8 พฤศจิกายน 2547 20:24 น.
..ชาเย็น..
3.
แพรว...ยังไม่ตื่นอีกเหรอลูก เพ็ญแขเคาะประตูห้องลูกสาว เพราะเห็นว่าสายแล้วลูกสาวของตนก็ยังไม่ตื่นซะที
สักพักแพรวรรณจึงเดินมาเปิดประตูเพื่อพบผู้เป็นมารดาอย่างเหนื่อยอ่อน แพรวปวดหัวมากเลยค่ะ คงจะไปฝึกงานไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ เธอเอ่ยพลางเอามือกุมขมับตนเอง
เพ็ญแขจึงเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากลูกสาวก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ ตายแล้วลูก ตัวร้อนเป็นไฟเลย
แม่ช่วยบอกโสทีนะคะว่าแพรวไปฝึกงานไม่ไหว ให้โสบอกพี่วัฒน์ให้ด้วยนะคะแม่ เธอโอบกอดมารดาด้วยท่าทางอ้อนๆ
จ้ะ...แม่จะบอกโสให้นะ แล้วเดี๋ยวแม่จะเอาข้าวกับยามาให้นะ ไปนอนเถอะ พักผ่อนเยอะๆ จะได้หายเร็วๆ นะลูก แม่เธอยังคงเป็นห่วงเธอไม่เปลี่ยนแปลง เธอโชคดีที่สุดแล้วที่มีครอบครัวที่อบอุ่น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีพ่อก็ตาม หากแม่ก็ทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ให้เธออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ค่ะแม่ แพรวรรณยิ้มและรับคำก่อนจะเดินไปยังเตียงแล้วฟุบหลับอย่างหมดแรง
พี่วัฒน์คะ วันนี้แพรวไม่สบายค่ะ เลยมาฝึกงานไม่ได้ เค้าฝากให้โสมาบอกพี่น่ะค่ะ โสภิตาเอ่ยขึ้นเมื่อพบหน้าภควัฒน์
แล้วแพรวเค้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า ท่าทางเขากระวนกระวาย หากทำให้โสภิตาเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ ไข้ขึ้นน่ะค่ะ นอนพักก็คงหาย ดวงตาเธอหลุบลง ไม่กล้ามองหน้าเขา หากภายในใจเต็มไปด้วยความน้อยใจ และเธอก็รู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะน้อยใจเขา
งั้นเดี๋ยวเย็นนี้เราไปเยี่ยมแพรวกันนะ โสไปเป็นเพื่อนพี่ด้วยนะ ดวงตาเขาดูเป็นประกายขึ้นมาทันที ยังไงเธอก็ไม่สามารถเลิกชอบดวงตาคู่นี้ได้หรอก ถึงแม้ว่าจะเป็นเธอที่ชอบเขาข้างเดียวก็ตาม...
ค่ะ โสจะไปกับพี่วัฒน์ค่ะ เธอยิ้มรับ พยายามซ่อนดวงตาที่เศร้านั้นไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เสียงรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ทำให้เพ็ญแขต้องละมือจากการเตรียมอาหารเย็น แล้วออกไปดูว่ามีใครมา ก็บ้านเธอไม่ค่อยมีใครไปมาหาสู่มากนัก นอกจากโสภิตาเพื่อนของลูกสาวเธอ
สวัสดีค่ะแม่ โสภิตายกมือไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนจะแนะนำภควัฒน์ให้เพ็ญแขรู้จัก
แม่คะ นี่คุณภควัฒน์ค่ะ เป็นรองประธานบริษัทที่โสกับแพรวไปฝึกงานน่ะค่ะ
สวัสดีครับ เขาพนมมือไหว้อย่างสุภาพ
พี่วัฒน์กับโสมาเยี่ยมแพรวน่ะค่ะ แพรวเป็นยังไงบ้างคะ โสภิตาถามถึงอาการของเพื่อนรักอย่างห่วงใย
ดีขึ้นแล้วล่ะจ้ะ เพ็ญแขลูบหัวโสภิตาอย่างเอ็นดู ก่อนที่จะหันไปเอ่ยกับภควัฒน์
แต่เห็นแพรวเค้าว่าพรุ่งนี้จะขอหยุดอีกวันหนึ่งนะคะ
ไม่เป็นไรหรอกครับ ให้แพรวหายดีก่อนดีกว่าครับ ถ้ายังไม่หายแล้วรีบมาทำงาน ผมจะยิ่งเป็นห่วงมากกว่าครับ เขากล่าว หากสายตาก็ลอบมองหาผู้ที่ถูกพูดถึง
โสกับคุณวัฒน์นั่งคอยก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่จะไปบอกแพรวให้ เพ็ญแขเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของลูกสาว
เพ็ญแขหายไปสักพักก็กลับลงมาพร้อมแพรวรรณ ซึ่งท่าทางดีขึ้นเนื่องจากได้พักผ่อนมาทั้งวัน แม้จะยังไม่หายดีก็ตาม
สวัสดีค่ะ...พี่วัฒน์ เธอทักทายภควัฒน์ และไม่ลืมที่จะทักทายเพื่อน หวัดดีจ้ะโส เป็นไงบ้าง
โสน่าจะถามแพรวมากกว่านะประโยคเนี้ย โสภิตาอมยิ้ม ทำเอาแพรวรรณทำหน้าเหรอหรา
อ้าวเหรอ ภควัฒน์เองยังอดขำเธอไม่ได้
นี่พี่วัฒน์ตามมาหัวเราะแพรวถึงบ้านเลยเหรอคะ เธอแหวใส่เขา
ก็แพรวไม่ไปทำงานพี่ก็ไม่รู้จะหัวเราะใครนี่ เลยให้โสเค้าพามาเนี่ย เขาทำหน้าเจ้าเล่ห์
คุณวัฒน์... หนูโส... อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะจ๊ะ เพ็ญแขเดินเข้ามาในวงสนทนา ก่อนที่สงครามย่อยๆ จะเกิดขึ้นในบ้านของหล่อน
โสภิตารับอาสาช่วยเพ็ญแขล้างจานหลังจากที่ทานอาหารเสร็จ เพราะเห็นว่าเพื่อนไม่สบาย แพรวรรณจึงชวนภควัฒน์ออกมานั่งเล่นที่โต๊ะหินหน้าบ้าน
แพรว... เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
คะ แพรวรรณมองหน้าเขา
พี่เป็นห่วงแพรวมากนะ พอพี่รู้ว่าแพรวไม่สบายพี่ก็ร้อนใจ พี่อยากจะดูแลแพรวให้มากกว่านี้ เขาพูดพลางส่งสายตาแปลกๆ จนเธอสังเกตเห็นได้
ขอบคุณนะคะ แต่แพรวก็ดูแลตัวเองได้นี่คะ
เอ่อ...แพรวพอจะคบกับพี่ได้มั๊ย พี่รู้ว่าแพรวยังไม่มีใคร เขากล้าๆ กลัวๆ กับการที่จะต้องพูดประโยคนี้
ตอนนี้เราก็คบกันอยู่ไม่ใช่เหรอคะ เธอแกล้งเฉไฉ
พี่หมายความว่าคบกันแบบคนรักน่ะ พอจะได้มั๊ย...แพรว เขายังคงรุกเร้าเธอต่อ
เธอมองหน้าเขา ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างภควัฒน์ ซึ่งใครๆ ก็อยากจะเป็นแฟนกับเขา จะมาขอคบกับเธอ แต่แทนที่เธอจะดีใจอย่างผู้หญิงทั่วไปๆ หากเธอกลับคิดถึงคนๆ หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่คนที่อยู่ตรงหน้าเธอ
ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เธอคงไม่สามารถรับปากว่าจะคบกับเขาได้หรอก...
