28 พฤศจิกายน 2549 16:14 น.

ไม่อยากตั้งชื่อ

บุญสิตา

เมื่อครั้งฉันยังเด็กเรามีการละเล่นมากมายที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อมา และยังเป็นการละเล่นที่ก่อให้เกิดความรักและความสามัคคีในกลุ่มอีกด้วย หลายท่านอาจจะไม่เคยสัมผัส ฉันเพียงแค่อยากแบ่งปัน อยากบอกเล่าให้ทุกท่านได้สัมผัสและลิ้มรสความสนุกที่ฉันประทับใจไม่เคยลืมและคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสบรรยาการเช่นนั้นอีกแล้ว

 	

 		กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้แหละ ถ้าจะคิดย้อนกลับไปก็อาจจะหลายสิบปีด้วยก็ได้นะ มันคงจะไม่นานนักหรอนะสำหรับฉันแต่มันอาจจะนานมากๆๆแล้วสำหรับใครบางคน
ครอบครัวลิงน้อยของฉันอาศัยอยู่ในเมืองเล็กกเมืองหนึ่งที่ห่างไกลความเจริญค่อยข้างมากๆๆเลยที่เดียวสังเกตุได้ว่า
ไม่มีใครสามาร สังเกต เห็น SEVEN ELEVEN แถวๆนั้นเลย
ครอบครัวลิงของฉันประกอบไปด้วยพี่หนู พี่กระต่าย พี่ม้า และน้องงู สาเหตุที่ฉันเรียกครอบครัวของฉันว่าครอบครัวลิงเพราะฉันเป็นลิง และฉันชอบที่จะให้ใครๆๆสนใจฉันมากกว่าคนอื่นๆๆ และอีกนัยหนึ่งมันก็เหมือนกับว่าทุกคนในบ้านต้องรักฉันมากที่สุดเท่านั้น(เหตุผลมันอาจจะฟังไม่ขึ้น แต่ก็ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าฉันจะเรียกแบบนี้ก็แล้วกัน)
ฉันกับพี่ม้าสนิทกันมากที่สุดไม่ใช่เพราะเราดื้อที่สุดในบ้านหรอกนะแต่เป็นเพราะว่าเราอายุไล่เลี่ยกันมากที่สุด เรามักจะออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยกันเสมอๆ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพี่มันเต็มใจหรือเปล่าแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ฉันจะตามไปซะอย่าง 
 งานอดิเรกหลังเลิกเรียนของเราก้คือการออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆในกลุ่มของเรา  ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก แต่ก็เป็นญาติๆของเราที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นแหละ เรามักจะมีเกมแปลกๆที่คิดขึ้นกันเองมาเล่นด้วยกันเสมอๆๆสมาชิกในกลุ่มมีมากมายเลยทีเดียวแต่จะมีหัวโจกคือพี่ม้าพี่ชายของฉันกับพี่แพะพี่ชายลูกของลุงฉันเอง ฉันชอบเกมต่างๆพวกนั้นมากๆๆเลยละเอาละนะ
ต่อจากนี้ไปฉันจะเล่าเรื่องเกมพวกนั้นให้คุณๆทกคนฟัง
เกมแรก...ใครๆก็รู้จักมันคือ.....ซ่อนหา...ภาษาที่บ้านเรียกมู่ลี่ ไม่ใช่มู่ลี่หน้าต่างนะ ด้วยความที่ว่าพวกเรามักจะออกมาเล่นกันช่วงหัวค่ำตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเย็นถึง2ทุ่มได้ ซึ่งมันจะอยู่ในช่วงกลางคืนทุกครั้งที่เล่นเกมนี้มันจึงยิ่งเพิ่มความกลีวให้กับเกมเด้กธรรมดาๆอยู่ค่อยข้างมากที่เดียวมีเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเป็นที่ชอบใจของพ่อๆแม่พวกเราอยู่หลายครั้งอย่างครั้งที่น้องหมูโดนตะขาบกัด เอ๊ะ...แย่จังเขาเรียกกัดหรือต่อยหรืออะไรหว่า แย่จังภาษากลางไม่แข็งแรงแต่ช่างมันเถอะ เอาเป็นต่อยดีกว่ามั่งเนาะ พวกเราโดนสวดกันไปสักพักหนึ่งแต่ไหนเลยจะมาห้ามพวกเราได้ ฮะ ฮะ ฮา  ก็มันช่วยไม่ได้เจ้าหมูอ้วนอยากไม่ระวังเองไปแอบอยู่ได้ข้างกอกล้วยพวกนั้นเอง ฉันนี้นิสัยไม่ดีจังเลย โธ่ก็ยังเด็กอยู่นี้หว่า ตอนนั้นฉันไปแอบอยู่ในตุ่มน้ำไม่ต้องตกใจไป มันมีน้ำอยู่ครึ่งตุ่ม และแน่นอนคิดว่าฉันจะรอดเหรอ ไม่รอดหรอกฉันเองก็โดนดุบ่อยไป แต่ที่แย่ไปกว่านั้นฉันไม่เข้าใจเลยสมัยก่อนพวกผู้ใหญ่นะชอบเอานิทานหลอกเด็กมาหลอกเรา เช่น บอกว่า การเล่นซ่อนแอบบางครั้งจะมีผีมาบังตาทำให้เราหากันไม่เจอ จริงๆแล้วฉันไม่เชื่อหรอกนะ และก็ไม่ได้จะเล่าให้ใครเชื่อด้วยเพียงแต่จะบอกว่า เรื่องมันเคยเกิดกับพวกเราจริงๆพวกเราหาตัวน้องหมูอ้วนก็เจ้าหมูอ้วนเจ้าประจำนั้นแหละ ปัญหามันเยอะเพราะเด็กสุดในกลุ่มเป็นน้องเล็กที่ใครๆก็ชอบแกล้ง ตอนนั้นเราเล่นซ่อนหากันในตอนดึกในช่วงฤดูหนาวเป็นคืนที่หนาวมาก มีลมพัดอยู่ตลอดยิ่งเพิ่มความหนาวให้เพิ่มมากขึ้น ท้องฟ้าสว่างจ้าด้วยแสงจากดวงจันทร์ดวงกลมโต พวกเราเล่นกันจนเหงื่อไหลกันเลยที่เดียวทั้งๆที่หนาวมากแต่ก็ยังอุตสาห์มีเหงื่อ ก่อนที่ทุกคนจะแยกกันกลับบ้านมีใครสักคนในกลุ่มที่นึกเอะใจขึ้นมาว่าไม่เห็นหมูอ้วนซะแล้ว พวกเราก้เริ่มหาเจ้าหมูอ้วนกันใหม่หายังไงก็หาไม่เจอจนต้องไปบอกพวกผู้ใหญ่ให้ช่วยออกตามหาจนพบว่า เจ้าหมูอ้วนมันก็แอบอยู่ข้างโอ่งน้ำใบใหญ่ซึ่งก้อยู่ในบริเวณนั้น
และเป็นสาเหตุให้ต้องถูกดุอีกตามระเบียบและตามมาด้วยคำบอกเล่าที่ว่าสาเหตุที่เราหาน้องไม่เจอเป็นเพราะว่าผีบังตาพวกเราไว้ทำให้หาไม่เจอนั้นเอง 
เกมที่สอง เป็นเกมที่ฉันชอบมากๆเลย มันมีชื่อว่า เกมต่อไก่
อุปกรณ์ เกมนี้ต้องมีอุปกรณ์ด้วยซึ่งก็มีเพียง เสื่อฝ่ายละ 1 ผื่น เราต้องแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่มหรือมากกว่านั้นก็ได้ 
วิธีการเล่นง่ายมาก แต่ละกลุ่มต้องหาฐานทัพซึ่งเป็นที่ชุมนุมกันของสมาชิกในกลุ่ม และต้องไม่ให้คู่ต่อสู้มองเห็นด้วย 




สำหรับการเล่นเกมนี้เราจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ด้วย ซึ่งมันก็คือ  เสื่อ นั้นเอง คงจะสงสัยว่าเอาไว้ทำไม ไม่ได้เอาไว้นั่ง แต่เอาไว้ ทำเหมือนสุ่ม **(คำอธิบาย สุ่ม หมายถึงอุปกรณ์ที่มีไว้ขังไก่นั้นแหละ อย่า งง) เกมนี้สมาชิกในกลุ่มจะต้องสวมบทเป็นไก่ด้วยดังนั้นจึงจะต้องมีการฝึกอย่างหนักในการ ขัน**(ขัน หมายถึง อาการร้องของไก่ มิใช่ขันตักน้ำ) เมื่อเราได้สมาชิกที่ขันได้ดีแล้ว หัวหน้ากลุ่มพร้อมด้วยสมาชิกท่านอื่นๆอีก2-3ท่านที่มีความสามารถในการแยกเสียงจะเอาเสื่อมาห่อตัวสมาชิกท่านที่ต้องสวมบทเป็นไก่นั้นเอาไว้ แล้วพาออกไปประจันหน้ากับคู่ต่อสู้ สำหรับสมาชิกท่านอื่นๆต้องซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาฝ่ายตรงข้ามใหดี เมื่อเราออกมาประจันหน้ากันแล้ว เราก็จะเริ่ม เกมกัน หัวหน้ากลุ่มของแต่ละฝ่ายจะสั่งให้ฝ่ายตรงข้ามขันให้ฟัง และช่วยกันกับสมาชิกที่ออกมาเดาว่า เจ้าไก่ของฝ่ายตรงข้ามคือใคร หากเดาได้ถูกเราก็จะได้สมาชิกของฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวประกันซึ่งสามารถเลือกได้ว่าเราต้องการใครเพื่อมาเป็นลูกน้องในทีมของฝ่ายี่สามารถตอบได้ถูกต้อง เกมนี้สนุกมากเพราะต้องช่วยกันวางแผนให้ดี ในบางครั้งเราอาจจะส่งหน่วยสอดแหนมออกไปสังเกตุการณ์ว่าฝ่ายตรงข้ามส่งใครมาเป็นไก่ หรืออาจจะเรียกให้ถูกก็คือ แอบไปดู และจะตื่นเต้นมากเวลาที่เราได้เลือกให้เป็นไก่ เพราะเราจะต้องพยายามที่จะเลียนเสียงไก่ ดัดเสียงเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้จำได้ สมาชิกที่ออกไปทายชื่อไก่ก็ต้องค่อยสังเกต อย่างรอบคอบตั้งแต่ ขนาดของสุ่มว่ามีขนาดใหญ่เล็กแค่ไหน หรือแม้เวลาที่คู่ต้องสู้เผลอโผล่เท้าออกมานอกเสื่อเราก้จะเอามาคิดกันแล้วว่า ใคร ? หรือแม้แต่สมาชิกที่ยังหลบอยู่ก็มีหน้าที่ดูแลตัวเองให้ดีเพื่อไม่ให้คุ่ต่อสู้สามารถมองเห็นได้เอาเป็นว่าไม่เหนื่อย แต่ตื่นเต้นและทุกคนมีส่วนร่วมในเกม
โปรดติดตามตอนต่อไป..........................				
4 พฤศจิกายน 2549 13:48 น.

บ้าน

บุญสิตา

ปีพุทธศักราช 2530
ลมหนาวพัดมาเอื้อยๆ ท้องทุ่งเวิ้งว่างเงียบเหงา มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ส่ง
เสียงกรีดร้องพอให้รำคาญ ท้องฟ้าวันนี้มืดมนไร้เหงาจากแสงจันทร์ มีเพียงแสงจากดาวดวงน้อยใหญ่แย่งกันเปล่งประกายระยิบระยับเต็มท้องฟ้า 
ในบางครั้ง ฉันเคยคิด  ถ้าหากท้องฟ้าไม่มีดาว ท้องฟ้าจะมีดอกไม้สักกี่ร้อยกี่พันดอกกันนะถึงจะสวยได้แบบนี้
ฟากโน้น คือ กลุ่มดาวลูกไก่ จำได้ว่าตอนยังเด็กๆ ฉันมักจะเรียกดาวไก่น้อยเสมอ แล้วโน้น ดาวคันไถ่ แม่บอกว่าถ้าตื่นแต่เช้าจะได้เห็นดาวศุกร์ดวงกลมโตใสสว่างเรื่องรอง "อยากเห็นต้องตื่นแต่เช้าให้ได้  เอาละพรุ่งนี้ฉันต้องได้เจอเธอแน่ๆ ดาวศุกร์จ้า" ฉันแหนงหน้าบอกกับท้องฟ้าแบบนั้น
ดึกแล้วอากาศเริ่มเย็น เย็นจนถึงกระดูก ซุกตัวกับผ้าห่มผืนโตฝีมือเย็บของแม่ หนาวนักพ่อก็ไล่ให้เข้าไปนอนในเพิงที่เราช่วยกันทำขึ้นจากฟางข้าวที่ได้จากการนวดข้าวเมื่อกลางวัน ปีนี้นาเราให้ข้าวได้มากถึงแม้จะไม่ได้มากมายอะไรนักแต่ก็มากพอที่จะเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี เพียงเท่านี้ เราก็มีความสุขแล้ว พ่อเคยเล่าให้ฟังเสมอๆว่า "เมื่อสมัยที่พ่อยังเด็กๆพ่อลำบากมาก ถ้าหากปีไหนนาให้ข้าวนอน ย่าจะต้องออกไปเก็บเมล็ดข้าวจากนาอื่นๆที่ร่วงอยู่ตามท้องนา เป็นเม็ดข้าวที่เจ้าของนาเค้าไม่เอาแล้ว เก็บทีละเม็ดเก็บจากส่วนที่ร่วงจากร่วงข้าวเท่านั่น ได้มาก็ต้องแบกหามไปแลกพริกแลกเกลือจากหมู่บ้านอื่นๆหรืออาจจะข้ามไปอีกอำเภอเลยที่เดียว"
ปีนี้เป็นครั้งแรกที่แม่อนุญาตให้ตามพี่ๆไปเอาขี้ควายมาทำลานสำหรับนวดข้าว และแล้วการเตรียมตัวสำหรับการ ล่ากองขี้ควายก็เกิดขึ้น แม่ให้เราเตรียมรถเข็นที่ปกติแล้วเราจะมีไว้สำหรับเข็นน้ำจากบ่อน้ำท้ายหมู่บ้านมาไว้สำหรับทั้งอาบและดื่มกิน
แต่ตอนนี้มันโดนเราแต่งตัวให้ใหม่ ด้วยสังกะสีเก่าๆ มีสนิมติดอยู่เขรอะเอามารองรับขี้ควายที่เราต้องการบางส่วนเราจะใช้กระสอบข้าวสารและเย็บให้ติดกับรถเข็นน้ำด้วยลวดและเชือกแล้วแต่จะหาได้ 
ขาออกจากบ้านพี่ๆให้ฉันนั่งบนรถพร้อมอุปกรณ์ นั้นก็ คือ เสียบและถังสำหรับตักอึ หรือขี้ควาย บ่อยครั้งที่พี่จะวิ่งเร็วๆและโยกรถไปมาน่าหวาดเสียว และเรื่องเจ็บตัวของฉันก็มักจะมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของพี่ๆเสมอๆ
แม่เดินตามมาห่างๆไม่รีบร้อนนัก บ่อยครั้งที่แม่จะหยุดทักทาย พ่อเฒ่า แม่เฒ่า ที่ออกมานั่งผิงแดดยามเช้า
พ่อยืนยิ้มรออยู่แล้วเมื่อพวกเราช่วยกันเข็นรถเข็นที่ตอนนี้เต็มไปด้วยขี้ควาย
ลานโล่งเตียนที่พ่อเพิ่งจะถางหญ้าและตอข้าวออกซะเรียบตอนนี้มันพร้อมแล้วที่จะได้ทาหน้าด้วยขี้ควาย
พ่อสอนให้ฉันย่ำขี้ควายที่ผสมกับน้ำเรียบร้อยแล้ว ย่ำไปย่ำมาจนตัวเขียวอี้ทั้งคนทาลานและลาน   พ่อใช้ไม่ที่เตรียมไว้สำหรับเกรี่ยงขี้ควายให้เรียบ เหลือเพียงรอให้ขี้ควายแห้งติดกับลานดินเพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้นแม่ไล่ให้พวกเราไปล้างตัวที่สระน้ำใกล้ๆนั้น   
ในสระเต็มใบด้วยกอบัวที่มีดอกบานสะพลั้ง พวกเราช่วยกันเก็บสายบัวไปให้แม่ ทำแกงสายบัวกินเป็นมื้อเที่ยงนี้ด้วย ฉันชอบแกงสายบัวใส่ปลาทูฝีมือแม่ที่สุดเลย
กลับมาคราวนี้เห็นยายกำลังทำพิธีอะไรซักอย่างบนลานข้าว แม่บอกว่า ยายกำลังไหว้พระแม่โพสกอยู่  " แล้วแม่โดพสกคืออะไรละจ๊ะแม่" แม่บอกอะไรฉันอีกยาวเหยียด ฉันก็ได้แต่ฟังและยังคงไม่เข้าใจ ถึงตอนนี้ฉันถึงรู้ววว่าพระแม่โพสกคือผู้ที่มีบุญคุณกับเราชาวนาชาวไร่  เหมือน แม่คงคาที่ปกปักรักษาแม่น้ำนั้นแหละ 
ยายของฉันเป็นเป็นคุฯยายที่มีร่างท้วมหน่อยๆเหมือนกับแม่ของฉันเลยแต่ท่านจะมีผมที่เป็นสีดอกเลาแล้ว   ปีนนี้ยายอายยุ 60 ปี   แต่ยังขยันมากๆยายมักกจะตื่นแต่เช้า มือถือเสียบพร้อมด้วยเสี้ยนหมาก ปากและฟันของยายจะแดงอยู่ตลอดเวลาเพราะว่ายาย ชอบเคี้ยวหมากมากๆๆ  ยายเคยบอกว่า ไม่ได้กินข้าวไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ได้เคี้ยวหมากกละก็  "  หมดแรง  " 
ฉันเคยคิดว่าจะจัดพวกหมากพลูให้เป็นยาเสพติดอยู่พักหนึ่ง สาเหตุก็มาจายายของฉันนี้แหละไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก
คืนนี้พ่อต้องมานอนเฝ้าลานข้าวที่ตอนนี้มีข้าวกองออยู่เต็มแล้ว พ่ออนุญาตให้ฉันกับพี่ชายมานอนด้วยได้หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จ เราช่วยกันแบกผ้าห่มผืนโตกับเสื่อที่ฉันกับแม่ช่วยกันทอตั้งแต่ปปลายปีที่แล้ว  ตอนนี้มันโดนมอดกัดขาดแหว่งบ้างแล้ว แม่ไม่ยอมให้เราเอาผืนดีๆๆมาหรอกกลัวว่าเราจะทำมันพังนะสิ  เพราะบางทีเราก็ลืมมันทิ้งไว้จนแม่โมโหหลายต่อหลายครั้งแล้ว


เราช่วยกันทำเพิงในกองฟางข้างในอุ่นมากๆ พ่อเอากระสอบข้าวสารปูรอบด้านกันฟางบาดตัวและกันลมจากด้านนอกอีกชั้นด้วย
เรานอนเรียงกันดูดาวหน้าเพิง มีคนเดินผ่านไปมาทักทายกัน
ดึกแล้ว นิทานของพ่อจบไปหลายเรื่อง
พ่อไล่เราเข้านอนเพราะอากาศเริ่มหนาวมากแล้ว
ตอนนี้ฉันจำนิทานขอองพ่อไม่ได้แล้ว  แต่สิ่งหนึ่งที่ยังจำได้เสมอว่าตอนนั้นพ่อรักฉันมากแค่ไหน				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟบุญสิตา
Lovings  บุญสิตา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟบุญสิตา
Lovings  บุญสิตา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟบุญสิตา
Lovings  บุญสิตา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงบุญสิตา