วันจับฉ่าย

Disillusionment

ผมชื่อกัน เพิ่งจบม.ปลาย อยู่มหาลัยฯปี 1 เป็นคนธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ มัธยมก็เรียนบ้างเล่นบ้าง มีแฟนนิดหน่อย ไปเที่ยวบ้าง พอหอมปากหอมคอ เรียนพิเศษ ติว ทำโจทย์ ตามประสานักเรียนมัธยมทั่วไป ไม่มีอะไรมาก 
	อยากเป็นวิศวกร อยากเรียนวิศวะฯ ตามประสานักเรียนชายไทยสายวิทย์ทั่วไป ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษในเรื่องเหตุผลที่จะเรียนหรือทำงานนี้
	ปัญหาคือ อันดับหนึ่งเป็นวิศวะ อันดับสองเป็นวิทย์ มหาลัยชื่อดังเดียวกัน คะแนนของวิทย์ต่ำกว่าวิศวะ ปรากฏว่าคะแนนผมมันตกวิศวะมาอยู่วิทย์ ด้วยไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องยอมเรียนทั้งๆที่ไม่เอา ว่าจะเรียนพลางรอซิ่ว หรือจะเรียนแล้วไปเป็นอาจารย์ดี? ก็ยังไม่รู้ แต่จบสายนี้เงินน้อยแน่ และโอกาสหาความเจริญคงไม่มีเท่าไหร่
	หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่สังคมนี้อยากให้พวกเรารู้...
	ที่แน่ๆคือผมไม่รู้จะทำยังไงดี...มันตื้อไปหมด...สับสนไปหมด... จะอยู่ต่อหรือลาออก...มันไม่มีการตกลงใดๆกันเลย...
	ผมจึงกลับบ้าน... ไม่ใช่บ้านในแบบที่เราคุ้นเคยกัน...แบบที่อยู่กิน ฯลฯ
	มันเป็นเหมือนบ้านแห่งที่สองของพวกเรา... ความอบอุ่นไม่แพ้บ้านเลย... และความอบอุ่นทางใจที่ได้ก็มากมาย... และมันไม่ใช่วัดหรือโรงเรียนหรือห้องสมุด... มันเหมือนไปสถานที่เหล่านั้นในแง่ของความสงบที่พูดถึงอยู่...(แต่ผมไม่ค่อยได้ไปที่เหล่านั้นเลย)
	“ไปฟิวดีกว่า...”
	แล้วหลังเลิกเรียนผมจึงโดดขึ้นรถเมล์ไปสถานที่ในตำนาน สถานที่แห่งความทรงจำ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์...
	รถมากมายขวักไขว่ คนมากมายไหลไป พลันภาพของรถตู้จำนวนมาก คนที่คอยขานจุดหมายปลายทาง ป้ายที่วางและถือ รถเข้ามาออกไป ผู้คนขึ้นและลง มันเหมือนเป็นหัวใจที่สูบฉีดเลือดของแถบนี้ ผมลงจากรถ...
	คราบดำๆที่พื้นถนน ฟุตบาท รอยน้ำอันเป็นปริศนาต่างๆ ผู้คนที่หน้าและเสื้อผ้าบิดเบี้ยว ควันรถ ลมร้อนๆของไอเสีย ขอทานมืออาชีพ ทั้งแบบตรงและแบบมีฝีมือ แผงลอยตรงเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ วินมอเตอร์ไซค์เล่นหมากรุกบนโต๊ะเก่าๆดำๆ คนข้ามถนน คนขับเกรี้ยวกราดที่คนข้ามไม่พอใจตนเอง สะพานลอยที่ว่างเปล่า ตอม่อ ทางด่วน ทางขึ้น ที่มีคราบต่างๆเต็มไปหมด รูปแบบมีไม่มีที่สิ้นสุด กราฟฟิตี้ “ห้ามฉี่ตรงนี้” และคนกำลังฉี่ตรงนั้น กราฟฟิตี้ เทคโนทุม และรอยกากบาททับ กำแพงกราฟฟิตี้ของเมเจอร์ รถตู้เก่าๆ รถเมล์แน่นๆเหม็นๆ รถสองแถว มอเตอร์ไซค์ 
	จังหวัดปทุมธานี เมืองรังสิต บริเวณห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิตและโรงหนังเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ตรงท่ารถที่ถัดไปจากเมเจอร์เล็กน้อย
	ผมก้าวลงจากรถ...
	บ้าน!
	บ้านเกิดของผม(ไม่สิที่ๆผมโตมา...) สถานที่บริเวณนี้เหมือนเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนแถวนี้ เป็นบ้านหลังที่สอง จุดนัดพบ ศูนย์กลางของจักรวาลของพวกเขา
	ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด จิตใจโล่งโปร่งสบาย ความกังวลใจที่ผ่านมาเริ่มบรรเทา
	อยากจะจูบพื้นแบบทักษิณแต่ผมกลัวท้องร่วงตายและโดนรถทับ...
	ผมก้าวในรองเท้าผ้าใบออกไป เหมือนเดินในสวรรค์ เหมือนเจ็ดเก้าของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อตอนเกิด... ไม่ว่านั่นจะเรื่องจริงหรือไม่ มันก็ช่วยในการเปรียบเทียบมาก...
	ควันรถลอยกระทบ ลมร้อนพาดผ่าน เสียงรถ เครื่องยนต์ คน รวมกันเป็นซิมโฟนี่แห่งรังสิตอันสวยงาม...
	แต่สิ่งหนึ่งก็ผิดปกติไป... ปกติต้องมีความคิดพุ่งพล่านมาในหัวว่าจะทำอะไร ไปไหน ไปหาใคร ไปซื้ออะไร ไปกินอะไร... แต่วันนี้มันตื้อไปหมด... รู้สึกไม่อยากทำอะไร... ความคิดที่ทิ้งไปเรื่องว่าจะทำยังไงกับอนาคตและความไม่รู้เลยก็พุ่งมา มันเกาะแน่นเหมือนผีในเรื่องชัตเตอร์ และผมก็เห็นแค่นั้น...
	ความคิดทุกอย่างในหัวหยุด เหมือนโดนเบรกไว้ด้วยความคิดนั้นที่หยุดกะทันหัน... และทุกอย่างรอบตัวก็ชัดเจนขึ้นทันที เห็น ได้ยิน รายละเอียดทุกอย่างโดยไม่มีฟิวเตอร์ของความเคยชิน เบื่อหน่าย กำลังอยู่ในอารมณ์หรือความคิดหนึ่งจนไม่สนใจอะไรรอบตัว...
	ผมเพิ่งรู้ตัว... ปกติผมไม่เคยคิดถึงอะไรรอบตัวที่เกิดขึ้น... เพราะผมมักจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะไร้สาระแค่ไหน... เช่นเกมที่จะไปซื้อ... แฟนที่จะไปหา... คะแนนสอบคราวก่อน...การบ้านที่ต้องทำ การเรียนพิเศษที่ต้องไป...การสอบพรุ่งนี้... มหาลัยที่จะเข้า... อยู่ในกระบวนการที่จะไปไหนตลอด... แต่วันนี้... ทุกอย่างหยุด... แล้วความคลื่นเหียนตอนรู้ผลสอบก็กลับมา...
	“อ้า...”
	ปวดหัวแปล๊บขึ้นมา...
	ภาพจินตนาการถึงอนาคตในการเรียนสิ่งที่ไม่ชอบโผล่มา... งานที่ไม่ชอบ...
	และภาพที่วาดฝันของงานที่ชอบและคณะที่ชอบ... และเพื่อนๆที่ติดคณะนั้น...
	“โธ่เว้ย... เหี้ย... ทำไมต้องเป็นกู... กูเรียนพิเศษ... กูติว... ทำไมไอ้สัตว์พวกนั้นถึงได้แล้วกูไม่ได้”
	จะเกี่ยวกับ PAT 1 และโชคของเขาที่เดาไม่ถูกไหม?
	เขาได้แค่จินตนาการ... หรือวาดภาพด้วยความคิด? จริงๆมันไม่เหมือนกัน...
	อารมณ์ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนและไม่เคยอยากจะรู้สึก... 
	รู้สึกจะเรียกว่า... ซึมเศร้า?... แม้แต่เบียร์ยังไม่อยากดื่ม... เพศสัมพันธ์ที่เคยฝันหาก็ไม่รู้สึกอยากเลย...
	เหมือนอยู่ดีๆก็มีใครไปกดปุ่มในโปรเจ๊กเตอร์ผิด... แล้วภาพก็กลายเป็นขาวดำ หรือ เขียว...
	อยู่ดีๆความรู้สึก อารมณ์ ก็เพิ่มความละเอียดทันที การสัมผัสเล็กน้อยก็รู้สึกมากๆ ความคิดก็มีในแง่มุมต่างๆมากมายที่ไม่เคยยากคิดมาก่อน...
	ความปิดกั้นทั้งหมดที่เคยมีมาเหมือนถูกระเบิดออกแบบกาน้ำร้อนที่ฝาเปิดๆปิดๆเมื่อมันร้อนมาก...
	Sensitive แบบนั้นเลย...
	และฉับพลันนั้นเองที่ผมรู้ตัวว่า... ผมไม่รู้และไม่เข้าใจอะไรเลย...
	คำตอบที่เคยคิดเคยฟัง ที่ยอมรับก็ไม่มีน้ำหนักขึ้นมาทันที มันไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันรู้ตัวได้เลยว่ามันไม่จริง... เหมือนที่ผ่านมาเขาหลอกตัวเองมาตลอด???
	เขาเดินขึ้นทางเท้าและเริ่มเดินเหมือนไร้จุดหมาย... ไร้เรี่ยวแรง หลังค่อมลง... ทุกย่างก้าวแบบซอมบี้...	
	เขาจะข้ามถนนรอจังหวะ... แต่อยู่ดีๆก็เหนี่อยขึ้นมาและไม่ไหวที่จะรอหรือข้าม... ที่จะคำนวณว่ายังไงไม่โดนรถชน...
	เขาจึงลากสังขารขึ้นสะพานลอยที่ไร้ผู้คนไป... ตุบ ตุบ ตุบ...
	ตุบ ตุบ ตุบ
	ตุบ ตุบ ตุบ
	ตุบ ตุบ ตุบ
	ตุบ ตุบ ตุบ
	ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ
 
ตุบ ตุบ ตุบ
	ที่ผ่านมาเขาไม่เคยจดจ่ออยู่แต่ละย่างก้าว ไม่เคยสังเกตเท้าและกล้ามเนื้ออันมหัศจรรย์ที่ทำให้กลไกนี้เกิด... เสียงที่เท้ากระทบ เสียงที่ก้องกังวานมาจากคอนกรีต... หรือสัมผัสของกางเกงที่ครูดกับเป้า หรืออะไรก็ตามที่เกิดในปัจจุบัน... แต่ตอนนี้เมื่อเขาเสียศูนย์ ทุกย่างก้าวเหมือนจักรวาลก้องกังวานอยู่ในตีนของเขาไปทั่วทั้งตัว...
	เมื่อถึงยอดและเดินสั้นๆไปถึงกลางสะพาน...
	เขาก็ทอดสายตาออกไป...
	อยู่ดีๆกล้ามเนื้อตาก็ล้าขึ้นมา... อ้อใช่ เมื่อคืนนอนไม่หลับเลย... 
	เส้นคล้ำๆค่อยๆก่อตัวออกจากใต้ตาและอีกเส้นที่ทแยงมุมออกไป... เส้นเลือดฝอยในตาเริ่มชัดขึ้น...
	รถพุ่งผ่านไป รถแท็กซี่ รถกระบะ รถเก๋ง คนข้ามถนน... 
	วินมอไซค์คนแก่ๆมีหนวดขยับตัวเบี้ยไป...
	รถแท็กซี่จอดและวัยรุ่นในชุดรด.ลงมาสามคน จ่ายตังค์ และเดินเข้าฟิวกัน...
	แท็กซี่นับเงินและออกรถ
	เบี้ยถูกราชินีกิน...
	เด็กนักเรียนถือหนังสือ biology for high school student เดินไปเป็นกลุ่มเล็กๆ...
	เบี้ยอีกตัวถูกบิชอปกิน...
	ชายแก่ยิ้มและขยับหมากตัวหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว และชายหนุ่มที่เขาเล่นด้วยก็อ้าปากส่งเสียงเซ็ง
	พ่อแม่พาเด็กประถมไปเรียนพิเศษ...สินะ
	รุกฆาต!
	เมื่อตอนเด็ก ตอนวัยรุ่น ตอน... เขาทำหน้าเหมือนระลึกชาติได้...แล้วพบว่าเคยเป็นผู้หญิงแล้วโดนข่มขืนและรับรู้ความทรมานนั้น...
	เด็กถือหนังสือ Da Vance เดินลิ่วไป...
	น้าตาเขาก็ไหลพรากออกมา...
	ภาพของช่วงเวลาที่เขาไปกวดวิชาขึ้นมา
	ภาพของการอยู่กับครอบครัว เพื่อน หรือสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เคยเกิดก็ขึ้นมา...
	เขารู้ตัวทันทีว่าโลกเขาแคบขนาดไหน...
	เขาเคยอ่านหนังสือกี่เล่ม...? ภาพยนตร์ที่ดูแล้วกินใจเปลี่ยนชีวิตมีกี่เรื่อง?...
	ภาพของการดูหนังวันหลังสอบกลางภาคกับเพื่อน... หัวเราะ เฮฮา สนุกสนาน...
	แต่มันว่างเปล่า...
	ไม่มีอะไรเปลี่ยน...
	น้ำตาไหลไปถึงคาง
	หล่นบนมือที่เกาะราวอยู่
	หยดลงไป...
	กระทบพื้นถนนดำๆเก่าๆสกปรกๆ
	แล้วรถก็ทับ...
	เขาออกเดินอย่างไม่มีชีวิต...
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ
	แล้วเขาก็เห็นขอทาน...
	เป็นผู้หญิงนั่งบนรถเข็น... ตาของเธอแดงไปหมด... ขอบตา เบ้าตาบวมเป็นสีแดงเห็นหนองเห็นเส้นเลือดเห็น...
	พร้อมกับผู้หญิงที่คอยดูแล...
	คนที่ดูท่าทางคล้ายหมอเดินผ่านไป...
	คนที่ดูท่าทางคล้ายวิศวกรเดินผ่านไป...
	เด็กนักเรียนหญิงที่ถือบอร์ดวาดรูปโยนตังค์ให้...
	ฉับพลันนั้นเหมือนเขาอ่านใจได้...
	“ขอให้ดิฉันติดสถาปัตย์จุฬา”
	ฉับพลันนั้นเขารู้สึกกระอักกระอ่วนทันที... เหมือนจะอ้วกแต่อ้วกไม่ออก...
	อีกคนที่ดูชาวบ้านๆ ห้อยจตุคามเป็นพวง โยนตังค์ให้
	“ขอให้ผมได้ขึ้นสวรรค์”
	สักพักอีกคน
	หญิง
	ชาย
	เด็ก
	คนแก่
	“ขอให้มีแต่ความสุข”
	“ขออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ขอให้สุขภาพแข็งแรง”
	“ขอให้เจอแต่สิ่งดีๆ”
	หยุด หยุด อ้ออออออา! เขาอยากตะโกนแต่ปากก็ไม่ขยับ...
	เขามองที่หน้าของคนที่ดูมีอันจะกินกับหญิงแก่ที่หน้าตาบิดเบี้ยว
	โดยไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง... เขารู้สึก... แย่.... มากกก
	ทั้งๆที่เขาไม่สนเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย....
	เขารีบวิ่งไป...
	“บริจาคสมทบทุนช่วยเด็กหน่อยครับ”
	“ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญ”
	“ขอให้มีแต่...”
	“ขอให้มี...”
	“ขอให้...”
	“ขอ...”
	เขาไม่มีแรงจะวิ่งไปจึงได้แต่เดินอย่างเชื่องช้าด้วยความเจ็บปวด
	อยู่ดีๆ อะไรเนี่ย!		
	เหมือนทุกความรู้สึก ของทุกอย่างมันทะลวงเข้าไปในตัวเขา...
	เหมือนอยู่ดีๆโลกใบนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกโลกหนึ่ง...
	เด็กหนุ่มยังไม่รู้ตัวว่ามันไม่ใช่โลกที่เปลี่ยน แต่คือเขาที่เปลี่ยน...
	ท้องร้อง...แต่ไม่รู้สึกหิว... แต่ยังไงก็ควรหาของกิน... กองทัพต้องเดินด้วยเท้า
	และเขาก็พยายามหาอะไรมาฆ่าเวลา จะได้ไม่คิดถึงเรื่องนี้...
	เขาจึงมุ่งไปเหมือนซอมบี้เดินหาสมองไปสู่... แม็กโดนัล.... ผ่านทางเข้าทางที่จอดรถ ลงไป “ชั้นใต้ดิน”
	ผู้คนขวักไขว่... รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ... ใบหน้าเฉย... 
	แค่เห็นก็รู้สึกขยะแขยง....
	อะไรกันนี่...?!	
	ไม่ปะติดปะต่อ ไม่เชื่อมโยง ไม่เชื่อมต่อ ไม่มีเหตุผล... อยู่ดีๆโลกก็กลายเป็นเรื่องตลกไป...
	เข้าไปในแม็ก...
	เขาเห็นเด็กทารก... ร้องทุรนทุรายอยู่ในรถเข็น.... ที่ผ่านมา
	เขาไปเข้าแถว... เห็นคนแก่ผมขาวอยู่ข้างหน้า
	ใกล้ๆกันนั้น คนๆหนึ่งจามอย่างรุนแรงและสาปแช่งอาการของตนเอง
	เขาเหลือบไปที่ข้างนอกร้าน เห็นคนในชุดดำแบบไปงานศพ
	มหาลัยดีๆ งานดีๆ แฟนดีๆ ครอบครัวดีๆ...
	และหนทางมากมายที่ทำแบบนั้นได้...
	เกิด แก่ เจ็บ ตาย
	ความสุขและความทุกข์
	อยู่ดีๆความเชื่อเรื่องนี้ของเขาก็เริ่มไม่น่าโสภาขึ้นมาทันที... เหมือนเป็นโดมิโน... โลกของเขาพังทลายลง...
	เกิดมา แล้วก็ตายไป โดยไม่ได้รู้อะไรเลย ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย
	อยู่ดีๆความสุขก็ดูน่าสะอิดสะเอียน ความทุกข์ก็เหมือนกัน...
	พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
	ทำไมต้องหาความสุข? ทำไมมีความทุกข์? ทำไมความทุกข์ถึงแย่? ทำไมต้องตาย? ทำไมต้องเกิดมา? ความสุขคืออะไร? ความทุกข์คืออะไร? คนคืออะไร? ความรู้คืออะไร? ...
	ผมพึ่งรู้ตัวว่าผมไม่รู้เลย และยิ่งไม่เข้าใจยิ่งกว่า
	ระหว่างที่หาโต๊ะอยู่ ผมก็เจอเพื่อนเก่า---
	“อ้าว ไอ้กัน! ว่าไง!”
	“อา...หวัดดี” เสียงที่ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความขึ้นลงของเสียงเท่าไหร่เลย
	เด็กหนุ่มเข้าไปนั่งกับเพื่อนเก่า...
	แต่ในวันนี้...เพื่อนของเขา...อย่างไม่สามารถอธิบายได้... กลายเป็น “เพื่อน” ไป...
	“เป็นไร?”
	“ก็...”
	“เพื่อน”ของเขาดูไม่สบอารมณ์ที่ต้องรอคำตอบนาน พวกเขาไม่คุ้นเคยกับการคิด การสะท้อน และโดยเฉพาะการทำมันในชีวิตประจำวัน ในการคุย และใช่ พวกเขาสอบติดและเรียนมหาลัยอันดับต้นๆของไทยทั้งนั้น...
	“2@$%34%*#&^$($&U()JHVFHFGIFVNBOSjfuhhdfghjdfkhkhuihdหกด้หก่าด้ห่าก้ดี่สำพ้ารดเรดาเหก้ดาหก้ดรี้卯hsだdshsdfkjsdfhDfgdskfjdjhf hd笛jfああいいう絵jぎづkflkjdlgkhdfdjkoiujoihoi457547545757558w3454fdr5g4fd2g4deroiefuydfrkjfguirkljreyfkdghewkfhkshykeurifyhjkhffjghfvjfhjh.........................................firud8mk6y8gh8g8gu7fjhdjvhxlfhfifhkfjhfhjfjhghk”
	เขาพยายามอธิบาย...
	แต่ในสายตาและสายหูและสายแห่งการรับรู้ทั้งปวงของเพื่อนของเขา... มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นภาษา...สำหรับพวกเขา...
	“เฮ้ย!... เครียดอะไร? คิดมากทำไม? มองโลกในแง่ร้ายทำไม?”
	“เดี๋ยวไปแดกเบียร์กันดีกว่า แล้วมาคุยกัน... เฮ้ยไม่ต้องไปคิดมาก... มองโลกในแง่ดีเว้ย... 489879yfるふゅ位y6798ういおうdhfgしうほい8う8” ปกติเขาคงไปกับเพื่อนและลืมเรื่องที่เกิดทั้งหมด... แต่วันนี้...
	เพื่อนเขาไม่เข้าใจเขาเลย เขาไม่เข้าใจที่เพื่อนพูดเลย สิ่งที่เพื่อนเขาพูดอยู่ดีๆก็ไร้น้ำหนัก ไร้ความหมาย จอมปลอม เป็นเรื่องโกหก เป็นภาพลวงตา... เป็นการหนีความจริง...
	อยู่ดีๆมันก็ชัดขึ้นมา... ทั้งชีวิตเขาหนีความจริงมาตลอด... และนั่นคือสาเหตุของทุกอย่างในวันนี้... เขารู้สึกอย่างนั้น ถ้าหนีต่อไป.. . ทั้งหมดนี้คงไม่มีวันจบ....ทุกสิ่งที่เกิดในวันนี้... ไม่รู้จะพูดเป็นคำพูดยังไง... มันต้องรู้ให้ได้... เหมือนมันหิวข้าวมาก... ต้องกิน... จะตาย...  ภาพลางๆว่าทางเลือกทั้งหมดที่เขาเลือกได้ ทุกทางย่อมไปสู่สิ่งเดียวกัน... การหนีความจริง... ดังนั้น....
	“โทษทีวันนี้กูต้อง...ซักผ้า... ต้องรีบไปแล้ว... เดี๋ยวฝนตก... เดี๋ยวกางเกงในไม่ได้ซัก ไข่จะเน่า...”
	“เฮ้ยรอก่อน เฮ้ย กัน รอ ก่อน”
	เสียงของ “เพื่อน” มลายหายไป... ละลายไปเหมือนความฝันที่หายไปเมื่อสัมผัสกับความจริงตอนตื่นนอน...
	...
	หลังจากเดินอยู่ครู่ใหญ่... พยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดในวันนี้.... เขาก็นั่งลงตรงที่นั่งข้างน้ำพุหนึ่ง...
	“ออกไปซิ่วเลย... แล้วมาเรียนวิศวะด้วยกัน”
	“คนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้เธออยู่ที่คณะวิทย์แล้ว ก็อยู่ไปเลย”
	“เฮ้ยมึงไส้แห้งแน่เชื่อกู ออกไปซิ่วเหอะ ติวเยอะๆแล้วเรียนวิศวะด้วยกัน”
	“มองโลกในแง่ดีลูกก็มีที่เรียนดีๆแล้ว เป็นอาจารย์ก็ได้ เงินอาจน้อยแต่ก็เป็นงานที่ดี มีคนเคารพ”
	“ไม่ต้องคิดมาก”
	“ไม่ต้องเครียด”
	“ไม่ต้อง...”
	“ไม่...”
	ไม่ว่าคำตอบไหน... ก็ล้วนไร้ความหมายทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปทางไหนก็มีแต่ความทุกข์ ก็มีแต่ภาพลวงตา ก็ไม่มีทางไหนที่นำไปสู่ความจริงเลย...
	เขานั่งหลังค่อมอยู่ตรงนั้น เหมือนกับมีรังสีสีดำแผ่ออกมาจากตัวเขา...
	“เออ.......สวัสดี”
	...
	“หวะ-หวัดดี”
	“ไม่ได้เจอกันนานเลย... ชื่อ.....”
	“กัน...นายชาลีใช่ไหม?”
	“ใช่! คนที่อยู่ในหนังสือเรียนไง”
	แหมะ! ชาลีหย่อนตูดลงข้างๆ
	“น่าสนใจ...นายเป็นอะไรรึเปล่า...”
	“อธิบายยังไงคนอื่นก็ไม่เข้าใจ... เสียเวลาเปล่า...”
	“นายจำเค้าไม่ได้เหรอ?”
	เขายิ้ม
	!
	แล้วเขาก็จำได้... คนที่ชอบเถียงกับอาจารย์แล้วก็คิดมาก พูดอะไรไม่รู้เรื่องนั่นเอง
	ปกติเขาคงเซ็ง อยากหลบหน้าไปเร็วๆ... แต่วันนี้เขารู้สึกอะไรบางอย่างที่ดูดเขาเข้ากับชาลี...
	“เมื่อเช้าแปลกมาก...รู้สึกว่ายังไงก็ต้องมาฟิว” ชาลีก็เหมือนกัน...
	“อ้า... นายเป็นคนเรียกเค้ามานี่เอง... หน้าเหมือนมีคำถามเต็มเลย...”
	แปะ!
	กันสะดุ้งโหยง ฉี่เล็ด...
	มือของชาลีประทับอยู่บนมือของกัน...
	“ทำบ้าอะไร?”
	“เค้าสัมผัสได้ว่ากันต้องการความรักอยู่...”
	“???”
	“มึงเป็นเกย์เหรอ?!”
	“เปล่า... เค้าเป็นมนุษย์... ความรักคือสิ่งที่ใกล้อิทัปปัจจยตามากที่สุด... ความหวังและแรงบันดาลใจคือสิ่งที่ใกล้อตัมมยตาที่สุด... จินตนาการคือสิ่งที่ใกล้อนัตตาที่สุด... แล้วทำไมนายต้องปฏิเสธความรักด้วยล่ะ after all โลกนี้แห้งเหือดจากมัน และปัญหามากมายในโลกก็เพราะอย่างงั้น และ... ปฏิกิริยาเมื่อกี๊ของนาย... เป็นเสื้อแจ็กเก็ตที่สังคมยัดเยียดให้นายไม่ใช่เหรอ...”	
	เขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่... แต่คำพูดอะไรก็ไม่รู้จากคนอะไรก็ไม่รู้นี้กลับรู้สึกดีกว่าคำพูดที่คุ้นเคยจากคนที่คุ้นเคย... มันเหมือนกับ... คำพูดเขามีพลัง... เหมือนคำพูดเขาเชื่อมลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาล ไม่ใช่แค่ลมปาก...
	“ยังไงก็ตาม ต้องไปเยี่ยวก่อน”
	“อา... ไปกันเลย”
	เมื่อผ่านประตูไป ก็มีคนแจกของโปรโมทอะไรบางอย่าง
	เขาหยิบแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง ฤาจักเป็นไอ้ขี้แพ้... อะไรหว่า...
	เขาเดินผ่านห้องน้ำหญิง ชาลีตามมาติดๆ...
	“นายรู้จักทวินิยมรึเปล่า”
	“ไม่”
	“หญิงชาย”
	ปรื๊ด! ซิปเลื่อนลง
	“ขาวดำ”
	จ๊อก....
	“ดีชั่ว”
	“ดีแย่”
	“ถูกผิด”
	“เอ็กเซ็กเทร่า”
	“จะว่าไปนายมีปัญหาอะไรอยู่นะ?”
	ซู่... ชาลีล้างมืออย่างละเอียด ล้างไปถึงข้อศอก
	“ก็...”
	...
	...
	...
	แล้วเราก็เดินมาถึงแคมปัสพาร์คชั้นบนสุด
	“...แล้วกูก็คุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย...”	
	ชาลียิ้ม แปลกมาก รอยยิ้มของเขาให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนมาก มันทะลวงทะลุไปในหัวใจ ในจิตใจ มันไม่ใช่รอยยิ้มจอมปลอมแน่...
	“นั่น...” ชาลีชี้ไปที่ๆเรียนพิเศษมากมายที่อัดกันอยู่ในบริเวณนั้น...
	แล้วเขาก็ยัดมือลงในกระเป๋ากางเกง...
	“นั่นคือโรงงานผลิตเสื้อผ้า...”
	“และเอาเข้าจริงก็ห้างนี้ทั้งห้าง...”
	“กูไม่เข้าใจว่ะ...”
	“Religion is the sigh of the oppressed creature, the heart of a heartless world, and the soul of soulless conditions. It is the opium of the people. เออ... แปลเป็นไทย... ศาสนาเป็นการถอนหายใจของสัตว์ที่ถูกกดขี่, หัวใจของโลกที่ไร้หัวใจและวิญญาณของสถานะที่ไร้วิญญาณ...” แล้วเขาก็เน้นเสียงพูดอย่างหนักแน่นขึ้น...
	“มันคือฝิ่นของประชาชน... คาร์ล มาร์กซ์”
	ชาลีหายใจเข้าและออกเกาหัว...
	“แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่ฝิ่นเดียวแล้ว... ปัจจุบันมีฝิ่นมากมาย...”
	“เพราะงั้นก็อาจพูดได้อีกว่านี่คือโรงงานผลิตฝิ่น...”
	ผมรู้สึกถึงประตูที่เปิดออกและปริศนามากมายไหลออกมา---แล้วผมก็ก้าวเข้าไป
	แล้วเขาก็เข้ามาแล้วล้วงสิ่งที่ได้รับแจกมาจากกระเป๋ากางเกงที่ตูด
	นี่มันจะแต๊ะอั๋งรึเปล่า?
	แต่เขาไม่สนแล้ว...
	คนธรรมดา... ประชาชน... เยาวชน... กลายเป็นก้อนเนื้อที่พูดไม่รู้เรื่องไปแล้ว... แต่ไอ้บ้านี่กลับเป็นคนที่สติดีที่สุดสำหรับเขาแล้วในทั้งโลก...
	Kru Somsri® 30th anniversary ฤาจักยอมเป็น® (ตัวแดง) “ไอ้ขี้แพ้” ก็ตามใจ หน้าปกคล้ายๆโคนัน
	“นั่นคือไบเบิลของศาสนาใหม่นี้ที่เป็นฝิ่นรูปแบบใหม่อีกอัน”
	ผมเคยอ่านเล่มนี้แล้ว และมันเป็นแรงบันดาลใจมาก... แต่ในปัจจุบัน...
	“การอ้างอิงไร้สาระนุกรมอาจไม่ฉลาดนักแต่มันเลือกคำได้ชัดเจนดีอยู่ มันเรียกว่าศาสนามหาลัยชั้นนำ...”
	“และทุกสิ่งที่อยู่ในห้างนี้... ทั้งหมดคือฝิ่นที่ทำให้สังคมนี้ยังอยู่ได้...”
	“ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นศาสนาใหม่ทีมีทุกอย่างครบ พระเจ้า คัมภีร์ พิธี นักบวช ศาสดา เทวดา สวรรค์ นรก”
	“ที่นี่คือวัด”
	“นั่นและหนังสือติวมากมายคือคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือแจ่มใส หนังสือธุรกิจประเภทวิธีรวย และอีกมากมาย”
	“พิธีก็มีมากมาย เช่นการสอบ การสมัครงาน เส้นสาย งานแต่งงาน ...”
	“นักบวชก็พวกครูสอนพิเศษ พวก “ผู้ใหญ่” ในสังคม ครู พ่อแม่ ... ”
	“สวรรค์คือสิ่งที่เรียกว่า ความสำเร็จ”
	“นรกคือสิ่งที่เรียกว่า ความล้มเหลว”
	“เทวดา ศาสดา พระเจ้า พวกที่เคารพบูชากันได้ก็อย่างสตีฟ จ๊อบส์ เถ้าแก่น้อย บิล เกตส์ ซีอีโอ คนรวย...”
	“และนายกำลังยืนอยู่ที่หัวใจของมัน...”
	“รวมคอนเซ็บท์มากมาย ทุนนิยม ศาสนาพุทธเก๊ๆ ปัจเจกนิยม ทีวีนิยม social Darwinism สุขนิยม บริโภคนิยม mythology for profit ศาสนาคริสต์ ฯลฯ อย่างละนิดอย่างละหน่อยที่สนองความอยากพื้นฐานต่างๆของมนุษย์อย่างละเอียดและแยบยลขึ้นเรื่อยๆ...อาจเรียกว่าzeitgeist ก็ได้ หรือจิตวิญญาณของยุคนี้...”
	“และพระเจ้าก็ตายแล้ว ด้วยน้ำมือของคนทั้งมวล ที่ยังอยากได้มากกว่านี้ ซึ่งกำลังกลายเป็นพระเจ้ารุ่นใหม่อยู่...”
	“สำหรับนายที่นี่เหมือนบ้านแห่งที่สองใช่ไหม? นายเคยรู้รึเปล่าว่าเมืองนี้มีห้องสมุดด้วย?”
	“มีด้วย?”
	“แถวๆคลองสาม แต่มันเล็กกว่าบ้านของบางคน ส่วนที่นี่ใหญ่กว่าบ้านของแทบทุกคน... นายคิดว่านี่บอกอะไรล่ะ? แถมคนส่วนใหญ่ก็ไปแค่ตากแอร์หรืออ่านนิยายฟรี ไม่ใช่ว่านิยายไม่ดี นิยายนี่ล่ะเพชรงาม แต่วิธีที่เราอ่านกันน่ะสิ เหมือนแดกเบียร์เลย...”
	“เวลาอ่านมันต้องให้ลงไปถึงความจริงที่คำชี้ไป ต้องอินกับมันจนเหมือนมันเกิดจริง ลิ้มรสมัน ต้องขยายขอบเขตความสามารถในการรับรู้ อารมณ์ ความรู้ ความจริง แล้วทุกอย่างในโลกก็จะอยู่ตรงนั้นเอง”
	“เราสร้างระบบความเชื่อนี้บนความสำเร็จ...”
	“แต่ทวินิยม... ถ้าไม่มีขาวจะมีดำไหม? ถ้าไม่มีกลางวันจะมีกลางคืนไหม? แน่นอน...โลกนี้คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จถ้าไม่มีความล้มเหลว”
	เขาขนลุก ภาพของขอทานทะลวงทุกโสตสัมผัส เขาเริ่มตัวแข็งทื่อ กลายสภาพเป็นกระดาษขาวที่รอให้หมึกของนักปรัชญาผู้นี้สาดใส่ ก่อนจะตัดสิน วิพากษ์ใดๆ... ย่อมต้องมีการฟัง...
	“ต้องมีคนรวย เราถึงมีคนจนได้”
	“และแน่นอน... ทุกคนประสบความสำเร็จหมดไม่ได้... ไม่งั้นคำว่าประสบความสำเร็จก็ไร้ความหมาย”
	“แต่ทั้งๆที่มันมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด เราก็ไม่สนใจเพราะตำนานที่เราได้รับฟังตอนเด็กๆ นิทานชาดกแห่งความสำเร็จ แฟรี่เทลแห่งคนรวย ที่บังคับจนเราคิด ว่าเราอาจเป็นผู้โชคดี คนเก่ง คนดี ฮีโร่คนนั้นที่ประสบความสำเร็จได้ ตราบใดที่คนยังอยากไปถึงสิ่งนี้อยู่ ไม่ว่าสังคมจะไร้สาระขนาดไหน ทุกคนย่อมปกป้องด้วยชีวิต แต่ความเป็นไปได้ในการย้ายชนชั้นไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคม และไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับปัญหาของชนชั้นเลย...”
	“ที่รุ่งอรุณของประวัติศาสตร์แห่งชีวิต... ก้อนสารเคมีก้อนหนึ่ง... ปิดตายโลกของตัวเองออกจากโลกภายนอก... ด้วยการปิดประตูนั้น... ชีวิตก็ถือกำเนิดขึ้น... ด้วยธรรมชาติที่เสื่อมสลายและเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วด้วยเอ็นโทรปี้ ชีวิตก็ย่อมไปในทิศทางเดียวกัน จึงถือกำเนิดวิวัฒนาการ... เพราะการลงสู่ความเรียบง่ายของธรรมชาติในเอ็นโทรปี้หมายถึงความตาย... ชีวิตจึงมุ่งไปในทิศทางแห่งความซับซ้อน แล้วชีวิตก็วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ด้วยการปิดตายนี้แล้ว หากปิดตายโดยสมบูรณ์ก็ตาย แต่ถ้าเปิดหมดก็ไม่เหลือความเป็นชีวิต จึงต้องเปิดเล็กน้อย แน่นอ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทุกอย่างที่เข้าประเทศชีวิตย่อมต้องทำตาม ถูกมอง ในมุมของประเทศชีวิต ชีวิตต้องทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอดและสืบพันธ์ตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติแล้วชีวิตย่อมนิยามทุกอย่างเป็นทวินิยมคือ อยู่รอด กับไม่อยู่รอด ยิ่งชีวิตซับซ้อนขึ้นก็ยิ่งละเอียดขึ้นแต่หลักการพื้นฐานก็เหมือนเดิม ทำแล้วอยู่รอด สืบพันธ์ก็กำหนดให้เป็นดี ทำแล้วไม่ได้ตามนั้นก็กำหนดซะว่าไม่ดี ทีนี้นายก็รู้ใช่ไหมว่าถ้ากฎหมายไม่มีบทลงโทษคงฉิบหายวายป่วงกันหมด ดังนั้น ถ้าตรงตามข้อหนึ่งก็ให้รู้สึก-ดี ถ้าข้อสองก็-รู้สึก-ไม่ดี แล้วไปๆมาๆเราก็มีความสุข ความทุกข์ ก็แหม ความสุขสูงสุดที่ทุกคนโหยหา เซ็กซ์ ก็เต็มๆเลยข้อหนึ่ง แล้วจริงๆมันมีไหมล่ะไอ้สิ่งที่พวกเราแย่งชิงกันน่ะ เงิน รถ บ้าน ความสุข... เราสร้างมันขึ้นมาด้วยความไม่รู้หมดเลย เสร็จแล้วก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ อยู่เป็นกลุ่มแล้วรอด ก็กลายเป็นสัตว์สังคม ไม่ฆ่ากันโดยอิสระแล้วอยู่รอดได้ดีกว่า โอเคการฆ่าไม่ดี ผิด ถ้าโกหกกันหมดก็ฆ่ากันหมด โอเคโกหกไม่ดี... เสร็จแล้วก็อีกมากมายลองจินตนาการดูเองละกัน กฎสังคม กฎหมาย วัฒนธรรม ค่านิยม แล้วคนมันก็คุ้นเคยเนอะ ก็มองทุกอย่างแม่งแบบนั้นเลย ทีนี้ทั้งหมดนี้มันกำหนดมาลอยๆ ในธรรมชาติมันไม่มีหรอก อุกกาบาตชนโลก ฆ่าไปกี่ชีวิต มันก็ไม่ผิด ไม่บาป ไม่อะไรทั้งนั้น เพราะงั้นพอนานๆเข้าคนก็ย่อมสับสนงง ก็เลยมีพื้นที่สีเทา เพราะเอาเข้าจริงๆขาวกับดำมันก็สร้างมาเองหมด สีที่เท่านี้นาโนเมตรก็รับรู้เป็นแบบนี้ก็เป็นสีนี้ ถ้าจริงๆแล้วมันไม่มีมันก็ต้องรู้สึก...หวิวๆอยู่แล้วน่ะนะ ก็เลยมีเทา จุดที่ไม่ใช่ดำและขาว และเป็นทั้งดำและขาว ตรงนั้นล่ะที่เราจะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของทวินิยม...”
	เขากางแขนออกข้างๆทั้งสองข้าง... 
	“แล้วเราก็เลยมีทั้งหมดนี้...”
	“สร้างขึ้นมาทั้งหมดเหมือนห้างนี้เลย...”
	“แล้วจริงๆแล้วเราเป็นเจ้าของสิ่งของได้จริงๆหรือ? เรากำหนดยังไงว่านั่นของใครนี่ของใคร ใครควรได้ไปและมากขนาดไหน ทั้งๆที่ร่างกายเราก็ไม่ใช่ของเรา สร้างจากธาตุต่างๆมากมายที่ไม่ได้เป็นของใครเลย ในเมื่อเราเป็นคนติ๊ต่างกันเอาเองแล้วจริงๆแล้วมันมีคุณค่าอะไร? สิ่งที่เราแย่งชิงและเก็บรักษากัน... จริงๆแล้ว.”ดินสอ” นั้นไม่มี มีแต่กราไฟต์และไม้ เป็นคนเองที่กำหนดว่าส่วนประกอบแบบนี้คือแบบนี้และคนอยากได้คนต้องการตามที่โลกที่เราสร้างขึ้นตามที่ดีเอ็นเอบอกมาบอกเรา...”
	“ก็เท่ากับโลกจริงๆกับ “โลกแห่งความเป็นจริง” ” เขาเอานิ้วมากระดิกเป็นเครื่องหมายคำพูด
	“มันซ้อนทับกันอยู่ โลกจริงๆกับโลกที่เราสร้าง”
	“จะเรียกว่านิยายก็ไม่ผิด หรือหนังก็ได้ หนังที่ตากล้องและไมค์คือประสาทสัมผัสทั้งห้า+1และผู้กำกับคือสมอง โปรดิวเซอร์คือหัวใจและระบบต่างๆของร่างกาย”
	“แล้วที่โลกนี้ล่ะที่ทุกอย่างเกิดขึ้น โรมานซ์ โบรมานซ์ แอ็กชั่น ทริลเลอร์ น่ากลัว หนังผี หนังไซไฟ ในขณะที่ในอีกโลกของธรรมชาติ ไม่มีเรื่องแบบนั้นอยู่หรอก”
	“และที่เรากำลังพูดกันอยู่...คำ ก็เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการสร้างโลก”
	“พระพุทธเจ้าเคยพูดว่า”
	“Words have the power to both destroy and heal. When words are both true and kind, they can change our world. คำมีพลังที่จะทั้งทำลายและเยียวยา เมื่อคำทั้งเป็นจริงและใจดี...มันสามารถเปลี่ยนโลกได้”
	“เราสร้างโลกนี้มาด้วยคำ แน่อยู่แล้ว มันเปลี่ยนโลกได้!”
	“วิธีการรับรู้ทุกอย่างของคนเรา มันก็ตั้งอยู่บนคำหมด จะคิด จะอะไร ก็คำ”
	“แต่ทีนี้คำของเราเป็นแค่รูปปั้น ภาพวาด ของสิ่งหนึ่งๆ ที่สมองเราสร้างขึ้น หรือเป็นการเชื่อมต่อกับสิ่งหนึ่งๆโดยตรงที่เรียกได้ด้วยการเรียกคำนั้นล่ะ? คำอาจมีพลัง อาจทำให้เจ็บ ก็เหมือนภาพโป๋ หรือฉากน่ากลัวในซอร์ มันเป็นเรื่องแต่งเรารู้ไม่จริงแต่เราก็เสียวสันหลัง ถ้าเป็นแบบแรก แต่ถ้าเป็นแบบที่สอง... นั่นล่ะคือเปลี่ยนโลก... ฮวงโปพูดไว้ว่า คำและความจริงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ถ้าให้นิ้วเป็นคำ พระจันทร์เป็นความจริง เขาสามารถชี้ไปที่พระจันทร์ได้ แต่นิ้วเขาก็ไม่ใช่พระจันทร์ และถึงจะไม่ชี้พระจันทร์ก็ยังอยู่ตรงนั้นและคนก็ไปเจอเองได้โดยเขาไม่ต้องชี้...คำก็เป็นประมาณนั้นล่ะนะ... แต่สุดท้ายแล้วน่ะนะ... ธรรมะ... และเอาเข้าจริงก็ทุกอย่าง... แค่คำ เทศนา อ่าน มันก็ได้แค่เข้าใจในรูปแบบนั้น เช่นเข้าใจคำของพุทธ เข้าใจคำของฟิสิกส์ ก็อาจสอบได้คะแนนเต็มแต่มันได้เปลี่ยนตัวนายไหม... มันก็แค่หมวกสวยๆใบหนึ่งที่ลมพัดออกไปก็จบ... หรือแม้แต่จะวิปัสสนากันในความหมายที่สังคมนี้ตกลง... มันก็แค่ฝิ่นที่รุนแรงและถูกกฎหมาย ตัวนายที่ไปรับความรู้สึก สารเคมี สัญญาณไฟฟ้า นั้น กับตัวนายที่ไปโมโหคนมันคนละคนกัน พอนายถอดเสื้อวิปัสสนาออก หรือฝิ่นหมดฤทธิ์ นายก็ขี้โมโหเหมือนเดิม จะเข้าใจได้จริงๆนายต้อง “เห็น” น่ะ นายต้องเปิดประตู ต้องเข้าไปเหมือนเด็กน้อย ทีนี้อาจบอกว่านี่คือการยอมให้ล้างสมอง แต่นั่นขึ้นกับนาย... ถ้าลึกๆในใจนายอยากได้ที่พึ่งทางใจ อยากหาที่เกาะ อยากหาอะไรที่จะมาบังนายไม่ให้เห็นความจริง จะได้ไม่เจ็บ นั่นก็คือสิ่งที่นายจะได้ แต่ถ้ามันสงบ ว่าง เป็นสมาธิ ต้องการความจริงจริงๆ ความจริงก็จะมาเคาะประตูนายเอง... ” 
	สิ่งที่เขารู้สึกในคำของไอ้บ้านี่... อย่างที่สอง... ชาลีมีพลังนี้อยู่ในตัวหรือ?
	“แต่ที่น่าตลกมากคือ... ความน่าตลกนี่ล่ะคือกุญแจที่จะพามนุษย์ไปสู่ความจริง”
	น่าตลกจริงๆ...
	เมื่อนานมาแล้ว... มีมหาลัยมาแนะแนวที่โรงเรียนของผม...
	ไอ้บ้านี่นั่งแถวหน้า....
	“อยากเป็นอะไรกัน?”
	ไอ้บ้านี่ยกมือขึ้น และตอบอย่างมั่นใจเกินร้อยและดังสนั่นหวั่นไหว
	“ศาสดา!!!!!!!!!!!!!”
	ตอนนี้มันไม่ตลกแล้วสิ หรือยิ่งตลกขึ้น...?
	“ลองนึกถึงพวกตลกคาเฟ่สิ”
	แล้วเขาก็เดินไปแล้วชี้อะไรบางอย่าง
	“นั่นน่ะ ชุดนักเรียนหญิง เสื้อแบบผู้หญิง กระโปรงจีบ เป็นเสื้อผ้าผู้หญิง เสร็จแล้วนั่น ชุดนักเรียนชาย ก็อารมณ์เดียวกัน มันกำหนดมาชัดเจนแล้ว แล้วก็เป็น social construct เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น ทีนี้ตลกคาเฟ่ก็เอาผู้ชายมาใส่เสื้อผ้าผู้หญิง มันก็ละเมิดสิ่งที่กำหนดมา และที่เสี้ยววินาทีนั้น เราก็ปล่อยมือจากโลกนี้ที่สร้างขึ้นมาอย่างเข้มงวด และช่วงที่ลอยละลิ่วในท้องฟ้า มันสดชื่นมาก เราต้องหัวเราะออกมา... แล้วเราก็กลับสู่ “โลกแห่งความเป็นจริง” ทุกครั้งที่เราหัวเราะเราก็ถูกเตือนสติว่าโลกนี้มันไร้สาระ แต่เราก็ไม่รู้ตัว กลัวและต้องกลับมาเกาะโลกนี้อยู่ดี... นายก็เห็นในเรื่องอินเซปชั่นหนิว่าจะออกจากลิมโบ้ ต้องฆ่าตัวตาย ต้องปล่อยมือไปเลยด้วยความศรัทธาแบบนักวิทยาศาสตร์ การจะออกจากโลกปลอมๆนี้ก็เหมือนกัน แต่ไม่ขนาดนั้น...”
	เหตุการณ์ในวันนี้คือแรงผลักดันนั้นที่เขาต้องการในการปล่อยมือจากโลกนี้นั่นเอง...
