31 กรกฎาคม 2548 00:02 น.

นิยายแนวแฟนตาซี War of the Valendua Chapter1 คลื่นแห่งชะตา

เมฆน้ำแข็ง

"โอ้...สวรรค์ โปรดชำระผิดบาปที่ลูกได้กระทำไปด้วย โฮ..ฮือๆๆ"เสียงร้องให้อย่างฟูมฟายของหญิงนางหนึ่งดังอื้ออึง ผสมกับเสียงลมและคลื่นที่ซัดเข้ากระทบโขดหินดังซ่านซ่า
	"ไปกันเถอะ ริอา...ไม่มีประโยชน์อันใดที่ท่านจะต้องคิดคำนึงไปให้มากกว่านี้อีก มันเป็น'ชะตากรรม'ของนาง"น้ำเสียงปนทำนองอดกลั้น ของชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่บนโขดหินไม่ห่างกันนัก
	
                     "ใช่ ดูริม ใช่...มันเป็น'ชะตากรรม'แต่ทำไมต้องมาเกิดกับลูกของเรา นางบริสุทธิ์ ช่างบริสุทธิ์นัก ฮือ..ฮือ"หญิงที่โดนชายผู้นั้นเรียกขานว่า ริอา กล่าวด้วยเสียงแหบพร่าแตกซ่าน เหมือนหนึ่งว่านางนั้นร้องให้จนแทบจะไม่มีเสียงให้เปล่งออกมาอีก ดวงตานางก้มมองลงต่ำจับจ้องที่ดวงหน้าของทารกน้อยผู้หนึ่ง ถึงแม้นว่าคลื่นลมจะแรงสักเพียงใด ทารกน้อยผู้นี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตระหนกตกใจอันใดเลย เธอนอนหลับนิ่งเหมือนหนึ่งตุ๊กตาที่อยู่ในผ้าอ้อมสีขาวขุ่นตัดกับสีผิว ที่เป็นสีชมพูเรื่อๆของเธอ
                
 	ริอาเดินโซซัดโซเซ จากโขดหินด้านล่างเงยหน้าขึ้นมอง ดูริม ซึ่งเป็นสามีของตนด้วยใบหน้าเหี่ยวย่นที่บ่งบอกถึงการตรากตรำของ
ชีวิต ดวงตาซึ่งประดับด้วยความเศร้าหมอง และรอยน้ำตา ที่ไหลหลั่งจนเหือดแห้ง ผมเผ้าของเธอพริ้วไหวไปตามทิศทางลมทะเล เธอเข้าสวม
กอดสามีของตน ก่อนจะหันหน้าออกไปทางทะเลอีกครั้งแล้วจึงกล่าว

	"นาราริม...เทพแห่งสายนทีเจ้าข้า ข้าขอฝากลูกสาวของข้าไว้กับท่านแม้นท่านจะไม่ได้รับนางไว้อย่างมีชีวิตและเลือดเนื้อ...แต่ขอเพียงท่านรับวิญญาณของนางไว้ ข้าก็พอใจแล้ว..."
	
                      น้ำตาของริอาหยุดหลั่งไหล เหลือทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาที่ประดับสองแก้ม ดวงตาทอแววเชื่อมั่นในคำพูดของตน แม้นนางจะไม่รู้ว่า นาราริมเทพแห่งท้องนทีนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ริอาก็รู้สึกเหมือนหนึ่งว่า นามนาราริมนี้เป็นเสมือนที่พึ่งสุดท้ายที่นางพอจะลดความละอายต่อบาปของนางลงได้บ้าง แม้นสักเล็กน้อยก็ยังดี นางซบหน้าของนางลงกับอ้อมอกของดูริม อีกครั้ง

	"ข้ารับรู้ถึงหัวใจของเจ้าริอา เจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า แม้นข้าจะไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวดให้ผู้ใดเห็นหรือแม้นกระทั่งเจ้า แต่ดวงใจของข้านั้นก็เปรียมเสมือนพรายฟองของคลื่นทะเลที่แตกกระสานซ่านเซ็นจนไม่สามารถต่อติดได้อีก เจ้าจงรับรู้ จงรับรู้ไว้ ริอา..."เสียงกล่าวอันอาดูรของ ดูริมผู้เป็นสามีและบิดา
ของทารกน้อย พร้อมด้วยสีหน้าเย็นชาเหมือนหนึ่งว่า ช่วงชีวิตที่มีความสุขของเขานั้นนับแต่นี้ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
	 
