26 ตุลาคม 2554 01:13 น.

ความคิดถึง ... ยังมีชีวิตในหัวใจฉัน

สุนทรียกาญจน์

เส้นบางๆ ของเวลาได้แยกเราออกจากกัน บางคนร้องเรียกเราจากเมื่อวาน แต่เมื่อเราอยู่ในวันนี้ เรากลับห่างจากเขาไกลแสนไกล ทั้งๆ ที่เรากับเขาอาจจะยืนอยู่ที่เดียวกัน

ในขณะที่เราหลับ เวลายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอและเที่ยงตรง พระอาทิตย์จะยังคงขึ้นที่ ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเช่นเดิม สิ่งที่ต่างออกไป คือ เมื่อเราเอานิ้วขึ้นมานับ คนที่เรารักก็จะน้อยลงไปทีละคนๆ

ตอนฉันเป็นเด็ก ฉันบอกพ่อของฉันว่า พ่อฮะ ผมบวกเลขข้อนี้ไม่ได้ พ่อถามผมว่า ทำไมล่ะ ผมตอบพ่อไปด้วยคำตอบตลกๆ ว่า นิ้วผมไม่พอฮะ พ่อหัวเราะและสอนผมให้ทดในใจ

ตอนนั้น มันทำให้เด็กชายแสนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็น กล่องความทรงจำเครื่องที่ ผมรู้จักการเก็บเรื่องราวต่างๆ ใส่เอาไว้ในใจ รู้ว่าคนเราสามารถเก็บเรื่องอะไรก็ได้เอาไว้ในใจ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

บางทีมันอาจจะเป็นภาพของใครสักคน ...

แต่วันนี้นิ้วของผมเพียงพอที่จะนับจำนวนคนรักของผม พวกเขาทยอยจากไปที่ละคน วันนี้ก็เช่นกัน เขาจากผมไปแล้ว ชายผู้ซึ่งสอนผมนับนิ้ว ผมหยิบมือถือขึ้นมา เปิดข้อความในกล่องข้อความล่าสุด

นี่พ่อเองนะ ถ้าลูกได้ข้อความก็โทรกลับมาหาพ่อบ้างนะ พ่อคิดถึง อยากคุยกับลูก พ่อไม่ได้เอาเหรียญมาหยอด อีกเดี๋ยวมันคงจะตัดแล้ว พ่อรัก ... โทรศัพท์ตัดไป

มันมีข้อความแบบนี้เป็นร้อย เพราะผมไม่ค่อยโทรหาพ่อเท่าไหร่ ผมคิดว่าผมไม่ค่อยมีเวลาสำหรับคุยกับท่าน เพราะต้องทำอะไรหลายอย่าง ผมทำทุกอย่างยกเว้นเรื่องสำคัญ

ผมก็คิดถึงพ่อเหมือนกัน ผมพูดมันในห้องที่เคยมีพ่ออยู่ พูดมันบนเตียงที่พ่อเคยนอน พูดมันขณะที่นั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับท่าน พูดมันบนพื้นที่พ่อเคยเหยียบ ที่เคยใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตเดินก้าวไปด้วยกัน

ตอนนี้ผมเริ่มจะคิดถึงท่านขึ้นมาแล้วล่ะ มันเหมือนที่ท่านเคยคิดถึงผม เคยมอบโลกใบหนึ่งให้เด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายผู้เป็นลูก

ผมมองดูนิ้วมืออีกครั้ง พลางนับ มันมีไม่กี่คนที่เหลืออยู่ และวันหนึ่งมันจะน้อยลงอีก ผมคิดถึง ผมจะพูดมันให้ดังยิ่งกว่าที่เคย จะออกเสียงคำๆ นี้ออกมา ให้คนเหล่านั้นรู้ว่าผมพูดกับพวกเขาอยู่ พยายามทำมันให้ดีที่สุด ก่อนที่ เมื่อวาน จะขังพวกเขาไว้ตลอดกาล ...

