5 กันยายน 2551 20:08 น.

ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวืต

ลูกเสือสำรอง

ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

              ข้าพเจ้าเป็นแค่คนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกในสมัยที่เมืองไทยก้าวมาไกลกว่าอดีต แน่นอนเหลือเกินว่าเมื่อโตขึ้นพอที่จะจำความได้ ผู้ใหญ่มักจะห้ามทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้รู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ได้แต่คล้อยตามผู้ใหญ่ในทุกเรื่องที่เขาสอน
              แล้ววันหนึ่งข้าพเจ้าได้พบเจอเหตุการณ์สำคัญอาจจะไม่ที่สุด แน่ละเราไม่รู้หรอกว่าเรื่องไหนจะสำคัญกับเราที่สุด ต่อเมื่อเราคิดถึงมันบ่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คือความตายของผู้เป็นพ่อของพ่อของแม่อีกทอดหนึ่ง นั่นก็คือ ทวดนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่าเมื่อทวดจากพวกเราไปในอายุร้อยปี ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่เข้าใจสักเท่าไหร่กับความตายที่มาพรากทวดให้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ
         เมื่อข้าพเจ้าถามผู้เป็นยายของข้าพเจ้าว่า ความตายคืออะไรเท่านั่นแหละ ยายก็ตอบว่า เป็นเด็กเป็นเล็กจะรู้อะไร ว่าแล้วก็ใช้ให้ข้าพเจ้านวดต่อซะเลย แต่แทนที่ยายจะพูดอะไรต่อไปอีก ยายกลับนอนยิ้มอย่างสบายใจอาจเป็นเพราะข้าพเจ้ามือหนักก็เป็นได้ ยายถึงได้อารมณ์ดีผ่อนคลาย ตรงกันข้ามกับข้าพเจ้าความอยากรู้มันมีมากเหลือเกินในตอนนั้น จึงออกแรงเป็นพิเศษ ยายก็เอ็ดขึ้นมาอีกว่า เบาๆ หน่อย ขาคนนะไม่ใช่ขาควาย
              ความอยากรู้ว่าความตายคืออะไรมันมักจะเข้ามาก่อกวนความอยากรู้อยากเห็น ให้ออกไปค้นหา แต่เด็กอย่างข้าพเจ้านั้นจะทำอะไรได้มากไปกว่าแค่ข้ามถนนออกไปซื้อขนมที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน แค่นั้นแม่ก็จะบ่นว่ามันอันตรายนะ รถรานะไม่ใช่ปุยนุ่นที่มันมาชนเราแล้วมันจะทำให้เรารู้สึกว่าว่างเปล่า วิธีที่ดีที่สุดในตอนนั้นก็คือเปิดเจ้าตู้สี่เหลี่ยมที่มีคนอยู่ในนั้นอาจะจะมีคำตอบให้ข้าพเจ้าก็เป็นได้
              แล้วเจ้าทีวีที่แม่บอกว่า ข้าพเจ้าเปล่งเสียงออกมาครั้งแรก หลักจากพูดคำว่าแม่และพ่อ ทำให้พ่อกับแม่คิดว่าตัวฉันสักวันหนึ่งคงได้ไปอยู่ในตู้สี่เหลี่ยมนั้น แม่เล่าให้ฟังว่า แม่ฝันว่าฉันได้เป็นดารา ส่วนพ่อฝันว่าฉันได้เป็นดาราเช่นเดียวกันหลักจากที่ฉันพูดคำว่า ทีวี อาจเป็นเพราะพ่อกับแม่นอนเตียงเดียวกันจึงฝันเหมือนกัน
              แต่พ่อและแม่คงไม่คิดเช่นนั้นแน่ในตอนนี้ เมื่อตัวฉันไม่มีความกล้าแสดงออกเลยสักอย่าง อยู่บนโลกเพื่อที่จะเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติที่มันหร่อยหรอลงไปทุกวัน มิหนำซ้ำยังสร้างขยะให้โลกเพิ่มขึ้นอีก เป็นสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าพอจะรู้อยู่บ้างเมื่อในทีวีป่าวประกาศ ข้าพเจ้าในตอนนั้นสนใจในเรื่องนั้นไม่มากไปว่าสิบห้านาที หลังจากเปลี่ยนช่องแล้วข้าพเจ้าไม่เคยกลับไปดูอีกเลยกับสารคดีนั้น อาจเป็นเพราะดูละครแล้วมันสนุกกว่าเป็นไหนไหน
             ช่วงเวลาที่มีความสุขก็คือช่วงนี้แหละที่คนในครอบครัวจะมารวมตัวกันทำกิจกรรมอะไรซักอย่าง อาจจะเป็นกิจกรรมที่ใช้ความคิด พูดคุย หรือออกกำลังกาย แต่ไม่ใช่กับครอบครัวของข้าพเจ้า กิจกรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็นหน้ายาย พ่อและแม่ก็คือหน้าทีวี  ทีมีที่ว่างเหลือพอให้คนมาร่วมดูได้เกินสิบคน คำนวณหลังจากเริ่มเบื่อหน้าผู้มีพระคุณเหล่านั้น มันต้องมีใครบ้างซิ ข้าพเจ้านั่งคิดหลังจากดูโฆษณาที่บอกให้คนเราคิดนอกกรอบ คนที่คิดโฆษณาชิ้นนี้จะรู้ไหมนะว่ากรอบของแต่ละคนมันเป็นแบบไหน จะเหมือนกันบ้างหรือเปล่านะ
        ตลอดเวลาที่ยายมาอยู่กับครอบครัวของข้าพเจ้า  ถ้ามีวันไหนที่ข้าพเจ้านึกขึ้นได้ว่า คำถามซึ่งยังไม่มีใครตอบให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ ข้าพเจ้าไม่กล้าถามแม่ เพราะว่าแม่มักจะดักคอไว้ทุกครั้งว่า ถามอะไรไร้สาระ ข้าพเจ้าไม่ค่อยสนิทกับพ่อจึงไม่ได้ถาม อาจเป็นเพราะพ่อทำงานหนักกระมัง ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้พ่อต้องมานั่งคุยกับเด็กน้อยในสายตาของพ่อซึ่งบริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วตัวข้าพเจ้าจะจมปลักหดหู่กับความสงสัยด้วยใบหน้าหมองคล้ำ
            จนวันที่ฉันได้ดูหนังเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องอะไรนะ ฟอเรสกรัม อัจฉริยะปัญญานิ่ม ที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งตอนอยู่มอสาม เนื้อเรื่องเป็นเด็กชายคนหนึ่งอยู่กับแม่สองคนในบ้านหลังใหญ่ และภายหลังบ้านนี้ก็เปิดเป็นโรงแรมของคนผ่านทาง เด็กผู้ชายตัวเอกในเรื่องชื่อฟอเรส  เวลาที่ตัวเขาไม่รู้ความเป็นไปของโลกเขาจะถามผู้เป็นแม่ และแม่ของเขาก็จะพูดแต่ละประโยคที่ข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกว่ามันดีกว่าในละครที่พวกเราชอบดูเสียอีก แน่นอนปัญญานิ่มกับอัจฉริยะชื่อเรื่องก็มีที่มา แต่ประเด็นก็คือตอนที่แม่เขาป่วยเป็นโรคอะไรซักอย่างที่คนที่เป็นแล้วจะรู้ว่า ตัวเองจะตายตอนไหน ถึงไม่กำหนดได้ตายตัวตามเข็มนาฬิกาก็เถอะ 
           ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันเป็นประโยคที่ฟังง่ายและไม่อยากหาคำตอบอีกเลย วันนั้นทั้งวันข้าพเจ้าท่องประโยคนั้นได้ดีพอๆ กับสูตรคูณเลยหล่ะ คราวนี้ข้าพเจ้าไม่ต้องง้อใครอีกแล้ว ข้าพเจ้าเดินยิ้มตลอดเดเดินทางกลับบ้าน ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังบรรจงเขียนประโยคที่ข้าพเจ้าท่องมาทั้งวันลงในสมุดไดอารี่  ก็ต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับการที่แม่ใช้ให้ข้าพเจ้าเดินไปซื้อของที่ร้านค้าหน้าหมู่บ้าน
          เมื่อข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆ อยู่นั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร ซึ่งมันก็ทำให้ข้าพเจ้าเลิกยิ้ม เลิกนึกถึงประโยคทอง พอเดินไปถึงหน้าหมู่บ้านข้าพเจ้าก็ตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงเบื้องหน้า มีหมาตัวหนึ่งเดินวนเวียนอยู่กลางถนน แน่นอนว่ามันไม่ใช่หมาปัญญานิ่มแน่ ข้าพเจ้าเข้าใจในทันทีว่ามันต้องถูกรถชน แต่น่าแปลกที่เสียงชนดังขนาดนั้นมันไม่ยักจะตายแฮะ บางคนเคยบอกว่า หมามีหลายชีวิตเช่นเดียวแมวแต่ข้าพเจ้าคิดว่าแมวมีมากกว่า 
           ผู้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกสลดเล็กน้อยเมื่อดูจากสีหน้า มีผู้ชายคนหนึ่งแก่แล้วหล่ะดูได้จากสีผมกับใบหู พยายามที่จะเข้าไปช่วยมัน แต่เจ้าหมาที่น่าสงสารกลับแสดงท่าทีดุร้าย บางทีมันอาจคิดว่าคนที่ขับรถชนมันอาจเป็นญาติกับชายชราก็เป็นแน่ มันถึงได้แยกเขี้ยวใส่ เสียงขู่ในลำคอฟังดูเหมือนจะไม่ทรงพลังอีกแล้ว แต่เขี้ยวที่มองเห็นก็ทำให้ใครก็ไม่กล้ายุ่งกับมัน รวมถึงตัวข้าพเจ้าด้วย หลังจากมันแยกเขี้ยวใส่ชายชราแล้วมันคงนึกขึ้นได้ว่า แถวนี้คงไม่ปลอดภัยกับชีวิตของมัน มันจึงวิ่งไปอย่างเสียศูนย์นิดหน่อย แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่ามันวิ่งไปไหน แต่มันคงไม่ไปโรงพยาบาลแน่ ข้าพเจ้าคิดว่ามันกลัวเข็มฉีดยาเช่นเดียวกับคนทั่วไป
      ระหว่างที่เดินกลับบ้านข้าพเจ้ามีเรื่องใหม่ให้คิดแล้วในตอนนี้  คือจะเล่าเรื่องนี้ให้แม่กับพ่อฟังดีไหมนะ ถ้าเล่าให้ฟังแม่อาจจะไม่ให้ฉันออกไปซื้อของอีกก็ได้ ซึ่งมันไม่ดีเลย อย่าเล่าให้ฟังดีกว่าเป็นคำตอบที่ข้าพเจ้าพูดกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาโลกนี้ไปชั่วคราว
          แม่ถามข้าพเจ้าว่าทำไมถึงได้ช้านัก ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า มัวแต่อ่านฉลากที่ติดอยู่ข้างขวด แล้วมันก็มีหลายยี่ห้อ หลายขนาด แม่ไม่ได้ถามต่อแต่ใช้ข้าพเจ้าอีกครั้งว่า ให้ไปอาบน้ำ ข้าพเจ้าคิดว่าหมาตัวนั้นถึงแม้จะโชคร้ายแต่ก็โชคดีที่ไม่ต้องถูกใช้อย่างกับว่าชีวิตวัยเด็กเราเลือกเองไม่ได้งั้นแหละ
          พ่อกลับบ้านดึกในวันนั้นซึ่งทำให้แม่เป็นห่วง  แต่ยังดีที่มีโทรศัพท์ แล้วก็เป็นตัวข้าพเจ้าที่เชื่อมความห่วงใยระหว่างแม่ไปสู่พ่อ พ่อบอกว่าพาลูกค้าไปนั่งคุยที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง บอกแม่ด้วยว่าไม่ต้องรอ แล้วถามข้าพเจ้าว่า ทำการบ้านหรือยัง จัดตารางสอนหรือยัง แล้วป่านนี้ทำไมถึงยังไม่เข้านอนอีก ประโยคสุดท้ายทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจนิดหน่อย ก็ข้าพเจ้ากำลังคุยโทรศัพท์กับผู้ถามอยู่ไม่ใช่หรือ
          เช้ารุ่งขึ้นข้าพเจ้าเห็นพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ และเกือบทุกครั้งจะต้องมีควันสีเทาปกคลุมบรรยากาศภายนอก เมื่อพ่อลดหนังสือพิมพ์ลงมามองเห็นข้าพเจ้า พ่อสะดุ้งนิดหน่อยเหมือนเด็กที่ทำผิด แล้วบอกกับข้าพเจ้าว่าอย่าเข้ามาใกล้ควันบุหรี่มันเหม็นนะแล้วที่สำคัญมันอาจฆ่าใครก็ได้ เพียงเท่านั้นข้าพเจ้าจึงก้าวเท้าออกไปจากตรงนั้น สับสนกับความขัดแย้งของผู้ใหญ่ที่เมื่อข้าพเจ้าโตขึ้นทุกวันเริ่มจะรู้อะไรบ้างแล้ว แต่ทำไมผู้ใหญ่ยังคิดว่าเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่นะ บอกเราว่าไม่ดีแล้วตัวเองก็ทำซะเอง   ข้าพเจ้าคิดว่ามันต้องมีช่องว่างตรงกลางระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ให้วัยทั้งสองสามารถุยกันได้ทุกเรื่อง แต่คงไม่ใช่กับครอบครัวของข้าพเจ้าแน่ หรืออาจจะเหมือนกันทั่วโลก
      นั่นซิเมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังสือเรียนแต่เป็นหนังสือที่เรียกว่า วรรณกรรมเยาวชน ซึ่งเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงผู้ใหญ่ที่ชอบปิดกั้นเด็ก หาว่ายังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้อะไร  หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ใช้อำนาจในทางที่ผิด ข้าพเจ้าอยากจะรู้ว่าผู้ใหญ่จะอ่านหนังสือประเภทนี้หรือเปล่า แต่ถึงอ่านจะเปลี่ยนอะไรได้ละ ในเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาก็จะเห็นผู้ใหญ่สองฝ่ายทะเลาะกันเหมือนเด็กแย่งของเล่นกันงั้นแหละ  แต่ของเล่นที่ว่าเป็นอำนาจแค่นั้นเอง
          แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปข้าพเจ้าได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ห้องเรียนบรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็น่าเบื่อเหมือนเดิม คงมีแต่ห้องสมุดเป็นสถานที่เดียวที่ดีที่สุดในชีวิตมหาลัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าใครก็ตามที่เข้ามาในนี้จะลืมบรรยากาศในห้องเรียน จะว่าไปความรู้ที่ได้ของสองสถานที่ก็ให้ความรู้ที่หลากหลาย วิชาการอยู่ที่ห้องเรียน ประสบการณ์หลบมุมที่ไหนสักแห่งภายในห้องสมุด เป็นประสบการณ์ที่ผ่านตัวหนังสือผ่านกาลเวลาถูกบ้างผิดบ้างตามยุคสมัย แต่ข้าพเจ้าคิดว่าประสบการณ์มันสำคัญกว่าวิชาการ ในขณะที่กำลังนั่งอยู่ในห้องเรียน  แต่บางครั้งเมื่อมีความคิดอาจทำให้เราแปลกแยกจากคนทั่วไป ข้าพเจ้าจึงต้องอ่านหนังสือที่มีแต่เรื่องดาราไร้สาระเพื่อที่จะได้มีเรื่องคุยกับคนรอบข้างได้
          แน่นอนว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมันรวดเร็วพอพอกับแรงม้าของรถสปอร์ต ข้าพเจ้าเดินหางานอยู่เดือนนึงเต็มๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าที่ไหนจะรับข้าพเจ้าเข้าทำงานเลย เขามักจะบอกว่าน้องดีเกินไปบ้างละ คุณมีความคิดเป็นภัยต่อธนาคารของเรา เมื่อข้าพเจ้าให้สัมภาษต่อคำถามที่ว่า ธนาคารมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบไปว่า ธนาคารก็เหมือนกับคนที่ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปที่ไม่แข็งแรง เมื่อมีคนนำเงินมามอบให้ธนาคาร ธนาคารก็จะใช้เงินนั้นไปในการส่วนตัว ข้าพเจ้าคิดว่าธนาคารคงเป็นซาตานในยุคนิวเคลีย์ ถึงแม้จะให้ดอกเบี้ยตอบแทนก็เถอะ 
          ชีวิตของข้าพเจ้าคงมีความสุขอยู่บ้างเมื่อเรียนจบแล้วมาแกร่วอยู่ที่บ้าน กว่าสามเดือนข้าพเจ้าค้นหางานในอินเตอร์เนตทุกวันวันละหนึ่งชั่วโมง นอกนั้นก็อ่านหนังสืออย่างเดียว แต่ความสุขที่ว่าคือได้ใช้ชีวิตตามใจตัวเองได้ พ่อกับแม่ไม่เคยบ่นหรือใช้อะไรอีกเลย เพียงถามว่าหางานได้หรือยังเท่านั้น 
          คืนหนึ่งมีโทรศัพท์ดังขึ้น แม่เป็นผู้รับ เพราะอยู่ใกล้ที่สุด สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นภายในบ้าน แม่เป็นลมหลังจากที่พูดว่าสวัสดีค่ะ พ่อพาแม่มานอนที่โซฟา ส่วนข้าพเจ้าคว้าโทรศัพท์ที่ตกลงมา เสียงปลายสายตอบกลับมาว่า ยายตายแล้ว ข้าพเจ้าอึ้งไปเล็กน้อย ไม่ลืมที่จะถามกลับไปว่า ยายเป็นอะไรตาย น้าตอบกลับมาว่า ยายนอนหลับไปแล้วไม่ตื่น 
          มีคนมาร่วมงานศพยายมากหน้าหลายตา ล้วนเป็นญาติกันทั้งนั้น แม่ร้อร้องไห้จนตาบวมเช่นเดียวกับน้าอีกสองคน ข้าพเจ้ามีงานให้ทำด้วยการไปติดต่อโลงศพ ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตกับพ่อ บรรยากาศภายในร้านไม่เหมือนกับร้านค้าขายของทั่วไปที่ชวนหดหู่ แต่เจ้าของร้านไม่ได้เป็นเช่นบรรยากาศภายในร้าน เขาแนะนำโลงศพรูปแบบต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว พ่อกับข้าพเจ้าตกลงที่จะซื้อโลงศพแบบที่ติดแอร์ เพราะกลัวว่ายายจะร้อน
         หลังจากงานศพยายผ่านไปสองอาทิตย์ แม่ยังคงซึมเศร้า แล้วเย็นวันนั้นทั้งพ่อและแม่คุยกับข้าพเจ้าถึงอนาคตในชีวิตข้าพเจ้าว่าควรหางานทำอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่ดูจริงจัง พ่อพูดว่าชีวิตคนเราสั้นนัก ดังนั้นลูกควรที่จะหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับพ่อ จึงตอบไปว่าข้าพเจ้าคิดออกแล้วว่าจะทำอะไรกับอาชีพในอนาคต พ่อกับแม่จึงให้เงินมาก้อนหนึ่ง
          ข้าพเจ้าหาทำเลที่ตั้งร้านอยู่นานกว่าจะเจอที่ที่ถูกใจ แล้วข้าพเจ้าก็เจอในวันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าเห็นว่าผู้คนในละแวกนี้อยู่กันอย่างหนาแน่น ที่สำคัญไม่ไกลจากวัดด้วย
           วันหนึ่งข้าพเจ้านั่งอยู่ภายในร้านก็ต้องตกใจอีกครั้ง ข้าพเจ้าคิดว่าในชีวิตคนเรามีเรื่องราวกี่เรื่องกันนะที่ทำให้เราตกใจในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดขึ้นกับเราตอนไหน แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าออกไปหน้าร้าน เห็นคนมุงกันประปรายกับเหตุการณ์ ที่รถมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งล้มลง คนขับนอนอยู่ใกล้กันสภาพภายนอกบอกให้รู้ว่า เขาตายแล้ว ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นคนแก่กับเด็กคู่หนึ่งที่เผอิญผ่านมา คนแก่พยายามที่จะพาหลานออกไปให้ไกลจากที่นี้ แต่เด็กน้อยยังคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาดูได้จาดดวงตาที่เคลือบไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข้าพเจ้าคิดว่าดวงตาแบบนี้แบบที่แวววาวปราศจากความโหดร้ายมีในเด็กทุกคนหรือเปล่านะ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ข้าพเจ้ามีลูกค้าอีกหนึ่งรายแล้ว เมื่อญาติผู้ตายมาหาซื้อโลงศพ				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟลูกเสือสำรอง
Lovings  ลูกเสือสำรอง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟลูกเสือสำรอง
Lovings  ลูกเสือสำรอง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟลูกเสือสำรอง
Lovings  ลูกเสือสำรอง เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงลูกเสือสำรอง