30 กันยายน 2549 14:56 น.

เสียง

กรกฎายน

 



เ สี ย ง ที่ ดั ง อ ยู่ ใน หัว ใจ
ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตก ตอนนั้นแดดกำลังอ่อนๆ
ฉันมักจะออกมานั่งตากลมตรงนี้เป็นประจำ
บนหลังคากระเบื้องของบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับบ้านที่ฉันอาศัยอยู่



เมื่ออยู่ที่นี่ฉันรู้สึกเสรี  เหมือนได้อยู่ลำพังกับฟ้า กับเมฆ
และยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้ความมืดกำลังค่อยๆโรยตัวสีท้องฟ้าเข้มขึ้น ๆ
ฟ้าเปิดไฟทีละดวงสองดวง  ฉันนั่งเปลี่ยนทิศไปเรื่อยๆ



แต่ภายในห้องน้อยนั้นยังมืดสนิท เขายังไม่กลับ ปล่อยให้ฉันนั่งตากน้ำค้างรอ
นั่งฟังเสียงนกกำลังคุยกันก่อนนอน ฟังเสียงยุงร้องเพลงขอเลือดดูด
นอกจากนี้ยังมีเสียงจิ้งหรีด จักจั่น รวมไปถึงเสียงหมาเห่า
และที่เพิ่มเข้ามาในรายการก็คือเสียงนกเหล็กยักษ์
ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมันพากันอพยพมาจากไหน



ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ดูนกเหล็กยักษ์ขึ้น ๆลง ๆเสียงของมันดังมาก
เสียงมันดังมาก กลบเสียงทุกๆเสียงในละแวก ฉันได้ยินแก้วหูตัวเองสั่นสะเทือน
ตั้งแต่นกยักษ์นั่นปรากฏตัวเพื่อนบนฟ้าของฉันหายหน้าหายตาไปจนเกือบจะหมด
บางทีฉันก็อยากจะหายหน้าหายตาไปเหมือนกัน
แต่ก็ติดอยู่ที่เขานี่แหละ
เขายังทนได้
ฉันก็ต้องทนให้ได้



เสียงท้องร้องดังขึ้นทุกขณะแข่งกับเสียงนกยักษ์จนป่านนี้เขาก็ยังไม่กลับมา
ข้างบนนี้ไม่มีอะไรให้กินเลยในห้องก็ไม่มีอะไรให้กินเหมือนกัน
จิ้งจกตัวสุดท้ายถูกฉันจับกินไปเมื่อเช้านี้



ไม่รู้ว่าเขาจะเอาอะไรติดไม้ติดมือมาฝากบ้างฉันอยากกินอาหารเม็ดจัง
มันเคี้ยวเสียงดังกร่อบ ๆกรุบๆดี



ลมพัดเย๊นเยน ฉันนั่งฟังเสียงท้องร้องไปเรื่อย ๆฟังยุงร้องเพลงไปเรื่อย ๆจนกระทั่งเคลิ้ม
ตาค่อย ๆหรี่ลง ๆแล้วจากนั้นก็วืบ!!
จู่ๆก็เหมือนกับโลกหยุดหมุนสรรพสิ่งหยุดเคลื่อน
ลมพัดกรรโชกแรงมากเมฆลอยผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว เมฆดำล้วนๆ
ดาวบนฟ้าพร้อมใจกันดับไฟ




แมว....     "ชั้นจำได้ว่ากินแกเข้าไปแล้วนี่"

จิ้งจก....    "เหอ ๆถูกต้องแล้วคร๊าบบบ"  

แมว...."เหวอ  ผีหลอก!!"

จิ้งจก....      "เหอ ๆ ๆ ฉันอยู่ในตัวเธอนี่แหละจ้ะแม่เหมียว  ยืนอยู่หน้าประตูหัวใจ"

แมว....   "เมี๊ยววว  อะไรนะ!!แก  เจ้าจิ้งจกจะเล่นตลกอะไรกับหัวใจชั้นกันล่ะนั่น"

จิ้งจก....   "จั๊กกะจี้มั้ง"   

แมว...."เฮ้ยอย่านะ...บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าแกต้องการอะไร"

จิ้งจก.....   "ขอหัวใจห้องดิ"

แมว.....  "แง๊ววว...จะเอาไปทำไรอ้"

จิ้งจก.....   เขียนบทกวี

แมว..... "  หาาาาา"

จิ้งจก.... " ไม่ต้องหาหรอก  เรื่องจริง"

แมว...".ก็ได้แต่มีข้อแม้นะ"

จิ้งจก...".ข้อแม้ไร"

แมว..."แกต้องอ่านบทกวีให้ฉันฟังบ้าง"

จิ้งจก..."ไม่มีปัญหา"

แมว...."ยังมีอีก"

จิ้งจก....."ไรอ่ะ"

แมว..."แกได้ยินเสียงหัวใจชั้นเต้นไหม"

จิ้งจก...."ชัดแจ๋วเลยล่ะ"

แมว....."แกช่วยเขียนเสียงที่ดังอยู่ในหัวใจชั้นแล้วอ่านให้ชั้นฟังดังๆได้เปล่า"

จิ้งจก...."ไม่มีปัญหา"

แมว....."...."




ฟึบบบ!

แสงไฟห้องนั้นสว่างวาบ
ในที่สุดเขาก็มาแล้ว  คนที่ฉันรอคอย
ฉันลงจากหลังคาไปยืนลับ ๆล่อๆอยู่ริมหน้าต่าง
สูดลมหายใจลึก  กระซิบเมี้ยวๆเบาๆบอกให้หัวใจตัวเองเต้นช้าลงอีกนิด



เขาถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ๆ จนไม่เหลืออะไรปกปิดล้มตัวลงนอนแผ่บนที่นอน
อุบาทว์ชะมัด...ฉันอุทานในใจก่อนเบนสายตาไปที่อื่น

จิ้งจก...."นี่ๆๆ  ยัยเหมียวไปว่าเขาอุบาทว์มัยอ่ะ"

แมว...."อ๊ะก็มันจริงนี่"

จิ้งจก..."ถ้างั้นเธอก็อุบาทว์เหมือนกันอ่ะดิ   ก็ดูเธอดิใส่เสื้อผ้าซักชิ้นที่ไหนกันล่ะ"

แมว..."เออจริงด้วย   เหอ ๆ"



เขานอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง
ฉันกระโดดจากบานหน้าต่างกระโดดลงไปที่พื้นห้อง
ตุบ!

คน...."อ้าวเหมียวมาแล้วเหรอออกไปนั่งดูดาวอีกแล้วล่ะสิ  ข้างนอกลมเย็นป่าว"

เขาพูดกับฉันโดยไม่ลืมตา

ฉันเดินไปที่ราวตากผ้ากระโดดงับผ้าขาวม้าผืนประจำที่เขาเคยใช้


แมว....".แหวะเหม็นเป็นบ้า "

จิ้งจก....".แหงล่ะ  เขาเคยซักซะที่ไหน"


ฉันลากผ้าขาวม้าผืนนั้นไปที่เขาก่อนจะวางแหมะปิดช่วงล่างที่ไม่น่าดูน่ามองของเขาไว้

จิ้งจก....."เธอรังเกียจไอ้นั่นของเขาเหรอ"

แมว......."ป่าวหรอก"           "ฉันก็แค่ไม่อยากเห็น"

จิ้งจก...."อิอิแต่ฉันอยากเห็นอ่ะ"

แมว..." ของเขาดูแปลก ๆ"

จิ้งจก....."ฉันชอบของแปลกอ่ะ"

แมว..."อีกอย่างชั้นกะลังหิว เกิดหักห้ามใจไม่อยู่  เผลอเขมือบไอ้นั่นของเขาเป็นอาหารเย็นทำไง"

จิ้งจก...."...."