	ดูริมกล่าวจบทั้งสองจึงพยุงกันขึ้นจากโขดหินแล้วเดินจากไปบนถนนดินลูกลังท่ามกลางฝุ่นที่ลอยคละคลุ้งด้วยแรงลมจากทะเลที่เบื้องหลัง ทิ้งไว้เพียงทารกน้อยที่นอนนิ่งอยู่ในผ้าสีขาวขุ่นอันบอบบาง บนโขดหินที่ร่ายล้อมไปด้วยคลื่นลมอันบ้าคลั่ง
	
	แต่ไม่ว่าริอาจะเชื่อเรื่องทวยเทพไหมสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ คำพูดทุกถ้อยคำของริอานั้นเป็นที่สนใจยิ่งของเหล่าทวยเทพ โดยเฉพาะ นาราริม
ดรุณเทพผู้อ่อนโยน ที่ริอาอ้อนวอนถึง นาราริมสอดส่องสายตาผ่านคลื่นน้ำที่กระแทกโขดหินก้อนแล้วก้อนเล่า มองดูดวงหน้าของทารกน้อยอย่างสน
อกสนใจ
	"นางงามนะ เจ้าคิดเช่นข้าไหม อินาเร"ดรุณเทพนาราริมถามด้วยสุรเสียงอันอ่อนโยนแกมตื่นเต้น
	
	"งามมากเพคะ ปากนิดจมูกหน่อย ผิวสีชมพูระเรื่อ เมื่อนางโตขึ้นนางคนเป็นโฉมสะคราญนางหนึ่งทีเดียว"เสียงตอบกลับของอินาเร สาวใช้คนสนิทของนาราริมกล่าวตอบ พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า
	
	"แต่ช่างน่าเสียดายนะเพคะ นางคงมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกไม่นาน ชาตากรรมของนางช่างน่าอดสูนัก"
	
	นาราริมเมื่อได้ทรงรับฟังดังนั้น ก็หันพระพักต์มาที่ อินาเร ดวงเนตรทอแววขุ่นเคืองวูบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยสุรเสียงแข็งขึ้งว่า
	
	"เจ้าช่างรู้ดีนัก...คาดเดาออกส่งเดชถึงชีวิตของผู้นั้นผู้นี้ เจ้าไปลิขิตบงการอันใดต่อนางได้"พระนางทรงทอดถอนใจเหมือนทรงพยายามระบายความขุ่นใจออกไป
	
	อินาเร สาวใช้รีบหมอบกราบลงแทบเท้าของนาราริม ในสมองกลับคำนึงเห็นภาพในอดีตเมื่อครั้นนาราริมพิโรธ ทรงปล่อยมหาคลื่น เข้าสังหารมนุษย์มากมายเนื่อง
จากจงชังในความมักง่าย และมักมากของเหล่ามนุษย์ในครั้งกระโน้น

	"หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอพระแม่เจ้าทรงอภัยโทษด้วย..."นางกล่าวเสียงสั่นเครือเหมือนหนึ่งว่ากลัวอาญาจากนาราริมยิ่ง
	
	นาราริมพระแม่เจ้าแห่งท้องนที นางกลับมีอุปนิสัยใจคอเหมือนดั่งคลื่นน้ำเช่นกัน นั่นคืออารมณ์ของนางแปรปรวนไม่คงที่ แม้นนางจะเป็นดรุณเทพผู้งามสง่าศักดิ์ดุจจันทราอันทอแสงเฉิดฉาย ดูอ่อนละไมดั่งภาพวาดที่แต่งแต้มตามผนังสถานศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยอารมณ์อันสุดหยั่งคาดของนาง จึงทำให้เหล่าข้าราชบริภารประจำวังของนางหรือแม้นกระทั่งเหล่าทวยเทพองค์อื่นต่างพากริ่งเกรงยิ่ง 
	
	"เจ้าว่า ข้าจะรับนางเป็นบุตรบุญธรรมดีหรือไม่ อินาเร"นาราริมทรงกล่าวด้วยสุรเสียงสดใส ดวงเนตรของพระนางที่ทอแววดุร้ายขุ่นมัวเมื่อครู่กลับหายวับไป เหมือนหนึ่ง
ว่าไม่เคยมีเรื่องอันใดขุ่นข้องหมองใจมาก่อน
	
	"ดีเพคะ กระหม่อมว่า ถ้าพระแม่เจ้าทรงอุปถัมภ์นาง เมื่อนางเจริญวัยขึ้น คงจะงามสง่าเฉิดฉันเหมือนพระองค์แน่นอน"อินาเร กล่าวอย่างโล่งอก พร้อมใบหน้าที่ยิ้มย่องประหนึ่งว่ากลัวว่าถ้าคัดค้านพระนางจะต้องอาญาสาหัสแล้ว
	
	นาราริมยิ้มเล็กๆที่มุมปากพร้อมกับแสร้งทำแววเนตรดุดัน แล้วจึงหันพระพักต์มาทางสาวใช้คนสนิท แล้วทรงกล่าวว่า
	
	"แหม ทีอย่างนี้ล่ะเห็นด้วยเชียวนะ เมื่อกี้เจ้ายังบังอาจ คาดขีดชะตาว่าที่บุตรบุญธรรมของเราอยู่เลย น่าจะจับเจ้ากุดแขนสักข้าง หรือไม่ข้าก็จะบอกให้องค์เทพ เทเพรียส
คาดขีดบาปกรรมของเจ้าเพิ่มอีกสักหน่อย ให้เจ้าอยู่รับใช้ข้าอีกสักสองสามร้อยปี เจ้าเห็นว่ากระไร"
	
	อินาเร ยิ้มพร้อมกล่าวเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนอนึ่งรู้ทันพระองค์ว่าทรงกล่าวเล่นๆ
	
	"พระแม่เจ้าก็ อันว่าจับหม่อมฉันกุดแขนกุดขานั้น หม่อมฉันก็กลัวอยู่หรอกเพคะ แต่ว่าให้หม่อมฉันอยู่รับใช้พระองค์อีกสักสองสามร้อยปี หม่อมฉันเกรงว่าจะน้อยเกินไป
เพคะ"

	"แหม ปากหวานนักถ้าข้าจะลงโทษเจ้าข้าคงสาปให้ปากเจ้ามีปะการังงอกเงยขึ้นมาก่อนจะได้ไม่ต้องประจบข้าให้ใจอ่อน อภัยโทษแก่เจ้า ยังไม่รีบส่งคนไปรับตัวว่าที่บุตรบุญธรรมข้าอีก"นาราริมกล่าวพร้อมกับถอดพระธัมรงค์จากพระกนิษฐาด้านซ้าย แล้วจึงหลับพระเนตรตั้งจิตเหมือนอนึ่งท่องมนต์สะกดลงในพระธัมรงค์วงนั้นครู่หนึ่ง แล้วลืมพระเนตร ทรงกล่าวขึ้นว่า

	"จงนำพระธัมรงค์นี้สวมไว้บนนิ้วของนาง ข้าได้อวยคำพรลงในพระธัมรงค์นี้แล้ว ผู้ที่สวมใส่มันจะหายใจในน้ำและมองเห็นสิ่งต่างๆในน้ำได้อย่างเหมือนกับปกติมองบนโลกเบื้องบนจงสวมเข้าที่นิ้วก้อยด้านซ้ายของนาง มันจะขยายและหดขนาดให้เข้ากับนิ้วของนางพอดีเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วรีบกลับมาล่ะ วันนี้ข้าจะต้องฉลองที่ข้าได้มีธิดากับเขาเสียที ทีนี้ล่ะเวลาชุมนุมทวยเทพ ข้าจะได้ไม่น้อยหน้า เซเรซ่าเทพธิดาแห่งพงไพรซะที"กล่าวจบ นาราริมสรวลอย่างอิ่มเอมพร้อมกับทรงเอนกายพิงพนักบังลัง...
	
	"หม่อมฉันจะรีบไปรีบกลับ เพคะ"อินาเรกล่าวตอบรับคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่น รับแหวนเสร็จจึงกราบกับพื้นแล้วจึงรีบลุกเดินออกจากท้องพระโรงไป				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเมฆน้ำแข็ง
Lovings  เมฆน้ำแข็ง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเมฆน้ำแข็ง
Lovings  เมฆน้ำแข็ง เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเมฆน้ำแข็ง
Lovings  เมฆน้ำแข็ง เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงเมฆน้ำแข็ง