	“เรื่องที่แต่งขึ้นมาก็เหมือนกัน Fiction is the truth inside the lie เรื่องที่แต่งขึ้นคือความจริงที่อยู่ในเรื่องโกหก สตีเฟ่น คิงก์ คือเห็นไหมล่ะ มันเป็นการสร้างโลกอีกใบบนโลกนี้ที่ถูกสร้างขึ้นอีกที เหมือน second derivative น่ะ ดิฟสองครั้ง... จากการนี้เรื่องที่แต่งขึ้นเลยมีพลังมาก เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยกระบวนการเดียวกับที่โลกนี้ถูกสร้างขึ้นมา แต่เช่นเดียวกับการสืบพันธ์ ใครที่ไหนก็สร้างเด็กได้ ผู้ชาย+ผู้หญิง = คน ก็ทำกันได้โดยไม่ต้องสอนแต่ต้องใช้การแพทย์ยาวนานกว่าจะอธิบายกระบวนการได้ การสร้างโลกก็เหมือนกัน ทุกคนทำได้ แค่นักเขียนทำได้เก่งหน่อย แต่ก็น้อยคนที่เข้าใจการสร้างโลกใช่ไหมล่ะ นอกจากนั้นเวลาอ่านหรือดูหรือฟัง เราก็จดจ่อ มีสมาธิ เวลาเราอ่านหรือดูหรือฟัง โลกเราก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ โลกกว้างขึ้นก็ทำให้การรับรู้กว้างขึ้น การรับรู้กว้างขึ้นก็ทำให้โลกกว้างขึ้น มันส่งเสริมกันเองไปเรื่อยๆ เรียกว่า positive feedback loop การจดจ่อมากขึ้นก็สมาธิ การรับรู้และโลกของเราที่กว้างขึ้นก็คือตัวตนหรืออัตตาน้อยลง”
	เขาเริ่มมีพลังขึ้นเรื่อยๆ
	ความกระตือรือร้นของเขาเกินร้อย
	“และเมื่อประตูนั้นเปิดออกมากพอ ลมที่พัดเข้ามาก็จะเป่าประตูให้เปิด และตอนนั้นที่เห็นโลกจริงๆที่ปราศจากตัวตนเรา...บรรลุธรรม การรับรู้ก็คือการปฏิบัติธรรมและนั่นก็ครอบคลุมทั้งหมดเลย อย่างที่ไอน์สไตน์พูด all religions arts and science are branches of the same tree, all these aspirations are directed towards ennobling man’s life, lifting it from the sphere of mere physical existence and leading the individual towards freedom ทุกศาสนา ศาสตร์และศิลป์เป็นกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ต้นเดียวกัน ความปรารถนาทั้งหมดนี้ถูกกำหนดทิศทางไปที่การทำให้ชีวิตคนสูงขึ้น ยกมันขึ้นจากการมีเพียงตัวตนอยู่ทางกายภาพ และนำบุคคลนั้นไปสู่อิสรภาพ”
	หา?
	“นายพูดถึงศาสนาพุทธอยู่เหรอ?”
	“ช่ายจ๊ะ” เขายิ้ม ปิดตาข้างนึง เอียงคอ และชูสองนิ้ว...
	“ธรรมะเป็นบุหรี่ ฝิ่น หรือเสื้อผ้า ล่ะ? สำหรับพวกเรา... ถ้าจะเอาแบบนั้นมันก็แค่ฝิ่นที่แรงสุดๆน่ะ... แบบเพลง lithium ของ nirvana…”
	“สำหรับเค้าแล้ว ธรรมะคือเมทริกซ์ที่ไม่ค่อยอลังการน่ะ...”
	“แล้วนายพูดถึงว่างงว่าจะเรียนวิทย์ต่อหรือจะออกไปซิ่วเรียนวิศวะฯใช่ไหม?”
	“choice สินะ ทางเลือก... ”
	“แต่ก่อนอื่น นายพูดถึงศาสนาพุทธแบบนี้ไม่บาปเหรอ? ศาสนาพุทธมันไม่ใช่แบบนั้นไม่ใช่เหรอ”
	“นั่นก็เพราะ “ศาสนาพุทธ”ที่นายรู้จักคือทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ทำดีขึ้นสวรรค์ทำชั่วตกนรก สวดมนต์ไหว้พระทำบุญ นั่งสมาธิ และการใช้คำว่าวิปัสสนาแบบนั้น ที่สังคมนี้พยายามทำให้นายเชื่อ แต่จริงๆนั่นคือธรรมะเหรอ? นายท่องสูตรคูณทุกวัน กราบรูปปั้นปีทากอรัสทุกวัน ทำให้นายเข้าใจคณิตศาสตร์ขึ้นไหม? ก็อาจจะรู้เยอะขึ้นแต่นายเข้าใจขึ้นไหม? นายสังเกตไหมล่ะว่าทุกคำสอนของพระพุทธเจ้าเกิดเมื่อมีคนมาถามอะไรบางอย่างแล้วเค้าก็ตอบ ตอบในรูปแบบที่คนนั้นเข้าใจ เช่นถ้าเป็นชาวนาก็บอกว่า เหมือนทำให้ผ้าที่ดำขาว เขาก็เข้าใจธรรมะทั้งปวง คนรวยก็สอนอีกแบบ คนนั้นก็แบบนี้ คนนี้ก็แบบนั้น แต่ทุกครั้งที่สอนก็ไม่พ้นอิทัปปัจจยตา เป็นเรื่องเดียวกัน ที่เล่าเป็นแปดหมื่นสี่พันเวอร์ชั่น”
	“อิ...อะไรนะ?”
	“อิทัปปัจจยตา อื้มและเค้าสงสัยมากว่าเวลาพูดเรื่อง คำ ที่คนๆนั้นไม่น่าเข้าใจทำไมเขาไม่ถาม...”
	เมื่อก่อนผมก็เคยเป็นแบบนั้น การหลบในโลกของตัวเองมันสบายเหลือเกินนี่นะ... แต่เราก็ไม่รู้เลยว่าโลกเรามันเป็นความฝันขนาดไหน... 
	“มันเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ อาจกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธคือการชี้ให้คนเห็นมัน มันคือความที่ทุกสิ่งเกิดจากเหตุและปัจจัยกลายเป็นผล แล้วผลก็กลายเป็นเหตุและปัจจัยต่อไป คำดั้งเดิมคือ... เพราะสิ่งนี้ๆมี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ๆไม่มี สิ่งนี้ๆจึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ๆเกิดขึ้น สิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ๆดับไป สิ่งนี้จึงดับไป ทุกวันนี้เรารู้จักแต่อริยสัจจ์สี่ ทำดีได้ดี บลาบลา ไอ้พวกนั้นก็เป็นดิฟของอิทัปปัจจยตาน่ะแหละ... คือทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเองของมันอยู่แล้ว แต่คนมีอวิชชา คือไม่เห็นอย่างงั้น เป็นระบบปิด ก็เลยสร้างโลกของตัวเอง ก็อัตตา การมองให้เห็นในเรื่องนี้ อะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดอย่างงั้นก็คือการปฏิบัติธรรม”
	“แล้วจะให้เชื่อตามที่นายบอกมาเหรอ จะรู้ได้ไงว่าจริงรึเปล่า? ที่ผ่านมาก็เคยมีศาสนามหาลัยชั้นนำ ศาสนาคนประสบความสำเร็จ และอะไรมากมายของสังคมนี้ที่หลอกกู แล้วรู้ได้ไงว่ามึงไม่หลอกกู?”
	“เมื่อนานมาแล้วในสมัยพุทธกาลก็เคยมีคนถามพระพุทธเจ้าแบบนี้... เขาก็ตอบว่า อย่าเชื่อตามที่บอกต่อๆกันมา ตามที่อยู่ในตำรา ตามที่อาจารย์บอก และ ฯลฯ แต่ให้เชื่อก็ต่อดูด้วยการพิจารณาตามความจริงแล้วว่ามันลองปฏิบัติได้และเมื่อปฏิบัติดูแล้วดับทุกข์ได้จริงถึงเชื่อ ก็วิธีการทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง ก็ นี่คือวิธีที่เค้าเข้าใจ วิธีที่เค้าไปถึงซึ่งอาจมีอะไรที่นายใช้ได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะความเชื่ออะไร วิธีอะไร ปรัชญาอะไร ศาสนาอะไร ศาสตร์อะไร อะไรก็ตาม มันไม่ได้ขึ้นว่า ไม่ได้สำคัญว่านายเชื่ออันไหน แต่อยู่ที่นายเชื่อยังไง มันสำคัญว่านายต้องออกตามหาเอง ไม่มีใครถูกบอกได้ว่าเมทริกซ์คืออะไร นายต้องไปเห็นด้วยตาแห่งความจริงของนายเอง แต่ใช่ ทุกอย่างในโลกรอให้นายใช้อยู่ ทุกความรู้ ทุกวรรณกรรม ทุกภาพยนตร์ ทุกอย่างทุกคน ธรรมชาติ ไม่ธรรมชาติ มันก็ล้วนนำไปสู่ความจริงเดียวกัน มันเชื่อมต่อกันหมดด้วยอิทัปปัจจยตา และเอาเข้าจริงทุกอย่างจะเป็นอะไรนายก็เป็นคนกำหนดเองหมด เพราะสุดท้ายมันก็โลกปลอมๆของเรา มันแต่งขึ้นมาหมด นายจะแต่งใหม่ยังไงก็ได้ ถ้าข้ามจากทวินิยมที่วิวัฒนาการ สังคม ยัดเยียดให้นายแล้ว ทุกอย่างก็เป็นทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่านายจะมองได้ไกลและกว้างเเละลึกขนาดไหน แค่ต้นไม้ไหวด้วยแรงลมนายก็อาจเห็นอนัตตา ความไร้ตัวตน ในนั้นก็ได้ ก็แหม มันเป็นแค่เสื้อผ้าที่เราใส่ กฎสังคม ค่านิยม ฮะ นายอาจจะเอากระโปรงมาใส่เพื่อที่จะเรียนรู้ในเรื่องว่าการแบ่งแยกพวกนี้มันแต่งขึ้นมาหมดก็ได้”	
	“แล้ววิทยาศาสตร์น่ะนะ ก็คือธรรมะของคนทั่วไป และเป็นสิ่งที่ใกล้ธรรมะที่สุดแล้ว ที่พยายามจะหาความจริงจากทุกสิ่งอย่างโดยไม่เอามนุษย์ไปยุ่งให้บิดเบือน แม้จะทำให้ข้ามข้อสำคัญว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของทุกอย่าง แต่การบิดเบือนก็มีแค่การยึดในประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งน้อยมาก และมันอยู่ตรงนั้นน่ะ แค่ว่านายจะเล่นกับมันยังไง มันพานายไปได้ทุกที่เลยล่ะ แล้ว... ธรรมะคือแก่นแต่วิทยาศาสตร์คือสารน่ะนะ เสร็จแล้วก็มีมากมายหลายศาสตร์ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไป เช่นวิศวกรรม แพทย์ศาสตร์ แต่พวกนั้น มีอัตตาของมนุษย์อยู่มากเลยล่ะ ใช่มันจำเป็น แต่ไม่ใช่สิ่งเทิดทูนบูชา วิทยาศาสตร์ก็เหมือนกัน ทุกวันนี้โลก สังคม เจริญก้าวหน้าขึ้นมากในวัตถุ แต่คนที่ใช้มันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเลย โลกรู้อะไรมากขึ้นมากมาย แต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากมายเลย มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในภายนอกมากกว่าภายใน เรารู้วิธีที่จะอยู่โดยไม่รู้ได้ดีขึ้นมากกว่าที่จะรู้มากขึ้น ปัญหาดั้งเดิม ความไม่รู้ของมนุษย์ กิเลส ตัณหาก็อยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม ความไม่อยากรู้ ความอยากนู่นอยากนี่ที่ไม่รู้จักพอ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เราหาวิธีสนองมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่พระคนนึงก็บอกว่าหมาขี้เรื้อนไปที่ไหนก็ไม่หายคัน”
	“แล้วเรื่องของทางเลือก... ก็อย่างที่บอกไป การรับรู้คนจำกัด... แล้วคุณค่าคนก็กำหนดมาลอยๆเองเลย ถ้าสมมุติว่ามีกล่องสองกล่อง ถ้าเปิดแล้วอีกกล่องหายไป นายเลือกกล่องไหน?”
	“กล่องแรก”
	“นายได้หมากฝรั่ง ซึ่งก็ดี หรือไม่ดี? ขึ้นอยู่กับว่านายชอบหมากฝรั่งไหม แต่ลึกๆนายอาจนึกเสียดายว่าอีกกล่องอาจเป็นตั๋วเที่ยวฮาวาย และถ้านายไม่มีทางรู้ แต่ถ้าสมมุตินายรู้ได้เลือกใหม่ได้ พบว่าอีกกล่องเป็นเค้ก ก็อีก นายชอบเค้กหรือไม่ หรือนายชอบหมากฝรั่งมากกว่า ไปๆมาๆคุณค่าก็ไม่ต่างกันเลย อยู่ที่นายหมดว่าจะเห็นอะไรในผล ทำอะไรกับผล อันนี้เค้าเอามาจากเกมของญี่ปุ่น higurashi no naku koro ni ดีมากๆ นายต้องไปเล่นให้ได้นะ!”
	“แต่ถ้ามันไร้สาระหมด เป็นมุกตลกหมด แล้วเราจะอยู่กันเพื่ออะไร ว่างเปล่าหมด มันมองโลกในแง่ร้ายมากเลย...”
	“ที่รู้สึกว่าที่เค้าพูดถึงมันว่างเปล่าก็เพราะนายถูกฝังความเชื่อว่าโลกที่นายอยู่มันไม่ว่างเปล่าไง แล้ว... ไอ้ที่ว่างเปล่าคือว่างเปล่าจากเรื่องโกหกบ้าบอมากมายของมนุษย์ที่สร้างโลกปลอมๆนั้นมาไง หลังจากนั้นก็ทำทุกอย่างตามที่มันเป็นจริงๆ อยู่ตามที่มันเป็นจริงๆ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดอีกแล้ว ไม่โดนสุขหรือทุกข์ครอบงำ ริษยา กิเลส ตัณหา เพราะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน และสุดท้ายแล้ว... นายต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง แล้วนายก็จะเข้าใจเอง... วินทร์ เลียววาริณ เขียนในหนังสือ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล ของเขาว่า การเดินไปบนเส้นทางนั้นกับดูคนอื่นเดินมันไม่เหมือนกัน ประมาณนั้น...”
	“แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างนี้มันเป็นเช่นนั้นก็ไร้สาระหมดแล้วให้ต่อต้านให้หมด... ทำลายให้หมด... ทั้งหมดนั้นมันก็เกิดมาตามทางของมัน... ตามเหตุและปัจจัย... ถ้าทำตามนั้นแล้วก็ไม่มีปัญหาหรอก... ปัญหาเกิดจากมนุษย์ทั้งหมด มันเริ่มที่มนุษย์ก็ต้องจบที่มนุษย์... ถ้าเราไม่แก้ที่ปลายเหตุเราก็อยู่ในโลกนี้ไม่ได้... ถ้าเราไม่แก้ที่ต้นเหตุเราก็ไม่มีโลกให้อยู่...”
	“แล้วก็เค้าแนะนำให้อ่าน อิทัปปัจจยตา และ ตัวกูของกู ของพุทธทาสภิกขุด้วยนอกจากที่เค้ายกมาก่อนแล้ว”
	“แต่ที่สำคัญที่สุด” เขายิ้ม ในตาเขาเหมือนโลกทั้งใบอยู่ในนั้น...
	“หนังสือเรียน ตำรา นอนฟิคชั่น หนังสือวิชาการ เสนอความจริง ข้อเท็จจริงให้เราเห็นโดยถูกแช่แข็งในกาลเวลา หยุดนิ่ง ซึ่งธรรมชาติของโลกนี้มันคือการเปลี่ยนแปลง มีชีวิต แค่ตำราอย่างเดียวเราคงไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ อย่างที่แฟร็งค์ เฮอร์เบิท เขียนไว้ใน นิยายวิทยาศาสตร์ของเขา Dune อ่านว่าดูน ความเข้าใจมันต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมกับกระบวนการและเชื่อมกับมันแล้วเป็นหนึ่งเดียวกับกระบวนการ ที่ๆเราได้เล่นกับความจริง ได้เห็นมันตัวเป็นๆ มีชีวิต ก็ในเรื่องที่แต่งขึ้นนี่ล่ะ และในชีวิตประจำวัน จำไว้นะ ไม่ว่าอาจารย์หน้าไหนจะกรอกหูว่าบันทึกการอ่านต้องเป็นหนังสือวิชาการอย่างเดียว ไอน์สไตน์ยังบอกเลยว่า crime and punishment ของ ดอสไตเยฟสกี้ เป็นแรงบันดาลใจให้เขา มีคุณค่า มีอะไรมากมาย ยิ่งกว่าหนังสือฟิสิกส์เล่มใดๆ”
	“และการอ่านก็ไม่ได้จำกัดแค่หนังสือ มันครอบคลุมทุกอย่าง แม้แต่การดื่มชา ถ้านายจดจ่อกับมันมากพอ ลิ้มรสมันไปถึงแก่นของจิตใจ ให้มันพานายไปที่ๆมันพานายไป ไม่ใช่บังคับให้มันพาไปที่ความสุข ความอร่อยหรืออะไร ที่สุดแล้วมันก็จะพานายไปทุกอย่าง จักรวาลจะอยู่ตรงหน้านาย”
	“พุทธทาสภิกขุยังบอกเลยว่า การวิปัสสนาคือการพิจารณาอย่างที่มันเป็นจริงด้วยสมาธิและปัญญาถึงความจริงต่างๆของชีวิต นั่งขี้อยู่ก็ทำได้”
	“ธรรมะคือทุกอย่าง นายจะทำยังไงก็ได้เลยถ้ามันนำนายไปสู่ความจริง ทุกอย่างมันอยู่ที่นายหมด มันอยู่ในปาฏิหาริย์แห่งชีวิตประจำวันที่เราไม่เคยมองกันนั่นแหละ พระพุทธเจ้าบอกว่า พึ่งตนเอง พึ่งธรรมะ อย่าพึ่งสิ่งใดอื่นอีกเลย ซึ่งเวอร์ชั่นย่อคือ อัตตา หิ อัตตาโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นเอง”	
	“เรามาแลกเบอร์กันดีกว่า” 
	แล้วเราก็แลกเบอร์กัน
	“อ้า โอมาเกะ ของแถมเล็กๆน้อยๆ” เขาส่งของผ่านทางมือถือให้
	“เพลง Beethoven 9th symphony ในช่วง ode to joy มันสวยงามจริงๆ และวีดีโอน่าสนใจสองวีดีโอ Bad Apple กับ okkusenman”
	“แล้ว” เขาหยิบหนังสือออกจากเป้ที่สะพายมา
	“นี่ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตเค้าเลย จริงๆอยากจะให้เลย แต่เดี๋ยวในอนาคตจะให้คนอื่นยืมไม่ได้ รู้แล้วว่าทำไมวันนี้ออกจากบ้านไม่ได้ถ้าไม่หยิบมาด้วย...”
	“ทั้งหมดนี้ กูขอบคุณมึงจริงๆ” ผมไหว้
	“มันเป็นงานของเค้าอยู่แล้ว...”
	“แล้วก็... ไม่ต้องเครียดนะ ไม่ต้องคิดมาก...เกินไป... ง่ายๆ สบายๆ ธรรมชาติมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว...” ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น แปลก... เป็นคำพูดเดียวกันที่ “เพื่อน” พูดให้เขาฟัง แต่... ความรู้สึกมันคนละเรื่องกันเลย... มันอบอุ่นเหลือเกิน... 
	“นี่ ขอกอดหน่อยดิ”
	หมับ!
	“อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ก็มีแต่คนน่ะ ก็มีกันแค่นี้แหละ พึ่งอำนาจเบื้องสูงหรือลึกลับอะไรไม่ได้หรอก มันเริ่มที่คน ก็ต้องจบที่คน ก็มีกันแค่นี้ ก็ครอบครัวเดียวกันหมด สิ่งที่ใกล้อิทัปปัจจยตาที่สุดก็คือความรักน่ะนะ”
	เขาพูดอย่างอ่อนโยน เอามือลูบหลังผมเหมือนแบบที่แม่เคยทำเมื่อนานมาแล้ว
	ผมสาบานเลย ถ้าปีกโผล่ออกมาจากหลังเขา ถ้าอยู่ดีๆผมเขายาวออกมา แล้วชุดที่ใส่กลายเป็นชุดยาวสีขาว ผมคงไม่แปลกใจอะไรเลย มันคงไม่ผิดที่ผิดทางเลย อบอุ่นเหลือเกิน... เขาเหมือนกับ... เทวดาเลย...
	ผมไม่สนใจสายตาคนรอบข้างแล้ว เพราะพวกนั้นอยู่คนละโลกกับผมแล้ว...
	ผมเอามือกอดเขาบ้าง...
	มันช่างอ่อนโยนและอบอุ่นเหลือเกิน...
	แล้วน้ำตาผมก็ไหลอีกแล้ว... และเป็นครั้งแรกในวันนี้ที่ยิ้ม... ยิ้มที่มากกว่าการตอบสนองสารเคมีบางอย่าง... ยิ้มที่ร่างกายสั่งเพราะมันตีความสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เขามอบให้ผมได้แค่นั้นแต่ผมรู้สึกได้ว่ายิ้มนี้มาจากไหน... ชั่ววินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน... เหมือนทั้งจักรวาลมาอยู่ตรงหน้า...
	แล้วเราก็แยกออกจากกัน แต่จิตใจเรา หัวใจเรา เช่นเดียวกับผมและทุกสรรพสิ่ง การเชื่อมต่อที่ถูกลืมกำลังถูกเชื่อมใหม่ ผมจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว อิทัปปัจจยตาเชื่อมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน มันเป็นความล้มเหลวของผมเองที่มองไม่เห็นมันจนหลงทางมาตลอด...
	“แล้วไปค้นดูด้วยละ วิกิพีเดียก็ได้ วิกิพีเดียกับอินเทอร์เน็ตนี่ล่ะปาฏิหาริย์เลย คำว่า romantic น่ะ จริงๆแล้วมันเป็นมากกว่ารักๆเริกๆ narcissus and goldmund กับ brothers Karamazov อะไรเทือกนั้นน่ะ... แล้วก็ postmodernism ด้วย เรื่อง neon genesis evangelion นี่ตัวดีเลยเรื่องนี้ลองดู อ้อ...แล้วมันก็ใช้เพลงเพราะด้วย เช่น ode to joy และ hallelujah และงานของ akiyuki shinbo ก็ทำให้มองอะไรกว้างๆได้ดีมากเช่น bakemonogatari ในการที่ความหวังความฝันใกล้อตัมมยตาก็เรื่อง shawshank redemption…”
	“แล้วอย่าลืมปาฏิหาริย์แห่งเรื่องที่แต่งขึ้นมาล่ะ นิยาย การ์ตูน อนิเมชั่น หนัง และอีกมากมาย...”
	และผมก็นึกเรื่องเมื่อนานมาแล้วออก... 
	“นายนี่ซึนชะมัดเลย เมื่อตอนนั้นยังเอาคัตเตอร์ขว้างใส่อาจารย์อยู่เลย ตอนนี้จะเอามือวางทับกันและกอดเลยเหรอ...”
	ผมคิดไปเองหรือเขาหน้าแดง? ช่างมันเถอะ
	“55 5 5 5 55 5 5 5555” 
	เราสองคนหัวเราะกันลั่น...
	ไปๆมาๆ...สิ่งที่พิเศษในวันนี้ไม่ใช่ปรัชญา ธรรมะ วิทยาศาสตร์ และอะไรอีกมากมายที่เขาเล่าให้ผมฟัง... แต่เป็น passionที่เขาใส่ในการเล่าเรื่องเหล่านั้น เหมือนชีวิตเขาอยู่ในนั้น เป็นความรักบริสุทธิ์ต่อเพื่อนมนุษย์ที่เขามาช่วยผมโดยไม่มีอะไรเลย ช่วยเหมือนหายใจ กินข้าว ขี้... และความรักและความอ่อนโยนที่เขาให้ผม... เหมือนกับสะพานที่เชื่อมเราสองคน สิ่งที่เขาชี้ให้ผมเห็น แม้จะซับซ้อนขนาดไหน มันก็ง่ายขึ้นมาหมดเลย มันไหลเข้ามาเหมือนน้ำเลย... กำแพงทั้งหมดหายไป... และเมื่อไม่มีกำแพง... ความจริง...
	เราบอกลากันและแยกย้ายกันไป...
	ผมไปหารถเมล์ขึ้น... ความจริงผมอาจขึ้นแท็กซี่ รถตู้ หรืออะไรก็ได้ แต่ผมต้องการที่จะนั่งแล้วสะท้อนจริงๆ (reflect) เหตุผลเดียวกับที่วันนี้ผมข้ามสะพานลอย...
	แล้วก็โชคดีมีที่นั่งพอดี... ผมเอนตัวลงที่เบาะ สายตาทอดไปที่เพดานและวิวทิวทัศน์ข้างนอก... และผมก็นึกได้... นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้คุยกับใครอย่างแท้จริงขนาดนั้น ที่ไม่ได้คิดอะไรอย่างแท้จริงขนาดนั้น ที่ไม่ได้สังเกตอะไรอย่างแท้จริงขนาดนั้น ที่ไม่ได้กอดใครหรือจับมือกับใครโดยไม่มีอะไรแฝงอยู่  ที่ไม่ใช่แฟน ที่ไม่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และนั่งฟังเสียงของหัวใจตัวเอง และเสียงของพระเจ้า เสียงของธรรมชาติ ของทุกสรรพสิ่ง ของปาฏิหาริย์ของชีวิตประจำวัน ของสิ่งเล็กๆในชีวิต ของสิ่งใหญ่ๆในจักรวาลที่ทำให้ปัญหาพวกเราทุกคนจิ๊บจ๊อย หรือ reflect นั่นเอง
	ผมมองภาพของตัวเองที่เล่นแองกรี้เบิร๊ดหรือเฟซบุ๊คทุกครั้งที่ว่างและหัวเราะตัวเอง
	หลังจากสักพักผมก็หยิบปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลมาอ่าน...
	หลังจากนั้นจนถึงที่พัก ทุกย่างก้าว ทุกการกระทำ จิตใจผมก็เชื่อมอยู่กับเสียงเพลงแห่งจักรวาลอยู่ตลอด...
	ผมเปิดประตูเข้าไปในห้อง ฟังเสียงลูกบิดส่งเสียงเหล็กเสียดสี เสียงขอบประตูขูดกับพื้นกรีดร้อง
	ผมหยิบของในกระเป๋าออกจนหมด...
	ของชิ้นสุดท้ายที่หยิบออกมา...
	ของแจกที่ห้าง... หนังสือของครูสมศรี... เคยอ่านจบไปแล้ว...
	ผมเคยเรียนกับเขา แกสอนดีจริงๆ... แต่ตอนนี้พอผมรู้แล้วว่าเราสู้กันเพื่ออะไร... ติวเก่งยังไงที่ว่างในมหมาลัยก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น จำนวนแพทย์ที่จบมาก็ไม่พอรับใช้ชาติอยู่ดี และมหาลัยในต่างจังหวัดก็มีแต่จะลงเหว มหาลัยในกรุงและทอปเทนอื่นๆก็ได้นักเรียนเก่งๆไปหมด ก็มีแต่เจริญขึ้น และพวกเก่งๆเหล่านั้น... เก่งยังไง... จะประสบความสำเร็จยังไง มันก็ได้แค่เกาะสถาบัน รอให้สถาบันป้อนความรู้สำเร็จรูปให้ อย่างที่ๆเรียนพิเศษและโรงเรียนทำมาตลอด จบมาก็เกาะสังคม รอเงินและความสบายจากสังคม ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ควบคุมได้แต่โลกภายนอก แย่งชิงสิ่งที่ไม่มีจริงกันไป... สร้างฝิ่นเพิ่ม... พวกนั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจอะไรที่วันนี้ผมได้รู้และเข้าใจเลย
	นั่นก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์... โดยเฉพาะคนไทย รอให้เขาป้อนให้ เป็นสำเร็จรูป เราถึงมีนักคิดนักเขียนกับประชาชน วัฒนธรรมตะวันตกและญี่ปุ่นกำลังล่มสลายทางจิตใจ Paulo Coelho กำลังชี้ทางสว่างให้ฝรั่งหรือสร้างฝิ่นเพิ่มเพื่อยื้อชีวิตพวกเขาให้สู้ต่อไปอีก? เราก็ได้แต่รอนักคิดนักเขียน นักนั่นนักนี่ สุดท้ายความสามารถในการหาความจริงพวกเราก็หายไป และเราได้แค่สูดฝิ่นที่สังคมนี้ผลิต การรับรู้ ความคิด ความเชื่อ มุมมองของทุกคนก็เริ่มหลอมไปทิศทางเดียวกัน และไม่เบี่ยงเบนออกไป และจำกัดอยู่แค่นั้น ไม่ยอมเปลี่ยน คนรู้ตัวถูกความเคยชินบดขยี้ สังคมทั้งสังคมกลายเป็นคนๆเดียวที่มุ่งสู่ปากเหว...
	พวกเราลืมไปแล้วว่าความจริงมันเป็นเรื่องของทุกคน มันใกล้ตัว เป็นเรื่องที่เรามีกันและกัน มันอยู่ทุกที่ยิ่งกว่าอากาศที่เราสูด...
	ผมหยิบหนังสือนั้นมา...
	ไปที่ห้องข้างๆแล้วยืมไฟแช็ก...
	“ครั้งสุดท้ายที่ผมเช็ก ผมไม่ใช่หมาที่ถูกฝึกด้วย classical conditioning ไม่ใช่หนูแฮมเสตอร์ที่ถูกหลอกให้วิ่งวนอยู่ที่เดิมในวงล้อ และผมไม่ใช่หุ่นยนต์... ไม่ใช่นายหัวกลวงที่เป็นเชื้อเพลิงให้เตาหลอมความบันเทิงและความสุข ผมหนีมามากพอแล้ว”
	แช็ก! แช็ก! หวุบ! แกร๊ก แกร๊ก!...
	เหมือนกับความฝันที่ละลายหายไปเมื่อตื่นนอนแล้ว... สิ่งนั้นมลายหายไป... ขี้เถ้าล่องลอย ควันม้วนตัวขึ้น... ในไม่ช้าก็เหลือแต่เถ้าถ่าน...
	เหมือนนกฟีนิกซ์... วันนี้ผมได้ตายแล้วเกิดใหม่...
	จากนี้ไปผมเป็นอิสระแล้ว...
	และแล้วก็เริ่มการออกเดินทางค้นหาความจริงของผม...
-จบ-				
comments powered by Disqus
  • ยาแก้ปวด

    5 สิงหาคม 2555 20:07 น. - comment id 130016

    36.gif46.gif59.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน