19 กรกฎาคม 2550 13:46 น.

ณรงค์

ใบคา

ฝนยังคงโปรยมาเรื่อยๆ ตั้งแต่บ่าย จวบจนตอนนี้เที่ยงคืนกว่าแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือตกหนักกว่าเดิม สภาพอากาศของ 3 จังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้ยากที่จะรับรู้หรือเข้าใจได้จริงๆ ทั้งๆ ที่ท้องฟ้ามืดครึ้มอยู่อย่างนั้นแต่ฝนก็ไม่ยักจะตกหนัก ผิดกับบางวันขณะที่ช่วงเช้าฟ้าโปร่งพอตกบ่ายฝนกลับเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าฟ้าจะถล่มลงมาในทันที

ณรงค์ยืนมวนใบจากกลางละอองฝนตรงด่านตรวจเลยทางสามแยกประมาณ 100 เมตร ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างอำเภอแว้ง กับอำเภอสุไหงโก-ลก หากมาจาก อ.แว้ง จะต้องหักมุมเลี้ยวขวา 45 องศา จึงจะเจอจุดตรวจและทหารอีก 11 นาย ส่วนทางตรงนั้นเป็นถนนสายเล็กๆ ไม่ค่อยมีใครใช้สัญจรไปมาเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ใช่เส้นทางสายหลัก ดังนั้นคนที่เดินทางบนถนนสายนี้ย่อมไม่รู้ว่าเบื้องหน้ามีอะไรรอคอยพวกเขาอยู่ เพราะโค้งหักศอกนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อวิสัยทัศน์ในการมองเห็น กอรปกับสวนยางที่รกทึบทั้งสองข้างทาง ทำให้แยกนี้เป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตดีๆ นี่เอง ด้วยทำเลเช่นนี้จึงเหมาะแก่การตั้งด่านตรวจเป็นอย่างยิ่ง

ณรงค์ถูกส่งเข้ามาประจำกองที่นี่ประมาณสามเดือนกว่า เขาแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นหลายๆ คนที่ต่างหวาดวิตกในเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง ตรงกันข้ามดวงตาของเขากลับเปล่งประกายอย่างสมหวัง ที่ได้เข้ามาประจำการในที่แห่งนี้ แม้จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารเกณฑ์ไม่ถึงสี่เดือน แต่ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้นเขาเข้าออกทุกซอกซอยของพื้นที่อย่างเคยชิน ชนิดที่หลับตาแล้วสามารถบอกได้ว่าส่วนไหนเป็นอะไร เขาเพิ่งมาเห็นประโยชน์ของการไม่ยอมย้ายทะเบียนบ้านของพ่อก็หนนี้เอง เคยนึกจะบอกพ่อถึงประโยชน์ของมันแต่ก็จนปัญญาเพราะไม่รู้ว่าขณะนี้ท่านอยู่ที่ไหน นรก หรือสวรรค์

เขายังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี วันที่พ่อต้องมาสังเวยชีวิตให้กับความขัดแย้งของคนบางกลุ่ม วันที่พ่อต้องจากเขาไปอย่างไม่มีวันได้พบกันอีกเพราะแรงระเบิด ยมทูตกระชากร่างของพ่อออกเป็นชิ้นๆ อย่างรวดเร็วไม่ให้โอกาสได้รู้ตัว แม้กระทั่งเสียงร้องก็ไม่ปล่อยให้เล็ดลอดออกมาได้ เขาร้องลั่นด้วยความตกใจในสภาพที่เห็น วันนั้นณรงค์นั่งเล่นหมากฮอสอยู่ในศาลาบนเนินสูงหน้าตลาดของอำเภอสุคิริน อำเภอที่รอบข้างขนาบไปด้วยเนินสูง และภูเขารกทึบ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรถกระบะสีแดงคันเก่าของพ่อกลับจากจ่ายตลาดตอนบ่ายในอำเภอสุไหงโก-ลก จอดเพื่อยกสินค้าเข้าร้านขายของชำ ของผู้รับเหมาก่อสร้างเจ้าใหญ่ในอำเภอซึ่งพ่อเป็นลูกน้องคนสนิท เขาก็ผละจากเกมกระดานที่กำลังเป็นต่อนั้นทันที หมายจะลงไปช่วยพ่อเหมือนทุกครั้ง แต่เขาไม่รู้เลยว่าครั้งนี้จะมีอะไรพิเศษกว่านั้น

เพียงแต่ปัดก้นกางเกงดัง เพี้ย! เพี้ย! เสียงระเบิดก็ดังก้องตลาด แรงระเบิดสั่นสะเทือนขึ้นมาถึงยอดเนิน เสียงมันดัง ถึบ! ฟังดูหนักแน่นมีพลัง ขณะนั้นเขาล้มตัวลงหมอบซึ่งเป็นไปตามสัญชาตญาณตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ณ ที่เกิดเหตุควันฟุ้งกระจาย ข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจาย ร่างของพ่อนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง มองยังไงๆ ก็เป็นพ่อไม่มีผิด ความตกใจเปลี่ยนเป็นแตกสลายเกือบจะล้มพับลงจุดนั้น เมื่อสติคืนมาจึงได้เข้าไปมองพ่อใกล้ๆ แต่พ่อตายแล้ว

แม่เศร้าโศกอยู่แรมปี เมื่อขาดเสาหลักไป ครอบครัวของเขาก็ย่ำแย่ เงินค่าทำศพและปลอบขวัญจากรัฐบาลใช่ว่าจะชดเชยสภาพจิตใจที่เสียไปได้ มิหนำซ้ำยังจะช่วยซ้ำเติมให้หวนนึกถึงเรื่องราวความเลวร้ายเก่าๆ ที่เกิดขึ้นกับพ่อและครอบครัว เมื่อการติดต่อขอรับเงินถูกบอกปัดครั้งแล้งครั้งเล่า นานไปเข้าก็หายไปกับสายลมไม่มีใครพูดถึงมันอีกเลย แต่เขายังรู้สึกว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

ปกติคนในพื้นที่เมื่อเข้ารับการฝึกทหารแล้ว จะไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ดีเท่าคนที่มาจากที่อื่น เพราะกลัวว่าทหารและผู้ก่อการร้ายจะเป็นญาติ หรือเพื่อนสนิทกัน ระยะของชาวบ้านและรัฐบาลจึงห่างกันอีกก้าวหนึ่ง

แม้ว่าณรงค์จะมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่นี้ แต่ทว่าพ่อของเขาไม่ยอมย้ายชื่อมาอยู่ด้วย โดยอ้างว่าต้องการมีชื่อรักษาทะเบียนบ้านเดิมเอาไว้ ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใด นั่นย่อมหมายความว่าพ่อจะต้องเดินทางไกลจากจังหวัดนราธิวาสไปอำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพรเพื่อกากบาทเลือกตั้งเพียงวันเดียว ซึ่งเขาคิดว่ามันเปลืองและแม่ก็เคยบ่นให้พ่อฟังเสมอ จนกระทั่งหมายเกณฑ์มาถึงเมื่อปีที่แล้ว ประโยชน์ของการไม่ย้ายทะเบียนบ้านของพ่อก็บังเกิดผลเพราะเขาต้องไปเกณฑ์ทหารที่ อ.หลังสวน และได้มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่แห่งนี้ ที่ที่พ่อของเขาทิ้งร่างเอาไว้โดยไร้ความผิด เขาหวังเพียงแต่ว่าอย่างน้อย เอชเค ในมือกระบอกนั้นจะต่อลมหายใจให้ชาวบ้านได้บ้างไม่มากก็น้อย

ส่วนหนึ่งก็หวังทอนลมหายใจของเหล่าผู้ก่อการร้ายในจำนวนที่ยิ่งมากยิ่งดี
ใบจากยังไม่หมดมวน ณรงค์ต้องหันกลับไปสบสายตากับเพื่อนอีก 4 คนที่ยืนอยู่ตรงจุดตรวจ ส่วนคนที่เหลือพร้อมด้วยจ่าชัย ซุ่มในบังเกอร์ข้างทาง 
แสงสีส้มจากจักรยานยนตร์ทอดยาวบนถนน แล่นมาจาก อ.สุไหงโก-ลก ปาดซ้ายทีขวาทีเหมือนงูเลื้อย เมื่อใกล้เข้ามาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของคนขับและคนซ้อนท้ายตะเบ็งแข่งกับเสียงเครื่องยนตร์ แต่เมื่อถึงด่านตรวจก็จอดลงอย่างสงบเจียมตัว ทว่ายืนอย่างไร้ศูนย์เต็มที ณรงค์มองหน้าก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร แต่ฝ่ายตรงข้ามขณะนั้นไม่รู้แล้วว่าเบื้องหน้าชื่ออะไร รู้เพียงแต่ว่าเป็นทหาร และในฐานะพลเมืองดีควรหยุดให้ตรวจด้วยความยินดี

ขี้เมาสองคนนั้นเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านใกล้เคียง ที่ณรงค์เคยร่วมวงเหล้าด้วยเมื่อครั้งยังไม่เกณฑ์ทหาร หากไม่เมาสองคนนั้นคงจำเขาได้ เมื่อเห็นสภาพอย่างนั้นณรงค์ก็อดยิ้มไม่ได้ทั้งๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่วิตกเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวยังคงหาความสำราญไม่หยุดหย่อน หรือว่าพวกเขากลัวจนไม่รู้จะกลัวไปเพื่ออะไรอีก ถึงต้องหาทางระบายกันบ้าง เมื่อคิดถึงตรงนี้ทำให้ณรงค์ต้องลอบถอนหายใจเบาๆ

ดึกๆ ออกเที่ยวไม่กลัวเหรอ ณรงค์ถาม

กลัวอะไรเพ่ รู้ไหมดึกๆ อย่างนี้แหล่ะปลอดภัยเมื่อไม่มีใครเที่ยว ก็ไม่มีใครวางระเบิด พวกผมก็เที่ยวได้ตามสบาย คนซ้อนท้ายพูดเสียงช้าๆ ยานๆ

ทำไมพูดเสียงอย่างนั้น พม่าหรือเปล่าเนี่ย ไหนร้องเพลงชาติให้ฟังหน่อยสิ ณรงค์แหย่

จะบ้าเหรอ นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว ยังมาให้ร้องเพลงชาติอยู่ได้ เพลงชาติเขาเอาไว้ร้องตอน 8 โมงเช้า กับ 6 โมงเย็น ผมไม่ร้องหรอก มันไม่ใช่เวลา ขี้เมาตอบขณะที่ยังเอนไปเอนมา

ณรงค์และเพื่อนหันมองหน้ากันก่อนที่จะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา แล้วปล่อยให้สองคนนั้นรีบๆ กลับบ้านไปนอนเดี๋ยวไม่ทันตื่นขึ้นมาร้องเพลงชาติตอน 8 โมงเช้า

ตี 1 แล้วฝนยังคงสภาพเดิมคือปรอยลงมาบางๆ อากาศก็เริ่มหนาวลง ความถี่ของการจุดใบจากขึ้นสูบก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มบ่นว่าหนาวและอยากนอน บางคนก็บ่นว่าซวยจริงๆ ไม่น่าตกมาอยู่แถวนี้และสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ป่านนี้นอนคุมโปงใต้ผ้าห่มสบายไปแล้ว ไม่เห็นต้องมาเป็นเป้าเคลื่อนที่อยู่อย่างนี้เลย มีหลายเสียงเออออด้วย แต่ณรงค์ไม่คิดเช่นนั้น เขาแอบภูมิใจเล็กๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการหลับสบายของชาวบ้านในค่ำคืนอันหนาวเย็นนี้

รถกระบะสีดำจอดให้ณรงค์และเพื่อน ตรวจอย่างช้าๆ

ไอ้... ทหารคนหนึ่งกระซิบข้างหูณรงค์และคนอื่นๆ เมื่อรู้ว่าบุคคลในรถ ซึ่งขับมาเพียงลำพังนั้นเป็นผู้ร้ายค่าหัวหลายหมื่นบาท ก่อคดีลอบสังหารตำรวจมาแล้ว 1 คน ลอบวางเพลิงโรงเรียนหลายแห่งด้วยกัน

จ่าชัยเดินออกมาจากบังเกอร์ เพื่อมาตรวจสอบเพื่อความแน่ใจ ส่วนคนในรถยังคงนั่งนิ่งใจเย็นเหมือนไม่รับรู้ถึงรังสีอันตรายที่พวยพุ่งออกมา มันยังคงทำตัวเหมือนคนบริสุทธิ์ทั่วไป เมื่อจ่าเดินเข้ามาถึง ณรงค์ก็รีบเสนอตัวทันที

ไอ้...แน่ครับจ่า ผมจัดการเอง ไม่ทันที่จ่าชัยจะตอบอะไร ณรงค์ก็เดินดุ่มๆ ประทับ เอชเค คู่กายไว้ที่ไหล่ลั่นไกสังหารโจรก่อการร้ายค่าหัวหลายหมื่นบาท สิ้นใจตายคารถทันที

รงค์ ทุกคนร้องเสียงหลงพร้อมกัน

มึงทำเหี้ยอะไรว่ะ จ่าชัยปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อณรงค์ แต่ณรงค์สะบัดแล้วพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า

จ่าจะจับมันเหรอครับ จ่าดูหน้ามันสิ จ่าดูมัน แม่ง! ทั้งๆ ที่รู้นะว่าพวกเราจำมันได้ แต่ดูมันสิยังนิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน มันคงคิดว่าถึงจับมันไปได้ พอมันทำสารภาพหน่อย บอกว่าโดนหลอกสำนึกผิดแล้ว พร้อมที่จะร่วมเป็นคนดีพัฒนาชาติบ้านเมือง เดี๋ยวก็มีคนปล่อยมันไป พาไปเข้าศูนย์อบรมวิชาชีพอะไรเข้าหน่อยก็กลับมาก่อเรื่องเลวร้ายได้เหมือนเดิม แล้วจ่าจะจับมันให้เหนื่อย ให้หมดกำลังใจไปทำไมจ่า หา! เขาเน้นคำว่าหา จ่าจำไอ้เดชได้ไหม ไอ้เดชที่มันเคยอยู่กับเราไงจ่า พอมันขอย้ายไปอยู่บันนังสะตาก็โดนหมาตัวไหนก็ไม่รู้ฟันคอขาดในตลาด ตลาดสดนะจ่า คนเป็นร้อยแต่ไม่มีใครเห็นสักคนว่าไอ้ตัวไหนเป็นคนฟัน มันทำอะไรผิดล่ะจ่า มาคุ้มครองชาวบ้านแท้ๆ ทำให้พวกแม่งสบายแท้ๆ เพราะมันเป็นทหารเหรอ หรือเพราะมันไปก้มเลือกส้มแล้วเผยสันคอยาวงามนั่น ทำให้เกิดอารมณ์อยากฟันคอคนเล่นอย่างนั้นเหรอ

กูเข้าใจ แต่มึงจะให้กูทำยังไง จ่าชัยพูดเสียงอ่อยๆ หมายจะปลอบเขามากกว่าที่จะคิดได้ มึงจะทำให้ทั้งกองร้อยฉิบหาย

ไม่ยาก ณรงค์พูดด้วยเสียงมั่นใจ และหนักแน่น ทำให้ทุกคนงงไปตามๆ กัน แล้วเขาก็ก้าวไปเปิดประตูฝั่งตรงข้ามคนขับของรถกระบะคันนั้น แล้วลากศพมาจัดท่านั่งเรียบร้อยตรงเบาะข้างนั่นเอง เสร็จแล้วณรงค์ก็ปิดประตูรถแล้วเดินอ้อมกลับไปฝั่งคนขับ ขึ้นและสตาร์ทรถ เมื่อเสียงปิดประตูดัง ปั้ง! รถกระบะก็กระโจนไปข้างหน้า เสียงดังโครมใหญ่เมื่อรถไปชนเข้ากับต้นยางพาราเข้าอย่างจัง แต่ฝั่งที่ชนคือฝั่งตรงกันข้ามกับฝั่งคนขับ

ขณะที่ทุกคนกำลังยืนมองการกระทำของณรงค์อย่างตกตะลึงนั้น เขาก็เดินเข้ามาหาเพื่อนทหาร และจ่าชัยพร้อมบอกว่ายิงสิ

รุ่งเช้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวคล้ายๆ กันว่า
โจรใต้แหกด่านทหาร
ตายหนึ่งหนีรอดหนึ่ง				
13 กรกฎาคม 2550 12:21 น.

เทนนิสหรือเม็ดทราย

ใบคา

เอ้า! เชิญๆ นั่งเลยๆ เสียงผู้หญิงวัยกลางคนเชื้อเชิญพร้อมผายมือไปทางโซฟาสีขุ่นเบื้องหน้า

	ไม่ทันที่ก้นของเขาได้สัมผัสความนุ่มของโซฟาตัวนั้นคำถามจากปากหญิงวัยกลางคนก็แล่นเข้ามาทักทายโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

	เป็นไงบ้างช่วงนี้ เขายิ้มไม่ตอบแต่อย่างใด เบื่องานเหรอ เธอยิงคำถามมาอีก

	ก็นิดหน่อยครับ

	อืม! เธอทำหน้าครุ่นคิดแล้วพูดขึ้นว่า คุณสังเกตุเห็นน้องฝึกงานคนนั้นไหม คนที่เข้ามาใหม่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วนี่น่ะ คุณว่ามันเหมือนใคร

	เขาไม่ตอบได้แต่ยิ้มฝืนๆ โดยไม่สบตาเจ้าของคำถาม เพียงแค่นี้เขาก็รู้แล้วว่า บก. เรียกเข้ามาตั้งแต่เช้า เพื่อจะคุยเรื่องอะไร ตั้งแต่ต้นเดือนนี้คุณภาพของงานเขาลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งที่เข้ามาใหม่ๆ พูดคุยน้อยลง ไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนร่วมงาน และที่เขาสงสัยว่าเป็นสาเหตุหลักการเรียกมาคุยของวันนี้คือสีหน้าบ่งบอกถึงความเบื่อหน่าย ไร้ชีวิตชีวาที่เขาแสดงออกมานั่นเอง 

	คุณไม่สังเกตุเลยเหรอว่าแววตามันเหมือนใคร บก.กระตุ้นอีกครั้งเมื่อเห็นเขายิ้มแล้วนิ่งไป

	เขามองหน้า บก. แล้วยิ้มและส่ายหน้า

	ไม่ใช่เขาไม่รู้แต่ไม่อยากตอบ ว่า บก.หมายถึงใคร ทำไมแววตาของเด็กฝึกงานคนนั้นจะไม่เหมือนเขา ความกระตือรือร้นที่จะทำงาน และรอยยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้รับมอบหมายงาน เพราะช่วงแรกๆ น้องคนนั้นเข้ามาคุยกับเขาเองว่าไม่ค่อยมีอะไรทำวันทั้งวันได้แต่นั่งหารูปภาพจากอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ประกอบนิตยสาร เขาถามไปว่าแล้วอยากจะทำอะไร เมื่อเขารู้ว่าเด็กฝึกงานต้องการจะแสดงฝีมือในทางการเขียน เขาจึงยกตัวอย่างตัวเขาเองว่า เขาเคยฝึกงานที่นี่มาก่อน เข้ามาแรกๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันคือไม่ค่อยมีงานให้แสดงฝีมือเนื่องจากพวกพี่ๆ ไม่ไว้วางใจเพราะเห็นเป็นนักศึกษา แต่เมื่อเขาเข้าไปอ้อนวอนของานจาก บก. เริ่มพิสูจน์ตัวเองจากงานเล็กๆ และทุกครั้งที่งานของเขาเสร็จ เขาจะรีบเข้าไปรายงาน บก.ด้วยสีหน้าและแววตามีความสุข เพราะงานเขียนเป็นสิ่งที่รักของเขา เมื่อได้งานชิ้นใหม่มาเขาก็ทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่

	เหมือนคุณไง บก.ของเขาตอบพร้อมยิ้มให้

	เขาหัวเราะแหะๆ มือทั้งสองประสานกันรวบเข่าทั้งสองข้างยึดเข้าหาตัว จนเท้าลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อยแล้วจึงปล่อย แต่ยังคงยิ้มให้ บก. อยู่

	พี่เข้าใจดีว่างานจัด Art จัดหน้านิตยสารที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่งานที่คุณรัก แต่คุณก็ยังได้เขียน พี่ให้โอกาสคุณทุกครั้ง เหมือนที่คุณมาขอพี่ว่าอยากจะเขียน Scoop สักชิ้น พี่ก็ให้เพราะเห็นว่าคุณชอบในทางนี้ แต่คุณเห็นไหมว่างานเขียนแต่ละชิ้นที่คุณส่งมา มันห่วย พี่ไม่ได้ด่านะ พี่บอกให้ฟัง พี่ก็เป็นคนพูดตรงๆ อย่างนี้แหละ คุณเล่นเผางานมาให้ แล้วจะให้พี่ทำยังไง บก.หยุดพูด

เหมือนเว้นวรรคให้เขาตอบ แต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะเขาได้แต่หัวเราะแหะๆ
 
	ตอนฝึกงานเขาแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ใช้ความรู้ที่ได้ศึกษามาทั้งในและนอกตำราออกมาพิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ต้องตาของ บก. และได้เข้าร่วมงานในทีม ไม่ว่าจะเขียน Scoop จัดหน้านิตยสาร หรือ Update Website และถ่ายภาพ เขาทำได้หมดและใส่ใจทุกงาน แต่ช่วงนั้นฝ่ายศิลปะขาดคนพอดี เขาจึงได้เข้ามาประจำในตำแหน่งจัดหน้าพร้อมด้วยความหวังจาก บก.ที่ให้ไว้ว่าจะมอบหมายงานเขียนให้ด้วย

	จริงอย่าง บก.ว่างานที่เขาส่งให้หลังๆ นี้มันห่วย และส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ผ่านเปลวไฟมาสดๆ เพราะเขาไม่มีเวลา ไม่มีเวลาที่จะสร้างสรรค์งาน เพราะงานจัดหน้าเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทัน ลำพังงานหลักคือรับผิดชอบรูปเล่มนิตยสารที่ทางบริษัททำอยู่ก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่จะไหนงานนอก และงานรับแต่งรูปภาพต่างๆ นาๆ ที่บริษัทรับเข้ามา เนื่องจากนอกจากตำแหน่ง บก.แล้วเธอยังเป็นเจ้าของบริษัทอีกด้วย ล้วนเป็นงานด่วนทั้งสิ้น แต่เวลาย่อมเป็นเวลา กำหนดต้องเสร็จ แม้จะเหลือน้อยก็ต้องส่งทั้งๆ ที่รู้ดีว่าไม่ได้คุณภาพก็ตาม ด้วยเหตุนี้งานเขียนของเขาจึงถูกลดทอนลงเรื่อยๆ พาลให้ไม่มีความสุขกับงานจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งคุยกับ บก.ในวันนี้

	นอกจากนั้นเขายังถูกตักเตือนเรื่องเวลาการเข้าทำงานอยู่เสมอ เริ่มจากการเข้างานสายข้อนี้เขารับไม่ได้เพราะว่าแม้จะเข้างานสายงานที่ได้รับมอบหมายก็เสร็จทุกครั้ง และที่สำคัญเขายังชดเชยให้ด้วยการเลิกงานช้าเช่นกัน แต่ทางฝ่ายบุคคลรวมทั้ง บก.เองไม่เห็นอย่างเขา ฝ่ายโน้นต้องการเห็นเวลาเข้างานของเขาเป็น เข้า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น เขาจึงสนองนโยบายโดยการเข้าและออกตรงตามเวลา แต่งานไม่เสร็จเพราะเขาไม่ทำ อีกอย่างคืองานที่เขามักถูกโยนมาจากเพื่อนรุ่นพี่ที่เข้ามาทำงานก่อนหน้าเขา เพราะเขาเคยบอกว่าอยากออกไปสัมภาษณ์บ้าง ด้วยความใจดีของรุ่นพี่เขาจึงได้รับงานที่ต้องออกไปสัมภาษณ์บุคคลโดยไม่รู้ตัว จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาสอบถามเรื่องการสัมภาษณ์ เขารีบปฎิเสธไปทันทีโดยการอ้างเหตุผลว่าไม่รู้เรื่อง และไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้ หากเขารู้สักนิดว่าเขาต้องทำงานชิ้นนี้เขาจะยินดีทำอย่างเต็มใจ แต่นี่จู่ๆ ก็โยนมาเพราะไม่อยากทำ ด้วยเหตุนี้การพูดคุยระหว่างเขาและเพื่อนร่วมงานจึงน้อยลงไป

	คุณรู้ไหมว่าพี่มีเรื่องไม่สบายใจแค่ไหน

	ไม่ทราบครับ 

	ไหนจะเรื่องเจ้าหนี้ตามเก็บเงิน ไหนจะเก็บเงินลูกค้าไม่ได้ โอ้ย! อีกมากมาย คุณไม่มีทางรู้หรอก แต่พี่ก็ยังยิ้ม คุณเคยเห็นพี่แสดงความทุกข์ออกมาบ้างไหม คุณสังเกตุดูวันไหนที่พี่ร่าเริงมากๆ วันนั้นแหล่ะคือวันที่พี่กลุ้มใจที่สุด เธอเงียบมองหน้าเขาสักครู่ อ่ะ เข้ามาเรื่องคุณต่อ ไหนคุณบอกพี่สิว่าทำไมคุณถึงไม่มีความสุขกับการทำงาน

	ผมเบื่องานครับ เขาตอบเพียงสั้นๆ เพราะไม่อยากสาธยายเหตุผลที่ค้างอยู่ในใจอีกมากมาย เพราะรู้ตัวดีว่ามันไม่ช่วยทำให้ดีขึ้น ยังไงๆ เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิมตราบใดที่ยังอยู่ที่นี่ ผมอยากทำงานเขียน ผมชอบงานอิสระที่ไม่ยึดติดกับเวลาเพราะผมไม่ชอบการเข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น สำหรับผมตลอด 24 ชั่วโมงเป็นงานและการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน เขาหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ เพราะหากได้ทำงานที่รักและมีความสุขก็เท่ากับการได้พักผ่อนดีๆ นี่เอง

	คุณมีพรสวรรค์นะ คุณมีแววเลยทีเดียว แต่คุณต้องศึกษาให้มากๆ คุณรักการเขียนคุณก็ต้องอ่านให้มากขึ้น มากกว่าการเขียนด้วยยิ่งดี เมื่อคุณอยากเขียนคุณก็ลองหาเรื่องมาสิว่าจะทำอะไร ที่นี่เรามีคอลัมน์ท่องเที่ยว, Scoop ชีวิต คุณสามารถทำได้นี่ ถ้าคุณรู้จักแบ่งเวลา เช่น จัดหน้า พี่ให้หนึ่งสัปดาห์เอ้า ที่เหลือคุณก็สามารถสร้างสรรค์การเขียนได้ ถ้าคุณรู้จักจัดสรรค์เวลา เธอพยายามโน้มน้าวเขาแต่ลืมไปว่างานเขาไม่ได้มีเพียงเท่านั้น

	ที่นี่พี่ไม่ได้ใช้ระบบแพ้คัดออกเหมือนที่อื่น อย่างที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้ที่อื่นอาจให้ออกไปแล้ว แต่พี่รักคุณไม่อยากให้คุณเป็นอย่างนี้ มีอะไรก็มาคุยกันต้องการเห็นคุณมีความสุขกับงาน เธอโน้มน้าว คุณต้องรู้จักการจัดการเวลา อย่างเช่นคุณมีแก้วน้ำใหญ่ๆ ขนาดใส่ลูกเทนนิสได้ 1 ใบ คุณใส่ลูกเทนนิสไป 1 ลูก คุณคิดว่าไงมันเต็มไหม ถ้าเราเห็นอย่งนั้นมันก็เต็ม แต่ทีนี้พี่เอาก้อนกรวดเทลงไปอีก ก้อนกรวดก็ลงไปได้ระหว่างช่องเล็กๆ นั้น พี่เทลงไปจนเต็ม คุณว่าเต็มหรือยัง... ทีนี้พี่เอาทรายมาเทลงไปอีก ทรายมันก็สามารถลงไปได้เช่นกัน คุณว่าเต็มหรือยัง... เอาล่ะ คราวนี้พี่หยิบแก้วน้ำมาเทลงไปน้ำก็ไหลลงไปได้อีกเช่นกัน คุณต้องคิดสิว่าจะทำอะไรก่อน ถ้าคุณเล่นเอาทรายเทลงไปก่อนลูกเทนนิสก็ไม่มีทางใส่ลงไปได้

	ครับ เขารับคำ แววตานั้นเริ่มส่อประกายความหวัง ส่วนแววตาของ บก.เริ่มยิ้มเหมือนผู้มีชัย

	ตอนนี้ผมก็หมั่นอ่านหนังสืออยู่ประจำครับ เพื่อจะพัฒนาตนเอง 

	คุณอ่านเรื่องอะไรบ้าง เธอถามด้วยความแปลกใจ เพราะไม่เคยคิดว่าเขาจะอ่านหนังสือ เธอมักว่าเขาเป็นประจำว่าเขาไม่อ่านหนังสือ เพียงเพราะว่าเขาไม่รู้จักหนังสือที่เธออ่าน 

	ก็อ่านของ รงค์ วงษ์วรรค์, คึกฤทธิ์ ปราโมช, อาจินต์ ปัญจพรรค์

	โอ้ย! ของพวกนี้เขาอ่านกันตั้งแต่เด็กๆ คุณเพิ่งมาอ่านตอนนี้จะไปตามโลกทันได้อย่างไร ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ ถ้าคุณศึกษาเรื่องแนวทางการเขียนน่ะได้ แต่เรื่องทันสมัยคุณไม่มีทางตามโลกทันได้แน่ แล้วคุณเคยอ่านหนังสือทันสมัยบ้งไหม แล้วเธอก็อ้างชื่อนักเขียนต่างชาติอีกมากมาย ที่เขาไม่รู้จัก ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียนที่เก่งคุณต้องก้าวล้ำกว่าโลก เพราะฉะนั้นคุณต้องอ่านอะไรที่มันทันสมัยให้เยอะๆ เธอย้ำเรื่องความล้าหลังของเขา

	ผมเพิ่งมาค้นพบว่าอยากเป็นนักเขียนเมื่อเริ่มเรียนปี 1 ครับ หลังจากนั้นก็หาหนังสืออ่านมาเรื่อยๆเพราะก่อนหน้านี้ผมเรียนอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากอยากประดิษฐ์สิ่งของ เขาอ้างเหตุผลให้เธอฟัง

	เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าความล้าสมัยของวรรณกรรมมันอยู่ที่ตรงไหน เพราะวรรณกรรมของเมื่อ 20  30 ปีที่แล้ว เรื่องความอดอยากของผู้คน ปัญหาน้ำมันแพง ข้าวของขึ้นราคา การเอารัดเอาเปรียบของคนรวย ทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็นในชีวิตจริง ส่วนงานเขียนที่ทันสมัยหรือล้ำหน้าอย่างที่ บก.อ้างมา เช่นเทรนท์เสื้อผ้าของโลกอนาคต หรือความน่าจะเป็นของวันข้างหน้า เมื่อถึงวันที่ทำนายไว้แล้วมันก็หยุดลงตรงนั้น

	แล้วคุณคิดว่าคุณจะทำอะไรในวันข้งหน้า ถ้าไม่อยู่ที่นี่ 

	ผมกะว่าจะพยายามเขียนงานให้พอเป็นที่รู้จัก แล้วกลับไปอยู่ชนบทครับ คอยส่งงานเข้าสำนักพิมพ์เรื่อยๆ หรือไม่ก็ไปสมัครเป็นนักข่าว

	เธอยิ้ม แต่คุณไม่มีผลงาน แล้วใครจะรับคุณ งานเขียนคุณมีเล็กน้อย หนังสือพิมพ์เขาไม่รับหรอกนะ เธอพยายามจูงใจไม่ให้เขาคิดไปที่อื่น

	เออ! แล้วตอนนี้หนังสือของเราคุณจัดหน้าไปถึงไหนแล้ว วันนี้วันอะไรแล้วนะ อ้อ! วันพฤหัส วันจันทร์เสร็จไหม

	น่าจะเสร็จครับ เขาตอบทั้งๆ ที่รู้ดีว่าไม่มีทางเสร็จแน่ เพราะวันเสาร์ - อาทิตย์เป็นวันหยุด และถึงจะขอร้องให้เขามาช่วยทำ เขาก็จะหาข้ออ้างเพื่อที่จะไม่มาอย่างแน่ และอีกอย่างงานหลายชิ้นที่จะต้องจัดหน้า บก.ยังไม่ส่งมาให้เขา ทั้งๆ ที่เขาทวงหลายครั้งแล้ว

	ดีแล้วๆ ช่วยๆ หน่อยนะ เพราะเล่มนี้มันเลทมามากแล้ว เธอพูดด้วยแววตาของคนมีชัย

	เอาล่ะ พี่ก็เรียกมาคุยเท่านี้แหล่ะ เพราะเห็นคุณไม่ค่อยสบายใจ ลองไปคิดเรื่องการจัดระเบียบเวลาดูนะ พี่ก็อยากสนับสนุนให้คุณได้ทำงานที่คุณรัก แต่คุณก็ต้องเข้าใจว่าตอนนี้ฝ่ายจัดหน้าเรามีคุณเพียงคนเดียว กลับไปทำงานต่อเถอะ เขาลุกขึ้นกำลังจะเดินออกไป เออ!เดี๋ยวนที ช่วยพี่หน่อยนะ ช่วยจัดหน้างานของหนังสือที่พี่รับมาให้หน่อยนะ เอาวันพรุ่งนี้นะ ก็จัดอย่างที่คุณเคยจัดครั้งที่แล้วนั่นแหล่ะ พี่ทำไปบ้างแล้วล่ะก็เหลือประมาณ 40 หน้าได้มั้ง

	เขารับคำโดยการพยักหน้า แล้วเดินออกไป เขารู้แล้วว่าเขาควรจะจัดการเวลาอย่างไรดี ควรใส่ลูกเทนนิสก่อน หรือทรายก่อนดี

******************				
Lovers  0 คน เลิฟใบคา
Lovings  ใบคา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟใบคา
Lovings  ใบคา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟใบคา
Lovings  ใบคา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงใบคา