9 พฤษภาคม 2553 12:20 น.

อวยพรวันเกิด.....

สุรศรี

ในเช้าวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา   การอบรมลูกเสือยังคงดำเนินต่อไปแม้ทุกคนจะเหนื่อยมากแค่ไหนก็ตาม ขณะที่ผมจะหลับกับเก้าอี้เพราะเมื่อคืนเราเล่นรอบกองไฟ
และเพิ่งเดินทางมาถึงค่ายในเวลา 7  นาฬิกาที่ผ่านมานี่เอง  ผมต้องสะดุ้งที่วิทยากรเรียกชื่อผ่านทางไมโครโฟน  วิทยากรเรียกผมให้เดินออกไปหน้าห้องอบรม  
เมื่อคืนไปเที่ยวไหนมา  ผมสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินคำถาม
ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้  อย่าโกหก  วิทยากรมองหน้าผม
ก็พาเพื่อนไปนั่งดื่มที่ร้านข้าง  ๆ  ค่ายนี่แหละครับ 
กับใครกี่คน
กับน้อง ๆ 4-5 คนครับ
รู้ใหมว่ามันผิดระเบียบ
รู้ครับ
ต่อไปอย่ากระทำอีกนะ
ครับ    ผมกำลังจะหันหลังกลับเข้าที่
เดี๋ยวก่อน    ผมสะดุ้งอีก นึกในใจว่าเราต้องโดนลงโทษแน่นอน แต่ก็ใจชื้นขึ้นเมื่อวิทยากรบอกว่า
พี่น้องลูกเสือที่รักทุกท่านครับ  วันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนลูกเสือเรา  ถ้าเขาอยู่ที่บ้านก็คงได้สนุกสนานร่วมกันทำบุญกับครอบครัวอย่างเป็นสุข  แต่ด้วยภาระหน้าที่ของลูกผู้ชายที่ชื่อสุรศรีคนนี้ เขาเสียสละแค่ไหนแล้วที่มาทำหน้าที่อยู่ตรงนี้  ขอพี่น้องลูกเสือทุกท่านได้ร่วมอวยพรวันเกิดให้กับเขา  ร้องเพลงอวยพรให้เขาได้มีความสุข เชิญครับ
............  แสนสุขสันต์วันเกิดนี้   สวัสดีวันนี้เป็นวันสุขใจ
เป็นมิ่งมงคล  ไม่ต้องกวนกระวาย   ความสุขจะหลั่งไหล     มาให้ แด่ท่าน
จงรับความชื่นบาน   สุขสราญรื่นเริงจิตใจและผ่องใสยินดี (ซ้ำ  2 เที่ยว)
         ผมยืนน้ำตาซึมอยู่หน้าห้องพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล  รู้สึกตัวชาไปหมด  อายุโตจนป่านนี้ผมไม่เคยให้ความสำคัญกับวันนี้เลย  นอกจากทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลาแค่นั้น  ไม่เคยคิดที่จะเป่าเทียนตัดเค้กแบ่งใคร  ๆ เลย  ไม่เคยคิดที่จะจัด  แต่สำหรับวันนี้ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก เพลง ๆ นี่เคยร้องเล่น ๆ กับเด็ก ๆ นักเรียน   แต่วันนี้มันเป็นเพลงอวยพรวันเกิดที่สุดแสนจะไพเราที่สุด  ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา  มันมีทำนองช้า ๆ เนิบ ๆ เศร้ายังไงบอกไม่ถูก
        วิทยากรยังพาเพื่อน  ๆ ร้องเพลงแฮปปี้เบริดเดย์ อีก 2 รอบ  ตบท้าย ด้วยห่อของขวัญอีก  1  กล่อง  และที่วิเศษกว่านั้นอีก  ตอนเย็นเพื่อน  ๆ จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ภายในรุ่น มันช่างบังเอิญเสียนี่กระไร  ครั้งแรกผมคิดในใจว่าจะพากันดื่มกับเพื่อน ๆ สักเล็กน้อยในตอนเย็นเท่านั้น  แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว  ก่อนเดินมานั่งผมกล่าวขอบคุณวิทยากรกับเพื่อน ๆ   
    มันเป็นวันเกิดที่สุดยอดมากครับ  ถ้ารักผม  ให้เกียรติผม เย็นนี้ขอเรียนเชิญเพื่อน  ๆ  ทุกคนครับ ผมจะถือว่าทุกคนเลี้ยงอวยพรผม ขอบคุณทุกคนครับ
       เสียงปรบมือเป่าปากดังก้องไปทั่วห้องประชุม แต่ผมหูอื้อซะแล้ว เพราะมัวแต่ดีใจกับงานวันเกิดที่แสนจะเซอร์ไพรส์ มหัสจรรย์ อะไรอย่างนี้				
14 กุมภาพันธ์ 2553 11:20 น.

ความรักของฉัน.....

สุรศรี

ในเช้าของวันแห่งความรัก
ใครหลายคนได้รับดอกกุหลาบช่องามเป็นของกำนัล
บางคนได้กระเช้าของขวัญอันทรงค่าของผู้ให้
บางคนได้รับคำอวยพรผ่านทางโทรศัพท์ 
บางคนได้รับข้อความคำรักอันหวานซึ้งผ่านหน้าจอมือถือ
...............
ฉันนึกอิจฉาใครหลายคนที่มีโอกาสดี ๆ แบบนั้น
ในใจลึก ๆ เจ็บปวดรวดร้าว
เหมือนเด็กเล็ก ๆ ยืนบังต้นเสา แอบกลืนน้ำลายตัวเองมองดูเพื่อนลิ้มชิมรสขนมหวานอย่างเอร็ดอร่อย
อยากจะมีโอกาสแบบนั้นบ้าง
แต่ก็ได้แต่คิด
..
ในเช้าของวันแห่งความรัก
ในอีกด้านหนึ่งของหัวใจ
ฉันก็แอบภูมิใจในตัวเองลึก ๆ ว่า
เราก็มีความสุขได้ในฐานะผู้มอบความรักให้กับใครอีกหลาย ๆ คน
ด้วยไมตรีจิตที่หยิบยื่นให้แก่กัน
ทั้งในฐานะเพื่อน  ฐานะพี่  และ ในฐานะอย่างอื่น ๆ
ทั้งที่เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไป
การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนมันมีความสุขกว่าการที่จะรอคอยอีกฝ่ายหนึ่ง
หยิบยื่นให้.....
มิใช่หรือ...........				
22 ธันวาคม 2552 07:24 น.

คนบ้านเดียวกัน

สุรศรี

คนบ้านเดียวกัน
          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะผมกำลังทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในเช้าของวันจันทร์
          มาถ่ายรูปให้หน่อย เดี๋ยวนี้นะ   เสียงผู้อำนวยการดังขึ้น
          ครับ  ๆ  ไปเดี๋ยวนี้ครับ            ผมรับปากและรีบบึ่งมอเตอร์ไซด์คู่ชีพเข้าในหมู่บ้าน
           ไปถึงบ้านใต้เห็นรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์จอดอยู่  4-  5 คัน ข้างถนน  เสียงไมโครโฟนดังมาจากท้ายรถยนต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์หมากแข้ง
             ครับ เรากำลังรอท่านนายอำเภอเดินทางมามอบบ้านในโครงการบ้านท้องถิ่นไทยเทิดองค์ราชัน    ให้กับพี่น้องเรา  ถ้าพี่น้องที่อยู่ทางบ้านมีเวลาว่างก็ขอเรียนเชิญมาเป็นสักขีพยานในการมอบบ้านในครั้งนี้ได้   เสียงโฆษกดังผ่านเครื่องขยายเสียง
               ชาวบ้านบ้างปัดกวาดบ้าน บ้างยืนถือภาพของในหลวง ภาพป้ายพิธีมอบ  ที่เขียนจากแผ่นโฟม  และแผ่นโฟมที่ตัดเป็นรูปกุญแจบ้าน  ถุงผ้าห่มกันหนาวเตรียมรับมอบจากนายอำเภอ  ท่านปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล  สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล  ประจำบัวโคกใต้กุลีกุจอ กำลังจัดเตรียมแถวผู้คนที่จะร่วมพิธีถ่ายรูปพิธีมอบบ้านร่วมกัน
                บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่สองของตำบลโพธิ์หมากแข้งที่จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งของ อบต.  มาสร้างให้  เป้นบ้านก่ออิฐชั้นเดียว  แต่ยังไม่ได้ฉาบปูน   มุงสังกะสี  ขนาดกว้างประมาณ  6  คูณ   5  เมตร  เจ้าของบ้านเป็นหญิงอายุประมาณ  40  ปี อาศัยอยู่กับลูกชาย อายุ  13 ปี  กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ส่วนสามีทิ้งไปตั้งแต่ลูกชายยังเล็กอยู่  
              พี่น้องครับ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลพยายามที่จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือพี่น้องที่ยากจน  ด้อยโอกาส  เท่าที่จะช่วยเหลือได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอให้พี่น้อง อย่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการพนัน  และช่วยเหลือตนเองด้วย เพราะถ้าลำพังเราจะรองบประมาณจากทางการเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ไหว  
                   นายอำเภอพูดก่อนที่จะทำพิธีมอบและถ่ายรูปร่วมกัน  ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์หมากแข้ง  เจ้าหน้าที่จากทางอำเภอ  สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล  ผู้ใหญ่บ้านและผู้อำนวยการโรงเรียน
                  ทางองค์การบริหารส่วนตำบลได้ไปมอบบ้านในโครงการอีกหลังหนึ่งให้กับราษฎรที่ยากจน
และก่อนที่ทุกคนจะเดินทางกลับทางโฆษกก็ได้ประกาศบอกพวกเราให้เข้าไปร่วมพิธีมอบสังกะสีให้ราษฎรอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามถนนเดินไปอีกประมาณ  50  เมตร  เป็นบ้านหลังเล็ก  ๆ  มุงสังกะสีเก่า  ๆ  เป็นรูโหว่ และรอยทะลุ เพราะเก่ามากแล้ว ห้องน้ำ อยู่ข้าง  ๆ  เป้นห้องน้ำเล็ก  ๆ  หลังใหม่ เขียนบอกว่าเป็นห้องน้ำในโครงการเดียวกัน
                  คุณป้าอยู่กับใครครับ   นายอำเภอถามเจ้าของบ้าน
                  อยู่คนเดียวจ้ะ     คุณป้าตอบ  
                  แล้วสามี  ลูกเต้าไปไหนหละ  
                  ลูกสาวและสามีเสียชีวิตแล้วครับ   สมาชิก อบต. เจ้าของท้องที่ชิงตอบก่อนคุณป้า
                   คุณป้าอยู่คนเดียว  ข้าวปลาอาหารอาศัยน้องชายที่ปลูกบ้านอยู่ข้าง ๆ  ช่วยหุงหาให้ครับ
                   อ้าวทำไมหละ ท่านอบต.  นายอำเภอทำท่าสงสัย
                    คุณป้าเป็นอัมพาตครึ่งท่อน เดินเหินไม่ได้ครับ   ท่าน อบต. อธิบาย
                    อ้าวเหรอ  นายอำเภอทำหน้าเหรอหรา
             ปลัดสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลช่วยจัดแจงให้เจ้าหน้าที่และผู้ใหญ่บ้านขึ้นไปนั่งร่วมกับคุณยาย  ส่วนหนึ่งก็ยืนข้างล่างข้าง ๆ บันไดบ้านร่วมกับนายอำเภอเพื่อถ่ายรูปพิธีมอบโดยนายอำเภอและทุกคนยื่นมือจับสังกะสีหันหน้ามามองกล้องถ่ายรูป  อีกหลายคนก็ยืนข้าง ๆ
                    ผมกับผู้อำนวยการเดินออกมาที่ถนนเตรียมกลับไปทำงานต่อ  ก่อนที่ที่จะสตาร์ทรถออกมาก็ได้ยินเสียงนายอำเภอเรียกผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุย
                     ท่านผู้ใหญ่ชาวบ้านเขายากจนขนาดนี้แล้วทำไมคุณไม่รายงานให้ผมทราบ มัวทำอะไรอยู่
ผมมาอยู่นี่เกือบจะสองปีแล้วถ้าผมไม่มาเห็นด้วยสองตาตนเองผมก็คงไม่ทราบว่าราษฎรในท้องที่ของผมยากจนขนาดนี้หรือ  รู้ใหมถ้าสือมวลชนเขารู้  เขาเอาไปลงข่าวมันจะเกิดอะไรขึ้น  คุณจะกลายเป็นจำเลยที่หนึ่ง  ผมจะเป็นจำเลยที่สองโทษฐานปล่อยปะละเลยให้ราษฎรที่ยากจนด้อยโอกาส และพิการ ต้องอยู่อย่างแร้นแค้นลำบากช่วยเหลือตนเองไม่ได้  โดยที่คุณและผมไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขาเลย  
                ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าทีหน้าซีดยืนสงบนิ่งไม่กล้าสบตากับนายอำเภอ ก่อนที่ท่านจะขึ้นรถจากไป
                        ท่านนายอำเภอพูดถูกผมเองต่างหากที่อยู่ที่นี่มายี่สิบกว่าปี  ผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านเรายังมีคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา  ยากจนกว่าเรา  ซ้ำยังมาพิการช่วยเหลือตนเองแทบไม่ได้หลงเหลือให้เห็นอยู่
ทั้ง ๆ ชุมชนแห่งนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายคนบ้านเดียวกันแท้  ๆ  ผมอยากให้คนที่บอกว่าตนเองยากจน  ตัวเองด้อยโอกาส มาเห็นสภาพของคุณป้าเช่นวันนี้เหลือเกิน  เขายากจนยังมีคนที่ยากจนกว่าและคนที่ด้อยโอกาสยังมีคนที่ด้อยโอกาสกว่า				
10 ธันวาคม 2552 18:04 น.

ความสุขที่แสนยาวไกล

สุรศรี

ความสุขที่แสนยาวไกล
จอดปั๊มหน้าด้วยคะพี่โชเฟอร์สุดหล่อ
เสียงตะโกนของใครคนหนึ่งดังแข่งกับเสียงเพลงดัง   ๆ  ที่เปิดบนรถโดยสารคันนั้น
รถเลี้ยวซ้ายเข้าปั๊มตามคำขอ  เด็กป๊มให้สัญญาณมือเข้าไปจอดเติมน้ำมัน แต่คนขับของเรากลับไปจอดหน้าห้องน้ำเสียนี่
       รถยังจอดไม่สนิทดีพวกผู้หญิงก็วิ่งกรูกันลงที่ประตูหน้ารถยังกะจะเหยียบกันตาย
พลางวิ่งเข้าห้องน้ำอย่งเร่งรีบเหมือนวิ่งหนีตำรวจ  ผู้คนที่อยู่หน้าร้านเซฟเว่น  ต่างหันมามองเป็นจุดเดียว
      เปิด  ๆ ๆ เปิดเดี๋ยวนี้  เสียงคุณมิ่งวิ่งไปเคาะประตูห้องน้ำผู้ชาย  ย่างไม่เกรงสายตาผู้ใดในเวลาเร่งด่วนเช่นนี้
        มาด้านหลังก็ได้นะ   เสียงน้องหงา  ตะโกนมาจากที่ปัสสาวะของผู้ชาย
        บ้า    เสียงน้องแมวตะโกนพลางกุมเป้าตัวเองส่ายก้นไปมาอย่างสุดกลั้น
         เราจอดปั๊มนี้เป็นปั๊มที่สามแล้วหละนับจากออกจากตัวเมืองหนองคาย เมื่อตอนบ่าย  2  โมงครึ่ง  หลายคนเดาว่าเราคงถึงบ้านก่อน  1  ทุ่มแน่นอน  แต่ดู  ๆ แล้ว คงเป็นไปได้ยากเพราะรถแล่นช้า  และจอดบ่อยเข้าห้องน้ำบ้าง  จอดซื้ออาหารเครื่องดื่มบ้าง
      แปร็ด ๆ ๆ
          ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแตรรถ  เตือนให้ผู้โดยสารขึ้นรถ  หลายคนหิ้วถุงน้ำแข็ง  เครื่องดื่ม เหล้าเบียร์ กับแกล้มเต็มมือสองข้าง
       มาหมดรึยัง   ใครไม่มายกมือขึ้น  ยายซึ่มเพื่อนยายตุ๊  ร้องตะโกนก่อนรถเคลื่อนที่ออกอย่างช้า  ๆ
          พี่โชเฟอร์ ขอเพลงมัน ๆ  ต่อนะคะ  ยายตุ๊  ตะโกนเมื่อเห็นคนขับเอื้อมมือไปเปลี่ยนเพลง
          บอกว่าอย่าขอหมอลำ ๆ  ไม่รู้หมอลำเขาลำแบบไหน  เกิดมายังไม่เข้าใจ  ๆ เขาลำแบบไหนไม่รู้เรื่องเลย  เกิดมาไม่เคยได้ร้องหมอลำ  เคยร้องแต่ร็อกแอนโรล  เทคนงเทคโนโยกมันแท้หนอ.....
             ผู้หญิง  ณ  เวลานี้นั่งไม่ติดซะแล้วหละ  มือไม้แทบจะทิ่มตาเพื่อข้าง  ๆ โยกซ้ายทีขวาที เพราะพื้นที่ว่างตรงทางเดินแคบลงไปถนัด
             รถเช่าเหมาลำของเราออกตั้งแต่ตี  5  วิ่งไปรับผู้คนจากบ้านต่าง  ๆ  แต่อากาศเมื่อเช้าดูจะทำให้ผู้คนเหงา  ๆ   จึงยังสงวนท่าทีไม่ละลายพฤติกรรมเหมือนเช่นบ่ายนี้  
            ตื่น  ๆ  พี่ศรี  ยายซึ่มสะกิด  เพราะผมนั่งทำทีเป็นหลับเพราะไม่อยากดื่มเหล้า
            เอาหน่อยจะได้ไม่ง่วง  พลางยื่นแก้วเหล้าขาวใบเล็ก  ๆ  ยื่นให้ผม  
            เยอะจัง   ผมเอื้อมมือไปรับยังไม่ถึง  รถวิ่งทำให้เหล้าหกรดเสื้อผ้ากางเกงเหล้าขาวส่งกลิ่นฟุ้ง  ยายซึ่มกลับรินเหล้าเพิ่มมากกว่าเก่า
             ขอน้ำหน่อยเด้  ผมได้รับมาพร้อมกับถ้วยบะหมี่ร้อน  ๆ  ครึ่งถ้วย  
คนบ้านเดียวกัน  แค่มองตากันก็เข้าใจดี  รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้   ยังมีคำปลอบโยน  ยังมีคำปลอบใจ  มีคำว่าสบายดีบ่ให้กันเสมอเด้อคนบ้านเฮา
คนบ้านเดียวกัน ... ...  เป็นทีของไผ่   พงศธร  ร้องขับกล่อม
     เหล้าขาวกับเบียร์ถูกรินลงแก้วสวนทางกันแล้วแต่เลือกแล้วแต่ชอบไม่บังคับกันอยู่แล้ว
    ถ้าหากจะมีคำถามว่า
จังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นมังกรเลื้อยแห่งอีสานคือจังหวัดอะไร
หลายคนคงไม่รู้ว่าเป็นจังหวัดหนองคาย  และหากถามต่อไปอีกว่า
อำเภออะไรที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดมากที่สุด
และหลายคนคงไม่รู้ว่าเป็นอำเภอชื่อแปลก  ๆ นามว่า บึงโขงหลง  ของจังหวัดหนองคายนี่แหละที่แม้ผู้ใหญ่บางคนที่เป็นคนจังหวัดหนองคายเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอำเภอนี้อยู่ที่ไหน
ระยะทางถึงตัวจังหวัด   220  กิโลเมตร   และความยาวจากทิศตะวันออกจดทิศตะวันตกกว่า   330  กิโลเมตร  ถ้าเป็นแถวภาคกลาง  ระยะทางขนาดนี้คงตั้งได้ไม่ต่ำกว่า  5  จังหวัดแน่นอน
          องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายมีโครงการเม็กกะโปรเจ็ค  หนองคายอยู่ดีกินดี ICT  เปิดประตูสู่อินโดจีน  ระหว่างวันที่  7- 10  ธันวาคม  2552  เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวก่อนมหกรรมกีฬาซีเกมที่จะถึงนี้   โดยเช่าเหมารถให้หมู่บ้านละ  5  คนทั่วจังหวัดหนองคาย
ให้มาเที่ยวงาน  ดื่มฟรี  กินฟรี   นับเป็นโอกาสดีของพวกเราและใครอีกหลายคนที่จะได้เดินทางเข้าจังหวัด   เพราะบางคนอายุ กว่า  40  ปีแล้วแต่ไม่เคยเดินทางเข้าจังหวัดเลยก็มี  และบนขบวนรถพวกเรา  56  คน  มีผู้ชายแค่  5-6  คนเท่านั้น
         ใครเป็นโสดยกมือขึ้น  ยายสอนผู้หญิงที่รักเดียวใจเดียว (เพราะดื่มแต่เหล้าขาว)
ตะโกนดัง  ๆ  แข่งกับเสียงเพลงบนรถ
           เฮ้    เสียงลูกคู่ขานรับพลางยกมือ
         ใครหนีผัวมาขอให้โชคดี  เสียงสมาชิก  อบต.  คำเผยสอดขึ้นอีกคน
         เฮ้    เสียงขานรับดูจะดังกว่าเดิม
        รถจอดที่ปั๊มน้ำมันอำเถอบึงกาฬก็เป็นเวลามืดค่ำพอดี  จากนี่ไปอีกกว่าจะถึงบ้านเราก็
75  กิโลเมตร  ทุกคนดูจะหิวและเหนื่อยอ่อนกับการเดินทางไม่พอแต่ต้องมาเหนื่อยกับดีกรีที่เข้าไปอยู่ในร่างกายเพิ่มอีก
           อย่าบอกผัวเฮาเด้อ  ยายมิ่งพูดขณะเดินลงจากรถ
          อือ  โตคือกันอย่าบอกผัวเฮา  เดี๋ยวมันจะไม่ให้ไปอีก  ยายสอนรับปากด้วยเสียงอ้อแอ้ในลำคอเหมือนกัน   
            โตสิไปกรุงเทพนำเขาอีกบ่  
            มื้อใด๋  ไปเฮ็ดหยัง    
            วันที่  13  ธันวาคม นี้  ทาง อบต.บอกให้หมู่บ้านละ  5  คน ไปแสดงความจงรักภักดี    สมาชิก  อบต. คำเผยบอกกับทุกคน
             บ่แม่นไปต่อต้านคนเสื้อแดงบ้อ  ยายสอนพูดอ้อแอ้
              บ่แม่นดอก  โอ้ย ปีนี้ไปหมดปี รัฐบาลนี้ดีอย่างเดียวนี่แหละ  สมาชิก  อบต. คำเผยย้ำหนักแน่นในลำคอและบ่นอู้อี้ในลำคอ
              ผมมาสะดุ้งตื่นเมื่อรถจอดให้ชาวบ้านลงเมื่อถึงบ้าน หลายคนหิ้วข้าวของลงจากรถพะรุงพะรังซื้อเพื่อเป็นของฝากทางบ้านเพราะนาน  ๆ ได้เข้าจังหวัดทีหนึ่งนับเป็นโอกาสดีของชีวิต  แม้ผมเองจะเข้าจังหวัดบ่อย  แต่การได้นั่งรถฟรี  อาหารเครื่องดื่มฟรี บนเส้นทางกว่า  200  กิโลเมตรและสนุกสนานแบบนี้คงหาได้ไม่ง่ายเลย				
1 ธันวาคม 2552 14:14 น.

เรื่องของบั้งไฟพญานาค(ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)

สุรศรี

บนถนนเลาะเลียบชายฝั่งโขงด้านขวามือ  มองเห็นสายน้ำสีขาวยามฟ้าแลบ  ในยามค่ำคืนเช่นนี้ ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถยังทำหน้าที่กวาดน้ำออกจากกระจกรถไม่หยุดหย่อน    ถนนโล่งตลอดนาน  ๆจะมีรถสวนมาสักคันหนึ่ง
      บ้านเรือนผู้คนยามนี้ไม่มีแม้แสงไฟเล็ดลอดออกมาข้างนอกให้มองเห็น  ไม่มีป้ายบอกถนน  บอกพิกัด บอกหมู่บ้าน หรือระยะทางแต่อย่างใด เราไม่ทราบว่าเราวิ่งมานานเท่าไรแล้วตั้งแต่ออกจากโพนพิสัยเกือบสามทุ่มจำได้ว่าเราเลี้ยวซ้ายเพื่อจะลัดไปอำเภอโซ่พิสัย  เข้าอำเภอพรเจริญ และจดหมายอยู่ที่อำเภอบึงโขงหลงระยะทางประมาณ  100  กิโลเมตร
          แต่เท่าที่วิ่งอยู่นี้เราไม่รู้ว่าเราอยู่  ณ  ตำแหน่งไหนกันแน่ เพราะมองไม่เห็นอะไรเลย นิกจากเส้นสีเหลืองขาวบนพื้นผิวถนนเท่านั้น   เพื่อนพี่น้องที่ที่นั่งอยู่ในรถด้านหน้า  3- คน ทุคนเป็นใบ้กันหมดแล้วส่วนคนนั่งข้างหลังกระบะคงเปียกปอนและเหน็บหนาวกันหมดแล้ว
           เรากำลังหลงทาง   ผมคิดคนเดียวในใจ
          จำได้ครั้งสุดท้ายเรามองเห็นป้ายด้านซ้ายมือบอกระยะทางไปอำเภอโซ่พิสัย และหลังจากนั้นเรามองไม่เห็นป้ายอะไรอีกเลย   แต่แปลกเอามาก ๆเราวิ่งออกจากถนนเลียบชายฝั่งโขงตั้งนานแล้ว  แต่ขณะนี้สายน้ำสีขาว ๆ ด้านขวามือมันยังคงวิ่งตามเราไปตลอดไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแต่อย่างใด
              เมฆทะมึนทึนก้อนเล็ก  ๆ  ด้านทิศใต้ด้านจังหวัดหนองคาย เมื่อตอนหัวค่ำ ใครจะคิดว่ามันจะแผ่ขยายและตกได้นานกินบริเวณกว้างขนาดนี้ทั้งที่หมดหน้าฝนไปแล้ว  คลื่นมนุษย์ที่แห่มาดูปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเต็มชายฝั่งโขง  พ่อค้าแม่ค้าต่างคึกคักขายสำรับกับข้าว  อากาศตอนนั้นร้อนอบอ้าว เพราะผู้คนเบียดเสียดกัน  เราทานข้าวเสร็จก็พากันไปปูเสื่อหาที่ถนัด ๆ รอดูปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ต้องหาโอกาสมาดูให้ได้  อากาศเริ่มมืดเข้าไปทุกที  ขณะเดียวกัน และเมฆก้อนนั้นก็ขยายอาณาบริเวณออกไปเรื่อย  ๆดูผู้คนไม่ไดกังวลกับมันเท่าใดนัก  ยังคงนั่งจับตามองออกไปยังชายฝั่งข้างหน้าเหนือผืนน้ำสีขุ่นอย่างใจจดใจจ่อ  
             ดูเหมือนสิ่งที่ทุกคนตั้งตาคอยก็มาถึง
ปิ้ววววววววววว
             พอได้ยินเสียงทุกคนก็หันไปมองลูกไฟกลมโตขนาดเท่าลูกมะนาวปรากฏแสงสีส้มเหนือฝั่งน้ำประมาณ  30  เมตร  ลูกไฟลอยขนานไปตามลำน้ำโขงประมาณ  50  เมตรก็สิ้นเสียงและแสงสีส้มก็หายแว้บไปทันใด
           เฮ้   ผู้คนส่งเสียงร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความดีใจ
เสียงอื้ออึงของผู้คนดังขึ้นเรื่อย  ๆ บางคนเปล่งเสียงสาธุพร้อมยกมือไหว้ท่วมหัว 
          เอาอีก ๆ   เสียงผู้คนดังขึ้นเป็นระยะช่วยเชียร์ให้บั้งไฟประทุขึ้นมาอีก 
           แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเสียแล้วระยะเวลาแห่งการรอคอยยืดออกไปเรื่อย  ๆ
          เป็นเพราะหนัง 15  ค่ำ เดือน 11นี่แหละที่ทำให้บั้งไฟไม่ขึ้น  หลายเสียงบ่นให้หลายคนได้ยิน
         บั้งไฟ....าเหวอะไรวะ  ไม่เห็นมี  ใครไม่รู้ในกลุ่มของพวกเราสบถออกมาอย่างหัวเสีย
           และแล้วสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดมันก็เกิด  เม็ดฝนเย็น  ๆ ร่วงลงมาจากฟากฟ้าปรอย  ๆ ก็ทยอยตกหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนต่างลุกฮือขึ้นพร้อมกันเพื่อหาที่หลบฝน แต่ก็ไม่รู้จะไปหลบที่ไหนเพราะไม่มีที่ให้หลบเมื่อต่างคนต่างลุกขึ้นยืนและพยายามจะหนีก็กลับกลายเป็นจลาจลไปในพริบตา และไม่มีใครที่จะสนใจบั้งไฟที่พุ่งเข้ามายังฝั่งอย่างไร้ทิศทาง  มันเหมือนกับโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่คนดูกรูกันออกจากโรงพร้อม ๆ กัน 
           กว่าที่เราจะหนีออกมาจากมาจากฝูงชนและรวมตัวกันได้ก็ใช้เวลานานโขอยู่ แต่พอขึ้นรถได้ ก็ต้องเจอปัญหา รถติด  รถวิ่งไม่ได้ มันวิ่งได้ครั้งละประมาณ 1 เมตรเท่านั้น กว่าที่พวกเราจะหลุดออกมาจากขบวนรถติดและเลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอโซ่พิสัยก็ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง
             แรก ๆ  รถวิ่งตามหลังพวกเรามาก็มากอยู่  แต่นานเข้าก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ  และแทบจะไม่มีที่ตามมา
    ................
         รถพวกเรายังคงวิ่งไปเรื่อย  ๆ  อย่างไร้จุดหมาย  ตามถนนที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนส่วนไหนของประเทศไทย
และจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน  ทุกคนเริ่มเหนื่อยและหิว หนาว บางคนหลับใหล บางคนก็หลับไม่ลงกับชะตากรรมที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ทุกคนรอให้มันสว่างจะได้รู้แล้วรู้รอดซะทีว่ามันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่
          ยังดีที่พวกเราเติมน้ำมันเต็มถังตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ถ้าเกิดน้ำมันหมดไม่มีปั๊มป์เติมน้ำมันแบบนี้ก็คงแยแย่แน่นอนอย่างดีก็คงนอนบนรถรอให้สว่างและให้คนมาพบ
           ฉันหลับไปนานเท่าไรไม่รู้  มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยิน เสียงจ็อกแจ็ก จอแจและแตกตื่นของผู้คนมองออกไปเริ่มสว่างแล้ว 
  ที่ไหน     เป็นคำถามแรกของทุกคนที่ถามขึ้นพร้อมกัน
   สว่างแล้วเหรอ   
   ฮือ    โชเฟอร์ทำตาปรือ  ขณะตอบคำถาม  เสียงอู้อี้ในลำคอ
   มันที่ไหนกันแน่    ผมถามขึ้นพลางมองไปตามถนนสองข้างทาง
   เห็นบ้านเรือนผู้คนทั้งสองฟากถนน  ฝนหยุดตกเมื่อไรไม่รู้ รถพวกเรายังคงวิ่งต่อไป ด้วยความเร็วปกติ  ผมมองกระจกด้านหลังเห็นเพื่อนร่วทางกอดอกหนาวสั่น
     อุดรธานี  7   กิโลเมตร    ผมรำพึงเบา  ๆ เมื่อมองเห็นป้ายข้างทาง  เป่าลมออกปาก  ทำตาโต  ทุกคนได้แต่มองตากันไปมา  เราวิ่งรถเกือบ  10  ชั่วโมง จนรุ่งเช้าถึงอุดรธานี  และอยู่คนละแห่งกับจุดหมายที่เราจะเดินทางไป  ทุกคนเริ่มสงสัยแปลกใจอีกครั้ง  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถามใครว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับขบวนรถของพวกเรา
      ไปถึงที่นั่นอย่าปากพล่อย  อย่าปากโป้ง ดูถูกเจ้าที่เจ้าทาง
        คำพูดประโยคนี้ยังแว่วอยู่ในโสตประสาทของผมในขณะนั้น  จำไม่ได้ว่าได้ยินจากปากของใครไม่รู้พูดก่อนที่จะออกเดินทางมา
         เราไม่กลับไปจุดหมายที่ต้องการจะไปไม่แวะบ้านญาติ ทุกคนลงความเห็นว่ากลับบ้านที่สกลนครดีกว่า  กลับถึงบ้านพวกเราต่างจับไข้ทุกคน และพากันไปรดน้ำทำบุญที่วัด  เรื่องที่เกิดขึ้นขอให้อยู่ในความทรงจำของทุกคน  ดีกว่าที่บอกเล่าให้ผู้คนทราบในสิ่งที่ไม่กระจ่าง  ลึกลับซับซ้อนเช่นนี้				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุรศรี
Lovings  สุรศรี เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุรศรี
Lovings  สุรศรี เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุรศรี
Lovings  สุรศรี เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสุรศรี
>