27 มิถุนายน 2548 12:11 น.

แมงเม่าตอมตะวัน

เชษฐภัทร วิสัยจร

แมงเม่าบินไต่เต้า......................ตอมตะวัน
สรวงเซ่นแสงสูรย์สวรรค์..............วอดสิ้น
ตามแรงราคโมหันต์......................โหมหื่น
เพทุบายหลอกปลิ้น..........................ปลอกปล้อนหลอนผี

ยิ่งหลงรสจำเรียงโสตเสียงแสง
ยิ่งโหมแรงหื่นรับล้านสรรพสี
ตามกระแสเศษโลกโศกกาลี
จึงอยากมีมักมากยากปรับปรน

เห็นเปลวไฟเปียกชื่น......................เป็นชล
กามอิ่มอาบฉาบกมล......................มั่วสร้าง
จึงแมงเม่าวกวน............................เวียนวัฎ
ไฟหมาดอุจาดล้าง...........................เล่ห์ร้ายคลายกระแส

เผาผลาญม่านบังตาประสาใบ้
ด้วยแรงไฟรุกกระหน่ำความย่ำแย่
ร้อนต่อร้อนร้ายเวียนจึงเปลี่ยนแปร
ลบภัยแพ้ภาพพิษอวิชชา

แมงเม่าตายตกต้อง.........................ตามประสา
หลงม่านมารปิดตา...........................ตอกย้ำ
แสงสีสุตมายา...............................โยงเสนียด
จึงช่วยคนหนีช้ำ..............................ระบุชี้กลีหมอง				
25 มิถุนายน 2548 18:15 น.

ระบำรวงข้าว

เชษฐภัทร วิสัยจร

โอนระเนนเอนล้มเล่นลมหนาว
ล้านรวงข้าวเริงระบำหลังย่ำรุ่ง
ขานรับท่วงทำนองของสายรุ้ง
หอมกลิ่นฟุ้งน้ำอบฟ้าฝ่ากลิ่นฟาง

ศิลป์แห่งห้วงอารมณ์ซึ่งบ่มร่ำ
นาฎกรรมรวงข้าวคราวฟ้าสาง
ตะวันทอแสงจับซับหมอกจาง
ฉาบเส้นทางเนนระนาบทาบเปลวทอง

ดื่มด่ำภาพสรวงสวรรค์วรรณวิจิตร
ลืมชีวิตวุ่นวนสิ่งหม่นหมอง
อวลอารมณ์ห่มฝันอันเรืองรอง
ร้อยทำนองนึกนำร่ำจำเรียง

จึงร่ายรำเริงเล่นเช่นรวงข้าว
รับเรื่องราวรจนีแสงสีเสียง
สำนึกทุกถ้อยคำโสตสำเนียง
ซึ่งหล่อเลี้ยงลิขิตชีวิตคน

หวนคำนึงคิดนึกรำลึกได้
ศิลป์จับใจบรรเจิดกำเนิดผล
อิ่มทิพย์ธรรมชาติภาพอาบกมล
จึงบันดลรอยยิ้มพิมพ์เยื่อใย

เหนือเตียงนอนก่อนฝันหลังวันเศร้า
แม้วัยเยาว์ล่วงผ่านนานสมัย
แต่ห้วงความทรงจำอันอำไพ
ยิ่งเย้ายั่วหัวใจให้ฟ้อนตาม				
15 มิถุนายน 2548 22:47 น.

เขาคิดเขาจึงไม่เป็น

เชษฐภัทร วิสัยจร

จับลมปราณทั้งปวงในดวงจิต
เขาครุ่นคิดคร่ำเคร่งเพ่งกสิณ
มนตร์คาถาท่องจำยังย้ำยิน
หวังดวงจินต์แจ่มจ้าคว้านิพพาน

เขาผูกติดกับอัตตาสมาบัติ
หลงกำหนัดละเลงรุกจึงพลุกพล่าน
ยิ่งยึดความสันโดษโชติญาณ
ยิ่งดักดานในตัณหาห้วงอารมณ์

ถึงนิพพานไม่ได้ใจจึงทุกข์
กิเลสรุกกระหน่ำลาญผสานผสม
จิตยื้อแย้งแย่งหน้ากรรมพาตรม
กำเนิดปมเปรอะเปื้อนเลอะเลือนไป

สับสนซ้อนแทรกฝ่าสมาธิ
ครรลองตริตามเตลิดเกิดสงสัย
ตะลึงหลง ตัวกู อยู่ร่ำไป
แล้วเมื่อไรจะดับทุกข์รุกราคี

เขาจึงหยุดแค้นผิดจิตสงบ
กั้นทำนบอหังการมารวิถี
เปิดดวงไฟปัญญาดับกาลี
ฆ่าความอยากมากมีที่แจกแจง

แค่ "คิดเป็น" ครั้งหนึ่ง จึงหยุด "เป็น"
ด้วยปัญญาเยือกเย็นซึ่งเร้นแฝง
พลังจิตปิดม่านการแสดง
รอรับแสงส่องสว่างทางนิพพาน				
12 มิถุนายน 2548 01:33 น.

กิ้งก่ากลืนจันทร์

เชษฐภัทร วิสัยจร

เกิดกลีกิ้งก่าแกล้ง................กลืนจันทร์
โหมห่ามลามหฤหรรษ์.............หื่นท้า
กินกลืนกร่อนกัดสวรรค์.............แสวงสุข สมฤา
หลอมโลกหยาบบาปบ้า.............บอดใบ้บังกุศล

เมื่อความมืดจู่โจมโหมรุกโลก
จึงเศร้าโศกสดับตามความหมองหม่น
เสนียดรัดบัดสีกลีปะปน
จึงทุกข์ทนเหล่าอธรรมชี้นำทาง

สัตว์หมกทรามมืดสิ้น..........................มอดแสง
คาวจริตจิตแทรกแซง...........................เสกสร้าง
คนถือสิทธิ์ปิดแปลง...........................ปรุงแต่ง ใจนา
จักรวาลเคยโหวงว้าง..........................วุ่นแล้วระแวงหลง

เกิดโสมมผสมนำกำเนิดม่าน
อุปาทานวิถีแนวชี้บ่ง
ให้รักเลือกเปลือกตมโง่งมงง
ถูกขังกรงกรรมบาปภาพมายา

คืนจริงยังแจ่มจ้า............................เคียงจันทร์
เพียงบาปคราบหมอกควัน.................เขรอะท้า
ปิดแสงสว่างทางสวรรค์....................เสวยสุข
จึงโง่งมงงบ้า.....................................บอดบื้อบาปสนอง


ใช่กิ้งก่ากลืนจันทร์ผันเปลี่ยนภาพ
แต่เพราะบาปก่อนามความเกี่ยวข้อง
บิดเบือนบ้างสร้างกรอบครอบ "มุมมอง"
ลืมกลั่นกรองความคิดจิตวุ่นวาย

ขอปัญญาช่วยชี้................................ฉายแสง
ไตรสิกขาคือแรง..............................ดับร้าย
ตรองโศกโลกทัศน์แปลง.................ทางเปลี่ยน
ถึงสัจธรรมสุดท้าย..........................สละทิ้งทางสถุล				
10 มิถุนายน 2548 01:08 น.

สำนึกจักรวาล

เชษฐภัทร วิสัยจร

สุญตาต่อต้านสสารเปล่า
มวลโหวงเบาสลับแน่นเหมือนแค้นคลั่ง
หนึ่งอณูน้อยโหมโถมประดัง
แม่เหล็กตั้งสัมพันธ์อนันตพจน์

เศษเสี้ยวนิดน้อยหนึ่งซึ่งถูกอัด
อณูรัดบีบแหลกกระแทกกด
ความว่างเปล่ายากทวนคำนวณทด
สสารหดสาหัสมวลขัดแย้ง

อัดแน่นจึงก่อเกิดระเบิดใหญ่
ซึ่งเป็นไปด้วยวิถีโสตสีแสง
ร้อนเย็นคลื่นอัคคีที่เปลี่ยนแปลง
ขยายแรงจักรภพจบอณู

กำเนิดดาวนับล้านสสารวิจิตร
เขียนชีวิตจักรวาลการต่อสู้
กัมปนาทกราดเกรี้ยวเสียงเกรียวกรู
เปิดมวลปูปรับทางสร้างตัวตน

อาทิตย์ขีดบรรทัดอุบัติฟ้า
เป็นโลกหล้าลมแสงทุกแห่งหน
ชีวิตจึงแจงจัดพืชสัตว์คน
วุ่นเวียนวนคืนวันผันผ่านไป

กำเนิดจากนิยามความว่างเปล่า
ทุกค่ำเช้าเกิดวิญญาณผ่านสมัย
คนสมมติความคิดพอกจิตใจ
มุ่งเป็นใหญ่แก่งแย่งแข่งชิงดี

เกิดนิยมตัวตนบนความว่าง
ยึดเค้าร่างอุปาทานจารวิถี
อวิชชาก่อวิบากความอยากมี
จึงเกิดกลีเกลือกกลิ้งวิ่งไล่ลม

บ้างไม่มีไม่ได้ก็คล้ายทุกข์
บ้างหลงความสนุกก็สุขสม
เป็นคราวครั้งบอดบ้าตามอารมณ์
เพราะนิยมยึดจิตคิดจับเงา

เพียงเวลาผ่านผันคืนวันเปลี่ยน
โลกก็เวียนหมุนรับกลับใหม่เก่า
วัฎจักรสลายนามความมัวเมา
คืนสู่ความว่างเปล่าเท่านั้นเอง				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเชษฐภัทร วิสัยจร
Lovings  เชษฐภัทร วิสัยจร เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเชษฐภัทร วิสัยจร
Lovings  เชษฐภัทร วิสัยจร เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงเชษฐภัทร วิสัยจร
>