ผมยิ้ม เอื้ิอมมือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด

ฮัลโหล อ้อเหรอ ฉันคิดถึงแกว่ะ ... ไม่มีไรหรอก ... อยากบอกแกเฉยๆ น่ะ				
24 ตุลาคม 2554 01:32 น.

ชายในขวดโหล

สุนทรียกาญจน์

------- (บางแสน // เขาสามุก) -------

ผมเกิดที่กรุงเทพฯ โตที่กรุงเทพฯ แต่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเคยอยู่ที่บางแสน ตอนผมเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา เคยคิดตอนเป็นเด็กว่าสักวันหนึ่งจะหนีจากพ่อไปให้ไกลๆ อยากไปเที่ยว และจะเที่ยวให้สาแก่ความรู้สึกที่เคยอัดอั้น ผมเป็นอิสระแล้ว ...

มันโกหกทั้งเพ ชายคนหนึ่งรอคอยผมอยู่ที่บ้าน ผมเรียนเพื่ออะไร เพื่ออนาคตที่ทอดทิ้งปัจจุบันหรือ "พ่อ .. อย่าโทรมานักได้มั้ย น่ารำคาญน่ะ ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง" ผมพูดอย่างนั้นกับพ่อ ให้ตายสิ ...

ห้องสี่เหลี่ยมที่เขาอยู่ เวลาที่เขาใช้รอคอยผม ผมมักพูดว่าเดี๋ยวเรียนจบจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันแล้ว ทว่ามันไม่จริง พ่อชราเกินกว่าจะรอไหว

แต่เขาก็ยังรอ ... คนอื่นบนโลก มองยังไม่มองหน้าของผมเลย แต่เขาเอาเวลาที่เหลือน้อยมารอ ...

อยากชกหน้าตัวเองเป็นล้านครั้ง อยากขอโทษ ... ไม่ ... ไม่หรอกไม่อยาก ... อยากได้พ่อกลับมามากกว่า ต่อให้อายุของผมสั้นลงผมก็ยอม

แต่มันคงไม่ได้ ... ใช่มั้ย ... ผมน่าจะกอดเขาให้นานกว่านี้สินะ

ผมกลับมาที่บ้านหลังเรียนจบ ใช้เวลาอยู่กับเขาในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต ค่ำหนึ่งมีโทรศัพท์เข้ามา เป็นพ่อเอง เสียงของเขาสั่นเครือฟังไม่ได้ศัพท์ ผมไม่ได้วางหู และก็ไม่พูดอะไรต่อ นอกจากฟังเสียงลมหายใจของชายชราคนหนึ่งที่น้ำกำลังท่วมปอด ...

คืนนั้นผมอยู่กับเขาเป็นคืนสุดท้าย

------- (การให้ที่ยิ่งใหญ่) -------

"ลูกอยากได้ทีวีมั้ย"

"ก็ดีนะครับ พ่ออาจจะเหงา"

"พ่ออยากนั้งดูเป็นเพื่อนลูกมากกว่า"

"เอาไว้พ่อมีตังค์จะซื้อให้นะลูก เอาจอใหญ่ๆ เลยนะ"

มันเป็นคำพูดของคนชราคนหนึ่ง เขาให้ผมซะจนชินใจ ทั้งเวลา เงิน และลมหายใจ ไม่น่าแปลกที่ผมคิดถึงเขาตลอดเวลา ไม่เคยลืมภาพรอยยิ้มของชายไร้ฟันคนนั้น ...

เราทั้งคู่ไม่ร่ำรวยอะไร

เราทั้งคู่อาจไม่ใช่คนดีมากนัก

แต่เราก็ดีใจที่ได้เรียก

"พ่อครับ" --- !!

"ไอ้ลูกชาย" --- !!

ผมเหมือนเขาจริงๆ ทั้งที่คิดมาตลอดว่าเราต่างกัน ...				
24 ตุลาคม 2554 01:30 น.

น้ำตาหน้าจอ

สุนทรียกาญจน์

------- (ราตรีนับหมื่นพัน // ฉันกับเธอ) -------

ท้องฟ้าคืนนี้สวยจัง ดวงดาวเหล่านั้นช่างแสนหวาน ในวันที่ฟ้าเปิดอย่างนี้ ฉันอดนึกไม่ได้ว่ากลุ่มดาวมากมายเหนือคณานับเหล่านั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ต่างอะไรไปจากเม็ดทรายผู้แสนอ่อนโยนที่ริมฝังทะเล 

มันก็เป็นแค่ก้อนดิน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สูงหรือต่ำ จะในน้ำหรือบนฟ้าก็คงไม่ต่างกัน ฉันคิดเสมอว่าเธอคงเป็นดินก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่บนฟ้า ส่วนฉันก็เป็นดินก้อนเล็กที่อยู่ในน้ำบ้างบางครั้งตามจังหวะคลื่น

เราต่างกันเพราะฉันส่องแสงไม่ได้ ส่วนเธอทอประกายระยับทุกค่ำคืน ดังนั้นฉันจึงพยายามที่จะเร่งดวงตะวันเฒ่าให้เข้านอนเร็วๆ เพียงเพราะอยากให้ยามราตรีนั้นมาถึงไวๆ พยามยามเหลือเกินแม้จะรู้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้

บางทีนี่อาจจะเป็นระยะห่างที่ใกล้ที่สุดสำหรับเราแล้วก็ได้ อยากกอดเธอนะ แต่แขนของฉันคงไม่ยาวพอ

------- (รอยเท้าของเธอ // ใจของฉันที่แปรปรวน) -------

ที่นี่ร้านเช่าหนังสือ ฉันมองเธอจากตรงนี้ ทุกวันเธอจะเดินตรงมาจากฝั่งตรงข้ามของถนน เธอถามฉันถึงเรื่องเดิมๆ 'ไม่ทราบว่านิยายเรื่องเจอกันที่ดวงตะวันเล่มใหม่ออกรึยังครับ' 

ฉันก็ได้แต่ส่ายหน้า ถ้าอะไรที่ฉันทำไปแล้วคนเขียนจะออกนิยายเล่มใหม่มาให้เธอ ฉันสาบานว่าทำแน่ ! แต่มันก็คงทำไม่ได้อยู่ดี อันที่จริงฉันหมายถึง 'ฉันไม่อยากเห็นเธอเสียใจน่ะ' เราคุยกันด้วยประโยคสนทนาอันแสนจำเจ 


จนวันหนึ่ง ...

'นี่นิยายของเธอ ฉันเก็บเอาไว้ให้ เพิ่งออกสดๆ ร้อนๆ เลยนะ' เขาตื่นเต้นราวกับว่าฉันเพิ่งจะรับรักเขาแน่ะ (ความจริงฉันนี่เข้าข้างตัวเองเนอะ) หลังจากนั้นเราก็คุยกันทุกวัน โทรคุยกันตลอด เฟซบุ๊คหากัน ... ทานข้าวกัน และในที่สุดเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นคนพิเศษด้วยการขอฉันเป็นแฟน วินาทีนั้นเองที่เม็ดทรายกับดวงดาวได้อยู่ด้วยกันเป็นครั้งแรกของจักรวาล ฉันกับเธอระยะห่างไม่สำคัญอีกต่อไป

ตอนนี้เธอนอนข้างๆ ฉัน บนหาดทราย ท้องฟ้าที่ถูกประดับไปด้วยแสงของดวงดาวโอบล้อมเราทั้งคู่เอาไว้ คล้ายช่วงเวลานี้โดนร่ายมนต์ มันสุดแสนจะตราตรึงเกินสรรหาถ้อยคำใดมาบรรยาย

"ฉันรักเธอนะ" ฉันพูดมันออกไปดั่งโดนสะกด เขาหันมามองหน้าฉันพลางส่งยิ้มน้อยๆ ไม่ทันใดก็รั้งฉันเอาไว้ด้วยอ้อมกอดของเขา น่าแปลก เขาแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ ตรงนี้แม้แต่เสียงหัวใจเต้นก็ยังดังสนั่น
"ผมก็รักคุณ รักมาตั้งแต่คิดว่าจะพูดอะไรกับคุณดี อ๋อ ช่าย ผมไม่ได้อยากได้นิยายเล่มนั้นเลย" เขาพูดออกมาอย่างเขินๆ ฉันหน้าแดงไปหมดแล้ว 

- (สิ่งที่แยกเราออกจากกัน // หยดน้ำตาไม่อาจรั้งใครสักคนเอาไว้) -

เขาอยู่ตรงหน้าในจอสี่เหลี่ยม ขณะเราคุยกับผ่านวิดีโอคอลล์ ฉันเฝ้ารอคำตอบจากเขา จากคำถามง่ายๆ 'เธอหลอกฉันทำไม' เวลาผ่านไปยาวนานดุจเป็นปี 'ฉันผิดตรงไหน' เธอ ... คนที่ฉันรู้จักเขาเป็นใครกันแน่ น้ำตาของฉันไหลออกมา มันเหมือนกับกำลังจะฆ่าฉัน ทั้งทรมานเหน็บหนาว และอึดอัด 

ฉันจะทนมันได้อย่างไร ในเมื่อคนที่คิดว่าจะช่วยฉันแบกรับมันเอาไว้ กลับเป็นคนที่โยนมันลงบนบ่าของฉัน เมื่อคนที่คิดว่าเขาคือความหวัง ทำให้ฉันฉันรู้สึกว่า ฉันเป็นคนที่น่าสมเพชขนาดไหน 'เธอมีใครคนนั้นมานานแค่ไหนแล้ว' 

"คือ ฉันขอโทษ ฉันคิดว่าเรา เออ แค่คบๆ กัน" เธอตอบมันออกมาจนได้สินะ 

ฉันยิ้มทั้งน้ำตา น้ำตาสีแดงที่ไหลออกมาจากเบ้าตา ไม่รู้จะหัวเราะหรือจะร้องไห้ดี ฉันหยิบเข็มขัดที่เขาซื้อให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิดขึ้นมา พลางส่งยิ้มให้กับเขาเป็นครั้งสุดท้าย ฉันคงเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ 'ครั้งนี้ก็คงจะเล่นๆ อีกตามเคย' 

ฉันผูกเข็มขัดเข้ากับลูกบิดของบานประตู และนั่งลงในท่าคุกเข่า เขาร้องออกมาดังสุดเสียงวอลลุ่ม ลำโพงของฉันแทบจะแตก น้ำตาของเขาเริ่มไหลออกมาบ้าง แต่มันช้าไป ฉันปล่อยรอยยิ้มสุดท้ายสลายไปกับลมหายใจจางๆ 'ลาก่อนดวงดาว คงได้เวลาที่ฉันต้องกลับทะเลแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน'

ฉันยังไม่ไปไหน ยืนดูร่างของตัวเองที่ค้างเต่ออยู่ที่บานประตู ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็พังประตูห้องของฉันเข้ามา 'ผมขอโทษ' เขาลากเสียงยาว รั้งร่างอุ่นของฉันเข้าในอ้อมกอดเหมือนอย่างเคย แต่ครั้งนี้มันต่างไปจากทุกทีตรงที่คั้งนี้ฉันคงไม่ได้ตื่นขึ้นมายิ้มให้เขาแล้ว ใช่ต่อแต่นี้เขาคงจะรู้ว่าเรื่องความซื่อสัตย์สำคัญสำหรับเรา 'ผู้หญิง' ขนาดไหน 

บทเรียนสำคัญที่แลกมาด้วยชีวิต ...				
24 ตุลาคม 2554 01:28 น.

สารบัญไม่ได้บอกทุกอย่าง

สุนทรียกาญจน์

หลายครั้งเราถามตัวเองว่าทำไมช่วงนี้เราไม่ค่อยมีความสุข ทานอะไรไม่ค่อยอร่อยอย่างที่เคย ผมร่วง ทะเลาะกับคนรอบข้าง ไม่มีใครสนใจ เพื่อนทิ้ง ฯลฯ อันที่จริงเราก็ไม่ได้ต้องการคำตอบเท่าไหร่ เหมือนเราอยากจะระบายอารมณ์มากกว่า

แต่ถ้าจะตอบก็คงเพราะเราพยายามเลือกเปิด แต่เสือกเปิดโดยไม่มีสารบัญ เราคาดหวังความสำเร็จในวิธีที่ผิด เอาใจไปใส่ให้คนที่เขาไม่รักเรา อยากมีความสุขในช่วงที่ต้องพักสงบ กลายเป็นคนดีที่ทำได้แค่ 'เฉียด' ไปมา กลายเป็นคนที่มาสาย เป็นคนที่ไม่ใช่ของใครบางคน ทั้งๆ ที่อีกนิดเดียวเท่านั้น

อยากเปลี่ยนมันมั้ย ... เบื่อมั้ย ความรู้สึกเหล่านี้ ??

งั้นก็หยุดเลือกเปิดสิ หยุดเลือกเปิดชีวิต แต่เปิดใจแทน เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่หัดที่จะยอมรับอะไรง่ายๆ บ้าง หัดที่จะไม่ต้องควบคุมอะไรให้มันมากนัก หัดที่จะประเมินตัวเอง ไม่แน่รอยยิ้มอาจจะกำลังหาทางออกมาจากน้ำตาก็ได้

อ้อมกอดไม่ได้มีไว้ซื้อขายกัน เราให้ฟรี แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่า สงวนไว้สำหรับคนที่เรารัก แต่แปลกที่เราไม่ค่อยรักใคร เราเลยไม่ได้กอดใครซะที ไม่ได้เอามันมาใช้เพื่อใครซะที

เรารอคอยคนนั้นที่ขี่ม้าขาวมา รอคอยคนที่สมบูรณ์แบบ รอคอยเจ้าชาย รอคอยคนในฝัน เรารอมานานแค่ไหนแล้ว ?? หากเราหัดยอมรับเราจะเห็นว่าใครคนนั้นบางทีอาจอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง เป็นคนที่เราสามารถมอบอ้อมกอดของเราให้เขาได้ แล้วใครคนนั้นก็จะกอดเราตอบอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

ความรักเป็นเรื่องที่ยิ่งใช้ยิ่งมีมาก เราไม่สามารถขาดทุนได้ หากเรารักจริง

มีตัวอย่างให้ดูแล้ว พวกเขาคือพ่อแม่ผู้ปกครองของเรา หากถามว่าใครที่พยุงเด็กดื้อขี้โวยวายคนนั้นขึ้นมาบ่อยที่สุด เราคงจะนึกภาพตัวเองออก นึกภาพของพวกท่านออก

แล้วใครพยุงท่านบ้าง ... พยุงด้วยรอยยิ้มนะ

นานแค่ไหนแล้วที่เราสงวนอ้อมกอดของเราเอาไว้จากท่าน มัวแต่ไปรอเจ้าชาย พวกท่านคือแบบฝึกหัดอย่างดีสำหรับการหัดที่จะรักใครสักคน เพราะเราไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บ ...

ชีวิตของเรามันไม่ได้ควบคุมได้ไปซะหมดทุกอย่าง เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ควบคุม แต่เราเกิดมาเพื่อเรียน เรียนรู่อย่างเคารพในโลกใบนี้ เคารพในธรรมชาติ ในกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ เคารพในอาหารทุกจาน ไม่กินทิ้งขว้าง หรือดูถูกผู้มีพระคุณ รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้ว่าใครเป็นใคร

เมื่อเราอยู่อย่างสอดคล้องกับระบบความรักของโลกเราก็จะเป็นผู้ที่มีความสุข โดยไม่ต้องพึ่งสารบัญ ไม่ต้องเลือกเปิดอีกต่อไป				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุนทรียกาญจน์
Lovings  สุนทรียกาญจน์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุนทรียกาญจน์
Lovings  สุนทรียกาญจน์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุนทรียกาญจน์
Lovings  สุนทรียกาญจน์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสุนทรียกาญจน์