30 กรกฎาคม 2557 10:34 น.

เรื่องจริงยิ่งกว่าฝัน

Parinya

       วันนี้ที่โรงเรียนของฉันจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในวันเกิดของโรงเรียน ซึ่งที่จริง
คือวันที่เราอยากทำบุญร่วมกับบุคลากรและเด็ก ๆในโรงเรียนนั่นเอง เรามักหาโอกาส
ทำบุญเลี้ยงพระบ่อย ๆ เพื่อมิให้ลืมบรรยากาศการทำบุญแบบไทย ๆ และให้นักเรียน
คุ้นเคยกับพิธีกรรมทางศาสนาจริง ๆ ตั้งแต่การจัดเตรียมพิธี กิจกรรมในระหว่างที่พิธีกรรม
ดำเนินไปและแน่นอนที่พิธีต้องจบด้วยการทำน้ำพระพุทธมนต์และการประพรมน้ำมนต์
ให้ทุกคนรู้สึกถึงความชุ่มฉ่ำทั้งตัวและหัวใจจากการได้ทำบุญ หลังจากพระสงฆ์กลับไป
แล้ว ครูกลุ่มหนึ่งก็เข้าไปห้อมล้อมดูว่าน้ำตาเทียนที่หยดลงในขันต์น้ำมนต์ส่วนที่แบ่งไว้
นั้นลอยเป็นตัวเลขใด ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
    ฉันคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะฉันเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูแแบบใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์
ตั้งแต่จำความได้การมองท้องฟ้า มองเมฆ ของฉัน ก็เพื่อจะดูว่า ฝนจะตกหรือไม่  ลมมาจาก
ทิศไหน จะมีพายุหรือเปล่า ไม่เคยได้ยินใครคุยกันว่าดูเมฆคล้ายเลขอะไร และไม่เคยเห็น
คนที่อยู่แวดล้อมฉันซื้อหวยหรือสลากกินแบ่งเลย จนกระทั่งฉันเรียนจบมาทำงานใน
จังหวัดหนึ่งทางภาคอิสาน จึงได้ยินและชินกับภาพที่ฉันเอ่ยถึง และยังได้ยินการทำนาย
ฝันเป็นตัวเลขแทบทุกวัน  แต่คงไม่ใช่เฉพาะจังหวัดที่ฉันอยู่หรอก ตามข่าวจากหนังสือ
พิมพ์ความเชื่อลักษณะนี้มีอยู่ทั่วไป
        ครั้งหนึ่งจำได้ว่าเป็นตอนเที่ยงของวันที่ 15 เดือนตุลาคม มีรถตู้มาจอดที่หน้าบ้านของ
ฉัน ชื่อข้างรถเป็นวิทยาลัยพละศึกษาแห่งหนึ่ง มีคนในรถพอประมาณ แล้วคนที่เปิด
ประตูรถลงมาก็คือเพื่อนฉันเอง เธอทำงานอยู่ที่วิทยาลัยพละศึกษาแห่งนั้น
         " แดงน้อย  ไปเที่ยวคำชะโนดกันเถอะ " เธอชวน
         " ไปทำไม " ฉันถาม
         " วันนี้วันที่ 15 นะ เพื่อน ๆ เขาอยากไปกัน " ฉันได้ยินคำตอบนั้นก็เข้าใจทันที
จึงเพียงแต่เดินขึ้นรถไปกับเพื่อน
        ฉันเข้าใจได้ทันทีว่าคณะนี้ไป "หาหวย"  ที่เพื่อนมาชวนฉันไปด้วยเพราะเธอสนิท
สนมกับฉันและรู้ว่าฉันชอบการนั่งรถไปเที่ยวกับเธอจะเป็นที่ไหนก็ได้   แต่สถานที่ ที่
รถกำลังจะพาเราไป ทำให้ฉันต้องย้อนคิด  จึงเป็นเรื่องสนทนาระหว่าง
ฉันกับเพื่อนในระหว่างนั่งรถ
      ป่าคำชะโนด หรือ เมืองชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล
 คือ ตำบลวังทอง, ตำบลบ้านม่วง และตำบลบ้านจันทร์ ใน อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
 เป็นป่าที่มีลักษณะเหมือนเกาะขึ้นอยู่กลางทุ่งนา เต็มไปด้วยต้นชะโนด ซึ่งเป็นพืชจำพวก
ปาล์ม ความยาวประมาณ 200 เมตร ป่าคำชะโนดเป็นสถานที่ ๆ ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน
 เป็นสถานที่ ๆ เชื่อว่า เป็นที่สิงสถิตของพญานาคและสิ่งลี้ลับต่าง ๆ บ่อยครั้งที่ชาวบ้านใน
ละแวกนั้นจะพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญพระเวท รวมถึงหญิงสาวที่มายืม
เครื่องมือทอผ้าอยู่เป็นประจำ และเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
 รวมถึงที่อำเภอบ้านดุง แต่น้ำก็ไม่ท่วมบริเวณคำชะโนด เมื่อระดับน้ำลดลง คำชะโนดก็ยัง
คงอยู่เช่นเดิม
    ตามตำนานกล่าวไว้ว่า มีพญานาคอยู่สองตนได้ปกครองเมืองหนองกระแส โดยครึ่งหนึ่ง
เป็นของ สุทโธนาค (พญาศรีสุทโธ) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ สุวรรณนาค ทั้งสองปกครอง
เมืองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่มีข้อตกลงกันอยู่ว่า ถ้าเมื่อฝ่ายใดออกไปล่าสัตว์หาอาหาร
 อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ไป เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน และเมื่อฝ่ายที่ออก
ไปล่าสัตว์หาอาหารมาได้นั้น ให้นำมาแบ่งกันอย่างละครึ่ง
         เมื่อถึงคราวสุวรรณนาคได้ออกไปล่าสัตว์หาอาหารได้เนื้อช้างมา จึงนำเนื้อช้างที่ได้แบ่ง
ให้สุทโธนาค พร้อมทั้งนำขนของช้างไปยืนยันว่าเป็นเนื้อช้างจริง อีกครั้งที่สุวรรณนาค
ออกไปล่าสัตว์หาอาหารอีก ครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้นำเนื้อเม่น และขนของเม่น
ไปมอบให้แก่สุทโธนาคเหมือนเช่นเคย แต่สุทโธนาคกลับแสดงความไม่พอใจ เพราะเมื่อดู
จากขนของเม่นที่มีขนาดใหญ่กว่าขนของช้าง ปริมาณเนื้อที่ได้ก็ควรมีมากกว่าเนื้อของช้าง
 แต่ปริมาณเนื้อนั้นกลับมีน้อยกว่ามากนัก จึงคิดว่าสุวรรณนาคไม่มีความซื่อสัตย์ ฝ่ายสุวรรณ
นาคพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงเกิดสงครามระหว่างสุทโธนาค และสุวรรณนาค
         พระอินทร์ได้ทราบเรื่อง จึงหาวิธีการที่จะทำให้พญานาคทั้งสองนั้นหยุดทำสงครามกัน
โดยให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำขึ้นคนละสาย ถ้าใครสร้างได้ถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้น
อยู่ในแม่น้ำนั้น เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของ
หนองกระแส และด้วยความที่สุทโธนาคมีนิสัยใจร้อน เมื่อพบเจอภูเขากั้นทางแม่น้ำก็จะทำ
การหลบหลีก โค้งไปโค้งมา จึงเกิดเป็น แม่น้ำโขง (โค้ง) ส่วนทางฝ่ายสุวรรณนาคนั้น ได้ทำการ
สร้างแม่น้ำขึ้นทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาคมีความละเอียด และใจเย็น แม่น้ำที่สร้าง
ขึ้นจึงมีความตรงกว่าแม่น้ำทุกสาย ได้แก่ แม่น้ำน่าน
       สุทโธนาคเป็นผู้ที่สร้างแม่น้ำได้เสร็จก่อน จึงมีปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียว
 และเมื่อเป็นเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้ขอทางขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองมนุษย์ไว้อีก
 3 แห่งหนึ่งในนั้นก็คือ คำชะโนด ซึ่งมีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ให้สุทโธนาค พร้อมบริวาร
สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ (พญาศรีสุทโธ) และตั้งบ้านเมืองปกครองอยู่ที่คำชะโนดได้เมื่อข้าง
ขึ้น 15 วัน  อีก 15 วันข้างแรม ให้กลายเป็นนาค อาศัยอยู่เมืองบาดาล (พญานาคราชศรีสุทโธ)
      “เกาะคำชะโนดนี้เป็นเกาะที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ  โดยการสะสมของซากพืชซากไม้ที่ทับถม
กันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีในแอ่งแห่งนี้  จากเศษผง ซากพืชซากไม้จนกลายเป็นดินในที่สุด 
ปัจจุบันมีความหนาอยู่ที่1-3  เมตร  รากของต้นชะโนดที่แผ่ออกไปในแนวนอนทำหน้าที่เกาะ
เกี่ยวกันช่วยพยุงเกาะแห่งนี้ให้ลอยน้ำได้”
   เมื่อไปถึงพวกเราทั้งหมดก็ลงจากรถ เดินไปบนทางไม้แคบ ๆ ฉันคิดไปตลอดทางว่า การมา
อย่างนี้่ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่สำหรับฉันได้ประโยชน์แน่นอนเพราะจุดประสงค์ของฉันไม่
เหมือนคนอื่น ฉันได้ดูต้นชะโนดของจริงที่เคยอ่านว่ามีอายุกว่าสองพันปี ขณะเข้าไปใกล้ก็รับ
รู้ถึงความเย็นของอากาศบริเวณนั้น ฉันไปก้มมองน้ำใสแจ๋วในบ่อ ขณะที่คนอื่น ๆ เขาไปทำตาม
กรรมวิธีของแต่ละคน  ฉันยอมรับว่าตัวเองรู้สึกคล้ายดูหมิ่นการกระทำเหล่านั้นว่าพวกเขาช่าง
งมงาย จึงแยกตัวออกมา ยืนอยู่ใกล้ต้นชะโนดต้นหนึ่ง เห็นแป้งสีขาวที่คงมีชาวบ้านมานำ
มาทาไว้ตรงใกล้ ๆ โคนต้น  ฉันก้มลงมองพร้อมกับคิดว่า
     "จะดูซิว่าเขาทาแป้งที่ต้นไม้แล้วเป็นยังไง แป้งเขามีไว้ทาหน้านะ "
       สิ่งที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะเห็น ปรากฏเป็นรอยเส้นสีน้ำตาลอยู่บนพื้นแป้งสีขาว เรียงกัน
จากบนลงล่าง เป็นตัวเลขสามตัวชัดเจน ฉันอ่าน สองสามครั้งตัวเลขนั้นก็ยังอยู่  ฉันจึงเดินไป
เรียกเพื่อนฉันมาดูอีกคน เพราะคิดว่าฉันอาจตาฝาด เมื่อเพื่อนมาอ่านก็ยังเห็นตัวเลขเหมือนกัน **
กับฉัน ฉันจึงเชื่อแล้วว่าวีธีการที่ฉันเคยคิดว่าไม่มีวันเป็นตัวเลขขึ้นมาได้ เกิดขึ้นได้จริง แต่ต้อง
เป็นจังหวะที่ตนจะมีโชคด้วยจึงจะเห็นได้ และคิดว่าเจ้าของแป้งที่ทาไว้คงไม่ได้เห็นเหมือน
ฉันหรอก อย่างไรก็ดีการเห็นนี้ก็เป็นความลับระหว่างฉันกับเพื่อนเท่านั้น เพราะเราเห็นตรง
กันว่าเราไม่ควรบอกคนอื่น แม้จะเห็นตัวเลขก็ไม่มีหลักประกันใดว่าพรุ่งนี้ลอตเตอรี่จะออก
เลขท้ายด้วยเลขที่ฉันเห็น ฉันไม่อยากเป็นนักต้มตุ๋น
         เที่ยงวันรุ่งขึ้นคือวันที่หวยออก  ฉันออกจากบ้านไปหาเพื่อนคนเดิมพร้อมกับเงินหนึ่ง
ร้อยบาทสำหรับซื้อหวยใต้ดิน แต่ต้องให้เพื่อนเป็นคนพาไปซื้อเพราะฉันไม่เคยซื้อเลย
ไม่รู้ว่าเขาขายกันที่ไหน  เราพากันไป สำหรับฉันแล้ว หนึ่งร้อยบาทมันมากสำหรับการเสีย
เงินทิ้งแล้ว เพราะไม่คิดว่าจะถูก แต่เมื่อได้เห็นตัวเลขก็อยากจะลองดูว่า คำชะโนด ให้แม่น
หริอเปล่า  ขณะกำลังจะให้คนขายเขียนโพยให้ ไม่รู้เพื่อนฉันคิดยังไง
        "อย่าซื้อเลย  ไม่ถูกหรอก "
       ฉันเป็นคนตามใจเพื่อนอยู่แล้ว ไม่ซื้อก็ไม่ ซื้อ  ก็พากันกลับบ้าน   พอราวห้าโมงเย็นก็
ได้ยินข้างบ้านคุยกันเรื่องหวยออกแล้ว  ฉันถามว่าออกเลขอะไร เขาบอกมาคือตัวเลขที่ฉัน
ไม่ได้ซื้อนั่นเอง แสดงว่า คำชะโนด แม่น แต่ฉันยังไม่มีโชค หรือเพียงแต่อยากบอกฉันว่า
ก่อนดูถูกดูหมิ่นใคร คิดให้ดีเสียก่อน   แต่อย่างไรก็ดี เมื่อฉันจะมีโชคบางทีก็ยั้งไม่อยู่
เมื่อปรากฏว่าอีกหนึ่งเดือนต่อมา ฉันถูกรางวัลใบกำกับภาษี ครั้งที่ 66 วันที่  16 ธันวาคม 
2548  (ตรวจสอบได้จากกูเกิล)    ชดเชยการไม่ซื้อหวยในเดือนก่อนนั้น  ซึ่งเป็นรางวัล
ที่มีมูลค่ามากกว่าถูกหวยถึงหนึ่งเท่า    ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งคำชะโนด
ที่ทำให้รู้ว่าบางอย่างที่คิดว่าไม่มีจริง      นั้นเป็นสิ่งที่มีจริง 
**  ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ จังหวะที่ฉันเห็นเส้นเปลือกไม้โผล่เป็นตัวเลขบนพื้นแป้ง
สีขาว ต้องเป็นจังหวะที่ลงตัวพอดี ของ ปริมาณแป้งที่ทาไว้  ปริมาณแป้งที่หลุดร่อน แรงลม
มุมการมอง  องศาที่ก้มมอง  แสง      เวลาของการมอง  โชค ทุกอย่างต้องลงตัวพอดี ซึ่ง
ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นง่าย ๆ  และฉันก็ไม่เคยไปที่นั่นอีกเลย เพราะไม่เชื่อว่าจังหวะที่จะลงตัว
พอดีอย่างนั้นจะเกิดขึ้นอีก
20 กรกฎาคม 2557 20:17 น.

ความฝันในวันจริง

Parinya

 ฉันรู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบายหายใจอึดอัดมาหลายวันแล้ว  โดยไม่รู้สาเหตุจนต้องถาม
ตัวเองว่า  เราควรจะไปหาหมอหรือยัง ถ้าไปจะบอกอาการว่าอย่างไร  จะบอกว่าหายใจ
ไม่ทั่วท้อง หรือรู้สึกเหนื่อย ๆ ดี  เช้านี้ก็เช่นกันแม้จะตื่นนอนใหม่ก็ไม่รู้สึกสดชื่น กำลังคิด
ว่าหลังจากอาบน้ำอาบท่า รับประทานอาหารเช้าแล้ว อาจจะนอนต่ออีกสักพัก  ก็พอดีได้
ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์บ้านดังขึ้น เพราะฉันไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ใครนะโทรมาแต่เช้า 
ฉันเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรใหม่ได้แค่เดือนเดียวและเพิ่งบอกไปกับเพื่อนเพียงคนเดียวเมื่อ
สักสองสัปดาห์ก่อน
        "สวัสดีค่ะ "
        "ยายแดงน้อย"   เสียงปลายสายเรียกชื่อฉัน ฉันจำเสียงเขาไม่ได้หรอกเพราะนาน
ทีปีละหนเขาจึงจะโทรมา แต่ฉันจำได้ว่ามีคนเดียวที่ยกให้ฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ ด้วยการเรียก
ชื่อนี้
       เขาเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่เรียนโรงเรียนเดียวกับฉันมาตั้งแต่ชั้นประถม เพิ่งจะ
แยกไปเรียนคนละที่เมื่อฉันเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ จนฉันเรียนจบแล้วมาทำงานที่อุดรธานี
เราไม่เคยเจอกันอีกเลย จนล่วงเลยมาเป็นสิบปี เขาจึงโทรศัพท์มาหาฉันแล้วเล่าให้ฉันฟังว่า
แม้ฉันจะไม่อยู่บ้าน แต่เขาก็พยายามเดินทางผ่านบ้านฉันเสมอเพราะคิดถึงฉัน และบอกว่า
เขาชอบฉันมาตั้งแต่ชั้น ม.1  บอกอะไรต่อมิอะไรมากมาย  ฉันจึงเขียนกลอนจากคำบอกเล่า
ของเขาไว้เป็นที่ระลึกดังนี้
                               เธอให้ใจฉันแต่ต้นเป็นคนแรก
                               ตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่มซุ่มรักฉัน
                               ยังรักยืดรักทนจนปัจจุบัน
                               และยังฝันถึงบ้างในบางคราว
                               ความรู้สึกของใจใครอาจข่ม
                               ถ้าช่วยห่มให้ใจเธอไม่หนาว
                               หรือช่วยต่ออายุลุยืนยาว
                               ยอมเป็นสาวในฝันอันสุนทร
                               ซึ่งเป็นโลกส่วนตัวชั่ววูบแวบ
                               ที่ทั้งแอบปิดบังทั้งซุกซ่อน
                               แม้มิทำร้ายใจใครเดือดร้อน
                               แต่ต้องซ่อนต้องปิดให้มิดเม้น
                               ความรู้สึกซึ่งสงวนไม่ควรเปิด
                               เพราะอาจเกิดปัญหาถ้าพูดเล่น
                               สิ่งที่ผิดโดยนัย ไยประเคน
                               ยั่วพระเณรเถรชีไม่ดีนะ
         "ได้เบอร์โทรมายังไงคะ เพิ่งจะให้เพื่อนไปรายเดียวเอง "    ฉันทำเสียงระรื่นเพื่อกลบ
เกลื่อนอาการไม่สบายของตัวเอง
      "ผมไปร่วมงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง       จึงได้เบอร์นี้มาจากเพื่อนของเพื่อนอีกทีเขาจด
ต่อ ๆ กันมา นี่ตั้งใจฟังนะ เรื่องนี้สำคัญ ผมไม่ได้พูดเล่น "      เสียงเขาดุฉันกลาย ๆ เมื่อได้
ยินเสียงระรื่นที่ฉันตอบไป    ฉันรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงจริงจังนั้น   รุ้สึกห่วงคนที่บ้านขึ้นมาทันที 
จึงตั้งใจฟังอย่างที่เขาบอก
       เขาเล่าว่าเมื่อคืนนี้ เขาฝันแต่เป็นความรู้สึกว่า     เหมือนฝันนั้นเป็นจริง ในฝันนั้นเขาเห็น
ฉันเดินไปกับเพื่อนคนหนึ่งที่ตายไปเมื่อหลายปีมาแล้ว     กำลังเดินไปตามทางในป่าที่ทึบมาก
เขาจึงเรียกฉันไว้   แล้วถามว่าฉันจะไปไหน      ฉันตอบเขาว่าจะไปกับเพื่อนคนนั้น  เขาบอกว่า
ไม่ให้ฉันไป ฉันยังไปไม่ได้เพราะเขาอยากได้เบอร์โทรของฉัน ฉันต้องกลับไปจดเบอร์โทรศัพท์
ให้เขาก่อน แล้วถ้าอยากไปเขาจะเป็นคนไปส่ง ฉันจึงหยุดเขียนเบอร์โทรให้เขา ปล่อยให้เพื่อน
ที่ตายแล้วคนนั้นเดินไปก่อน เมื่อฉันเขียนเบอร์เสร็จ   เพื่อนที่ตายคนนั้นก็หายไปแล้ว  ฉันจึงยัง
ยืนอยู่กับเขา   เขาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกห่วงฉันมาก จนต้องโทรมาบอก และเขาจะทำบุญอุทิศ
ส่วนกุศลไปให้เพื่อนที่ตายแล้วคนนั้นด้วย ฉันก็บอกเขาว่าจะทำเหมือนกัน พร้อมกับขอบคุณเขา
ที่ช่วยเรียกฉันไว้ ด้วยความรู้สึกว่าเขาช่วยชีวิตฉันจริง ๆ
        หลังจากนั้นเขาก็ถามฉันว่าสบายดีหรือเปล่า      เมื่อฉันบอกว่าสบายดี เขาจึงสบายใจขึ้น
 นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันศุกร์     ฉันวางโทรศัพท์ลง  แล้วคิดว่าจะบอกเรื่องนี้กับใครดี
 ถ้าบอกกับคนที่รักฉัน    พวกเขาก็จะพากันเป็นห่วง       ฉันจึงเลือกเล่าเรื่องนี้ให้คนข้างบ้านฟัง
 โดยคิดว่าถ้าฉันจะต้องตายอยากให้ใครสักคนได้รับรู้จะได้บอกต่อกับคนที่บ้านของฉัน
         บ่ายวันเสาร์ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันคว้าโทรศัพท์มาแนบหู
        " มีใครส่งข่าวบอกแล้วยัง" เสียงที่ฉันได้ยินเมื่อวานถาม คราวนี้ฉันจำเสียงได้จึงย้อน
ถามไปว่า
         "มีอะไรหรือ "
         "ตอนนี้ผมอยู่ที่บ้านเธอนะ ตั้งใจฟังดี ๆ "
         เขาเล่าว่าเขามาจากหาดใหญ่เมื่อคืน  กลับมาบ้านเขาซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านฉัน เมื่อเช้านี้
น้องชายของฉันเอาเรือเร็ว (speed- boat ) ซึ่งเป็นของเล่นชิ้นโปรดออกทะเล  ตามปกติเขา
ออกไปเล่นเป็นประจำ และจะกลับเข้าฝั่งประมาณเก้าโมงเช้า  แต่วันนี้มีคนเรือประมงที่ลอยลำ
อยู่นอกชายฝั่งเอาเรือเร็วมาฝากไว้กับชาวประมงชายฝั่ง โดยที่เรือนั้นว่างเปล่า ไม่มีน้องชาย
ของฉันแล้ว ทุกคนที่บ้านรวมทั้งชาวบ้านช่วยกันออกตามหา ถ้าตกน้ำตกท่าจะต้องลอยขึ้นฝั่ง
แต่วันนั้นทั้งวันไม่มีวี่แวว ที่บ้านฉันไม่ส่งข่าวบอกฉัน     เพราะไม่อยากให้ฉันเดินทางกลับไป
แต่ฉันรู้แล้ว    วันรุ่งขึ้นฉันจึงกลับไปบ้าน   ซึ่งต้องใช้เวลานั่งรถไฟทั้งวันทั้งคืนจึงจะถึงบ้าน
เราทำทุกอย่างแค่เพียงหวังจะพบร่างเท่านั้น   เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ก็หมดแรงตามหา แม่ซึ่ง
เข้มแข็งผิดปกติในช่วงที่กำลังตามหาน้อง    ล้มป่วยลงทันทีเมื่อเราทุกคนหมดหวังแม้แต่จะ
เห็นร่างของน้อง
        ฉันอยู่กับแม่ประมาณสิบวัน   ก็ต้องเดินทางกลับมาทำงาน วันที่เดินทางกลับฉันนั่งรถ
ไฟตู้สุดท้ายพอรถเริ่มเคลื่อนออกจากสถานี    ฉันหันไปมองที่ชานชลาแล้วฉันก็ต้องกะพริบ
ตาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ     ก็ยังเห็นเขา...เพื่อนคนที่ตายไปแล้วที่เพื่อน ๆ   ทุกคนบอกว่าเมื่อ
ยังมีชีวิตอยู่เขาชอบฉัน      ยืนอยู่ที่ชานชลาด้วยสีหน้าเอิบอิ่ม      ที่ฉันรู้สึกได้ทันทีว่าเขามี
ความสุขมากอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน  ทำให้ฉันคิดในใจทันทีว่า
 "เอาน้องฉันไปแล้วมีความสุขนะ" นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นเขา
        หลังจากนั้นเราทุกคนไม่มีใครพูดถึงน้องอีก     พยายามทำเป็นลืม เพราะเรารู้ว่าถ้าเอ่ย
ออกมาสักคำแม่จะสะเทือนใจ จึงพยายามหากิจกรรมให้ไม่มีเวลาว่าง ให้สมองคิดแต่เรื่องอื่น
พอดีที่บ้านฉันเปิดเป็นร้านขายของจิปาถะ      มีลูกค้ามาทำให้แม่ไม่ว่างตลอดวัน      แต่ถึง
กระนั้นแม่ก็ยังเวียนเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง จนเวลาช่วยเยียวยาความรู้สึกได้บาง
ส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแม้เวลาจะผ่านไปสองสามปีแล้ว แม่ก็ยังไม่ยอมลงไปเดินเล่นที่
ชายหาด ทั้งที่แต่ก่อนแม่เคยลงไปทุกวัน แม้แต่ฉันเองถ้าลงไป    ฉันก็อดที่จะมองหาไม่ได้
แล้วก็ถามตัวเองว่าน้องไปอยู่ที่ไหนนะ
        ไม่ว่าความจริงหรือความฝัน   มันเกิดขึ้นพัวพันกัน        จนฉันแยกมันออกจากกันไม่ได้
บางทีฉันจึงคิดว่าความฝันนั้นคือความจริงเพราะเป็นสิ่งที่ฉันสัมผัสได้ด้วยตา ด้วยความรู้สึก
แต่ฉันไม่อยากฝันแบบนี้อีกแล้ว
         
8 กรกฎาคม 2557 07:25 น.

