กลอนอกหัก

.. แค่อกหักรักเศร้า ไม่เท่าไหร่ ยังหายใจอยู่เฉยๆเหมือนเคยหาย

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


หลายวันนี้จากพี่ไป เป็นไงบ้าง
อยู่อ้างว้างหรือเอมอิ่ม ยิ้มสยาย
ส่วนพี่อยู่เปล่าเปลี่ยวเพียงเดียวดาย
ไม่ถึงตาย แค่อกหักรักคุกคาม
รักของพี่ไม่ดีพอ พี่ขอโทษ
พี่ไม่โกรธ  เข้าใจและไม่ถาม
เมื่อใจน้องแจงถ้วนกระบวนความ
ว่าหวงห้ามความรักพี่  ไม่มีใจ
ไม่รักพี่ พี่ตามใจไม่เคยว่า
ยังตั้งหน้ารักมั่นไม่หวั่นไหว
ประสาพี่ที่รักแล้วไม่แล้วไป
นานเท่าไรไม่อ่อนเปลี้ย ไม่เสียดาย
.. แค่อกหักรักเศร้า ไม่เท่าไหร่
ยังหายใจอยู่เฉยๆเหมือนเคยหาย
เจ็บนิดๆไม่คิดว่าจะลาตาย
ยังทนได้ทนดี พี่มันทน
จะไปดีมีใหม่ก็ไปเถอะ
ขอให้เจอะคนดีๆทุกที่หน
หากไปแล้วมีแววว่า เข้าตาจน
ก็จงด้นกลับมานี่ ให้พี่รัก

..ตัวสำรอง..จองนั่งนาน..

มวลภมร


มีสลึง พึงประจบ ให้ครบร้อย
ใจดวงน้อย เคยถูกทำ จนเสียหาย
เก็บเศษเล็ก เศษน้อย ที่กระจาย
ต่อให้กลาย เป็นใจใหม่ ที่เต็มดวง
ถึงแม้เป็น หัวใจ มีตำหนิ
มีรอยปริ ร้าวไป อย่าได้ห่วง
เพราะเคยช้ำ  จึงไม่ทำ ใครช้ำทรวง
ใจหนึ่งดวง แม้มีแผล แต่จริงใจ
แต่เป็นใจ ไม่ค่อย สมประกอบ
อาจไม่ตอบ โจทย์ใจ ให้เธอได้
จึงหวังแค่ เป็นคน ข้างข้างใจ
ขอเพียงให้ เธอเห็น เป็นสำรอง
ยังเจียมตน เป็นคน ใจตำหนิ
ไม่อวดริ เทียบค่า พาผยอง
หลบอยู่มุม ไกลทาง ห่างคนมอง
นั่งสำรอง อาจต้องเก้อ เธอไม่แล
เธอคงเห็น ว่าฉัน ประวัติร้าย
แก้ไม่หาย ร้ายใน สันดานแน่
จะอดทน จนสักวัน เธอนั้นแคร์
แม้ได้แค่ ลงช่วง ถ่วงเวลา
...08/11/55...   20.:00 น.

กลอน

ลักษมณ์


กลอน
.
เขลาเกินกว่าหาคำไหนออกมาวาง
.
ให้อยู่ท่ามกลางเสียงสำเนียงเสนาะ
.
ที่เรียงร้อยด้วยถ้อยคำที่จำเพาะ
.
ให้ไพเราะออกเป็นรสบทกวี
.
.
เพราะหัวใจเราแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
.
กองอยู่บนเถียงโลกโศกวิถี
.
หมดแล้วใจจะเรียงรสเป็นบทกวี
.
หมดทุกคำที่มีเสียงสำเนียงกลอน
...

:::.ก่อนวันแห่งความรัก .:::

มุตา


ได้ยินเสียงหัวใจอาลัยร้าว
เมื่อถึงคราวจำพรากจากเธอฉัน
ทั้งที่อยากจะอยู่คู่เคียงกัน
ตราบนิรันดร์แต่ฝันพลันมลาย
เป็นเพราะฉันหันหลังรั้งแรมรา
หยาดน้ำตาพร่างพรูมิรู้หาย
ใจมันล้ามันเหน็บเจ็บจะตาย
แทบสลายร่างแหลกเมื่อแยกทาง
ไม่อยากยื้ออยากแย่งแข่งกับใคร
ไม่อยากให้ฝืนทนจนเมินหมาง
ไม่อยากจบก่อนรักจักเจือจาง
ไม่อยากร้างตรงเราเฝ้าเกลียดกัน
ที่น้ำตาพาไหลเมื่อไกลห่าง
ใจเคว้งคว้างทางนี้มีเพียงฉัน
หากล้มมาคราใดไม่มีวัน
ที่ใครนั้นโอบเอื้อเพื่อดูแล
เราเลิกกันก่อนวันวาเลนไทน์
ยิ้มเข้าไว้เหมือนใจไม่แยแส
สิ้นรักไปไร้กุหลาบตราบคนแคร์
โอ้รักแท้ อยู่ที่ไหน ใครสักคน
...........................................
...........................................
...........................................
หากไม่เคยอยู่จุดต่ำสุด...ก็จะไม่รู้จัก จุดสูงสุด
หากไม่เคยล้มเหลว........ก็จะไม่รู้จัก ความสำเร็จ
หากไม่เคยอกหัก............ก็จะไม่รู้จัก คุณค่าของคำว่า “รัก”

วาเลนไทน์

รินฝัน


วาเลนไทน์ใจละลายเพราะความรัก
เจ็บช้ำนักเมื่อเห็นเขาเดินควงแขน
อยากจะเป็นคนที่เข้าไปเดินแทน
ขอเป็นแฟนแค่ในฝันเท่านั้นพอ

ศาลานารีวิถีคงคา

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์


มิใช่เป็นเดนใครในปฐพี
คือศาลานารีวิถีคงคา
เมื่อหัวใจรักกันมั่นนักหนา
ครองคู่กันจนกว่าโลกทลาย
เหมือนแก้วร้าวรานแยกแตกเป็นเสี่ยง
เขาเบนเบี่ยงคงมีที่มองหมาย
ตรึกตรองแล้วเบื้องหน้าทางสบาย
จึงออกลายลาร้างอย่างที่เป็น
อย่าไปหวังเยื่อใยอะไรอีก
เมื่อเขาปลีกตัวหนีชี้ให้เห็น
มัวคิดครุ่นมุ่นหมกให้อกเต้น
เข้าทำนองของเล่นค่าเวลา
เหลือบสายตาหาใหม่เปิดใจกว้าง
เรื่องรักร้างทิ้งไปอย่าใฝ่หา
ยังมีคนมองเห็นเน้นคุณค่า
ไม่ร้องไห้เสียน้ำตาอีกต่อไป
มาสิมายื่นมือให้กันจับ
เพื่อกระชับสัมพันธ์ในวันใหม่
เป็นคู่ขวัญตามครรลองฉลองชัย
มอบหัวใจถึงใจไว้ด้วยกัน...

พายุใจ

กานต์..อันเป็นที่รัก


ท้องฟ้าคลื้มซึมเซาเปล่าเปลี่ยวจิต
ทั่วทุกทิศเมฆมัวมืดสลัว
สายฟ้าแลบแปบปรายมองน่ากลัว
ทรงกายตัวมองหน้าต่างที่ห่างไกล
ยืนเม่อลอยเงียบเหงาเศร้าลึกๆ
ทำไมนึกถึงเขาเหตุไฉน
เป็นแค่เพื่อนย้ำเตือนกับหัวใจ
อย่าเหลวไหลนะเจ้าเราเว้าวอน
เขาเป็นเพื่อน..เพื่อนๆแล้วก็..เพื่อน
ต้องคอยเตือนหัวใจเกินไถ่ถอน
ยิ่งบอกห้ามเหมือนตอกย้ำให้ร้าวรอน
แม้ยามนอนยังเพ้อรักเธอจัง
เพียงแค่นี้ยังเจ็บไม่พอหรือ
ยังดึงดื้อครุ่นคิดจนคลุ้มคลั่ง
เธอเพียงหลอกให้รักไม่จริงจัง
หลอกให้หวังให้รักแล้วจากลา
สายฝนสาดเข้ามาน้ำตาเอ่อ
ยืนละเมอเผลอใจคิดครวญหา
ขอสายฝนพร่างโพมโลมวิญญา
ล้างน้ำตาเป็นน้ำฝนปะปนกัน
พรุ่งนี้หนาฟ้าหลังฝนเป็นคนใหม่
จะไม่สนใครๆให้โศกสันต์
จะไม่เพ้อไม่รักเธอชั่วชีวัน
จะไม่ฝันไม่ครวญหาให้อาวรณ์../

ว้าเหว่า.......

แก้วรัดเกล้า


...ฉันว้าเหว่  เดียวดายอยู่ในเงามืด มุมอับของหัวใจ
ไม่มีใครได้ยินเสียงคร่ำครวญของฉัน
ไม่มีใครได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหยาดหยด
และไม่มีใคร  สนใจใยดี…………
ฉันเหมือนนกที่ปราศจากปีก
ได้แต่จับนิ่งอยู่กับคอน
เฝ้าคอยแต่หวังและ… รอคอย
...แล้ววันหนึ่งเธอก็มา
ด้วยแสงงามละมุนอ่อนหวาน
ด้วยยิ้มที่สว่างไสวราวแสงแห่งสวรรค์
สูงส่ง  บริสุทธิ์  และศักดิ์สิทธิ์
แทรกเร้นเข้ามาในความมืด
อบอุ่นปลอบประโลม
...เธอผู้เปรียบประดุจเทวดาประจำตัว
ของคนทุกข์ ไร้คนเหลียวแล … เช่นฉัน
เธอผู้เปรียบประดุจ พ่อ  พี่ชาย ผู้ให้ความอบอุ่น
กับคนที่มีหัวใจยะเยือก  ขาดรัก และความอบอุ่นเช่นฉัน
มอบให้แด่พี่ชายคนดี
น้องสาวที่รักพี่พตทั้งชีวิตและจิตวิญญาณที่มี
น้องหญิงเอ๋

แรกรัก...แรกเจ็บ

หญิงบ้า


อารมณ์รักเป็นเช่นไรไม่รู้จัก
ยามอกหักเจ็บเพียงใดไม่รู้เห็น
ดวงตาบอดเพราะรักไม่เคยเป็น
หัวใจเต้นเมื่อเจอใครไม่พบพาน
แล้ววันหนึ่งกามเทพเล่นตลก
เล็งตรงอกแผลงศรจนอ่อนหวาน
ฉันมีเธอคู่คิดจิตสำราญ
ทอสายใยเบ่งบาน ณ ลานใจ
หารู้ไม่เธอแค่เหงาเข้ามาคบ
ไม่คิดสบสายตาให้หวั่นไหว
คุยกับฉันแต่มีเขาอยู่ทั้งใจ
เอ่ยคำรักทำไมหากไม่จริง
หรือเพราะเขาเผลอทำเธอช้ำชอก
คำที่บอกเพียงก่อกองไฟผิง
ฉันเป็นตัวแทนเขาเคล้าแอบอิง
ทำทุกสิ่งลงไปใยไม่ตรองรู้บ้างไหมใครคนหนึ่งคิดลึกซึ้ง
เมื่อวันลามาถึงจึงหม่นหมอง
หยาดความเศร้าเข้ามาน้ำตานอง
แก้มทั้งสองเปรอะเปื้อนคราบคำคน
จนเผลอตนทำไปดูไร้ค่า
ยังอุตส่าห์ห่วงใยแม้ไม่สน
รู้ทั้งรู้ใจเธอช่างวกวน
แค่หนึ่งคนหนึ่งใจไม่น่าจำ
ใยถึงยังอยากยืนอยู่เคียงข้าง
ในยามเธออ้างว้างชวนยิ้มขำ
ความรู้สึกปวดร้าวขอเก็บงำ
ไม่แสดงความช้ำจากภายใน
ความผูกพันวันนี้ยังมีอยู่
คอยเฝ้าดูทุกก้าวคราวเคลื่อนไหว
ภาวนาให้ลืมเธอได้เร็วไว
ให้หัวใจแรมร้างเหลือเพียงเงา
ขอส่งใจให้เธอมีแรงสู้
มีแรงอยู่แม้วันนี้อาจไร้เขา
เหมือนที่ฉันฝืนอยู่แม้ไร้เรา
ก็แค่เหงาเหมือนเดิมไม่เป็นไร
ฉัน  :     ^_^
เธอ  :      -  -
ฉัน  :     ^_^
เธอ  :      -  -
........................
.......................
........................
.......................
......................
( ฉัน :   T_________T   )

เพ้อ

ร้อยฝัน


ท่ามแสงเทียนวิบวับระยับแสง
มิอาจแข่งดวงดาวที่พราวใส
เย็นน้ำค้างพร่างพรมลมโชยไป
หนาวถึงใจดวงนี้ที่รอคอย
ลมหนาวพัด พัดผ่านสะท้านผิว
ใบไม้ปลิวลอยคว้างอย่างเหงาหงอย
ตามทำนองเพลงเศร้าเจ้าล่องลอย
ดั่งเรือน้อยล่องไปในสายชล
กระชับผ้าโอบอุ่นที่คุ้นชิน
หอมกรุ่นกลิ่นจางจางอย่างสับสน
เมื่อใดหนอคนไกลจะได้ยล
ฤาต้องทนทุกข์สิ้นกินน้ำตา
ขอวงแขนแข็งแรงแกร่งคู่นั้น
โอบกอดฉันเอาไว้ใกล้เถิดหนา
คงลืมสิ้นทุกข์ใดได้เจอมา
ขอเวลาเราอยู่เคียงคู่กัน
อย่าเป็นเพียงแค่เพ้อท่ามลมหนาว
ลืมตาตื่นร่วงกราวราวกับฝัน
ใช่เป็นเพียงแค่ถ้อยร้อยรำพัน
ไม่มีวันเป็นจริงได้ดั่งใจปอง

วันนี้เมื่อปีก่อน

คนกรุงศรี


จากวันนั้น ถึงวันนี้ หลายปีพ้น
ดวงกมล สู้ข่ม ความขมขื่น
เพราะฤทัย ใสพิสุทธิ์ มีจุดยืน
แม้กล้ำกลืน ทุกข์ตรม ก็ข่มเอา
เพราะความหลัง ฝังใจ มิวายคิด
เหมือนสถิตย์ อยู่ท่าม กลางความศร้า
ทุกข์หรือสุข อยู่เคียง เพียงสองเรา
บางครั้งหนัก บ้างเบา ก็เข้าใจ
ณ.วันนี้ พี่อยู่ คู่กับเจ็บ
แม้หนาวเหน็บ ทนอยู่ เธอรู้ไหม
ต้องโดดเดี่ยว เอกา สุดอาลัย
ด้วยเธอไป ไกลลับ มิกลับคืน
เมื่อวันนี้ ปีเก่า เรามีสุข
คอยปลอบปลุก แรงใจ ให้สดชื่น
แต่วันนี้ พี่ซ้ำ สุดกล้ำกลืน
วันสดขื่น ครั้งหลัง ยังฝังจำ
หนาวลมเหนือ เมื่อสาง ช่างสับสน
เคยกังวล ห่วงเจ้า เฝ้าพูดพร่ำ
สิ่งใดถูก ใดดี ช่วยชี้นำ
ทุกถ้อยคำ ย้ำอย่าง ผู้หวังดี
ไม่กังวล ไม่ห่วงใย ไม่ไต่ถาม
เหลือเพียงความ หงอยเหงา เศร้าสุดที่
กับคิดถึง สุขเก่า เราเคยมี
อีกกี่ปี จะคลาย ……หายอาดูร

เธอไม่รัก

ว่าว


คงเป็นแค่สายลมผ่าน
ที่เธอไม่ต้องการจะได้
มองฉันเป็นแค่เพื่อนอยู่ร่ำไป
ไม่มองแววตาใสๆที่ความในใจแอบมี
แต่ไม่เคยคิดบอกเธอ
ยอมพร่ำเพ้ออยู่คนเดียวอย่างนี้
พอแล้วล่ะ..แค่นี้ก็ดี
เพราะรู้อยู่แล้ว..คำตอบที่ใจเธอมี
คือ..ไม่รักกัน

ร้าง

ดวงจันทร์


น้ำเต้าหู้ คงไม่หวาน เจือตาลแล้ว
เพราะน้องแก้ว “สิรินญา” เมินหน้าหนี
ไม่ตอบรัก รับประทับ กับฤดี
ทิ้งให้พี่ อ้างว้าง อยู่กลางไฟ
แรกไฟอ่อน จึงอ้อนเชิง ระเริงสู้
เหมือนหนึ่งชู้ หลงเริงรัก มักตักษัย
คิดว่ารัก เลยอ้อนออด สอดฤทัย
แท้จริงใจ ลวงเล่ห์ไว้ ใช้เล่ห์ลวง
หรือเพราะรัก ร้าวราน ผสานผสม
จึงใช้ลม ลวงเล่ห์ เร่หาหวง
หาห่วงใย เติมเต็ม ให้เต็มทรวง
ผิรู้ลวง ว่าให้ใจ ใครร้าวราน
เพราะเราซื่อ ถือว่ารัก บริสุทธิ์
จึงเจือสร้อย ร้อยนุช สุทธิสาร
เจือชีวิต เจือจิตใจ ใส่วิญญาณ
เจือความรัก เจือความหวาน ตาลเจือใจ
แต่ผิดถ้อย ร้อยลำนำ ที่พร่ำบอก
ตาลไม่บอก ออกอาการ ที่หวานไหว
มีแต่ร้าง ห่างเหิน ดำเนินไป
เพราะหัวใจ กลับรับเขา เข้ามาคืน
ใจของพี่ เลยต้องร้าง เส้นทางรัก
น้อยใจนัก รักช่างทำ ช้ำสะอื้น
อุตส่าห์รัก อุตส่าห์หวัง ตั้งวันคืน
สุดท้ายยืน เดียวดาย อยู่ปลายทาง
เพราะเห็นว่า มีแววหวัง เลยตั้งจิต
สุดท้ายผิด เพราะน้อง นั้นหมองหมาง
เพียงหว่านเล่ห์ เสน่ห์คำ ทำอำพราง
สุดท้ายร้าง เลือนไกล ไม่ไยดี
หากเจ้ามี คู่อยู่แล้ว น้องแก้วเอ๋ย
พี่ขอเลย ล่วงลา หลบหน้าหนี
ขอให้สม รักสุขหวัง ดั่งควรมี
สำหรับพี่ ผู้แพ้พ่าย ขอวายปราณ

ตรมแต่ไม่ตาม

บวบ


ฉันจะรักเสมอไปแม้ไกลแสน
จะหวงแหนเสมอไปแม้ในฝัน
จะติดตามชมชื่นทุกคืนวัน
จะคงมั่นไม่ปันใจให้ใครเลย
ขอเธอจงเคียงอยู่เป็นคู่ฉัน
แค่ในฝันเท่านั้นพลันเฉลย
ขอเธออย่าเอ่ยเอื้อนไปอันใดเลย
ฉันอยากเผยบอกกล่าวความเศร้าตรม
จะขอหยุดความรักเราเท่านี้เถิด
รักควรเปิดหัวใจให้ความหวัง
รักของเธอที่แสนดีมีพลัง
คอยส่งหวังกำลังใจให้ใครกัน
ตลอดมาที่เราเฝ้าถนอม
ความรักปลอมจากเธอละเมอหา
ในใจเธอมีแต่เขาตลอดมา
จนปัญญาจะช่วงชิงวิ่งไล่ตาม

เธอคนเดียว..

ชินเดช ญาณรัตน์


ในวันที่เหงากับฝนที่หล่นพรำ..
วันที่นกยักษ์บินไม่ได้..
วันที่ชีวิตเป็นของเรา..
ไม่ได้อยู่บนนิ้วไกปืนของศัตรู
นอนบนเปลญวน
เหงาจับหัวใจ..
ก่อนเคยมีเธอให้คิดถึง..
พอทำให้ชีวิตพอมีความหมายบ้าง
แต่วันนี้..ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปตามวิถี
ทางสายเก่า...จึงโดดเดี่ยวอ้างว้าง
ในหัวใจ
คงเหลือแต่ผู้หญิงคนเดียว..
ภาพความหลัง ครั้งเยาว์วัยฉาบผ่านเข้ามา
................
เพราะต้องการให้ฉันแข็งแกร่ง
แม่จึงเฝ้าดูอยู่ห่างๆอย่างห่วงใยในบางครา
แม่ทำโทษยามที่ฉันทำผิด
แต่ฉันเห็นแม่เสียน้ำตาทุกครั้ง
รอยหม่นหมองบนใบหน้า
เสียงร้อง..หยาดน้ำตาของฉัน
บาดหัวใจแม่ให้เจ็บปวด
รอยยิ้มของแม่มีน้อยนัก
ที่จะปรากฏให้ฉันเห็น
ด้วยทุกข์ท้นแห่งภาระอันหนักอึ้ง
หาใช่เพราะเบื่อหน่ายเกลียดชังแต่อย่างใด
แม่จึงเป็นดั่งแสงสว่าง...
คอยชี้ทางให้ฉันเดินไปอย่างเชื่อมั่น
และเป็นราตรีกาล
ให้ฉันได้พักนิ่งชั่วขณะ
เพื่อที่จะให้มีพลังก้าวเดินต่อไป
ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน
ในสนามรบหรือยามสงบเงียบงันเช่นนี้
คงมีแต่แม่ที่เป็นดั่งความรัก
หนึ่งเดียวหนึ่งหญิงที่มีอยู่บนโลกใบนี้
และเป็นชีวิตแห่งฉัน..
..............
สายฝนที่หล่นพรำ..
เป็นน้ำตาของแม่หรือเปล่านะ..
แม่ครับ..วันนี้ผมเป็นลุกชายที่แข็งแกร่งของแม่แล้ว
เป็นรั้วที่คอยป้องอริราชศัตรูของแผ่นดิน
เป็นผู้พิทักษ์สันติแห่งราษฏร์ด้วยเกียรติ ชีวิตและศักดิ์ศรี
ถึงไม่มีคนรักเพศเดียวกับแม่สักคน
แต่ผมมีอ้อมกอดแ

เพื่อนเท่านั้น...ฉันไม่เอา

แพรวา


ขอไม่รับ ได้ไหม
คำว่าเพื่อนที่เธอ จะให้ นับจากนี้
ขอบเขตของฉัน ได้แค่เพื่อนกัน คงไม่ดี
ไม่อยากรักษา ทุกความผูกพันที่มีระหว่างเรา
ดูเธอเห็นแก่ความอาทร
จึงอยากคงไว้ เพียงสักบทตอน ของวันเก่า
แต่สำหรับฉัน ในวันที่รักมันจางเบา
ไม่อยากทนเห็นแม้เพียงภาพเงา ของวานวัน
ขอไม่รู้ สึก จะได้ไหม
กลัวต่อไป เธอจะยังค้างในใจฉัน
กลัวพรุ่งนี้ จะเป็นฝันร้าย ทำลายกัน
ที่แม้แต่การเลิกพร่ำรำพัน
ฉันยังกลัวต้องต่อสู้กับมัน...จนขาดใจ

ในความเงียบงัน...

คีตากะ


ดวงตาอันว่างเปล่าเฝ้าจับจ้อง
ยังเหม่อมองเพียงเธอเอ่อความหมาย
แต่ภาพเบลอแห่งฝันพรรณราย
รั้งใจกายเธอสิ้นทั้งอินทรีย์
มืออันอ่อนแรงล้ายังคว้าไขว่
กุมเธอไว้ยามเศร้าเฝ้าถอยหนี
แต่วัตถุฉุดกระชากลากคนดี
จนไม่มีแม้เวลาชายตามอง
บทเพลงซึ้งปนเศร้าเฝ้าขับขาน
เพียงมอบแด่ดวงมาลย์วารหม่นหมอง
แต่เสียงแห่งภูตพรายหมายจับจอง
คงครอบครองโสตเธอจนเพ้อเลือน
หัวใจรักหนึ่งดวงอันห่วงหา
แทรกลมมามอบเธอเสมอเหมือน
แต่รักลวงรุมเร้าเฝ้าบิดเบือน
เธอจึงเชือนแชฉัน...ไม่หันมา...