แพรวว่าเราคบกันแบบพี่แบบน้องไม่ดีกว่าเหรอคะ เธอปฏิเสธเขาอ้อมๆ เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจ
เขาก้มหน้าลงก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวัง พี่เข้าใจแล้วล่ะ...พี่คิดไปข้างเดียวจริงๆ
พี่วัฒน์...อย่าคิดมากสิคะ ยังไงแพรวก็ยังเป็นน้องสาวพี่นะ เธอปลอบเขาพลางเอื้อมมือไปแตะบนหลังมือเขา ทำให้เขากุมมือเธอไว้แน่น
เขาเงยหน้าขึ้นมองตาเธอ ด้วยสายตาที่ดูจริงจังกว่าทุกครั้ง พี่ตัดใจจากแพรวไม่ได้หรอก ยังไงพี่ก็จะรอแพรว แต่แพรวไม่ต้องคิดมากล่ะ พี่ไม่เร่งรัดแพรวหรอกนะ พี่รอได้ สำหรับแพรวพี่รอได้เสมอ
พี่วัฒน์...
เธอจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้นะ...แพรวรรณ...เธอจะปล่อยให้ผู้ชายดีๆ อย่างภควัฒน์ต้องจมปลักอยู่กับเธอไม่ได้นะ...
พี่วัฒน์อย่าทำอย่างนี้เลยค่ะ ยิ่งพี่วัฒน์ทำอย่างนี้ก็จะยิ่งทำให้แพรวรู้สึกผิดนะคะ หญิงสาวหน้าเสีย
แพรวอย่าห้ามพี่เลยนะ พี่ตั้งใจไว้แล้ว เขายังคงย้ำคำพูดเดิม
ถึงแพรวจะมีคนอื่นเหรอคะ เธอดึงมือกลับ ไม่กล้าสบตาเขา
ใคร...แพรวมีใครแล้วงั้นเหรอ เขาทำหน้าตกใจ และรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
แพรวรรณนิ่งเงียบไปพักนึงก่อนที่จะตอบเขา
ไม่มีหรอกค่ะ
เธอเองยังไม่แน่ใจกับคนในความคิดของเธอ
เขาลอบถอนหายใจก่อนจะเอ่ยขึ้น งั้นพี่ก็จะรอจนกว่าแพรวจะมีคนที่มาดูแลแพรวก็แล้วกัน ตกลงมั๊ย เขาส่งยิ้มให้เธอ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง แต่ไม่ทันที่เธอจะตอบอะไรโสภิตาก็เดินออกมาจากบ้าน และตรงมายังคนทั้งสอง
ว่าไงจ๊ะ โส ทำไมช้าจังล่ะ แพรวรรณเปลี่ยนเรื่องทันที พร้อมกับเขยิบออกห่างจากเขา
คุยกับแม่เพลินน่ะจ้ะ ความจริงเธอยืนแอบอยู่ตรงประตูนานแล้ว นานเสียจนที่เธอเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอรู้ดีว่าการที่เธอมาแอบฟังอย่างนี้เป็นการเสียมารยาท แต่เธอก็ห้ามใจไว้ไม่ได้ แม้จะรู้ว่ามันจะทำให้เธอเจ็บปวดหัวใจก็ตาม
กลับกันเถอะค่ะพี่วัฒน์ ให้แพรวเขาพักผ่อนเถอะนะคะ โสภิตาเอ่ยขึ้น เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงให้
ราบเรียบที่สุด
ภควัฒน์มองหน้าแพรวรรณ เขายังไม่อยากกลับตอนนี้เลย แต่ก็จริงของโสภิตา เขากวนใจเธอมามากแล้ว เขาควรจะให้เธอได้พักผ่อนบ้าง
งั้นพี่กลับก่อนนะ พักผ่อนมากๆ นะ พี่เป็นห่วง เขาว่าพลางขยับตัวลุกขึ้น
ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ โสด้วยนะ แล้วเจอกันจ้ะ แพรวรรณเดินไปจับแก้มเพื่อนเป็นการร่ำลา
หลังจากที่ทั้งสองคนได้ไหว้ลาผู้เป็นแม่ของแพรวรรณได้สักพัก เสียงรถก็แล่นออกจากบ้านไป
24 ตุลาคม 2547 15:51 น.