เกาะต้นอ้อย-Sugarcane Island ตอนที่ 7-C สำหรับผู้เลือกข้อ 28-39

Parinya

สำหรับผู้เลือกข้อ 28. เธอไม่คลานเข้าไปในเรือ
      เธออยู่ริมชายหาดแต่ยังกังวลและสงสัยว่าช่วงน้ำขึ้นจะมีคลื่นซัดขึ้นมาถึง
หรือไม่  เธอกินมะพร้าวประทังชีวิต และเหนื่อยเกินกว่าจะเดินสำรวจเกาะนั้น
ต่อไป เธอได้ใช้พลังงานทั้งหมดในการพยายามหาอาหารประทังชีวิต เธอสงสัย
ว่าเธอจะได้รับการช่วยชีวิตหรือไม่ ในที่สุด เธอก็เหนื่อยจนเกินกว่าจะปกป้อง
ตนเอง   หลายปีต่อมานักสำรวจพบกระดูกของเธอในทราย
                                       อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 29. เธอแนะให้ซุ่มโจมตี
     หัวหน้าสนใจความคิดการซุ่มโจมตีของเธอ เพราะไม่เคยทำมาก่อน  พอ
ดวงอาทิตย์ขึ้น กลุ่มของเธอจะกระจายออกไปแอบหลังก้อนหินและพุ่มไม้ข้างทาง
ระหว่างสองหมู่บ้านนั้น ถ้าศัตรูเข้ามา เผ่าของเธอจะจู่โจมจากที่ซ่อนอยู่แทงศัตรู
ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น   ฝ่ายของเธอจะชนะสงครามนำความสงบ
มาให้หมู่บ้านของพวกเขา
       เธอเป็นฮีโร่  ชาวหมู่บ้านให้เพชรทองแก่เธอ และช่วยเธอหาทางไปหมู่บ้าน
เป็นมิตร ที่เธอสามารถรอเรือสักลำที่จะพาเธอกลับบ้าน
                           อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 30. เธอแนะให้จู่โจมศัตรูก่อน
        หัวหน้าไม่ชอบที่เธอพูด เขาโกรธ  ชาวเกาะจึงมัดเธอไว้กับเสาแล้วพูดว่า
พวกเขาจะเผาเธอเมื่อกลับมาจากสงคราม เมื่อพวกเขาจากไป เธออยู่ตามลำพัง
รอตลอดวัน เธอขยับตัวไม่ได้  หมดหวัง
       ขณะตะวันจะลับขอบฟ้ามีเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ คนแปลกหน้ากลุ่ม
ใหม่เข้ามาในหมู่บ้านคือเผ่าที่เป็นศัตรู พวกเขาชนะสงคราม เขารีบแก้มัดให้เธอ
หัวหน้าพูดว่า "นักโทษของพวกเขาคือมิตรของพวกเรา"
        สองสามวันต่อมาพวกเขาช่วยเธอหาทางไปหมู่บ้านที่เป็นมิตรที่เธอ
จะรอเรือพาเธอกลับบ้าน
                                   อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 31.เธอคุยกับคนพวกนั้นแล้วบอกเขาเรื่องสมบัติ
     คนพวกนั้นจับมือเธออย่างตื่นเต้น " สมบัติอยู่ที่ไหน ? " พวกเขาถาม
เธอรู้สึกว่าเธอไม่มีทางเลือกต้องพาพวกเขาไปที่นั่น พวกเขาผลักเธอออกไป
อีกข้างหนึ่งแล้วคว้าหีบสมบัติหยิบเอาอย่างละโมบ เธอไปซ่อนอยู่ในพุ่มไม้
ทันใดนั้นขบวนของชาวเกาะก็ปรากฏขึ้น พวกเขาจับชายพวกนั้นพาไปพร้อม
กับส่งเสียงคำรามโห่ร้อง
      เธอถูกทิ้งไว้ตามลำพัง แต่เห็นแผนที่วางอยู่บนพื้น เธอใช้แผนที่นั้น
หาทางไปหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่เธอจะได้อาหารและที่หลับนอน
วันต่อมาเธอถูกนำลงเรือไปที่เกาะหนึ่งซึ่งมีเรือจากอเมริกามาจอด ในที่สุดเธอ
ก็ได้กลับบ้านในขณะที่ในกระเป๋ายังเต็มไปด้วยเพชรพลอยมีค่า
                                 อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 32. เธอคุยกับคนพวกนั้นแต่ไม่บอกเขาเรื่องสมบัติ
      คนพวกนั้นประหลาดใจมากที่เห็นเธอ และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเมื่อได้
ฟังเรื่องการผจญภัยแปลก ๆ ของเธอ พวกเขาถามเธอว่า เธอรู้เรื่องที่ซ่อนสมบัติ
หรือไม่ เธอบอกว่าเธอไม่รู้
      หัวหน้าพูดว่า "มันไม่มีประโยชน์ เราถูกโกง ไม่มีสมบัติที่ถูกฝัง เอาละเธอไป
กับเรา แล้วเธอจะพบทางกลับบ้าน"
      เธอตามเขาไปไกลกว่าหนึ่งไมล์ เหนื่อยจนเกือบไปต่อไม่ได้  แต่ในที่สุดก็มาถึง
อ่าว จึงเรียงแถวไปลงเรือยนต์ลำใหญ่ที่จอดอยู่  สองวันให้หลังเธอก็มาถึงเกาะหนึ่ง
เรือเข้าจอดเทียบท่า ชายพวกนั้นบอกทางไปสนามบินให้เธอ ขณะที่เธอกล่าวลา
เพชรเม็ดหนึ่งร่วงจากกระเป๋า  พวกเขาจึงค้นเอาเพชรพลอยทั้งหมดไปจากเธอ 
สาปแช่งเธอ  เธอจึงวิ่งหนีไป  และแม้ว่าต่อจากนั้นเธอได้กลับถึงบ้านแต่เธอก็เสียใจ
ที่ไม่สามารถนำของมีค่าจากเกาะชูการ์เคนกลับมาได้
                                อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 33. เธอซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ
      เธอคงซ่อนตัวอยู่ ผ่านไปครู่หนึ่ง คนพวกนั้นก็จากไป เธอยังอยู่ที่นั่น สงสัยว่าเธอ
จะกล้าไปเอาเพชรอีกหรือไม่ ทันใดนั้นก็มีชาวเกาะจำนวนหนึ่งโผล่พรวดออกมาจาก
หมู่ไม้ พวกเขาพาเธอกลับไปที่แคมป์ หัวหน้าออกมาพูดกับเธอ 
    " เธอเป็นคนซื่อสัตย์ เราคอยดูเธอ  เห็นว่าเธอไม่ได้เอาสมบัติไป"
    "แต่ฉันเอาไป " เธอพูด
    " นั่นเธอเป็นคนซื่อสัตย์จริง ๆ ที่ยอมรับ เธอเก็บสมบัตินั่นไว้ก็ได้ " เขาพูดยิ้ม ๆ
"มันไม่มีความหมายกับเรา เพชรพลอยของเราคือดาวในท้องฟ้าและคลื่นระยิบระยับ
ในทะเล"
       วันต่อมาชาวเกาะนำเธอไปที่หมู่บ้านที่เธอจะคอยเรือพาเธอกลับบ้านได้
                                         อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 34. เธอเลือกข้อเสนอแรก
     ชาวเกาะพาเธอไปตามทางลงอ่าว พวกเขาพาเธอลงเรือไปที่อีกเกาะหนึ่งที่อยู่
ไม่ไกลนัก ที่เธอจะลงเรือกลับไปอเมริกาได้ พวกเขาอวยพรให้เธอกล่าวอำลา
แล้วกลับไปยังหมู่บ้านที่มีทรัพย์สมบัติของพวกเขา
                                 อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 35. เธอเลือกข้อเสนอที่สอง
       เธอเอาเพชรเม็ดใหญ่ที่หัวหน้าให้ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วมุ่งเข้าไปในป่า
ดูเหมือนไร้ความหวัง  ผ่านไปครู่ใหญ่เธอก็กลับไปหาหัวหน้าคนนั้น บอกเขาว่า
เธอหาทางออกไม่เจอ
      "เราจะบอกเธอ " หัวหน้าพูด "แต่เธอต้องพิสูจน์ตัวเอง"
พวกเขาใช้ผ้าปิดตาเธอแล้วพาเธอเดินขึ้น-ลงภูเขาหลายครั้ง จนในที่สุดเธอรู้สึกว่า
มีทรายอยู่ใต้ฝ่าเท้า เธออยู่ใกล้มหาสมุทร พวกเขารอจนกระทั่งเธอหลับ เมื่อตื่นขึ้น
พบว่าตัวเธอนอนอยู่บนเนินทราย ด้านหลังเป็นหาดทรายลาดนุ่ม ด้านหน้าเป็น
ทุ่งหญ้าสูงไปจนถึงภูเขาหิน  เธอหิวและกระหาย แต่ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต
อยู่ที่นั่น เธอมองออกไปที่มหาสมุทร  ไม่มีอะไร มีแต่น้ำสีฟ้าไม่มีสิ้นสุด  เธอ
โดดเดี่ยว เธอรู้แล้วว่าเธออยู่ที่กระแสน้ำพัดเธอมาขึ้นฝั่งครั้งแรกบนเกาะ
ชูการ์เคน
     (ย้อนกลับไปเลือกตัวเลือกของตอนที่ 1.     ข้อ 1. หรือ ข้อ 2...... )
สำหรับผู้เลือกข้อ 36. เธอขี่หลังเต่าต่อไปในทะเล
     เธอขี่หลังเต่าห่างออกไปจากชายฝั่งทันใดนั้นเต่าก็ดำดิ่งลงในน้ำ  ทิ้งเธอไว้
กับเกลียวคลื่นที่โถมไปมา เธอไม่เห็นเต่าตัวนั้นอีกเลย  เห็นแต่ฉลามมหึมาว่าย
ตรงมาที่เธอ แล้วมันก็กินเธอเป็นอาหารมื้อเย็น
                                    อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 37. เธอกระโดดลงจากหลังเต่าตัวนั้น
     เธอกลิ้งลงจากหลังเต่าตัวนั้น แล้วยืนดูมันว่ายออกไปในทะเล เธอเดินขึ้น
บนหาดเข้าไปในพุ่มไม้  เธอกระหายและหิวมาก 
  (ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4.  สำหรับผู้เลือกข้อ 2.
   เธอเดินต่อไปเพื่อมองหาน้ำจืด......... )
สำหรับผู้ที่เลือกข้อ 38. เธอยังอยู่บนหลังเต่า
     (ย้อนขึ้นไปอ่านต่อสำหรับผู้เลือกข้อ 36.   เธอขี่หลังเต่าออกไปจากชายฝั่ง.....)
สำหรับผู้เลือกข้อ 39. เธอกระโดดลงจากหลังเต่า
      เธอกระโดดลงน้ำและว่ายอย่างเร็วที่สุดเข้าหาฝั่งที่อยู่ใกล้ที่สุด ขึ้นหาด
แล้วเดินไปตามทางในป่า ซึ่งอาจเป็นทางเดินของคนหรือสัตว์   ผ่านไปครู่หนึ่ง
เธอก็มาถึงสระน้ำใสแจ๋ว  เธอเห็นปลาที่คิดว่าอาจจับเป็นอาหารได้  มีเสียง
ดังมาจากข้างหลังเธอจึงเหลียวไปมองเห็นสัตว์ตัวใหญ่กระโจนเข้าหาเธอ มัน
คล้ายเสือแต่ไม่มีลาย  และสายเกินกว่าที่เธอจะหนีทัน
                                                         อวสาน
                                             จ บ แ ล้ ว จ ริ ง ๆ ไ ม่ มี ต่ อ
8 กรกฎาคม 2557 07:20 น.

เกาะต้นอ้อย-Sugarcane Island ตอนที่ 7-B สำหรับผู้เลือกข้อ 16-27

Parinya

สำหรับผู้เลือกข้อ 16. เธอไม่บอกเขาเรื่องชายชราคนนั้น
   คนออสเตรเลียนพาเธอไปที่เรือของเขา ดูเหมือนพวกเขาเสียใจที่ไม่พบนักสำรวจที่หายไป
เรือลำนั้นแล่นไปเกาะกาลาปากอสที่เธอจะรู้สึกดีใจมากที่จะได้พบ ดร.ฟริสบี้  เรือลำนั้นได้
ช่วยชีวิตคนตกน้ำ เขาคิดว่าเธอเป็นคนตกน้ำจึงดีใจที่เห็นเธอยังมีชีวิตอยู่  เขาจับเต่าแปลก ๆ
ได้จำนวนหนึ่ง  ต่อมาเธอก็อยู่ในเส้นทางกลับไปซานฟรานซิสโก และมีความสุขในการเดิน
ทาง แต่รู้สึกฉงนตลอดเวลาว่า ชายชราคนนั้นเป็นใครและจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา
                                                  อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ  17. เธอพยายามเดินทางต่อ
     เธอตะเกียกตะกายป่ายปีนขึ้นยอดเขา  ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย  เห็นหุบเขาสีเขียวงดงาม
อยู่ด้านล่าง  แต่เธอก็หนาวและเหนื่อยเกินกว่าจะเดินทางต่อได้
                                               อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 18.เธอกลับไปที่หมู่บ้านของชาวพื้นเมือง
     เธอกลับไปที่หมู่บ้านเดิม  หัวหน้าเผ่าทึ่งมากที่ได้ฟังเรื่องของเธอ นักโทษคนนั้นถูก
ลงโทษ  หัวหน้าเผ่าและนักโทษที่ดีที่สุดสามคน พาเธอเดินขึ้นเขาแล้วลงไปอีกด้านหนึ่ง
ไปที่หมู่บ้านด้านนั้นอย่างปลอดภัย
    " ตอนนี้" หัวหน้าพูด "คนของเราจะไม่กลัวหิมะอีกแล้ว "
                                               อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 19.  เธอพุ้ยน้ำขึ้นฝั่ง
     เธอพุ้ยน้ำไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้หนาแน่นและมีคม เธอกระเสีอกกระสนฝ่า
ไปจนร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แต่เธอก็ผ่านทะลุออกไปสู่ทุ่งหญ้าได้ จนเจอทางเดินจึง
เดินไปตามทางนั้น โดยหวังว่าจะไปเจอเส้นทางไปสู่หมู่บ้านที่เป็นมิตร
    ทันใดนั้นขบวนของชาวเกาะก็โผล่ออกมาและมองเห็นเธอ
 (ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 5. สำหรับผู้เลือกข้อ 8.   ชาวเกาะพาเธอกลับไปที่หมู่บ้านของเขา...)
สำหรับผู้เลือกข้อ 20. เธอล่องลงไปตามน้ำ
     เธอล่องลอยไปทั้งวันทั้งคืน ไม่มีกระแสน้ำอีกแล้ว เธอล่องผ่านต้นไม้สูงใหญ่ใบระย้า 
มีนกสีเขียว สีม่วงบินไปมาอยู่เหนือศีรษะของเธอ
      ในที่สุดเธอมาถึงหมู่บ้านที่เป็นมิตรแห่งหนึ่ง คนของหมู่บ้านนั้นบอกเธอว่า มีเรือจะ
ออกเดินทางไปเกาะกาลาปากอสในอีกสองสามวันข้างหน้า กัปตันเรือต้อนรับเธอเป็นผู้
โดยสาร หลังจากเดินทางไปในทะเลได้หนึ่งสัปดาห์ เธอก็มาถึง กัปตันได้วิทยุไปบอก
ดร.ฟริสบี้ และเขากำลังรอพบเธออยู่บนเรือ
                                                     อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 21.เธอพยายามปีนต่อเพื่อจะไปอีกด้านหนึ่งของภูเขาไฟ
    เธอวิ่งไปตามขอบภูเขาไฟพยายามจะข้ามไปอีกด้านหนึ่ง  กลุ่มควันหนามากจนหายใจ
ลำบาก   พื้นดินเคลื่อนเสียงดังลั่น  เธอรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของพื้นดินที่อยู่ใต้เท้า
ในที่สุดเธอก็พบทางเลี่ยงอ้อมภูเขานั้นแล้ววิ่งลงเขาอย่างเร็วที่สุด จนสามารถหายใจเอา
อากาศบริสุทธิ์ได้อีกครั้ง มีเขม่าหนาทึบอยู่ด้านหลังเธอ เธอได้ยินเสียงหินพังและต้นไม้ล้ม
ภูเขาไฟพ่นลาวาออกมาทางด้านนั้นของภูเขา  เธอไม่อยากเห็นมันเลย  แต่ตอนนี้หมู่บ้านของ
อะบากันถูกฝังอยู่ใต้ลาวาที่หลอมเหลวแล้ว
     เธอเจอทางเดินไปสู่มหาสมุทรเป็นทางเดินไปตามชายฝั่ง จึงเดินไปตามทางนั้นสองวัน
ก็ถึงหมู่บ้านเป็นมิตรที่ตั้งอยู่ข้างทะเลสาบ ซึ่งมีปะการังเป็นแนวกำบังคลื่น  เธออยู่ที่นั่นกับ
ครอบครัวใจดี พวกเขาบอกเธอว่าทุก ๆ เดือนจะมีเรือจากเม็กซิโกแวะมา ถ้าเธออยากไปบ้าน
กัปตันยินดีให้เธอไปด้วย  เธอมีความสุขที่ได้ยินอย่างนั้น
                                               อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 22. เธอวิ่งกลับไปกับชาวเกาะ
     เธอวิ่งกลับไปหาชาวเกาะ ภูเขาไฟยังพ่นควันต่อไป ลาวาสีดำไหลลงจากภูเขาไฟไปที่
หมู่บ้านของพวกเขา อากาศมีกลิ่นกำมะถันร้อน ๆ ชาวเกาะไม่พยายามทำร้ายเธออีกต่อไป
พวกเขาสวดภาวนาด้วยหวังว่าหมู่บ้านของพวกเขาจะไม่ถูกทำลาย
       มีลมเย็นบริสุทธิ์พัดข้ามทุ่งมาหวือหนึ่ง อากาศสดใสขึ้น ทุกคนยังจ้องมอง เถ้าลาวา
หยุดไหล ภูเขาไฟเงียบสงบ ชาวหมู่บ้านมาโค้งให้เธอ พวกเขาขอบใจที่เธอช่วยพวกเขา
ให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย   พวกเขามอบเครื่องเพชรพลอยมีค่าแก่เธอเป็นการ
แสดงความขอบใจสำหรับการช่วยเหลือที่พวกเขาคิดว่าเธอให้พวกเขา   วันต่อมาพวกเขา
จึงบอกทางที่ซ่อนอยู่กับเธอ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เธอจะไปรอเรือเพื่อจะเดินทางกลับอเมริกา
                                                        อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 23. เธออยู่ร่วมกับชาวเกาะเผ่านั้น
     เธออยู่ร่วมกับชาวเกาะเผ่านั้น เรียนรู้การตกปลา ล่าสัตว์และเล่นเกม  สองสามเดือนผ่าน
ไปเธอรู้สึกเร็วเหมือนสุนัขจิ้งจอก  แข็งแรงเหมือนหมี  แต่เธอก็ยังคิดถึงบ้านและครอบครัว
วันหนึ่งเธอจึงออกเดินทางตัดไปในป่า เพื่อจะหาทางไปสู่ที่มีความเจริญกว่า
     หลังจากเดินทางนานสองวันสองคืน เธอมาถึงแม่น้ำที่เป็นประกายแวววาว น้ำเย็นใส
ข้ามแม่น้ำนี้ไป มีต้นมะพร้าวหลายร้อยต้น เธอหิว
     (ย้อนกลับไปอ่านต่อ ตอนที่ 5  สำหรับผู้เลือกข้อ  15.   เธอตกลงไปในน้ำเย็น.........)
สำหรับผู้เลือกข้อ 24. เธอจะไปที่หมู่บ้านถัดไป
    ชาวเกาะนั้นพาเธอเดินผ่านป่าและภูเขาไปเป็นระยะทางหลายไมล์ กลางคืนหยุดพัก
กลางวันเดินทาง มันน่าเหนื่อยหน่ายมาก แต่มีอ้อยมากมายให้เคี้ยวได้ตลอดทาง และ
ชาวเกาะนั้นรู้ว่าจะหาน้ำเย็นใสได้จากที่ไหน
      วันหนึ่งเธอมองไปเห็นหมู่บ้านใหญ่ตั้งอยู่บนขอบอ่าวที่สวยงาม ตรงขอบเป็นแนว
ปะการัง มีม้าสำหรับลากรถม้า และมีรถจิ๊บสองสามคัน ในอ่าวมีเรือประดับธงอเมริกา
จอดอยู่สามลำ เธอแน่ใจว่ากัปตันจะต้องชวนเธอไปกับพวกเขา เพียงแต่สงสัยว่า เรือ
นั้นจะกลับไปอเมริกา หรือ จะเดินทางไปที่เกาะอื่น แต่จะไปไหนก็ดีสำหรับเธอที่
พร้อมจะไปจากเกาะชูการ์เคน
                                              อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 25.  เธอไปทางตะวันตก
     เธอไปเงียบ ๆ โดยไม่กล่าวลา นำอาหารติดตัวไปด้วย เตร็ดเตร่ไปในป่า ทุ่งหญ้า 
หนองน้ำ ข้ามผาหิน เธอเห็นสัตว์แปลก ๆ มากมาย  และมากกว่าหนึ่งครั้งที่ต้อง
กระโดดหนีงูสีเขียวตัวใหญ่ที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้  เธอยังชีวิตด้วยมะพร้าวและอ้อย
อยู่หลายวัน ก่อนที่เธอจะปีนขึ้นไปที่ขอบผาที่มองลงไปเห็นหมู่บ้าน
ที่เธอเห็นคนขี่ลา จักรยาน รถจิ๊บ เธอรู้สึกมีความสุข เพราะรู้ว่า  เรือที่มาส่งของ
พวกนี้ จะสามารถพาเธอกลับบ้านได้
                                         อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 26. ไปทางตะวันออก
     เธอเดินไปทางตะวันออก พยายามไปในทางที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า และ
ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังในตอนบ่าย แต่มีเมฆบ่อยมาก เธอเริ่มสงสัยว่า เธอ
เดินไปทางตะวันออกจริงหรือไม่   เช้าวันหนึ่งได้กลิ่นเกลือโชยมากับสาย
ลม เธอรีบขึ้นบนเนินทรายมองออกไปในทะเล จึงลงไปเดินบนชายหาด
 รู้สึกเหนื่อยมากจึงนอนลง แต่แล้วเธอก็ลุกขึ้น เพราะรู้ว่าจะต้องเดินต่อไป
   (ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 สำหรับผู้เลือกข้อ 1. เดินไปตามชายหาด
 เธอเดินไปตามความยาวหาด ทรายนุ่มมาก........ )
สำหรับผู้เลือกข้อ 27.  เธอคลานเข้าไปทางรูนั้น
      เธอคลำไปภายในเรือ  หลายครั้งเธอลื่นและล้มลงไปในความมืด มือ
เธอปัดไปถูกอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มและลื่น เธอสงสัยว่าเธอจะหาทาง
ออกเจอหรือไม่ เธอพบประตูแต่เปิดไม่ได้ ถัดจากประตูนั้นรู้สึกว่าเป็น
โลหะเย็น และเป็นแก้ว เธอจับดู มันเป็นโคมไฟแบตเตอรี่ และยังใช้ได้
เธอจึงมีแสงสว่างส่องหาสิ่งของในเรือ เจออาหาร น้ำดื่ม น้ำผลไม้กระป๋อง
และวิทยุของเรือ เธออ่านวิธีใช้แล้วส่งเสียงขอความช่วยเหลือ มีเสียงหนึ่ง
ตอบกลับมาจากเรือ   " เราบอกได้ว่าสัญญาณวิทยุของคุณมาจากไหน"
เสียงนั้นพูด  "เราจะส่งความช่วยเหลือออกไป"
      "ขอบคุณครับ" เธอพูด
                              อวสาน
8 กรกฎาคม 2557 06:47 น.

เกาะต้นอ้อย-Sugarcane Island ตอนที่ 7-A สำหรับผู้เลือกข้อ 1-15

Parinya

สำหรับผู้เลือกข้อ 1.  เธอยืนบนหัว (เอาหัวลง เท้าชี้ฟ้า)
     ชาวเกาะพวกนั้นดีใจมาก พวกเขาให้เค้กน้ำอ้อยและองุ่นสีชมพูแก่ เธอ  เธอนอนหลับสนิท  
วันถัดไปพวกเขาพาเธอไปที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านที่ใหญ่กว่าซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่สวยงาม  
ที่นั่นเธอได้รับเชิญให้อยู่กับครอบครัวที่เป็นมิตรสองสามสัปดาห์ก็มีเรือที่จะเดินทางไป
ซานฟรานซิสโกแวะที่อ่าวนั้น กัปตันให้เธอลงเรือไปด้วย เธออวยพรให้เพื่อนใหม่พร้อมกับ
กล่าวอำลา ต่อจากนั้นเธอก็อยู่บนเส้นทางกลับอเมริกา
                                                    อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 2. เธอไม่ยืนบนหัว
     เมื่อเธอปฏิเสธการยืนบนหัว คนพวกนั้นโกรธมาก พวกเขาจับเธอมัดเท้า แล้วจับเธอห้อย
หัวลงเธอไม่เคยกลัวมากอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่ในที่สุดพวกเขาก็ปล่อยเธอลง แต่เธอ
ก็ยังเป็นนักโทษในแต่ละวันจะถูกพวกเขาจับห้อยหัวลงวันละชั่วโมง
     วันหนึ่งขณะเธอกำลังถูกแขวน มีเสียงสายโลหะดังแปลก ๆ  ปุด ปุด ปุด  ชาวเกาะพวกนั้น
วิ่งออกไป เงยมองและส่งเสียงกรีดร้อง แล้วก็หยุดเงียบ เธอร้องขอความช่วยเหลือ มีชายใน
เครื่องแบบสีกากเข้ามาพบเธอแลัวตัดเชือกที่มัดออกให้ เสียงนั้นคือเครื่องบินช่วยชีวิตที่ออก
ค้นหาผู้รอดชีวิตจากทะเล  ครู่ต่อมา เธอก็อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ในเส้นทางไปเกาะ กาลาปากอส
 ที่ ดร.ฟริสบี้ กำลังรอเธออยู่
                                                อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 3.  เธอเข้าข้างในโดม
      ภายในโดมที่มีแสงสีเขียวนั้นดูแข็ง แวววาว และสะอาด แต่ทันใดนั้นแสงก็เลือนหายไป
มันมืด เธอหลับตาลงมันดูราวกับสว่างขึ้น แล้วโดมก็ค่อย ๆขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีฟ้าเท่ากับ
ท้องฟ้าและแสงนั้นสะท้อนแพรวพราย เธอเหลียวมอง แล้วก็ต้องตกใจ มันคือดวงอาทิตย์ !
 เธอกำลังฝันอยู่บนเก้าอี้ของเรือ- ที่ยังคงอยู่บนเส้นทางไปเกาะ กาลาปากอส
                                            อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 4. อยู่ห่าง ๆ โดมนั้น
       เธอวิ่งออกห่างจากโดมนั้น มันยกตัวขึ้นจากพื้นโลก ลอยเบาๆ สูงขึ้นไปในท้องฟ้า
 พร้อมกับเสียงครางของสัญญาณไฟ เธอยังยืนดูอยู่ ที่นั่น มีชาวเกาะจำนวนหนึ่งออกมาจากป่า
 พวกเขาเดินมาหาเธอยื่นมือให้จับ  พวกเขาให้น้ำมะพร้าว ลูกอมน้ำตาลอ้อย เค้กน้ำอ้อย  
น้ำผลไม้ และสร้อยข้อมือทับทิมกับแซฟไฟร์แก่เธอ เพราะคิดว่าเธอเป็น พระเจ้าของอวกาศ 
เธออยู่ในหมู่บ้านของพวกเขาอีกสองสามวัน ก็รู้ว่ามีหมู่บ้านอื่นที่ต้องใช้เวลาเดินทางสองสามวัน
จึงจะถึง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีเรือจากที่อื่นมาแวะ เธออวยพรให้เพื่อนใหม่และกล่าวอำลาออก
เดินทางกลับบ้าน
                                             อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 5. เธอขึ้นแพไปจากที่นั่น
     เพื่อนของเธอทำถุงกันน้ำจากหนังสัตว์ให้  และเพื่อไม่ให้มันกระทบกันเธอจึงใช้เถาองุ่น
ผูกมันติดกับแพ จากนั้นก็กินอาหารและดื่มน้ำให้มากเท่าที่จะดื่มได้จากน้ำพุที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเธอ
ก็ดันแพออกทะเลด้วยไม้แบน ๆ สำหรับใช้พายสองแผ่น
     กระแสน้ำช่วยส่งเธอไปตามชายฝั่งอย่างรวดเร็ว  เธอมองไปที่แนวหินที่ยื่นจากแผ่นดินลง
ไปในทะเล แต่ก็ถูกลมพัดพาเธอออกสู่ทะเลเปิดภายในสองสามนาทีต่อมา   ผ่านไปหนึ่งคืนกับ
หนึ่งวันที่เธอเร่ร่อนไป นึกถึงเวลาที่ได้กินอาหารและน้ำมื้อล่าสุดว่านานเท่าไรแล้ว เมื่อแสงแรก
ปรากฏในเช้าต่อไป    ก็เห็นเกาะใหญ่โผล่ขึ้นมาจากน้ำ  เห็นเรือหาปลา และมีลำหนึ่งมุ่งตรงมา
ที่เธอ เธอรู้ว่าเธอจะได้รับการช่วยชีวิตในเร็ว ๆ นี้
                                                   อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 6. เธอยังอยู่ที่เดิม
     เธอช่วยเพื่อนใหม่รวบรวมมะพร้าวแล้วมัดเป็นแพรวมกันกับถุงกันน้ำที่ทำจากหนังสัตว์
 เขาสอนให้เธอจุดไฟจากหินไฟ และสอนวิธีจับสัตว์ให้เธอ ในที่สุดเธอก็ช่วยผลักแพลงน้ำ
แล้วโบกมือลาแพล่องลอยไปตามชายฝั่งของเกาะอย่างรวดเร็ว เธอสงสัยว่าแพนั้นจะพาเขา
ไปไหน
        ระหว่างเดือนต่อมา เธอสุขสบายดีและแข็งแรงขึ้น มีการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทุกวันเกี่ยวกับ
พืชและสัตว์แปลก ๆ ที่อาศัยอยู่ ตามขอบ ของทะเล หลังจากเวลาผ่านไปหลายเดือน เธอก็
เริ่มสร้างแพ
                                                          อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 7. เธอเดินไปที่ทะเลกับโจรสลัดคนนั้น
       เธอเริ่มออกสู่ทะเลในขณะที่มีลมเบา ๆ  เรือเคลื่อนไปในทะเลอย่างราบรื่น แต่เธอสงสัย
ว่าจะทำอย่างไรเมื่อไปเจอคลื่นลมแรงขณะแล่นออกไปในทะเลเปิด
        "เธอก็รู้ ว่าเราอยู่ห่างจากเกาะนั้นเพียง ห้าสิบไมล์" โจรสลัดพูด"มาเถอะ เอาเชือกนี้มัดตัว
เธอเองเข้ากับเรือ หรือจะให้คลื่นหอบเธอไปให้ฉลามมันกิน"
        อีกไม่นานเรือลำนั้นก็โล้ขึ้น-ลงอยู่ในฟองละอองน้ำทะเล เธอสงสัยว่า เธอและโจรสลัดจะ
พาเรือนั่นไปถึงฝั่งได้หรือไม่   เธอจะพามันไป
                                                              อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 8. เธอวิ่งหนีทันทีที่มีโอกาส
     คืนก่อนวันที่เธอและโจรสลัดตัดสินใจจะออกเดินทาง  เธอรอจนกระทั่งเขาหลับ
แล้วเธอก็ค่อย ๆ เขยิบออกห่างแล้ววิ่งไปในความมืดของชายหาดให้ไกลเท่าที่จะเป็นไปได้
ก่อนที่โจรสลัดนั้นจะรู้ว่าเธอหนีไปแล้ว  ในที่สุดเธอก็ลงนอนพักและตื่นขึ้นมาด้วยแสง
จ้าของตะวัน เธอกระหายน้ำ กลัว และโดดเดี่ยว
    ( ย้อนกลับไปอ่านต่อ ตอนที่ 2   สำหรับผู้เลือกเดินไปตามชายหาด )
  เธอเดินไปตามความยาวหาด...............
สำหรับผู้เลือกข้อ 9. เธอไปทำตามคำแนะนำของโจรสลัด
     เธอคลานเข้าไปในถ้ำ และมะงุมมะงาหราไปตามอุโมงค์ในถ้ำ เข่าและศอกของเธอแตก
เพราะความคมของหิน ในถ้ำนั้นทั้งเย็นและชื้น เธอนึกอยากให้ไม่เคยฟังเรื่องนี้จากโจรสลัด
ช่องอุโมงค์ถ้ำแคบมากจนเธอหมุนตัวไม่ได้ มันมืดจนเธอกลัว
      เธอนอนราบลงเพื่อหยุดพักพลางยื่นแขนตรงไปข้างหน้า  พื้นเป็นทรายอยู่ใต้มือของเธอ
เธอขุดทรายนั้นด้วยนิ้วมือ  และฉับพลัน เธอก็รู้สึกว่ามันเป็นเพชรเม็ดโตเท่าไข่ไก่
เธอคลานต่อไปตามอุโมงค์ เห็นแสงสว่างอยู่ข้างหน้า ไม่นานเธอก็ออกมาอยู่ใต้แสงแดดนอก
ถ้ำอีกครั้ง เธออยู่บนภูเขาเหนือทะเลสาบสีเขียว มีเรือใบสองเสากระโดงลำหนึ่งจอดอยู่ใกล้ฝั่ง
และมีธงชาติอเมริกันโบกสะบัดอยู่บนเรือลำนั้น เธอรู้ว่าตอนนี้เธอมีทางกลับบ้านแล้ว  และ
ยังได้เพชรเม็ดใหญ่ไปด้วย
                                              อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 10.เธอไม่ทำตามคำแนะนำของเขา
     เธอนั่งคิดด้วยความไม่ไว้ใจโจรสลัดคนนั้น ไม่มีทางเลือกเธอหิวจึงกินปลาของเขาไป
ส่วนหนึ่งแล้วเดินเตร่ต่อไปถึงทุ่งต้นอ้อย เธอเลี้ยงชีวิตตนเองด้วยอ้อย มะพร้าว และปลาต่อมา
อีกหลายเดือนวันหนึ่งเมื่อเธอมองผ่านป่าไปที่ทุ่งโล่ง เธอเห็นชายคนหนึ่งกำลังคลานเข่าถือ
แว่นขยาย
  "สวัสดีครับ" เธอตะโกนทัก
  " สวัสดี " เขาพูด " ฉันชื่อ ดร.วัดเดิล ฉันเพิ่งเลิกการค้นหาลิงแปซิฟิก"
เธอคุยกับ ดร.วัดเดิลอีกนานจึงรู้ว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนกับ ดร.ฟริสบี้ ความจริงใน
อดีตเขาเป็นเพื่อนเก่ากัน หลังจากนั้นเธอและ ดร.วัดเดิลก็เดินทางไปที่เรือของเขาที่ทอดสมอ
อยู่ในอ่าวใกล้ ๆวันต่อมาเธอก็แล่นเรือกลับบ้าน ขณะที่เรือมุ่งตรงออกสู่ทะเล เธอยืนอยู่บน
ท้ายเรือ โบกมือลาเกาะชูการ์เคน
                                       อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 11. เธอฟังต่อไป
      "ฉันจะเป็นอย่างนั้นเมื่อไหร่?" เธอถาม
      " มันขึ้นอยู่กับ " ชายคนนั้นพูด "วงล้อเวลาของเธอหมุน "
      "คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ? " เธอถาม
  "เวลาของฉันหมุนอยู่ในข้อผูกพันนั้น เมื่อฉันทำอะไรก็เหมือนกับที่ทำไปแล้ว ทุกอย่างที่ฉันมี
 คือทุกอย่างที่ฉันจะมี   แต่เธอจะต้องหมุนวงล้อกลับ "
  เธอย้อนกลับไปจากชายแปลกหน้าคนนั้นแล้ววิ่งเข้าไปในป่าที่เธอขึ้นมาจากลำธาร  ที่ลำธารนั้น
มีโจรสลัดคนหนึ่งกำลังยืนตกปลา  เขาเป็นคนเดิมหรือเป็นคนใหม่ เธอบอกไม่ได้  
เธอนั่งลงเฝ้ามองดูเขา
  (ย้อนกลับไปอ่าน ตอนที่ 5  สำหรับผู้เลือกข้อ 4.  ไม่นานโจรสลัดก็เก็บปลาที่เขาจับได้.......)
สำหรับผู้เลือกข้อ 12. เธอวิ่งหนี
    เธอพรวดพราดเข้าไปในป่า เดินเตร่มองหาของกิน  หาคน  หรืออย่างอื่น ทันใดนั้น งูสีเขียว
ตัวยาวก็ห้อยหัวจากต้นไม้ลงมาใกล้จมูกของเธอ   เธอตกใจมากจึงออกวิ่งสุดฝีเท้า
  (ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 5.  สำหรับผู้เลือกข้อ  5. เธอเผ่นออกจากป่ามาที่ต้นมะพร้าว.........)
สำหรับผู้เลือกข้อ 13. เธอจะบอกเขาเรื่องชายชรา
  เธอนำคนที่มาจากเรือลำนั้นไปหาชายชรา เขาขอบใจเธอและพูดว่า เขาค้นพบสมบัติมีค่า
ที่ฝังอยู่แต่เขาเอากลับมาที่หมู่บ้านไม่ได้ เพราะไม่มีคนช่วย  เขาพาเธอไปที่หลุมสมบัติ
 คนเรือพวกนั้นขุดดินอย่างกระตือรือร้น จนกระทั่งเจอสมบัติ   ชายชราเอาสมบัตินั้นไปครึ่งหนึ่ง
 แบ่งให้เธอเศษหนึ่งส่วนสี่  และแบ่งส่วนที่เหลือให้พวกคนเรือ  เธอกลับไปที่เรือของคนพวกนั้น
  ในสองสามวันต่อมาเธอทั้งหมดก็มุ่งหน้ากลับบ้าน
                                             อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 14.  เธอไม่บอกพวกเขาเรื่องชายชรา
  คนเรือพวกนั้นพาเธอกลับไปที่เรือ เอส.เอส.แมรี่ แอน ซึ่งเป็นเรือลำใหญ่สีเขียวใบตองที่มุ่งหน้า
ไปซานฟรานซิสโก สองสามวันต่อมาเธอก็เดินทางกลับบ้าน ทะเลเรียบ เธอดีใจที่ได้พบเรือลำนั้น
แต่เธอก็ฉงนว่าทำไมเธอจึงไม่บอกให้ใครรู้เรื่องชายชรา และจะเกิดอะไรขึ้น...ถ้าเธอบอก
                                          อวสาน
สำหรับผู้เลือกข้อ 15. เธอบอกพวกเขาเรื่องชายชราคนนั้น
      คนออสเตรเลียนนั้นบอกเธอว่าชายชราที่เธอพบนั้นชื่อ เฮนรี่ เธอจึงพาพวกเขาไปหาเฮนรี่
ขณะที่เดินไปตามทางเธอได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ใครสักคนกำลังยิงปืนมาจากด้านหลังหินก้อนใหญ่
ก้อนไหนสักก้อน  คนออสเตรเลียนยิงปืนสวนไป กระสุนนัดหนึ่งแหวกผ่านเส้นผมของเธอ
ไป ในขณะที่ทุกอย่างยังดำเนินอยู่  คนออสเตรเลียนพูดว่า มีคนร้ายอยู่บนเกาะนี้ เธอนำพวกเขา
ไปตามทางอย่างระมัดระวัง เพื่อจะไปจุดที่เธอพบกับเฮนรี่   
     คนออสเตรเลียนนำเธอและเฮนรี่กลับไปที่หมู่บ้านเป็นมิตร  เฮนรี่ได้แบ่งทองคำของเขาให้เธอ
นำกลับไปอเมริกา
                                                    อวสาน
Calendar
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟParinya
Lovings  Parinya เลิฟ 1 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟParinya
Lovings  Parinya เลิฟ 0 คน
  Parinya
ไม่มีข้อความส่งถึงParinya
>