เขาลืมตาแล้วแววตาของเขายังหม่นเศร้าเหมือนเคยแต่ฉันก็ชอบมอง
คลับคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในนั้น
คน......."ขอบใจเหมียว    รู้งานจริงเลยนะเรา หิวแล้วล่ะสิ"

แมว......"เมี๊ยว"
เขานุ่งผ้าขาวม้าเรียบร้อยลุกขึ้นนั่งล้วงเข้าไปในเป้หยิบอาหารเย็นของฉันออกมา
ฉันร้องเมี๊ยวๆอย่างตื่นเต้น
เฮ่อ รอดตายไปอีกวัน



ฉันปล่อยเขาไว้ลำพังกับจอเรืองแสง   เขาอยู่หน้าจอเรืองแสงได้นาน ๆเสมอ
โดยไม่นอน ไม่กิน  เขาผอมมากผอมกว่าใครๆในละแวกนี้เลย  แต่ถึงอย่างนั้น
ฉันก็รักเขามากกว่าใคร ๆในละแวกนี้เหมือนกัน  ถึงแม้ว่า เมื่อเช้านี้เขาจะตีฉันแรงมาก
แต่ฉันก็ไม่ว่าอะไรเขาหรอก  ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ


คืนนี้ฝนไม่ตก  ลมพัดเย็นสดชื่น   ฉันสูดหายใจลึก ๆครั้งแล้วครั้งเล่า
เหลือบตามองดาวดวงโน้นที  ดวงนี้ที
ไม่มีดาวดวงไหนมองตอบ


แมว......"นี่จก   แกหลับยังอ่ะ"

จิ้งจก....."ยัง  ไมเหรอ   เขียนบทกวีอยู่  เสร็จแล้ว  เธอพร้อมจะฟังยังอ่ะ"

แมว....."ฮื่อ"


ลมโรยโชยมาและโชยไป
ข้าสูดเอาไว้ชื่นใจนัก
จากนั้นพยายามจะเก็บกัก
แต่ไม่เคยสำเร็จสักครั้งหนึ่ง



ก่อนหายใจเข้าต้องหายใจออก
ลมกระซิบบอกขณะข้าหน้าบูดบึ้ง
อยากจะกลั้นใจตายหงายหลังตึง
แต่ไม่เคยใจถึงเลยสักที



แมว....."โอ้โห  จก  นี่แกแต่งได้ไงเนี่ย"

จิ้งจก...."ไม่รู้เหมือนกัน   บางทีอาจจะเป็นโรคประจำตัวของฉันมั้ง   แบบว่าจิ้งจกร้อยตัว
อาจจะเป็นโรคนี้สักตัว"

แมว....."โห  งั้นแกก็เป็นหนึ่งในร้อยอะดิ"

จิ้งจก...."ก็เอออะดิ"




เราต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง
ฉันนั่งดูดาวของฉันต่อไป  ปล่อยให้เจ้าจิ้งจกทำอะไรกุกกักๆอยู่ในหัวใจห้องล่างซ้าย
ภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าเข้ามาหลอกหลอนฉันอีกแล้ว
ฉันตะปบเขาจนขาดไปครึ่งตัว   จากนั้นก็ไล่ตามตะปบอีกครึ่งตัวที่เหลือ
ฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย  ทุกๆครั้งที่ทำร้ายเพื่อนร่วมโลกถึงชีวิตฉันจะต้องเป็นแบบนี้
รู้สึกผิดจนแทบจะฆ่าตัวตายตาม



แมว......"นี่จก"

จิ้งจก...."หือ  "

แมว....."แกไม่โกรธฉันเหรอ"

จิ้งจก..."โกรธเรื่องไรอ่ะ"

แมว....."เก๊าะ  ที่ชั้นหม่ำแกไงล่ะ"

จิ้งจก....."ไม่อ่ะ"

แมว......"จริงป่ะไม่อยากจะเชื่อ

จิ้งจก....."ก็ฉันเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเธออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เหมือนกับที่แมลงเป็นอาหารของฉันไง"

แมว....."อาหารเหรอ  โห  แกคิดได้แบบนั้นจริงๆอ่ะ"

จิ้งจก...."อื้อ"

แมว....."ถ้างั้นฉันเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของใครกันล่ะ"

จิ้งจก..."ของใครก็ได้ที่อยากกินเธอน่ะสิ"

จิ้งจก....." นี่เหมียวถามไรหน่อยดิ

แมว....."ไรอ่ะ"

จิ้งจก....."ถ้าเกิดวันดีคืนดี เขานึกอยากกินเธอขึ้นมาเธอจะยอมให้เขากินป่ะ"

แมว......"เธอหมายถึงคนนั้นน่ะเหรอ

จิ้งจก....."ช่ายยยย"

แมว......"......"



หลังจากประโยคนั้นความเงียบก็เกิดขึ้นอีกครั้ง 
ฉันปล่อยให้จิ้งจกอยู่กับบทกวีของเขาต่อไป  ส่วนฉันอยู่กับสายลมและคำถามที่ยังตอบไม่ได้
ว่าฉันจะยอมให้เขากินดีไหม  
เขาคิดจะกินฉันจริง ๆรึ
แล้วเขาล่ะจะยอมหรือเปล่าถ้าฉันจะขอเขากินไอ้นั่นมั่ง



ฉันปล่อยให้เครื่องหมายปรัศนีย์ลอยอยู่เกลื่อนกลาดเต็มอากาศ
หมอบดูพวกมันดูสายลมพัดลอยหายไป
นกเหล็กตัวแล้วตัวเล่าบินขึ้นลง
ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าพวกมันบินไปไหนมาจากไหน
เจ้านกน้อยตัวนั้นจะรู้หรือเปล่านะ
พรุ่งนี้เช้าจะลองเลียบเคียงถามดูสักหน่อย
เฮ้อเขาจะมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้


ฉันก้มลงไปมองพื้นดิน
มีหมานอนระเกะระกะอยู่เต็มไปหมดเลย
บางตัวหอนโบร๋ว  ๆ ๆ หลังจากได้ยินเสียงนกเหล็กคำราม



แมวหนุ่มตัวหนึ่งเดินผ่านหน้าฉันไป
มันไม่สนใจหรือเหลี่ยวแลฉันเลยแม้แต่หางตา
เชอะ!ฉันก็ไม่เห็นว่าจะสน ก็ตั้งแต่เขาคนที่อยู่ในห้องจับฉันไปทำหมันนั่นแหละ
ทำให้กลิ่นสาวของฉันจางลง ๆ จนกระทั่งไม่เหลือหลอ
หลังจากนั้นพวกแมวหนุ่มๆก็ตีจากฉันไปจนหมด...ไม่เหลือหลอเหมือนกัน
ส่วนพวกแมวสาว ๆฉันก็ไล่กัดเสียกระเจิดกระเจิงไป
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่ฉันจะเดียวดายได้ถึงขนาดนี้
ฉันกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ไม่ใช่แมวในสายตาของแมวตัวอื่น ๆไปเสียแล้ว
ฉันถูกตัดออกจากความเป็นแมว  เหอๆ
บางทีเจ้าพวกนั้นอาจจะเห็นว่าฉันเป็นแค่เมฆไร้ค่าสักก้อนที่บังเอิญถูกลมพัดมาติดบนหลังคาก็ได้



แต่พวกหมาข้างล่างนั้นก็ยังเห็นว่าฉันเป็นแมวอยู่นะ
นกเขาตัวที่ชอบมาจับเสาโทรทัศน์ร้องเพลงตัวนั้นก็ด้วย
รวมทั้งเจ้าจิ้งจกที่อยู่ในใจ
เขาคนนั้นที่กำลังขลุกอยู่หน้าจอเรืองแสงก็คงจะเหมือนกัน


เธอล่ะดาวเห็นว่าฉันเป็นแมวหรือเปล่า
อยากจะขึ้นไปอยู่กับพวกเธอบนนั้นจังเลย



ดึกแล้วพวกนกยักษ์เริ่มนอนหลับ
น้ำค้างเริ่มลง  หลังคาเริ่มเปียก
ขนปุกปุยเริ่มชื้น
ฉันแหงนหน้าร้องเมี้ยว ๆราตรีสวัสดิ์ดาว
สูดสายลมเข้าไปในปอดให้มากที่สุดลึกที่สุด
หน้าต่างบานนั้นเปิดอยู่ตลอดเวลา


กลับไปให้เขาเกาคางให้ดีกว่า




เขายังไม่นอน
เขายังไม่มีท่าทีว่าจะง่วง
ฉันกระโดดขึ้นไปบนตัก
เขาลูบหัวลูบหางฉันครู่หนึ่ง
แล้วก็ดันฉันตกลงมาเหมือนเดิม
ฉันล้มตัวลงนอนอยู่ตรงนั้นที่พื้นกระดานข้างเก้าอี้

ภาพจิ้งจกครึ่งตัว

ภาพนกยักษ์

ภาพหมานอนระเกะระกะ

ภาพนกเขาบนเสาสัญญาณโทรทัศน์

ภาพเมฆลอย

วนไปวนมาลอยไปลอยมา



แมว...."จก"

จิ้งจก...."หือ"

แมว...."หลับยัง"

จิ้งจก..."ยัง....เขียนบทกวีเพิ่งเสร็จ   ไมอ่ะ"

แมว...."อ่านให้ฟังหน่อยดิ"

จิ้งจก....."ก็ได้แต่....

แมว..."แต่ไร"

จิ้งจก....."อุดหูด้วย....."





ลมโรยโชยมาและโชยไป
ข้าสูดเอาไว้ชื่นใจนัก
จากนั้นพยายามจะเก็บกัก
แต่ไม่เคยสำเร็จสักครั้งหนึ่ง



ก่อนหายใจเข้าต้องหายใจออก
ลมกระซิบบอกขณะข้าหน้าบูดบึ้ง
อยากจะกลั้นใจตายหงายหลังตึง
แต่ไม่เคยใจถึงเลยสักที



เราสูดลมเดียวกันท่านก็รู้
ท่านอยู่บนนภาข้าอยู่นี่
อยากบินบ้างจนใจปีกไม่มี
เพียงนั่งลงตรงนี้รอเวลานั้น



เสียงคุกคู-คุกคู-คุก-คุก-คุก
คอยสะกิดให้ลุกจากความฝัน
กระโดดผลุงกระดืบขาไปหาพลัน
ไยร้องลั่นกระพือปีกหลบหลีกลี้



ไม่วางใจกันหรือจ๊ะสกุณาจ๋า
ข้าเขยิบหาท่านกลับขยับหนี
ไม่ยอมให้เข้าใกล้เกินกว่านี้
ท่านเป็นนกเสรีข้าก็รู้



บินจากกันไปกับสายลม
ว่ากันว่าโลกกลมไกลเกินกู่
ทดลองหัดเปล่งเสียงคุกๆคู
เหตุใดไม่รู้จึงยัง...ดังเหมียวๆ

เมี๊ยว ๆ ๆ













  				
25 กันยายน 2549 14:55 น.

รัตติกาลตลอดเวลา

กรกฎายน

รั ต ติ กา ล ต ล อ ด เ ว ลา

















หากคุณแหงนหน้าขึ้นมาบนเพดานล่ะก็
จะเห็นร่างเล็ก ๆเขียวๆของผมเกาะอยู่
ขอบคุณมากนะครับที่คุณไม่ใช้หนังยางส็อยผมจนร่วง



ผมรู้ว่าบางขณะเวลาคุณเองก็อยากเอ่ยปากชวนผมคุย
แต่ไม่บ่อยนักหรอกเพราะเวลาส่วนมากของคุณมักจะใช้ร่วมกับเจ้าจอสี่เหลี่ยมเรืองแสงนั่น
หรือไม่ก็เจ้าวายร้ายที่ร้องเมี้ยว ๆ ๆหม่าวๆๆนัยน์ตาสีฟ้าคู่รักคู่แค้นของผมตัวนั้น


ถึงแม้โลกจะกว้างใหญ่ก็จริงแต่ผมก็ไปไหนไม่ได้
ผมไม่กล้าออกไปนอกบ้าน
โลกข้างนอกเต็มไปด้วยแมว และสัตว์ร้ายนานา


ต่างจากคุณที่ไม่ได้อยู่ในนี้ตลอดเวลา
เจ้าแมวก็เหมือนกัน
แต่ผมอยู่ในห้องนี้ตลอด
ผมเป็นพลเมืองของอาณาจักรแห่งความกลัว


คุณเป็นพลเมืองของอาณาจักรใดล่ะ
คุณออกไปข้างนอกได้ก็จริง
แต่พอเวลากลับก็เห็นเปิดประตูเข้ามาคนเดียวทุกที
บางครั้งเจ้าเหมียวนอนรออยู่ในห้อง
บางครั้งคุณเป็นฝ่ายรอเจ้าเหมียว


อยากจะลงไปหาคุณที่นั่นแต่ก็กลัว
เสียงเจ้าเหมียวที่นอนกรนอยู่ใกล้ๆคุณยังดังชัดเจน
ผมจึงทำได้แค่เกาะอยู่บนนี้นิ่งๆแน่นๆ
ความมืดของราตรีกาลปกคลุมอยู่โดยรอบ
คุณไม่เปิดไฟ  คุณไม่จุดเทียน
สิ่งที่สว่างอยู่ก็เห็นจะมีเพียงเจ้าจอเรืองแสงของคุณเท่านั้น
คุณชอบนั่งอยู่ในความมืดและชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง
สบตาเศร้าซึ้งกับดาว
คุณโรแมนติกชะมัดเหมือนกับผมไม่มีผิด

หน้าต่างห้องคุณเปิดตลอดลมพัดเข้าพัดออกตลอด
เจ้าแมวเดินเข้าเดินออกได้ตลอด
ยุงบินเข้าบินออกตลอด




ฉันอยู่ข้างบนนี้ใต้หลังคา
หากเธอเงยหน้าขึ้นมามองหาจะแลเห็น
จากเช้าสายยันบ่ายจวบเย็น
ไม่มีเพื่อนเล่นเกาะเพดานเหงาเปล่าเปลี่ยว


นะนะแหงนหน้าขึ้นมาสบตากันหน่อย
สักเล็กสักน้อยเพียงแค่แลเหลียว
เราอยู่ใกล้ชิดนิดเดียว
โดยต่างโดดเดี่ยวเดียวดาย




ผมกำลังอ่านบทกวีที่ผมแต่งเก็บไว้
ผมเขียนบทกวีไว้เป็นกะตั้กบนเพดานใช้ลิ้นที่ชุ่มโชกน้ำลายเหนี่ยวๆเหนอะๆนี่แหละเขียน
เวลาผมอ่านบทกวีคุณจะไม่ได้ยินอะไรเลย
นอกจากเสียง จุ๊ ๆ   จุ๊ๆ   จ๊กๆๆเป็นจังหวะเป็นท่วงทำนองสูงต่ำ
ผมอ่านไปด้วยชำเลืองตามองคุณไปด้วย
ดูซิว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากได้ยินบทกวีจากหัวใจของผมเข้า
แต่แทนที่จะได้สบตาเศร้าซึ้งของคุณกลับได้สบกับแววตาแวววาวดุร้ายของเจ้าแมวหง่าวนั่น
ตาของมันขมกริบชะมัดขาผมสั่นพั่บๆจนเกือบจะตก


คุณยังคงไม่สนใจ
นั่งปรือตาอยู่หน้าจอเรืองแสง
จิ้มอะไรก็ไม่รู้ต๊อกๆแต๊ก  ๆ
หรือไม่ก็ดูภาพอะไรก็ไม่รู้ไม่เห็นคนในรูปจะใส่เสื้อผ้า
ผมอยากจะย่องเข้าไปดูใกล้ๆเหมือนกันแต่กลัวตาเป็นกุ้งยิง
ถ้าลองจิ้งจกเป็นตากุ้งยิงขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็หมดท่าเลยล่ะ


ถ้าผมจะไปเกาะรอแมลงอยู่ที่หน้าจอนั้นไม่รู้คุณจะว่าอะไรหรือเปล่า
ถึงแม้คุณจะไม่ว่าแต่เจ้าเหมียวจะต้องว่าแน่
ก็เจ้าเหมียวตัวนี้แหละที่เป็นสาเหตุแห่งความโดดเดี่ยวของชีวิตผม
พ่อ  แม่  พี่น้อง   เพื่อนๆ ญาติ  ๆ  ต่างพากันย้ายไปอยู่ในท้องของเจ้าเหมียวนั่นจนหมด

ทุกตัวแล้ว
เหลือแต่ผมนี่แหละที่เกาะเพดานได้แน่นกว่าใคร
จึงทำให้เจ้าเหมียวรอเก้ออยู่ข้างล่างไม่มีโอกาสได้ตะครุบ
ผมรู้ว่ามันกำลังรอวันนั้น เหมือนกับที่ผมกำลังรอคุณให้หันมาทางนี้สักหน่อยตลอดมา


ผมได้แต่เฝ้ารอคุณจนลืมใส่ใจแมลงที่โฉบผ่านหน้าไปมา
แผล็บ
ผมตวัดลิ้นไปที่ยุงตัวหนึ่ง



เอาล่ะเป็นไงเป็นกัน
ผมตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว
เสียงเจ้าเหมียวยังนอนกรนครืดคราดๆ
เสียงต๊อกๆแต๊กๆ ที่สัมผัสปลายนิ้วคุณยังดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เสียงหัวใจเต้นตุ้มๆต่อมๆกล้าๆกลัวๆ
ผมกำลังปฏิบัติการเสี่ยงตาย
ผมอยากจะรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรกันแน่อยู่ที่หน้าจอเรืองแสง
ผมอยากให้ตาเราสบกันสักพักสักครั้ง




ชีวิตในครั้งหนึ่งครานี้
ดำเนินโดยที่ไม่มีสหาย
ความเศร้าเซาะไซ้หัวใจจะวาย
ระหว่างเกิดถึงตายว่ายวน



ฉันกำลังจะเขยิบเข้าไปใกล้ๆเธอแล้ว
แม้จะเสี่ยงกับการกลับมาแกร่วเก้อเมื่อเธอไม่สน
ก็ไม่เป็นไรแค่ได้กระทำตามเสียงกระซิบเรียกร้องของกมล
ระวังให้ดีชีวิตล่องหนกำลังปรากฎตัว



ผมค่อยๆกระดืบคืบคลานเข้าไป
คุณไม่ได้ยินไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว
คุณคงเห็นแต่ความเคลื่อนไหวของนิ้วตัวเอง
ผมกำลังไต่ลงไปตามข้างฝาช้า ๆต่ำลงไปเรื่อย ๆ
หัวใจเต้นแรงขึ้นๆ
ตื่นเต้นที่กำลังจะให้ได้ประจันหน้ากับคุณใกล้ ๆจะๆจังๆ
แต่ก็กลัวเหลือเกินกลัวเจ้าเหมียวจะได้ยินได้กลิ่น
ถึงอย่างนั้นก็เถอะผมยังกัดฟันแน่นสาวเท้าอันหนักอึ้งมุ่งไปข้างหน้า
เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะจ๊ะเอ๋คุณอยู่แล้ว
ก้าวเดียวเท่านั้น
ถึงแล้ว
แต่แล้วก็
แว๊บ
โอ
ไม่
หน้าจอที่เมื่อก่อนหน้านี้สว่างไสวพลันดับวูบแว้บ
ความมืดไหลเข้ามาแทนที่ในชั่วกะพริบตา
ได้ยินเสียงคุณหาวหวอดๆ


ผมไต่กลับไปบนเพดานด้วยความผิดหวังแต่ก็รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด
ความกลัวสามารถตีเสมอความกล้าได้ในนาทีสุดท้าย
หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติ


มองกลับลงมาเห็นคุณกำลังนอนพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่บนที่นอนนุ่ม
คงกำลังนอนนับแกะ
ไม่รู้ว่าคุณเลี้ยงไว้กี่ตัวกัน
ผมอ่านบทกวีให้คุณฟังอีกสักบทดีกว่า


จุ๊ ๆ ๆ
จ่กๆๆ
จุ๊ๆๆๆ
จ่กๆ


เสียงผมทำให้เจ้าเหมียวตื่นมันอ้าปากหาวหวอดบิดขี้เกียจ
ก่อนแหงนจ้องมองมาด้วยดวงตาคมวาวเขม็ง
ทำเสียงหม่าว ๆจนผมรู้สึกเย็นยะเยือก
แต่เมื่อเห็นว่าผมอยู่สูงสุดเอื้อมมันก็เลิกสนใจ  กระโดดแผล็วขึ้นไปบนเตียง ปีนขึ้นไปนอน

บนหน้าอกคุณ


ผมเขม้นมองในความมืดเห็นคุณเอื้อมมือลูบหัวเจ้าเหมียวเบาๆ
เกาคางให้จนมันส่งเสียงครวญครางอย่างแสนสุข
ผมเห็นตาคุณมองเพดานปริบๆ
แต่ไม่มีวี่แววว่าคุณจะเห็นผม ทะเลความมืดเวิ้งว้างกั้นขวางเราไว้และผมอยู่ในเกาะน้อย

แสนไกลไร้ความเจริญ
ไม่เคยปรากฎมาก่อนเลยในแผนที่ชีวิตของคุณหรือใคร

คุณนอนไม่กางมุ้งคุณปล่อยให้ยุงเลือกกัดตามเนื้อตัวคุณได้ตามใจชอบโดยไม่ปัดป้องตบตี
คุณแปลกชะมัด
คุณนอนฟังยุงร้องเพลงไปด้วยนับแกะไปด้วยจนหลับใหลไปแล้ว

ผมกลับไปนับแกะของผมดีกว่า


ผมฝันถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง  เพื่อน ๆ ญาติ ๆผู้ล่วงลับอีกแล้ว
พวกเขาต่างกำลังวิ่งเล่นอยู่ในพุงเจ้าแมวอ้วนวายร้ายนั่นอย่างสนุกสนาน
ในฝันผมมองเห็นพวกเขาแต่ไม่มีวี่แววว่าพวกเขาจะแลเห็นผมเลย




แต่ความจริงก็คือความจริง
ในโลกที่สรรพสิ่งเสมือนเลือนลางสลัว
วิถีของเราอยู่กันคนละขอบละขั้ว
ความระแวงหวาดกลัวเป็นรั้วกั้น


กลับไปอยู่มุมเก่า
มุมเปลี่ยวมุมเหงาซึมเซาหนาวสั่น
ลอบชำเลืองแลไกลๆกลางคืนกลางวัน
อยู่นอกความฝันไกลจากความจริง




อรุณรุ่งเสียทีผมเปิดคอกแกะ
แกะทยอยเดินเรียงแถวไปที่ทุ่งหญ้า
เจ้าเหมียวไม่ได้อยู่ในห้อง
มันนั่งเลียเนื้อเลียตัวอยู่บนหลังคาของบ้านหลังถัดไป
เจ้าแมวไม่ชอบเข้าตามตรอกออกตามประตูมันชอบออกทางหน้าต่าง
ส่วนผมไม่กล้าออกไปทางไหนทั้งนั้น
ผมกลัวถูกหนีบ


แสงสีทองตองอ่อนฉาบอยู่บนเส้นขนสามสีของแมว
มันเหลือบตาคมวาวเขม้นมองนกตัวหนึ่งที่ยืนร้องเพลงอยู่บนเสาสัญญาณโทรทัศน์
คุณยังไม่ตื่นเลย  เสียงกรนเบา ๆของคุณขับคลอขณะที่ผมกำลังเขียนบทกวีอยู่บนเพดาน

อย่างขะมักเขม้น


สายแล้วแต่คุณก็ยังไม่ยอมลุกขึ้น
ผมได้ยินเสียงแกะในคอกคุณกำลังร้องหิวโหย





เมื่อเจ้าเหมียวไม่อยู่ในรัศมีที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิต ความคิดที่จะลงไปหาคุณจึงกลับมาอีก

ครั้ง
คราวนี้ผมไม่ได้ค่อย ๆไต่ลงไปแล้ว
ผมปล่อยเท้าที่เกาะเพดานทิ้งตัวลงไปลังกาเกลียวสองรอบกลางอากาศ
ก่อนตกลงมาสู่พื้นอย่างสวยงามเสียดายที่คุณมองไม่เห็น
เจ้าเหมียวจะเห็นหรือเปล่านะ
ผมตกตุ่บลงไปกลางที่นอนนึกว่าจะทำให้คุณตื่นซะแล้วแต่คุณก็แค่พลิกตัว
ส่งเสียงเคี้ยวปากจับ ๆ ๆ



จับ ๆ ๆเหรอ ให้ตายเถอะ  คุณเกือบจะพูดภาษาผมได้แล้วนะนั่น


เจ้าเหมียวยังคงนั่งเลียขนง่วนอยู่บนหลังคา
เสียงกระพรวนของมันดังกรุ๋งกริ๋งๆแข่งกับเสียงนกข้างนอก
ผมโล่งใจ
คุณยังคงหลับสนิท



ผมค่อยๆคลานเข้าไปใกล้  ๆไต่ขึ้นไปบนตัวของคุณ
ปล่อยให้ความอบอุ่นแผ่เข้ามาในความเหน็บหนาว
ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเจ้าเหมียวนั่นถึงชอบมานอนเบียดเนื้อตัวคุณนัก




คุณนอนอ้าปากน้ำหลายไหลไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรเลย
ถ้าคุณสะดุ้งตื่นขึ้นมาล่ะก็บางทีร่างผมอาจจะถูกเหวี่ยงจนปลิวหวือไปติดข้างฝานั่น
และถ้าเจ้าเหมียวกลับเข้ามาพอดีล่ะก็...โอยผมไม่อยากจะนึกภาพ



อยู่ตรงนี้ผมได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้นด้วยล่ะ
ตึกๆ ๆ ๆ อื้อหือผมได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้นแล้วอยากจะกลับขึ้นไปบนเพดานแฮะ
กลับไปเขียนบทกวีอีกสักบท
แต่ก็ต้องเบรกตัวเองเอาไว้ก่อนเพราะมีภารกิจหนึ่งที่ผมจะต้องลงมือกระทำให้สำเร็จเสร็จ

สิ้น


ผมไต่มาถึงใบหน้าของคุณ
สัมผัสกับผิวหน้านุ่มเนียน กลิ่นลมหายใจคุณหอมละมุนละไมแปลกประหลาด
จนผมอยากจะเกาะอยู่ตรงนี้นิ่ง ๆ นาน ๆ ไม่อยากให้คุณตื่นขึ้นมา
ผมเหลือบตาไปทางเจ้าเหมียวมันยังนอนไม่รู้ไม่ชี้



ที่หัวตาคุณปรากฎขี้ตาแห้งๆโผล่ขึ้นมาก้อนหนึ่ง
ผมค่อยๆคลานเข้าไปใกล้ๆตวัดลิ้นเลียทำความสะอาดให้
ตวัดก้อนขี้ตากลืนลงท้อง
อ่า...อร่อยจัง ได้ลิ้มรสของอร่อยๆ แบบนี้ตายไปก็ไม่เสียชาติเกิดแล้วล่ะ
บางทีวันพรุ่งผมอาจจะลงมากินอาหารเช้าที่นี่อีกก็ได้ถ้าคุณไม่ว่าอะไร
ถ้าเจ้าเหมียวเผลอ





คุณอาจจะแปลกใจที่ตื่นมาไม่พบขี้ตาเหมือนทุกวัน
คุณอาจจะนึกขอบใจ
คุณอาจจะโกรธ
คุณอาจจะใช้เวลาตลอดวันออกตามหาขี้ตาก้อนนั้น



ผมปีนขึ้นไปที่ปลายจมูกและเบ่งก้อนสีดำๆกลิ่นตุๆมีสีขาวขุ่นตรงขั้วออกมาทางก้น
มันเป็นสิ่งเดียวในขณะนี้ที่ผมพอจะมอบให้คุณเป็นการแลกเปลี่ยน


จากนั้นผมก็ค่อย ๆไต่ขึ้นไปบนหน้าผากที่เริ่มมีรอยย่นบ้างเล็กน้อยแล้ว
แผล่บๆๆ
ลงมือตวัดลิ้นเขียนบทกวีขึ้นบทหนึ่งเพื่อบอกใบ้กับคุณว่าบนเพดานเหนือหัวคุณขึ้นไป
มีอีกอย่างน้อยก็ชีวิตหนึ่งกำลังเฝ้ามองคุณอยู่ด้วยความห่วงหาอาวรณ์
มีบทกวีที่ถูกเขียนทิ้งไว้เต็มไปหมด และอยากให้คุณมีโอกาสได้อ่านนัก
อยากให้คุณช่วยสะท้อนความรู้สึกวิจารณ์วิพากษ์
อยากให้คุณนำไปรวมเป็นเล่มโดยที่ผมไม่คิดค่าเรื่องค่าลิขสิทธิ์จากคุณสักแดงสักเก๊
เพราะในโลกของจิ้งจกเงินเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว




ให้ตายเถอะเจ้าเหมียวกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เจ้าเหมี่ยวตะปบหน้าคุณเสียเปิดเปิง
ที่จริงเจ้าเหมียวจะตบผมน่ะ
แต่ดันพลาดไปโดนคุณเข้า
คุณตกใจตื่นขึ้นมาร้องเอะอะโอดโอยโวยวาย
ผมสงสารคุณเหลือเกินเจ้าเหมียวไม่น่าทำอะไรรุนแรงถึงขนาดนั้น
ผมรู้สึกผิดที่เป็นสาเหตุให้คุณต้องเลือดตกยางออก
เจ้าเหมียวเองก็ร้องเมี้ยวเมื่อเห็นคุณเจ็บ  แล้วมันก็ต้องร้องเมี๊ยววววเมื่อถูกคุณฟาดซะ

เต็มแรง
จากนั้นคุณก็ร้อง อูยๆๆสะบัดมือเร่า ๆ
คุณโมโหร้ายจนผมรู้สึกหวาดหวั่น




จ๊ากกก!!
เจ้าเหมียวตะปบถูกผมขาดไปครึ่งตัวแน่ะผมคลานต่อไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าเจ็บเจียนใจ

จะขาด
เหลี่ยวกลับไปเห็นตัวอีกครึ่งหนึ่งของผมกับหางกำลังสะบัดดิ้นกระแด่ว ๆ
แต่ก็ดิ้นได้ไม่นานเพราะเจ้าเหมียวพุ่งปราดตามมาตะปบซ้ำอย่างรวดเร็ว



เสร็จกัน!
ครึ่งชีวิตของผมลงไปอยู่ในท้องเจ้าแมวอำมหิตเรียบร้อย
ยังไม่พอแมวบ้านั่นยังไล่กวดตามร่างโชกเลือดอีกครึ่งของผมมาอีก
คงจะโกรธจะแค้นที่ผมเป็นเหตุให้มันต้องถูกตีจนร้องเมี๊ยววว



คุณครับ  ผมไม่ไหวแล้วล่ะ  ผมกำลังจะตายแล้ว   ผมหายใจไม่ออกเลย 
 หนทางข้างหน้าเลอะเลือนลิบลาง
ผมเริ่มมองอะไรไม่เห็นเลย มองหน้าคุณไม่เห็น โลกกำลังจะระเบิด


ให้ตายเถอะผมลงไปอยู่ในท้องเจ้าเหมียวเรียบร้อย
ความเหงาไม่ได้ตามลงไปด้วย
เราแยกทางกันตั้งแต่บัดนั้น


ผมเพียงภาวนาว่าตอนที่คุณส่องกระจกคุณจะเห็นบทกวีที่หน้าผาก
บทกวีบทสุดท้ายในชีวิตของผม
ขอให้คุณได้พบบทกวีบนเพดานที่ผมใช้เวลาทั้งชีวิตขีดเขียนขึ้น
เพี้ยง!ขอให้คุณอ่านภาษาจิ้งจกออก



คุณจะรู้สึกอย่างไรกับรักที่ผมได้ฝากไว้ที่ปลายจมูกก้อนนั้นก็ไม่รู้
คุณจะรู้สึกอย่างไรที่ขี้ตาของคุณหายไป

แต่คุณคงไม่รู้สึกว่าผมหายไปเพราะผมไม่เคยมีอยู่แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว




ป่านนี้คุณจะค้นพบความจริงหรือยังว่าเคยมีผมอยู่บนนั้น
เวลานี้คุณกำลังทำอะไรอยู่นะยังนั่งอยู่ด้านหน้าเจ้าจอเรืองแสงอยู่แทบจะทั้งวันทั้งคืน

เหมือนเดิมไหม
บางทีอาจจะกวาดตาหาผมไปเสียทั่วเพดานด้วยความแปลกใจระคนห่วงใยห่วงหา
คุณจะลงโทษเจ้าฆาตรกรที่คุณคิดว่าน่ารักตัวนั้นหรือไม่อย่างไร



ถ้าคุณกำลังคิดถึงผมอยู่ล่ะก็
ผมอยากจะบอกกับคุณเหลือเกินว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก
เพราะเวลานี้ผมได้พบกับพ่อแม่พี่ๆน้อง ๆเพื่อน ๆญาติ ๆขอผองผมแล้วล่ะ
ทุกตัวกำลังเฝ้ารอผมอย่างใจจดใจจ่ออยู่ในท้องเจ้าเหมียวนี่เอง
ยามใดที่คุณกำลังกอดจูบลูบคลำเจ้าเหมียวผมก็เหมือนกับพลอยได้รับสัมผัสนั้นไปด้วย
ผมได้ใกล้ชิดคุณมากกว่าตอนอยู่บนเพดานเสียอีกแน่ะ
เมื่อไรที่คุณเกาคางเจ้าเหมียวถ้าเงี่ยหูฟังดี ๆจะได้ยินเสียงครางของผมคลอตามออกมา




ผมจะหาทางเข้าไปในหัวใจของเจ้าเหมียวให้จงได้
เพื่อยึดหัวใจของมันมาเป็นของผมสักห้อง
ห้องเดียวก็พอแล้ว
เพื่อใช้เป็นสถานีที่สำหรับเขียนบทกวีไปตลอดราตรีกาลของชีวิต
ที่นี่ไม่มีตะวัน ไร้จันทร์ไร้ดาวแต่ก็อบอุ่นดี



คุณคงไม่เชื่อล่ะสิว่าจิ้งจกอย่างผมจะเขียนอะไรแบบนั้นได้
คุณคงไม่เชื่อว่าเรื่องราวของผมจะเป็นความจริง
ในช่วงแรกๆคุณคงตกใจมากที่บางขณะเจ้าเหมียวก็ไม่ได้ร้อง เหมียวๆๆๆหม่าวๆๆๆ
แต่ร้องจก ๆ ๆ ๆ  ๆๆ         ๆ


คุณนอนหลับแล้ว
เสียงหัวใจเต้นตะหลึกตึกตักสม่ำเสมอ
ราตรีสวัสดิ์นะครับคุณที่รัก
ผมอาจจะเข้าไปปรากฏตัวในฝันของคุณก็ได้ในค่ำคืนหนึ่งในค่ำคืนใด.





ฉันอยู่ข้างบนนี้ใต้หลังคา
หากเธอเงยหน้าขึ้นมามองหาจะแลเห็น
จากเช้าสายยันบ่ายจวบเย็น
ไม่มีเพื่อนเล่นเกาะเพดานเหงาเปล่าเปลี่ยว


นะนะแหงนหน้าขึ้นมาสบตากันหน่อย
สักเล็กสักน้อยเพียงแค่แลเหลียว
เราอยู่ใกล้ชิดนิดเดียว
โดยต่างโดดเดี่ยวเดียวดาย


ชีวิตในครั้งหนึ่งครานี้
ดำเนินอยู่โดยที่ไม่มีสหาย
ความเศร้าเซาะไซ้หัวใจจะวาย
ระหว่างเกิดถึงตายว่ายวน


ฉันกำลังเขยิบเข้าไปใกล้ๆเธอแล้ว
แม้ต้องกลับมาแกร่วมาเก้อเมื่อเธอไม่สน
ก็ไม่เป็นไรแค่ได้กระทำตามเสียงกระซิบเรียกร้องของกมล
ระวังให้ดีชีวิตล่องหนกำลังปรากฎตัว


แต่ความจริงยังเป็นความจริง
ในโลกที่สรรพสิ่งเสมือนเลือนลางสลัว
วิถีของเราอยู่กันคนละขอบละขั้ว
ความระแวงหวาดกลัวเป็นรั้วกั้น


กลับไปอยู่มุมเก่า
มุมเปลี่ยวมุมเหงาซึมเซาหนาวสั่น
ซุ่มลอบชำเลืองกลางคืนกลางวัน
อยู่นอกความฝันไกลจากความจริง.
				
18 กันยายน 2549 15:45 น.

บิดาผมเป็น...

กรกฎายน

แม่บอกว่าผมพ่อผมเป็นมนุษย์ต่างดาว
เดือนนี้เป็นเดือนเกิด
ผมดีใจที่ไม่ต้องไปโรงเรียนอีก
ผมคิดถึงเธอ



เราเรียนหนังสืออยู่ห้องเดียวกัน
แววตาที่เธอมองผมเป็นประกายดุจดาว
ไม่เหมือนที่ชาวโลกคนอื่นมองผม









ไม่เหมือนแววตาคุณที่มองมา



แต่ขณะนี้
ผมหลับตาเห็น
เธอกำลังมองเหม่อไปในความว่างเปล่า
แววตาเธอเศร้าเหลือเกิน
ฝุ่นพากันลอยไปจับโต๊ะเก้าอี้ตัวที่ผมเคยนั่ง

นั่นปะไรฝุ่นเข้าตาเธอแล้ว!




ผมเขียนเรื่องนี้ขณะถูกขังอยู่ในห้องหนึ่งในโลก
แต่ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่สามารถจองจำหัวใจ
แม่ไม่รู้



ดาวของพ่อเหมือนกับที่นี่ไหม
พ่อครับผมอยากพบพ่อ
มีเพียงพ่อเท่านั้นที่สามารถ
พาผมพ้นไปจากแรงดึงดูดของดาวโลกได้



แม่จับผมขังไว้ในห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัส
แม่กลัวพ่อจะลักพาตัวผมไป
แม่โกรธเกลียดพ่อแต่ปาก
แต่ใจแม่รัก
ผมคิดถึงพ่อ

พ่อครับพาแม่ไปด้วยนะ

พ่อครับอนุญาตให้ผมพาเธอคนนั้นไปด้วยนะ



ข้างนอก
เสียงแม่กำลังคร่ำครวญรำพึงรำพัน
โหยหา
โหยหวน
แม่ต้องการไปอยู่ดาวของพ่อเหมือนกันผมรู้
พ่อปล่อยให้แม่รอเก้อ
แม่รอพ่อเก้อมาสิบปีกว่า
พ่อติดภารกิจอะไรอยู่
ไยปล่อยพวกเราอยู่กันเองตามยถา



ที่ผ่านมา
ผมกับแม่
เราเหมือนเป็นเงาของกัน
แม่ไม่กล้าให้ผมคลาดสายตา
แม่หวั่นวิตกว่าผม
จะหายตัวไปอีกคน




จู่ๆวันหนึ่ง
แม่ก็ไม่ยอมให้ผมออกจากห้องไปไหนๆอีกเลย
แม่กลัวว่าพ่อจะมาแอบลักพาผมไปตอนที่แม่ไม่เห็น
แม่กลัว!

แม่กลัวคุณจะทำร้ายผม!



ประตูหน้าห้องจะเปิดเฉพาะเวลาอาหาร
ผมกลายเป็นนกน้อยในกรง
กรงมีประตู
แต่ผมไม่มีสิทธิ์เปิด



ผมถูกขังอยู่ในห้องที่สลัวลาง
แม้แต่หน้าต่างก็ถูกล็อค
แม่กลัวพ่อจะเข้ามาขโมยผมทางหน้าต่าง
แม่บอกว่าพ่อจะต้องข้ามศพแม่ไปก่อน

แม่บอกว่าคุณต้องข้ามศพแม่ไปก่อน



ผมแอบเจาะรูเล็กไว้รูหนึ่งตรงข้างฝาไว้สำหรับดูดาวบนฟ้าตอนกลางคืน
ผมไม่รู้ว่าดาวดวงไหนเป็นดาวของพ่อ
แม่ก็ไม่รู้
แม่เคยบอกว่าพ่อเคยชี้ให้ดู
แต่แม่จำไม่ได้
แม่บอกผมว่าดาวดวงนั้นตกไปแล้วจากฟ้าของแม่

ตั้งแต่วันนั้นที่พ่อเดินจากไป



ตอนกลางวันผมจะนอนแนบกับรูที่เจาะไว้
เฝ้าดูฟ้า
ดูเมฆ
ดูนก
ดูผีเสื้อ
ดูคนเดินผ่าน
ดูคุณเดินผ่าน

รอเธอเดินผ่าน

เท่านี้ผมก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ทั้งวัน

ผมจะคุยกับเมฆเบาๆก้อนแล้วก้อนเล่า
ถามเมฆว่าลอยไปพบกับจานบินของพ่อบ้างหรือไม่

ถามเมฆว่าอยากจะแปลงร่างเป็นอะไรที่สุด





แต่เมฆจะรู้หรือเปล่าว่าผมเฝ้าดูอยู่
นกจะรู้หรือเปล่า
ผีเสื้อจะรู้หรือเปล่า
เธอจะรู้หรือเปล่า

คุณจะรู้หรือเปล่า




ผมสงสารแม่
แม่ไม่มีเพื่อนเลย
ก่อนฟ้าสางแม่จะแต่ตัวด้วยชุดราตรีที่สวยที่สุด
เดินแบกกระสอบออกไปเดินเก็บของที่ผู้คนทิ้งแล้วตามถังขยะ


เพื่อนบ้านมองเราด้วยสายตาแปลก ๆ
แม่จ้องมองกลับด้วยแววตาท้าทาย
หาเรื่อง
อาฆาต
มาดร้าย
จึงไม่มีใครอยากสบตา
หรือเอ่ยปากพูดคุยกับแม่



กับผม



เดี๋ยวนี้ไม่มีใครกล้าชวนผมออกไปเล่นด้วยอีกเลย
แม้แต่เจ้าหมาน้อยตัวนั้น



ก่อนหน้านี้
แม่จะพาผมไปส่งที่โรงเรียนด้วยตัวแม่เอง

แม่จะถือไม้ตะพดอันใหญ่ไว้สำหรับฟาดปากหมาที่ชอบเห่า

แม่จะแต่งหน้าทาปากจนดูเหมือนนางยักษ์ดุๆ

แม่จะลับปากลับตาเสียคมกริบก่อนออกจากบ้าน
สำหรับไว้เชือดเฉือนคนที่ชอบหันมามองเวลาเราเดินสวน
คุณเคยเดินสวนพวกเราหรือเปล่า









คุณจำแววตาตัวเองที่มองเราวันนั้นได้ไหม




แม่กลัว
กลัวพ่อจะแอบพาผมไปตอนแม่เผลอ
แม่กลัว

กลัว

กลัว


กลัว!





แล้วคืนหนึ่งแม่ก็ฝัน
แม่ฝันถึงพ่อ
ฝันว่าพ่อจะมาพาผมไปอยู่ด้วย
และปล่อยให้แม่เผชิญหน้ากับความอ้างว้างในดาวดวงนี้เพียงโดดเดี่ยว
แม่ตื่นขึ้นมาร้องไห้

ร้องไห้

ร้องไห้




ร้องไห้!


แม่โผเข้ากอดผมน้ำตาไหลพรากขณะผมกำลังแต่งตัวเตรียมจะไปโรงเรียน
แม่บอกให้ผมถอดชุดนักเรียนออก
แล้วแม่ก็ปิดประตู
เสียงกุญแจลั่นกริ๊ก!



แม่ก็ไม่ยอมให้ผมไปไหนนับแต่นั้น
ผมต่อรองแม่ว่าขอไปอีกวันเดียวแม่ก็ไม่ยอม
ผมอยากเล่าให้เธอฟัง
ผมอยากบอกเธอ
ความลับของผม
ความลับของหัวใจ



ผมอยากออกไปข้างนอก
ออกไปค้นหาของมีค่ารเป็นเพื่อนแม่






เย็นนี้ก็จะครบรอบเวลาเกิดผมแล้ว

ผมเป็นชาวราศีกรกฎ
บางทีพ่ออาจจะอยู่ที่ดาราจักรนั้น
อยากรู้เหลือเกินว่าพ่อจะพาผมออกไปจากโลกวิธีไหน
ผมจะคุกเข่าอ้อนวอนพ่อให้พาแม่ไปด้วย


แม่ไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป







แม่ไม่ควรอยู่ร่วมดาวเดียวกับคุณอีกต่อไป!



ผมคือความรักสุดท้ายของแม่
ถ้าไม่มีผมหัวใจแม่จะแตกสลาย
ดาวจะแตกกระจาย
ผู้คนในรัศมีจะถูกสะเก็ดดาวได้รับบาดเจ็บ
คุณอาจได้รับบาดเจ็บ






วันนั้นแม่คงจะเตลิดไปอยู่ดาวอื่น
ไกลออกไปจากระบบสุริยะเป็นล้าน ๆ ๆ ๆปีแสง




ผมคิดถึงเธอ
เธอคงเป็นอีกคนที่จะทำให้ผมคิดถึงโลก
เธอเป็นคนเดียวในโรงเรียน
เธอเป็นคนเดียวในโลก
ที่คอยส่งสายตาสุกใสเหมือนดาวประกายพรึกมาทางผมเสมอ
คนเดียวในโลกที่ผมสามารถเงยหน้าขึ้นประสานตาได้นิ่งสนิท

บางทีพ่อของเธออาจเป็นมนุษย์ต่างดาวเหมือนพ่อของผม

พ่อของคุณล่ะ

พ่อของคุณล่ะ

พ่อของคุณเป็นใครหรือครับ







บางทีพ่อของเราอาจจะคนเดียวกัน



สวัสดี


สวัสดีครับ

สวัสดีครับคุณ...







ก็คุณนั่นแหละครับ
ผมขอโทษที่ไม่ได้กล่าวสวัสดีคุณตั้งแต่ตอนเริ่มต้น
สายเกินไปหรือยังที่ผมสวัสดีคุณตอนนี้
ท่าทางคุณใจดีออก คุณคงไม่ว่าอะไรกระมัง

ถ้าจดหมายฉบับนี้เดินทางมาถึงมือคุณได้เมื่อไหร่
แสดงว่าผมได้ย้ายไปจากโลกเรียบร้อยแล้วล่ะ

คุณรู้สึกถึงน้ำหนักของโลกที่เบาลงหรือเปล่า



คุณเป็นชาวโลกที่แสนพิเศษซึ่งผมเลือกจะเปิดเผยความลับ
และทันทีที่คุณอ่านจบ อย่าลืมคัดลอกต่ออีกสักสิบฉบับด้วยตัวบรรจง








อ๋อสิบฉบับก็พอครับผมไม่อยากรบกวนมาก
จากนั้นพับกระดาษจดหมายให้เป็นจรวดสิบลำ
พุ่งเข้าไปทางบานหน้าต่างที่..
ไร้เหล็กดัด







ไร้ม่าน









ไร้มุ้งลวด

หน้าต่างที่กำลังเปิดอยู่สิบบาน









พุ่งเข้าไปเลยครับ

พุ่งเข้าไปเลย!

คุณแค่พุ่งเท่านั้น
หลังจากนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสายลม
นะ

นะ








นะครับ

แล้วผมจะไม่ลืมพระคุณ

ขอให้คุณมีความสุขกับการคัดลอกมาก ๆ
มีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ในดาวโลกของคุณไปตราบนาน
มีความสุขกับการพุ่งจรวดกระดาษ
ลาก่อน

ลาก่อน












ลาก่อนครับ


กรกฎายน 2549


กรกฎายน				
19 มกราคม 2549 11:36 น.

ประตู

กรกฎายน

 
ประตู
โดย
กรกฎายน


เข็มนาฬิกากระดิกไปเรื่อย เวลานอนของผมเหลือน้อยลงทุกที 
อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าอีกแล้ว หลังไก่ขันผมมักนอนไม่หลับ นกบนต้นไม้นอกหน้าต่างร้องเสียงดัง

ดึกดื่นป่านนี้ผมกำลังทำอะไรอยู่นะ การบ้านน่ะสิวิชาเลขซะด้วทั้งยากทั้งเยอะ หัวปวดตึ้บไปหมดเลย จนต้องแว่บไปท่องยุทธจักรกับโก้วเล้งเสียพักใหญ่
ทั้ง ๆที่ไม่เป็นวรยุทธ์อะไรเลย 

ในที่สุดก็ต้องคลานออกมาจากโลกจำลองใบนั้นเพื่อพบกับความจริงที่มีแต่โจทย์และตัวเลข เวลาล่วงเลยไปมากแล้วผมจะทำเสร็จทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ 
ผมนึกอยากให้คืนนี้ยืดยาวออกไปอีก

พั่บ ! ไม่ไหวแล้ว ผมปิดสมุดวิชาเลข พอกันที นอนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยไปโรงเรียนแต่เช้าหาลอกของเพื่อนดีกว่า
คิดได้อย่างนั้นแล้ว ผมก็วางปากกา ปิดสมุด หนังสือ เดินหายเข้าในห้องน้ำ  ปิดไฟ กระโดดขึ้นเตียง จากนั้นเปลือกตาก็ปิดลง
แกะตัวแรกเดินทางมาถึงแล้ว คืนนี้จะมากันกี่ตัวก็ไม่รู้  กำลังจะอ้าปากนับ แต่แล้วก็ คร่อกกก หลับไปเสียก่อน ไม่รู้แกะจะน้อยใจหรือเปล่า
ที่ผมไม่อยู่คุยด้วย ขอโทษนะแกะ

ผมพบตัวเองยืนอยู่ในความมืด  ท่ามกลางวงล้อมของประตูทั้งสี่ทิศ ไม่รู้ว่าประตูสีอะไรบ้าง  พรึ่บ จู่ๆไฟก็สว่างขึ้น ผมค่อยๆหมุนตัวไปรอบๆปรายตาดูสีสันของประตูทีละประตู

ที่แท้ก็ "ประตูความฝัน" นี่เอง คืนนี้ ประตูบานไหนจะดูดผมเข้าไปล่ะเนี่ย เวลาผ่านไป แปลกจังคืนนี้ไม่มีประตูซักบานมีแรงดึงดูดเลยแฮะ
หรือว่า จะเป็นคืนพิเศษก็ไม่รุ้ บางทีประตูอาจจะต้องการให้ผมเปิดเดินเข้าไปด้วยตัวเองบานไหนก็ได้ตามใจชอบ ...หรือว่าจะไม่เดินเข้าไปดี  ความลังเลตามผมเข้ามาด้วยสะกิดผมถอยหลังกลับ
จะเกิดอะไรขึ้นที่หลังประตู พวกนั้นก็ไม่รู้ ไม่อยากจะเสี่ยงเลย ...แล้วกันความกลัวก็อยู่ด้วยเรอะ

ผมส่งยิ้มให้กับประตูหนึ่ง ไม่รู้ว่าสีอะไร  ประตูบานนั้นยิ้มตอบผมด้วยแน่ะ  รอยยิ้มนั้นดึงดูดผมเดินเข้าไปเหมือนละเมอ ... 


 เฮ่ย อย่าเพิ่ง ! เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว  ผมหยุดกึก สลัดหัวขับไล่มนต์เสน่ห์ของรอยยิ้มนั้น  
 เฮ้อ เกือบไปซะแล้ว ผมถอนหายใจก่อนกัดฟันยกขาเดินเลี้ยวไปเปิดประตูอีกบาน ประตูสีเปลือกมังคุด ใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้มเหมือนประตูบานอื่น ๆเขาช้อนตาเศร้าสร้อย เหมือนจะถาม  
นายแน่ใจง่ะ  ผมพยักหน้าเอื้อมมือผลักประตู

ข้างในหมอกควันหนาทึบ  ควันเข้าตาแสบจัง จนต้องหลับตาปี๋ ค่อย ๆยกขาเดินฝ่าเข้าไปแล้วก็ 
"ปัง" เสียงประตูปิดไล่หลัง ผมสะดุ้งเฮือก แต่ตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า

ผมพบกับตัวเองไม่เหมือนกับตัวเองสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของบรรยากาศหมอกควันหายไปหมดแล้วเห็นเพียงท้องฟ้าสีเทาร่างกายผมถูกคลุมด้วยเสื้อโค้ตตัวหนาตั้งแต่หัวจรดเท้า สวมรองเท้าบูธ สีขาวสีเดียวกับพื้นที่ยืนอยู่  
รอบ ๆตัวเต็มไปด้วยสีขาวพรืดสีขาวที่แสนเย็นเจี๊ยบ

มันเป็นทางรถไฟที่เหยียดยาวสุดตาพาดไปบนพรมสีขาวไปจนจรดขอบฟ้า
อีกด้านหนึ่งไม่มีสถานีไม่มีบ้านคนผมเดินไต่ไปตามรางเรื่อยๆลมเย็นๆพัดผ่านหน้าวูบวาบจนรู้สึกเจ็บชา ไกลออกไปจากรางรถไฟเป็นป่าสน ในป่าสนนั่น อาจจะมี พวกหมาป่า หรือไม่ก็หมี เดินสูดกลิ่นหาอาหารอยู่ท่อม ๆ ผมอาจมาที่นี่เพื่อเป็นอาหารของพวกมันก็ได้

แล้วนี่ผมมาเดินบนรางรถไฟทำไมกันล่ะ แล้วกำลังเดินไปไหนกันแน่  อ้าว นั่นตรงนั้น มีประตูแน่ะ ประตูสีบานเย็นซะด้วย  บนพื้นสีขาว มีแต่ประตูตั้งอยู่โดด ๆ ข้างหลังประตู ไม่ต่างจากหน้าประตู แต่ประตูยิ้มให้ผมแล้ว เฮ้อทำไมพวกประตูชอบยิ้มให้ผมนักก็ไม่รู้ ผมยิ้มตอบประตูแหย ๆ แล้วก็ลองเอื้อมมือไปเคาะประตู  แต่ไม่มีใครออกมาเปิดรับ 

ประตูไม่ได้ล็อค แฮะ ผมเอื้อมมือเปิด แอ๊ด-ข้างในเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ เหมือนหลังประตู บานที่ผมเปิดเข้ามาไม่มีผิด สงสัยจะเป็นประตูทางออก  แล้วนี่ได้เวลาที่ผมจะต้องกลับแล้วเหรอ ยังไม่ทันได้เห็นรถไฟวิ่งผ่านสักขบวน
แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่ายังทำเลขไม่เสร็จ ความคิดที่ว่าจะอยู่ต่อถูกสลัดทิ้งไปคนละทิศละทาง จนผมรู้สึกเสียดาย เสียงไก่ขัน ดั่งแว่วเข้ามาในหู ผมตัดสินใจลืมตา

ผมลุกขึ้นนั่งตรึกตรองความฝันแต่ก็นึกไม่ออกว่าจะตีเป็นเลขอะไรดี
พรุ่งนี้หวยจะออกแล้วด้วย รีบอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนดีกว่า 

แม่กับพ่อเลี้ยงยังไม่ตื่น ผมต้องรีบไปโรงเรียนเสียก่อนที่พวกเขาจะลุกขึ้น  ผมไม่อยากเห็นสีหน้า เย็นชาของชายผู้นั้น 
ผมไม่อยากได้ยินเสียงบ่นเป็นหมีกินผึ้ง กับเรื่องหยุมหยิมเล็ก ๆน้อย ๆของแม่

แต่งตัวเสร็จแล้ว เหม่อมองประตูสองบาน บานหนึ่งพาออกไปจากบ้าน  บานหนึ่งพาเข้าไปในครัว ผมตัดสินใจเปิดประตูบานที่พาผมเข้าไปในครัว  จัดการใส่สิ่งต่างๆลงไปในท้องจนเต็ม  ทีนี้ก็เริ่มเคลื่อนทัพได้แล้ว

ผมเดินมาถึงโรงเรียนก่อนใครเพื่อนเลยแฮะ หมาในโรงเรียนเห่ารับโบ๊งเบ๊ง เปิดประตูเข้าไปในห้อง เดินตรงไปยังโต๊ะประจำที่แยกตัวออกมาจากโต๊ะตัวอื่น ๆ มันห้อยเป็นไส้ติ่งอยู่ตรงแถวท้ายสุด  ผมนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างโดดเดี่ยว
และโต๊ะเองก็คงรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ต่างจากผม เรามีหัวอกเดียวกัน
ผมมักจะพบตัวเองอยู่โดดเดี่ยวเสมอ แม้แต่ในความฝันเมื่อคืน 


ผมหย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ แล้วก็...

"โอ๊ย" ผมร้องเสียงลั่น ทำให้นกที่ร้องจิ๊กจั๊ก อยู่บนชายคา กระพือปีกพึบพั่บ บินแห่ไปเกาะต้นไม้แทน
 ไอ้พวกเพื่อนสัปดน เอาตะปูเรือใบมาวางไว้บนเก้าอีกอีกแล้ว
ผมนึกด่าคนวางในใจขณะเก็บตะปูใส่ไว้ใต้โต๊ะรวมทั้งต่อว่าเก้าอี้โทษฐานที่ไม่ยอมบอก จากนั้นก็ย้อนกลับมาต่อว่าตัวเองที่ไม่ยอมดูตาม้าตาเรือซะบ้าง
แต่ผมก็ต้องขอบใจพวกมันล่ะ ก็พวกนั้นมันรู้เสียที่ไหนกันล่ะ ว่าผมน่ะแอบสะสมตะปูเรือใบอยู่จะเก็บเอาไว้ทำไมน่ะเหรอ อิอิ ความลับ ๆ

ผมนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พวกนกตัวเล็กกลับมาเกาะชายคาร้องเหมือนเดิม
อีกแล้ว คงเห็นว่าผมเป็นสัตว์เชื่องๆไม่มีพิษสงอะไร 

ขอบใจนะที่มาอยู่เป็นเพื่อน ผมเอ่ยบอกนกพวกนั้นด้วยสายตา

หลับตานึกถึงภาพความขาวโพลนเมื่อคืน แล้วก็รางรถไฟ ให้ตายเถอะผมอยากเห็นรถไฟเหลือเกิน ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง
อยากจะรู้ว่า ผู้โดยสารบนขบวนรถเยอะหรือเปล่า นัยน์ตาของผู้โดยสารบนนั้นมีสีอะไรบ้าง แววตาหม่นหมองหรือเปล่งประกาย ถ้าผมหันไปสบตากับเขา เขาจะทำหน้าแปลก ๆ หรือว่าจะยิ้มให้ และถ้าหาก ผมยืนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่บนราง ขณะรถไฟควบมาด้วยความเร็วสูงล่ะ คนขับรถไฟ จะทำหน้าแปลกประหลาดพิสดารแค่ไหน  ผมนึกถึงประตูอีกสามบานที่เหลือ ที่จะเลือกเปิดเข้าไปคืนนี้ 
บางทีผมอาจจะไม่กลับออกมาอีกเลยก็ได้ แม้ว่าไก่จะโก่งคอขันเรียกแล้วเรียกเล่า

ตะวันสายโด่ง ผมเดินไปเปิดหน้าต่างบานหนึ่ง  ไม่ยักเห็นเงาของใครสักคน เห็นแต่หมานอนอาบแดดกันระเกะระกะ  เฮ่ย! ผมเพิ่งนึกอะไรออก เมื่อวานนี้วันศุกร์นี่หว่า ถ้างั้นวันนี้ก็วันเสาร์แล้วตรูเจือกมาโรงเรียนทำไมฟระเนี่ย มองไปที่ประตูห้องเรียนที่เปิดแง้มอยู่น้อย ๆ
ไม่แน่ใจว่า จะเดินออกไปดีหรือเปล่า
เออ แต่ก็ดีเหมือนกัน ห้องเรียนวันเสาร์น่าเรียนเป็นบ้าผมพูดกับเก้าอี้


ลมจากหน้าต่างบานที่เปิดพัดเข้ามาเอื่อย ๆ ห้องเรียนเงียบฉี่  ผมชอบจัง อยากให้ห้องเรียนเงียบแบบนี้ทุกวันเลย 
ไม่ต้องมีครู ไม่ต้องมีนักเรียน ไม่มีตะปูเรือใบ  ผมคิด ๆ ๆๆ ๆ จนกระทั่งหนังตาเริ่มหย่อน และแกะตัวแรกปรากฎตัว
ขึ้นอย่าเงียบ ๆ จากนั้นก็ตัวที่สอง ...ที่สาม..สี่   
ชิ้ว ๆ ผมไล่เบา ๆ แต่แกะก็ยกโขยงกันมา   ...ห้า  ...หก
แล้วก็ ฟึบบบ! ผมหลุดเข้าไปในอึกมิติหนึ่งเรียบร้อย

ประตูสี่บาน ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ประตูสีบานเย็น สีดอกดาวเรือง สีกุหลาบ  สีเปลือกมังคุด  ใช่ สีเปลือกมังคุด ผมตัดสินใจผลักประตูบานนั้นเข้าไปอีกรอบ 

ถัดจากนี้ไป  ไม่รู้ว่าจะได้พบกับประตูอีกสักกี่บานกัน  อาจจะมีประตูสักบานหนึ่งที่พอเปิดเข้าไป ก็เห็นรอยยิ้ม ของแม่ ของพ่อเลี้ยงเผล่อยู่ ถ้าโชคดีหน่อยอาจจะได้พบกับรอยยิ้มของคุณ แต่ยิ้มของคุณคงจะหุบลงอย่างรวดเร็วเพราะว่าผมไม่ได้ยิ้มตอบ

ผมเดินทรงตัวอยู่บนรางรถไฟ หิมะกำลังตกปรอย ๆ  เนื้อตัวผมสั่นสะท้าน
ฟันกระทบกึกกัก 
นั่นไงประตูสีบานเย็นอยู่ตรงนั้น ผมวิ่งปุเลง ๆ ไปหาประตูอย่างเร็วจี๋ 
แต่ผลักก็แล้ว ถองก็แล้ว แต่ประตูไม่ยอมเปิด แถมยังทำหน้าเฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้
ปู๊นนนน
นั่น รถไฟมาแล้ว ยาวเหยียดเลย รถไฟวิ่งตรงมาด้วยความเร็วจี๋ จะรีบไปไหนนะ

ถ้าคุณเป็นคนขับรถไฟล่ะก็ คุณจะจดจำภาพนั้นติดตาไปจนตายทีเดียว
ภาพเด็กวัยเกือบรุ่น  ตัวเล็ก ๆ  ผอม ๆดำ ๆ ตัดกับหิมะสีขาวอย่างชัดเจน
ภาพร่างที่วิ่งออกไปประจันหน้า แลบลิ้นปริ้นตา พร้อมกับชูนิ้วกลางให้กับ คุณยิก ๆ นิ้วกลางอันเบ้อเริ่ม
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟกรกฎายน
Lovings  กรกฎายน เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟกรกฎายน
Lovings  กรกฎายน เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟกรกฎายน
Lovings  กรกฎายน เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงกรกฎายน