้นค่อยๆโผล่ลำขึ้นมาจากใต้ท้องทะเลลึก เหมือนกับมีการตระเตรียมไว้ล่วงหน้า ทันทีที่โผล่พ้นเหนือน้ำ ประตูที่คล้ายปากของปลาวาฬที่อยู่ส่วนหัวของเรือก็เปิดออก พร้อมกันนั้นก็เกิดกระแสน้ำไหลเชี่ยวในรัศมีหนึ่งหรือสองกิโลเมตร พัดพาเข้าสู่ประตูปากปลาวาฬอย่างรุนแรง วารีและคำพันต่างก็พยายามช่วยกันบังคับเรือให้เบนออกจากทิศทางของกระแสน้ำเชี่ยว แต่สายไปเสียแล้ว เรือของพวกเขาแล่นลิ่วผ่านประตูปากปลาวาฬเข้าสู่ข้างในราวกับมีแรงดึงดูดของแม่เหล็กมาช่วยผลักไสเสริมกับกระแสน้ำไหลนั่นอีกแรง

                ภายในเรือดำน้ำขนาดใหญ่ เรือเล็กของพวกเขาไม่สามารถจะบังคับขับขี่ได้อีกต่อไป แต่มันถูกอำนาจหรือพลังลึกลับนำพาเข้าเทียบท่าอย่างง่ายดายโดยมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ทั้งคู่ตกตะลึง เพราะเบื้องหน้าคือขบวนแถวตั้งรับของชาวลับแล ทุกคนอยู่ในชุดมนุษย์กบบางใสแนบเนื้อราวกับไม่ได้สวมใส่อะไร สุภาพสตรีที่เป็นหัวหน้าคณะจ้องมองมาที่พวกเขา เธอยิ้มให้เล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวต้อนรับสู่โลกใหม่อีกครั้ง เธอยังเอ่ยเป็นนัยว่าเราเคยพบกันมาแล้วครั้งหนึ่ง คำพันจ้องเธออีกทีก็รับรู้ในทันใดว่าเธอคงจะเป็นหนึ่งในสองนางที่เดิมทีเคยฝันเห็นว่ามาเชื้อเชิญให้เขาลงไปในเรือด้วยกัน เรือนร่างอันงดงามละหงภายใต้ชุดมนุษย์กบอันใสแจ๋ว จึงเปิดเผยความอวบอิ่มแห่งสรีระอิตถีเพศให้สามารถเยี่ยมยลได้อย่างง่ายดาย มันจึงช่วยเรียกความทรงจำของเขาในบัดดล พวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีทีท่าเป็นมิตร ความรู้สึกราวกับพี่น้องที่จากกันไปนานแล้วได้กลับมาพบกันใหม่ การกลับคืนสู่หมู่ญาติมิตรของที่นี่ ช่างประหลาดเหลือที่เมื่อสตรีผู้เป็นหัวหน้าได้แนะนำให้วารีและคำพันปลดเปลื้องเสื้อผ้าชุดที่สวมใส่มานั้นออกไปเสีย และถอดกองไว้ในเรือให้เรียบร้อย เหมือนดังถูกมนต์สะกดใจ พวกเขาปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย ในขณะเดียวกันก็มีสตรีสองนางย่างก้าวขึ้นมาจูงแขนวารีและคำพันลงจากเรือ  สองหนุ่มสาวถูกนำทาง เดินผ่านแถวตั้งรับของเหล่าหญิงและชาย สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือสายตาทุกคู่ที่กำลังจ้องมองมาที่สองหนุ่มสาวผู้มาใหม่นั้น ล้วนแต่แสดงออกถึงความชื่นชมยินดี คำพันและวารีพอที่จะเริ่มเข้าใจแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเขาทั้งสอง เมื่อสุภาพสตรีอาวุโสแต่ยังไม่มีวี่แววของความแก่ชรา กำลังจะนำพาพวกเขาให้ทำอะไรสักอย่าง

 

“หรือว่ามันจะเป็นดินแดนที่ความแก่ชราไม่สามารถจะชำแรกแทรกเข้าครอบงำสรีระได้” คำพันตั้งข้อสังเกตในใจ

 

 เธอก้าวเข้ามาเอ่ยคำแนะนำถึงการหล่อหลอมจิตวิญญาณเข้าเป็นหนึ่งเดียว ระหว่างเพศบุรุษและสตรี พวกเขาถูกนำเข้าสู่กระโจมแก้วใส ซึ่งภายในนั้นตกแต่งเป็นเตียงนอนอันวิจิตรตระการตา ราวกับว่ามันเกิดจากการเนรมิต ทันทีที่ฝากระโจมแก้วปิดลง สิ่งแวดล้อมเมื่อสักครู่ก็ถูกปิดกั้น เขามองไม่เห็นผู้คนเหล่านั้นอีกเลย แต่ภาพที่มองผ่านกระโจมแก้วได้เปลี่ยนเป็นบรรยากาศใหม่ บัดนี้สิ่งแวดล้อมของกระโจมทั้งสี่ด้านปรากฏบรรยากาศอันพึงปรารถนาอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งคู่มองเห็นชายหาดอันขาวสะอาดสดใส อีกด้านเป็นทิวทัศน์ของขุนเขา มีลำธารน้ำไหล พร้อมน้ำตกจากผา ยินเสียงน้ำสาดซ่ามองเห็นสัตว์ป่านาๆชนิดอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าอันเขียวขจีอีกด้านหนึ่งของกระโจม และอีกด้านหนึ่งนั้นสะดุดตาด้วยมวลบุปผานาๆพันธุ์หลายหลากสี มีหมู่ผีเสื้อสีสวยโบกบินไปมาแล้วถลาลงไต่ตอม จึงเห็นเป็นการเคลื่อนไหวของสีสัน ราวกับทุ่งดอกไม้ถูกย้อมด้วยสีที่มีชีวิต นอกจากนั้นยังมีฝูงวิหคนกกานาๆประเภท โผผินบินไปมาส่งเสียงกล่อมแนวป่า รังสรรค์ความมีชีวิตชีวาราวกับว่าเขาทั้งคู่ได้พลัดหลงเข้าไปยังดินแดนแห่งสวนสวรรค์อีเดน

ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าทั่วทั้งจักรวาลอันไร้ขอบเขตจะมีเพียงเพศแห่งบุรุษและสตรี ไฟปรารถนาได้ถูกโหมกระพือขึ้นมาอย่างแรงกล้า จนนัยน์ตาของทั้งสองมันฟ้องและร่ำร้องอยู่ในที เรือนร่างอันปราศจากเครื่องห่อหุ้มของวารีอ่อนระทวยลงกับอกและร่างอันเปล่าเปลือยของคำพัน บัดนี้โลกภายนอกและโลกบนดินจึงถูกทอดทิ้งให้อยู่เบื้องหลัง ส่วนโลกใหม่ในแดนดินถิ่นลับแลก็กำลังรอคอยให้เผชิญอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ปัจจุบันกาลคือห้วงเวลาแห่งการลิ้มรสความหอมหวานสำหรับเขาและเธอโดยจำเพาะแล้ว ส่วนกาละของกระโจมแก้วหรือกระโจมทองฉลองวิวาห์หรือคาบเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ จะยาวนานหวานชื่นไปอีกกี่คืนกี่วัน คู่บ่าวสาวแต่เพียงเท่านั้นที่จักเป็นผู้กรำคำตอบ

                                                  ................................................

Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
  Prayad
ไม่มีข้อความส่งถึงPrayad
>