..ชาเย็น..
2.
แพรวรรณรู้สึกสนุกกับงานที่เธอทำ พี่ๆ ที่เธอฝึกงานอยู่ด้วยก็ใจดี คอยสอนและไว้ใจให้เธอได้ทดลองงานอย่างเต็มที่ โสภิตาเพื่อนเธอก็ดูมีความสุขดี ได้ตามภควัฒน์ไปทุกที่ และดูๆ ไปเขาก็เป็นคนดีทีเดียวล่ะ..เธอคงจะอคติกับเขาเกินไป
สายอีกแล้วเรา... แพรวรรณกึ่งเดินกึ่งวิ่งพร้อมๆ กับบ่นพึมพำกับตัวเอง และเมื่อมาถึงที่แผนกก็พบว่าพี่อาท พี่ที่คอยดูแลเธอกำลังยืนคุยอยู่กับใครคนหนึ่งอย่างออกรส เธอจำได้ว่าเขาเป็นเพื่อนรุ่นพี่กับภควัฒน์ เพราะพี่
อาทบอกเธออย่างนั้น และเธอก็สะดุดตาเขาด้วยความที่เขาเป็นผู้ชายที่สูงและตัวใหญ่ ยังไม่ทันที่เธอจะเดินเข้าไป พวกเขาก็จบบทสนทนา เขาคนนั้นที่ยืนคุยกับพี่อาทอยู่เมื่อครู่ก็เดินผละออกมา เอ๊ะ..แล้วเขาเดินตรงมายังเธอทำไมเนี่ย...
สวัสดีครับ...วันนี้ขอให้ทำงานให้สนุกนะครับ หรือถ้าเบื่อเดี๋ยวพี่โทรมาคุยด้วยเอามั๊ย เขากล่าวกับเธออย่างอารมณ์ดี แต่เล่นเอาเธองง ก็เธอไม่รู้จักเขาซะหน่อย แต่เขากลับเข้ามาทักอย่างกับคนรู้จักกันงั้นแหล่ะ
อ๋อ...ไม่เป็นไรค่ะ แพรวรรณตอบกลับไปอย่างอ่อนน้อม ด้วยความที่เขามีอายุมากกว่าเธอมาก
งั้นพี่ไปก่อนนะ ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกนะ พูดจบเขาก็โบกมือลาเธอแล้วเดินจากไป
แพรวรรณเดินตรงเข้าไปหาอาทด้วยอาการที่ยังงงไม่หาย พี่อาทคะ นั่นเพื่อนคุณวัฒน์ใช่มั๊ยคะ เธอหันไปมองเขาคนนั้นที่ยังคงเห็นหลังอยู่ลิบๆ
ใช่..พี่เอกน่ะ ทำไมเหรอ อาทเหลือบตามองตามแพรวรรณก่อนที่จะหันมาถามเธอกลับ
ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่เค้าดูแปลกๆ นะ เธอยิ้มแหยๆ
เค้าเป็นคนพูดเก่ง อารมณ์ดี และก็มุขเยอะ... อาทลากเสียงยาว
แล้วเค้าทำงานที่นี่เหรอคะ เธอยังคงซักไม่หยุด
เค้าเป็นทนายประจำบริษัทเราน่ะ แต่เค้าจะไปอยู่ประจำที่บริษัททนายความของเค้ามากกว่า อยู่ใกล้ๆ กับบริษัทเราเนี่ยแหล่ะ ว่าแต่ว่าแพรวไม่มีปัญหาอะไรกับเค้าแน่นะ อาทเริ่มสงสัยแพรวรรณหลังจากที่ถูกสัมภาษณ์มาซะหลายคำถาม
ค่ะๆ ก็เห็นเค้าบ่อยน่ะค่ะ เลยถามดู แค่นี้ก็ทำให้เธอได้ข้อมูลมากพอแล้วล่ะ...
มื้อเที่ยงนี้ภควัฒน์รับอาสาเลี้ยงข้าวแพรวรรณและโสภิตาอีกตามเคย ตอนนี้พวกเธอสนิทและรู้จักเขามากกว่าครั้งแรกที่พวกเธอได้เข้ามาฝึกงาน ภาพพจน์ที่ไม่ดีในสายตาของแพรวรรณก็ค่อยๆ หายไปจนหมด
จริงๆ แล้วพี่วัฒน์ไม่ต้องเลี้ยงข้าวพวกเราบ่อยๆ อย่างนี้ก็ได้นะคะ พวกเราเกรงใจน่ะค่ะ โสภิตาเอ่ยขึ้นในขณะที่รถกำลังแล่นสู่บริษัทโดยมีภควัฒน์เป็นสารถี
จะต้องเกรงใจทำไมล่ะ คนกันเองแท้ๆ ภควัฒน์ตอบกลับมา แต่ตายังคงมองตรงไปยังท้องถนนที่มีรถค่อนข้างมาก คนพวกนี้คงกำลังจะกลับเข้าไปทำงานเหมือนเขา... จะออกมาทำไมกันนักนะ ข้าวในบริษัทไม่มีกินหรือยังไง... เขาแอบคิดในใจ แต่เขาก็เป็นหนึ่งในนั้นนี่นะ...
อย่างนี้ถ้าเราฝึกงานที่นี่ไปตลอดก็ดีสิ จะได้มีคนเลี้ยงข้าวตลอดเลยเนอะโส แพรวรรณยังคงไม่เลิกกวนก็มันเป็นนิสัยของเธอนี่...
ภควัฒน์เหลือบมองเด็กสาวเจ้าของน้ำเสียงกวนๆ จากกระจกส่องหลัง แล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้กับหน้าตาที่น่าเอ็นดูของเธอ ยิ่งได้รู้จักเธอ ก็ยิ่งทำให้เขาชอบเธอมากขึ้น
จ้า...จะให้พี่เลี้ยงตลอดไปเลยก็ได้นะ เขาเหลือบมองแพรวรรณสลับกับมองถนนตรงหน้า
โสภิตามองเขาอยู่ตลอด และเธอก็รู้ดีว่าเขาคงจะสนใจเพื่อนเธออยู่ไม่น้อย เพราะทุกครั้งที่เขาได้พบและพูดคุยกับแพรวรรณ เขาจะดูร่าเริงและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ต่างจากเวลาที่อยู่กับเธอ เขาจะดูเครียดๆ และไม่ค่อยพูดจาหยอกล้อเธอเหมือนแพรวรรณ แต่เธอก็ยังคงชอบเขาอยู่ดี
แพรวกับโสไม่รบกวนพี่วัฒน์ขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่สามเดือนเท่านั้นแหล่ะ แพรวรรณยังคงพูดคุยกับเขา
สามเดือน...นี่ก็เหลือเวลาอีกสองเดือนสินะที่เขาจะได้เห็นและได้พูดคุยกับเธอแบบนี้ ถ้าพ้นสามเดือนนี้ไปเขาคงจะเหงาน่าดู
อาทิตย์หน้าแพรวก็ต้องมาเป็นเลขาฯ ให้พี่ใช่มั๊ย เขาเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
ค่ะ แพรวรรณพยักหน้า
งั้นพี่คงหูชาแน่เลย เขาพูดปนหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า
โห...โสดูเจ้านายของโสสิ มาว่าแพรวพูดมาก แพรวรรณเขย่าแขนเพื่อน เพราะเห็นว่าโสภิตานิ่งเงียบมาตลอดทาง ใช่สิ...แพรวไม่เรียบร้อยเหมือนโสนี่ แพรวว่าโสน่ะเหมาะที่จะเป็นเลขาฯ ที่สุดแล้ว หน้าตาก็กินขาด เห็นด้วยมั๊ยล่ะคะพี่วัฒน์
หืม... เขาสะดุ้งนิดหน่อย ก็เล่นถามกันแบบนี้ และเขาก็พอจะดูออกว่าโสภิตาคิดยังไงกับเขา และเขาก็ไม่ใช่คนที่เข้าข้างตัวเองด้วย
ก็คงงั้นมั้ง ดูเขาจะไม่ค่อยใส่ใจกับคำตอบมากนัก แต่มันก็ทำให้โสภิตายิ้มออกมาได้
แพรวรรณนั่งรอภควัฒน์ใน Coffe Shop ชั้นล่าง วันนี้เธอต้องออกไปงานสัมมนากับเขา คาเฟอีนในกาแฟช่วยให้เธอกระปรี้กระเปร่าขึ้น เธอทอดสายตาออกไปข้างนอก เพลิดเพลินกับบรรยากาศภายนอก ซึ่งทำให้เธอไม่เบื่อหน่ายกับการรอคอย
ขอทานกาแฟด้วยคนได้มั๊ยครับ
เสียงนี้ทำให้แพรวรรณถึงกับสะดุ้ง ก็เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่เชียว
นั่งด้วยคนนะครับ เจ้าของเสียงโน้มตัวลงมาจ้องหน้าเธอเพื่อรอคำตอบ ทำให้เธอเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน เพื่อนของภควัฒน์อีกแล้วเหรอเนี่ย... หน้าตาของเขาก็ธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นนัก และดูจะแก่กว่าภควัฒน์อีกด้วย หากแววตาของเขานี่สิ ทำไมมันถึงทำให้เธอขนลุกได้นะ...
และยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรออกไป เขาก็เลื่อนเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้าเธอ ก่อนที่จะหย่อนตัวลงนั่ง
ทำไมมานั่งคนเดียวล่ะครับ เขาเอ่ยขึ้นหลังจากที่ได้สั่งกาแฟร้อนเรียบร้อยแล้ว หากสายตาก็ยังคงจ้องมองมาที่เธออย่างไม่ลดละ เธอไม่เคยถูกใครมองด้วยสายตาอย่างนี้มาก่อน มันหยาดเยิ้มเสียจนทำให้เธอรู้สึกขนลุกและตัวเบาหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก เขาว่าสายตาคนเราสามารถสื่อความในใจได้ เธออยากจะรู้นักว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่...
อ๋อ..รอพี่วัฒน์น่ะค่ะ วันนี้ต้องออกไปสัมมนากับพี่เค้า เธอตอบออกไป ก่อนที่จะหันไปสนใจกับต้นไม้และดอกไม้ที่บานสะพรั่งเหมือนกำลังยิ้มทักทายเธออยู่ภายนอก จะหาว่าเธอไม่สนใจเขาไม่ได้หรอกนะ ก็เธอไม่อยากจะสบตาเขาให้ประหม่าไปมากกว่านี้นี่... แค่นี้เธอก็จะแย่อยู่แล้ว แพรวรรณนะแพรวรรณ...เธอไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่...
ดอกไม้สวยดีนะครับ เขาเห็นว่าเธอกำลังสนใจดอกไม้อยู่ จึงชวนเธอคุย
ค่ะ เธอยังคงไม่กล้าสบตาเขาอยู่ดี
ชอบมั๊ยครับ เขามองหน้าเธอ
ชอบค่ะ สวยดี เธอละสายตาจากดอกไม้มาที่เขา เนื่องจากทนความอึดอัดไม่ไหวกับการสนทนาที่ต้องหลบสายตาอย่างนี้
แต่อีกหน่อยมันก็จะเหี่ยว ดอกไม้มันก็เหมือนกับคนเรา ที่ต้องมีวันแก่ จริงมั๊ยครับ เขายิ้มน้อยๆ เหมือนต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง
ก็คงจริงมั้งคะ เธอยิ้มให้เขา และกล้ามองตาเขามากขึ้น
น้องชื่อแพรวใช่มั๊ยครับ
เขารู้จักชื่อเธอด้วยแฮะ...
ค่ะ เธอพยักหน้า
มีคนเคยบอกแพรวหรือเปล่าว่าตาแพรวเหมือนยู่ยี่เลย เวลามองน่ะ ท่าทางเขาดูตื่นเต้น จนทำให้เธออดขำไม่ได้ เขาเป็นคนตลกจริงด้วย นี่คงจะเป็นมุขด้วยสินะ...
แพรวว่ายับเยินซะมากกว่าค่ะ เธอกล้าพูดเล่นกับเขามากขึ้น ดูๆ ไปเขาก็น่ารักดี เป็นผู้ใหญ่ที่ตลกดี
จริงๆ นะ พี่ไม่ได้พูดเล่น เขายังคงย้ำ แต่ทำเอาเธอขำ ตาเราเนี่ยนะเหมือนยู่ยี่...
นั่นแพรวเจาะหูสองรูเหรอ เขามองมาที่ติ่งหูข้างซ้ายของเธอ ทำให้เธอจับที่หูของตัวเอง ก็ไม่เห็นแปลกสักหน่อย...
สามรูเลยนี่ ท่าทางเขาดูตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อเห็นว่าที่ใบหูของเธอซึ่งได้ถูกปอยผมปิดอยู่เมื่อครู่ก็มีต่างหูใส่อยู่ และยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรออกมา เขาก็เอ่ยขึ้น เซ็กซี่จัง
น้ำเสียงของเขาช่างอ่อนหวานและนิ่มนวล ไม่ว่าเขาจะพูดจริงหรืออำเธอเล่นก็ตาม แต่มันก็ทำให้เธอต้องหลบสายตาเขามองแต่ถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับพวงแก้มที่แดงระเรื่อขึ้นมา
แพรว เขาเรียกชื่อเธอ ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขา
อยากมีทนายส่วนตัวมั๊ย เขาพูดพร้อมส่งสายตามาที่เธอ นี่เขาคิดจะแกล้งเธอไปถึงไหนกัน เขาสนุกนักหรือยังไงที่ทำให้ใจเธอเต้นแรงขนาดนี้
ในขณะที่แพรวรรณกำลังอึ้งอยู่นั้น ภควัฒน์ก็เดินเข้ามา
อ้าวพี่เอก เขาทักเพื่อนรุ่นพี่ก่อนที่จะยิงคำถาม ทำไมมานั่งคุยกับแพรวได้ล่ะ
พี่เห็นแพรวนั่งอยู่คนเดียว ก็เลยมาชวนคุยน่ะ เอกทิวาห์ตอบกลับไป หากสายตายังคงมองมาที่
แพรวรรณ
อืม...ผมต้องไปก่อนนะ มีสัมมนาน่ะ แล้วค่อยคุยกันนะพี่เอก ภควัฒน์กล่าวลา ก่อนที่จะสะกิดแพรวรรณ ไปเถอะแพรวเดี๋ยวจะไม่ทัน
ค่ะ เธอพยักหน้ารับ แล้วหันมากล่าวลาคู่สนทนาเมื่อครู่ แพรวไปก่อนนะคะ
เอกทิวาห์ยิ้มรับ บายนะครับ แววตาของเขายังคงเหมือนเดิม มองเธออย่างไม่เกรงใจกันบ้างเลยว่าคนถูกมองจะว้าวุ่นในหัวใจขนาดไหน เขาเป็นคนแรกที่ทักเธอว่าดวงตาเธอเหมือนยู่ยี่ ทักหูของเธอ ชมเธอว่าเซ็กซี่ และจู่ๆ ก็มาขอเป็นทนายส่วนตัวให้เธอ เธอรู้...เขาอาจจะพูดเล่นก็ได้ แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกดีทีเดียว
21 ตุลาคม 2547 19:03 น.
..ชาเย็น..
1.
ติ๊ดๆๆๆ...ติ๊ดๆๆๆ...
เสียงนาฬิกาปลุกเริ่มทำงาน... แต่แล้วเสียงก็เงียบหายไป หลังจากถูกมือของใครบางคนสั่งให้มันหยุดร้อง
...เจ้าของนาฬิกายังคงนอนหลับอย่างสบายใต้ผ้าห่มผืนหนาบนเตียงนุ่มๆ นั้น
ไม่นานนักจิตใต้สำนึกก็สั่งให้เธอตื่นจากนิทราที่แสนหวาน เพียงเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เธอต้องไปฝึกงาน...
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างงัวเงีย เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วตรงไปที่ห้องน้ำเพื่อชะล้างทำความสะอาดร่างกาย ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่มนุษย์ทุกคนพึงกระทำ
น้ำอุ่นไหลผ่านร่างกายหญิงสาว อากาศตอนเช้ากับการได้อาบน้ำอุ่นๆ ทำให้เธอรู้สึกสบายยิ่งนัก หากไม่มีเสียงของผู้เป็นมารดาแว่วมา... เธอเอื้อมมือหมุนปิดฝักบัว แล้วหยิบผ้าเช็ดตัวมาพันกาย ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
แพรว... โสเค้ามารอแล้วนะลูก มัวทำอะไรอยู่เดี๋ยวก็พากันสายหรอก เพ็ญแขบอกลูกสาว เพราะรู้นิสัยลูกตนเองดี ถ้าไม่คอยเร่งแพรวรรณจะต้องสายอีกตามเคย ถึงแพรวรรณจะคอยบอกอยู่เสมอว่าเธอโตแล้ว แต่ก็แน่ล่ะที่ผู้เป็นแม่ทุกคนย่อมเห็นว่าลูกตนเองเป็นเด็กอยู่เสมอ
แพรวรรณโผเข้าหาผู้เป็นมารดา ก่อนจะทำท่าประจบ แม่บอกให้โสรอแพรวก่อนนะคะ เดี๋ยวแพรวแต่งตัวเสร็จแล้วจะรีบลงไปเลย นะคะ...
โตแล้วนะเรา... ต้องมีความรับผิดชอบได้แล้วนะ เพ็ญแขสั่งสอนลูกก่อนที่จะเดินจากไป
ทราบแล้วค่ะ...ท่านแม่ แพรวรรณรับคำ ปิดประตูห้องแล้วเริ่มจัดการกับเสื้อผ้าที่เตรียมไว้อย่างรีบร้อน
สักพักหญิงสาวในชุดนักศึกษาก็รีบพาร่างตัวเองลงบันได แล้วตรงเข้าไปหาเพื่อนที่ห้องรับแขกทันที ในขณะที่โสภิตากำลังนั่งคุยอยู่กับมารดาของเธอ
โส ไปกันเถอะ เธอดึงมือเพื่อนสนิทให้ลุกขึ้น แล้วเข้าไปหอมแก้มมารดาก่อนจะเอ่ยลา แพรวไปก่อนนะคะแม่ สวัสดีค่ะ โสภิตาเดินตามเพื่อนสาวหลังจากที่ได้ลามารดาของเพื่อนเรียบร้อยแล้ว
เสียงรถแล่นออกจากบ้าน โสภิตาเป็นเพื่อนกับลูกสาวของตนตั้งแต่เรียนอยู่มัธยม เพื่อนลูกสาวของเธอคนนี้เป็นเด็กเรียบร้อยหัวอ่อน และขี้เกรงอกเกรงใจเป็นอย่างมาก ทุกๆ วันโสภิตาจะขับรถมารับและส่งลูกสาวตน เพราะบ้านของโสภิตาอยู่ทางเดียวกับบ้านของเธอ ทางบ้านของโสภิตาเรียกได้ว่ามีอันจะกินเลยทีเดียว ต่างจากเธอซึ่งมีฐานะไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็ไม่ขัดสน เธอเองก็เป็นแค่หญิงหม้ายคนหนึ่งที่สามีเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พ่อของแพรวรรณเป็นทหารอากาศ แพรวรรณมีนิสัยเหมือนพ่อไม่มีผิด ความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ออกจะหัวรั้น ทำให้เธอค่อนข้างเป็นห่วงลูกสาวคนนี้มาก แต่แพรวรรณก็ไม่เคยทำให้เธอต้องผิดหวังเลย เพ็ญแขหวังว่าลูกสาวของเธอจะพบแต่เรื่องที่ดีในชีวิต พบกับคนที่ดีที่รักและเป็นห่วงลูกสาวของเธอไม่ต่างไปจากเธอ
แพรวรรณและโสภิตาก้าวเท้าลงจากรถที่จอดสนิท พวกเธอกำลังจะได้เข้าไปหาประสบการณ์ในบริษัทโฆษณาที่ถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีประธานบริษัทเป็นเพื่อนกับบิดาของโสภิตา ทำให้เธอทั้งสองแทบจะไม่ต้องมาติดต่ออะไรมากมาย และนี่ก็เป็นวันแรกที่พวกเธอได้เข้ามาในที่แห่งนี้
แพรวรรณเดินเข้าไปหาประชาสัมพันธ์เพื่อสอบถามถึงจุดมุ่งหมายของเธอและเพื่อน ขอโทษนะคะ...จะมาติดต่อคุณภควัฒน์ค่ะ
ติดต่อเรื่องอะไรคะ ประชาสัมพันธ์สาวถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
เรื่องฝึกงานค่ะ แพรวรรณตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน
อ๋อ..ค่ะ..เชิญที่ชั้น 14 เลยค่ะ พอออกจากลิฟท์แล้วเลี้ยวซ้ายห้องสุดท้ายเลยนะคะ ประชาสัมพันธ์อธิบายอย่างเป็นกันเอง
ขอบคุณนะคะ แพรวรรณและโสภิตากล่าวขอบคุณพร้อมกัน ก่อนที่จะพากันขึ้นลิฟท์ไปยังห้องของคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบการฝึกงานของพวกเธอครั้งนี้
เขาคงจะมีอายุห่างจากพวกเธอหลายปี และคงจะเป็นคนที่สำอาง ก็มีพ่อเป็นถึงประธานบริษัทโฆษณาที่มีชื่อเสียงขนาดนี้ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เป็นถึงรองประธาน
แพรวรรณคิดได้ไม่นาน เธอและเพื่อนก็มาถึงห้องของเขา ซึ่งมีเลขาฯ อยู่หน้าห้อง และเป็นผู้ที่พาพวกเธอเข้าไปในห้องที่เป็นที่อยู่ของรองประธานบริษัทแห่งนี้
เชิญนั่งก่อนครับ คำพูดประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากเขา ในขณะที่เจ้าของเสียงก้มหน้าก้มตาจัดการกับเอกสารที่อยู่ตรงหน้า ทำให้แพรวรรณยิ่งอยากเห็นหน้าเขาชัดๆ ขึ้น แต่ไม่ทันที่เธอจะทำอะไรเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เขาก็เงยหน้าขึ้นเพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบการฝึกงานของนักศึกษาที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา คิ้วเข้มได้รูป ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกและริมฝีปากรับกับใบหน้า ผิวพรรณที่ดูสะอาด ท่าทางเขาดูไม่ใช่หนุ่มเจ้าสำอางอย่างทีเธอคิด ก็เหมือนกับผู้ชายทั่วๆ ไป จัดได้ว่าเป็นผู้ชายที่หล่อมากเลยทีเดียว แต่หน้าตากับนิสัยอาจจะไปกันคนละทางเลยก็ได้
แพรว... โสภิตาสะกิดเพื่อน เพื่อที่จะให้ยกมือไหว้ผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า ทำให้แพรวรรณสะดุ้งทำหน้าเหรอหรา เป็นเหตุให้เขายิ้มนิดๆ ที่มุมปาก ยังไม่ทันไรเธอก็ทำเรื่องเปิ่นๆ ให้เขาเห็นแล้ว แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะต้องมาขำเธอด้วยล่ะ เก๊กต่อไปก็ได้นี่ ...
คุณเป็นนักศึกษาที่จะมาฝึกงานกับบริษัทเราใช่มั๊ย ใบหน้าของเขากลับเข้าสู่สภาวะเดิม แพรวรรณก็ยังคงอายเขาอยู่ดี แต่ก็แกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนโสภิตาก็มัวแต่นั่งจ้องหน้าเขาเหมือนจะเก็บรายละเอียดไว้ให้มากที่สุดอย่างนั้นแหล่ะ
ค่ะ ฉันชื่อโสภิตาค่ะ ส่วนนี่...แพรวรรณค่ะ โสภิตาแนะนำตัวเองและเพื่อน
ผมภควัฒน์ครับ เป็นลูกคุณอภิวัฒน์ คุณพ่อให้ผมดูแลพวกคุณแทนท่านน่ะครับ เขาเอ่ยอย่างเป็นกันเอง เพื่อให้พวกเธอไม่อึดอัดเวลาอยู่ต่อหน้าเขา
เรียกผมว่าวัฒน์ก็ได้นะครับ แล้วจะให้ผมเรียกพวกคุณว่ายังไงดี เขามองหน้าแพรวรรณเพื่อรอคำตอบ
แพรวค่ะ แพรวรรณตอบเสียงเรียบ
แพรว เขาทวนคำแล้วเบนสายตามาที่โสภิตา แล้วคุณล่ะครับ
เรียกโสว่าโสก็ได้ค่ะ โสภิตาตอบด้วยน้ำเสียงที่ผิดกับเพื่อนของเธอ
โสภิตาท่าทางเรียบร้อย ต่างจากเพื่อนเธอ...แพรวรรณ ถึงแม้ว่าออกจะเปิ่นไปหน่อย แต่ก็เป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเอง ผู้หญิงอย่างนี้แหล่ะที่เขาชอบ
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น เดี๋ยววันนี้ผมจะพาพวกคุณไปแนะนำให้ทุกคนรู้จักในฐานะนักศึกษาฝึกงานนะครับ แล้วก็จะพาดูบริษัทโดยรวมก่อน... แล้วตอนบ่ายค่อยจัดให้พวกคุณไปอยู่ตามแผนก เชิญครับ... เขาลุกขึ้นและก้าวเท้าเดินนำพวกเธอออกจากห้อง แล้วหันไปบอกกับเลขาฯ หน้าห้อง เดี๋ยวผมจะเข้ามาอีกทีตอนบ่ายนะครับ
แพรวรรณและโสภิตาเดินตามภควัฒน์ ผู้ที่ชื่อได้ว่าเป็นรองประธาน แต่เวลาที่เขาคุยกับพนักงานของเขา เขาดูเป็นกันเองมาก ไม่วางอำนาจอย่างที่แพรวรรณคิด และดูเหมือนว่า สาวๆ ในบริษัทจะคลั่งไล้เขามากเลยทีเดียว ก็เขาออกจะหล่อ แถมรวยอีกต่างหาก สมบูรณ์แบบขนาดนี้ผู้หญิงคนไหนก็ต้องหมายปองเป็นธรรมดา แต่เว้นเธอไว้คนหนึ่งแหล่ะ... เธอไม่ได้ดูคนจากภายนอก ผู้ชายที่เธอชอบต้องเป็นคนดี แล้วก็รักเธอด้วยความจริงใจ แต่โตจนป่านนี้แล้วเธอก็ยังไม่เจอคนๆ นั้นเลย
ผมขอเลี้ยงมื้อเที่ยงพวกคุณเองนะครับ เขาหันมาเอ่ยกับพวกเธอ หลังจากที่ได้พาพวกเธอไปดูงานในบริษัท และพูดดักก่อนที่แพรวรรณจะปฏิเสธ ไม่ต้องปฏิเสธนะครับ เพราะเป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องดูแลพวกคุณ
ขอบคุณนะคะ...โสกับแพรวคงต้องรบกวนคุณวัฒน์อีกเยอะเลยค่ะ โสภิตากล่าวขอบคุณพร้อมกับโค้งตัวเล็กน้อย ทำให้แพรวรรณอดหมั่นไส้เขาไม่ได้ เชอะ! ใครเค้าอยากจะไปกินข้าวด้วยล่ะ
คุณวัฒน์เค้าดีเนอะ.. โสภิตาหันมามองหน้าเพื่อนนิดนึงก่อนที่จะหันไปขับรถต่อ
อืม..ก็งั้นๆ แหล่ะ แพรวรรณเบะปากพร้อมกับยักไหล่นิดๆ
งั้นๆ ที่ไหนกันล่ะ ดีมากเลยล่ะ หล่อก็หล่อ แถมนิสัยดีด้วยนะ โสภิตายังคงปลื้มกับคนที่เธอพูดถึง
อะไรกันโส นี่เธอเพิ่งเจอเค้าวันเดียวเองนะ รู้ได้ไงว่าเค้านิสัยดี ชอบเค้าหรือเปล่าเนี่ย แพรวรรณถึงกับเบนตัวเข้ามาถามเพื่อนใกล้ๆ
บ้า..ไม่ได้ชอบนะ ก็..ก็แค่ชื่นชม..ชื่นชมน่ะ โสภิตาผลักแพรวรรณเบาๆ
ค่อยยังชั่ว..นึกว่าชอบเค้าแล้วซะอีก แพรวเป็นห่วงโสน่ะ ของอย่างเนี้ยต้องดูกันนานๆ นะ แพรวรรณสอนเพื่อน
พูดไปถึงโน่น โสยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้นซะหน่อย ทำตัวเป็นแม่แก่ไปได้ โสภิตาหัวเราะคิกคัก ทำให้
แพรวรรณอดเขกหัวเพื่อนเธอคนนี้ไม่ได้ จนถูกเพื่อนเธอโวยกลับ โอ๊ย..นี่โสขับรถอยู่นะ เดี๋ยวก็ปล่อยให้ลงตรงนี้ซะเลย
จะทิ้งคนน่ารักขนาดนี้ได้ลงคอเหรอจ๊ะ สาวน้อย แพรวรรณออดอ้อน จนโสภิตาอดขำไม่ได้
จ้า..แม่คนน่ารัก แล้วทำไมวันนี้แพรวขอทำงานออกแบบโฆษณาก่อนล่ะ โสภิตาถามเหตุผลของเพื่อนที่เสนอตัวขอทำงานที่ว่านั้นก่อน หลังจากที่ภควัฒน์ให้เลือกระหว่างอยู่ฝ่ายออกแบบโฆษณากับเป็นเลขาฯ ให้เขา
จะให้แพรวไปเป็นเลขาฯ เค้าเนี่ยนะ มีหวังเละให้โสเป็นก่อนแหล่ะดีแล้ว โสภิตากลุ้มใจกับเพื่อนเธอคนนี้เสียจริง ท่าทางคงจะไม่ชอบหน้าเขาจริงๆ เธอรู้นิสัยเพื่อนเธอคนนี้ดี แต่ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆกับเขามากขึ้น...
20 ตุลาคม 2547 21:00 น.
..ชาเย็น..
ก่อนหน้านี้...ฉันเฝ้าตามหาผีเสื้อ แมลงที่มีสีสันสวยงามตัวหนึ่ง ซึ่งฉันเชื่อว่าคงมีใครอีกหลายคนที่เฝ้าตามหาเช่นเดียวกับฉัน และถ้าใครเคยอ่านบทความบทหนึ่งที่ฉันเคยเขียน (ผีเสื้อ-ความรัก) ก็คงพอจะเข้าใจ ในบทความนั้น ฉันได้เปรียบเทียบ ความรัก ที่ฉันเฝ้าตามหากับ ผีเสื้อ
คุณเคยวิ่งไล่จับผีเสื้อมั๊ยล่ะ? ยิ่งเราวิ่งไล่ตามมันเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งบินหนีเราไกล...ไกลออกไปทุกที ใช่...ฉันเคยทำมาแล้ว จนบางทีมันก็ทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อย พอกันที...ฉันไม่อยากวิ่งไล่มันให้เหนื่อยอีกต่อไปแล้ว ฉันขอหยุดพักและอยู่เฉยๆ บ้าง และคอยเฝ้ามองมัน...เท่านั้น แต่แล้ว...ผีเสื้อตัวนั้น ที่ฉันคอยวิ่งไล่ตามอย่างยากเย็นก็ได้บินเข้ามาหาฉัน โดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ดูเอาเถอะ...คิดจะแกล้งกันหรือยังไง! ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร และมันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้ฉันมีผีเสื้อที่แสนสวย นั่นก็คือ ความรัก ที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างฉันและเขา ฉันถึงบอกว่าความรักก็ไม่ต่างอะไรกับผีเสื้อเลย...
ต่อจากนั้น...ความรู้สึกที่ตามมาก็คือ งง-ไม่อยากเชื่อ-สับสน และสุดท้าย ความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวฉันมากกว่าความรู้สึกใดๆ ก็คือ ความกลัว ฉันกลัวต่างๆ นานา กลัว...ว่ามันจะไม่ใช่ความจริง กลัว...ความผิดหวัง กลัว...การถูกทอดทิ้ง และกลัว...การหลอกลวง อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งหาว่าฉันบ้าล่ะ... ฉันแค่สับสน...ก็เท่านั้น เพราะว่ามันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วเสียจนฉันแทบตั้งตัวไม่ติด แต่เมื่อคิดๆ ดูแล้ว ฉันก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่จะช่วยฉันให้หายสับสนได้ และคงจะช่วยให้อะไรหลายๆ อย่างดีขึ้น สิ่งนั้นก็คือ เวลา ฉันคงต้องการเวลาสำหรับเขา...และตัวฉันเอง
เขาถามฉันว่า...ฉันรู้สึกยังไง ฉันเองก็ไม่แน่ใจกับความรู้สึกของตัวเองเหมือนกัน ฉันจึงให้คำตอบเขาไปแค่คำว่า ชอบ แต่ลึกๆ แล้วฉันรู้ว่ามันคงจะมากกว่านั้น แต่ฉันไม่สามารถวัดมันออกมาเป็นคำพูดได้ว่าถึงระดับไหนแล้ว หรือเพราะความไม่มั่นใจในตัวเขา และที่สำคัญ...ฉันไม่มั่นใจในตัวเองเอาซะเลย ฉันเคยพร่ำบอกเขาหลายครั้งหลายคราว่าฉันอาจจะไม่ดีอย่างที่เขาคิด...ก็ฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ไม่ใช่เจ้าหญิงซะหน่อย!
ที่ในวันนี้เธอให้สัญญา ว่าเธอจะมีฉัน รักกันตลอดในชาตินี้
ก็อยากจะขอให้เธอทบทวน เพราะกลัวว่าจากนี้ เรื่องราวอาจเปลี่ยนไป
หากเธอได้เห็นว่าในบางมุม ฉันดูไม่ดีนัก แล้วเธอยังมีฉันไหม
หากเธอได้เห็นว่าในบางที ก็มีที่หวั่นไหว แล้วเธอจะเกลียดไหมเธอ
เมื่อฉันเองก็เป็นเหมือนคนอื่นทั่วไป ไม่เป็นอย่างเจ้าหญิงในนิยาย
จะรักกันเหมือนเดิมหรือเดินจากฉันไป ถ้าฉันบังเอิญไม่เป็นอย่างฝันเธอ
เมื่อในวันนี้เราเพิ่งคบกัน ก็มองแค่ส่วนดี ฉันยังมีสิ่งที่ซ่อนไว้
ถ้าหากว่าคบกันไปนานๆ รู้ตัวรู้จักใจ แล้วจะเป็นไงไม่รู้เลย
ถึงตอนนี้...ฉันอยากบอกเขา ว่าความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขากำลังเพิ่มมากขึ้น...มากขึ้น ทุกที...ทุกที ฉันก็ได้แต่หวังว่า วันหนึ่งฉันจะสามารถบอกเขาอย่างมั่นใจว่า...ฉันรักเขา...
ป.ล. ข้อความเหล่านี้อาจจะน้ำเน่า...แต่สำหรับฉันแล้ว มันสามารถทำให้ฉันมองเห็นดวงจันทร์ที่แสนสวยได้โดยไม่ ต้องแหงนหน้าขึ้นไปมองให้เมื่อยเลยล่ะ...อิอิ...