โทษท่านผู้อื่นเพี้ยงเมล็ดงา

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์

โทษท่านผู้อื่นเพี้ยงเมล็ดงา   ปองติฉินนินทาห่อนเว้น
              โทษตนเท่าถูผาหนักยิ่ง         ปองปิดคิดซ่อนเร้นเรื่องร้ายหายสูญ
(จากของเก่า)
  ดั่งข่าวของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ได้ลงไว้ดังนี้
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงว่า พรรคเพื่อไทยอยากให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงความรับผิดชอบในคดีคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่ศาลมีคำตัดสินแล้วว่าทำประเทศเสียหายเป็นจำนวนมากพร้อมมีคำสั่งจำคุกผู้เกี่ยวข้องแต่รอลงอาญาเช่นกัน แม้เรื่องดังกล่าวจะนานมาแล้วแต่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทำให้ประชาชนคนไทยลำบากอย่างแสนสาหัสจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ปล่อยให้มีการนำซากประเทศไปขายในราคาถูกเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ของราคาจริง โดยร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ และมีผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมหาศาล จึงอยากร้องถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างไร 
           นอกจากนี้ยังมีเรื่องสัญญาอัปยศในการ ฮุบใช้คลื่นของ กสท.ทำมือถือระบบ 3 จี และมีข่าวว่าไปรับเงินกันในต่างประเทศ ที่สุดท้ายแล้ว กสทช. ชี้ว่าไม่ถูกต้อง รวมถึงการทุจริตในกรมอาชีวศึกษาที่ยิ่งสาวยิ่งเจอการทุจริตอย่างมโหฬาร จะรับผิดชอบอย่างไรกับความเสียหายในเรื่องเหล่านี้ (ที่มา : นสพ.เดลินิวส์) 
				
comments powered by Disqus
  • พ่อ

    28 กันยายน 2555 08:03 น. - comment id 130495

    ฤกษ์ ก็ดีแต่ด่าคนอื่น ลืมมองพวกควายแดงไปนะ
    ตอนเผา ไม่คิดก็แบบนี้แหละ บ้านเมืองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง
    
    หน้าเหลี่ยมเลยไม่กล้ามาเหยียบ ทั้งๆๆที่ไม่มีใครห้าม
    คปอ. เขารายงานเรื่องจริง ก็ทำเป็นรับกันไม่ได้  ทำไมหรือ ฤกษ์ตอบได้ไหม
    20.gif20.gif
  • ปชช. คอป

    28 กันยายน 2555 08:35 น. - comment id 130497

    พ้นมลทินไม่พ้นบาป 
    
    
    
    
    
    
    
    
    
    
    
    เปลว สีเงิน
     24 September 2555 - 00:00
    
    
    
    
    
        ล้างไปเถอะครับมลทิน ถ้าคิดว่าล้างหมด ล้างได้กระทั่งบาปที่ติดตัว ถ้าคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ รู้สึกว่าสบายใจ มีความสุข ผมก็ไม่มีอะไรจะเถียง 
        ไม่อยากไปขัดความสุข! 
        แต่ที่ต้องพูดคือสิ่งที่ท่านกับพวกทำเอาไว้ต่างหาก คงมีชาวพุทธไม่กี่คนในโลกนี้ สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขกายสบายใจ หลังรวมหัวกันขายธรณีสงฆ์ แปลงที่ดินวัดเป็นสนามกอล์ฟ 
        สังคมไทยควรจะรับรู้ว่า พฤติกรรม "หักดิบ" กฎหมาย เกิดซ้ำซากเกินไปแล้ว หากปล่อยไปแบบนี้ วันข้างหน้ากฎหมายจะไร้ความหมาย เพราะ "กฎกู" ใหญ่กว่า 
        เอาหละครับมาดูกันว่า "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ทำความผิดอะไร 
        ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๕ ได้ใช้อำนาจรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย รับรองการซื้อขายที่ดินวัดธรรมามิการามฯ กับบริษัทอัลไพน์ว่าถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ 
        วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๕ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า การกระทำดังกล่าวของ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินธรณีสงฆ์ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนได้ 
        ยุคระบอบทักษิณนี่ครับ ใครจะไปสนใจว่ากฎหมายคืออะไร ฝ่ายข้าราชการประจำก็รับใช้ฝ่ายการเมืองสุดลิ่มทิ่มประตู 
        เป็นการรับใช้การเมืองอย่างน่าเกลียดที่สุด     
        ย้ำอีกทีตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ เมื่อมีการยกที่ดินให้วัด และมีการสร้างวัดขึ้นตามเจตนาของผู้ยกให้แล้ว ถือว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ แม้มีผู้นำที่ดินไปออก น.ส.๓ก. และเปลี่ยนแปลงขึ้นทะเบียน ราชพัสดุ ที่ดินนั้นยังคงสภาพเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์เช่นเดิม 
        กลุ่มก๊วนการเมืองขณะนั้นก็คือแกนนำในพรรคเพื่อไทยขณะนี้นั่นแหละครับ 
        ธรณีสงฆ์ถูกเปลี่ยนมืออย่างผิดกฎหมายไปเป็นของ บริษัทอัลไพน์กอล์ฟเรียลเอสเตท และบริษัทอัลไพน์กอล์ฟสปอร์ตคลับ 
        ผู้ถือหุ้นคือ นางอุไรวรรณ เทียนทอง ภริยานายเสนาะ นายวิทยา เทียนทอง และนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ ในก๊วนวังน้ำเย็น ซื้อขายกันในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ ยุคที่ดินกำลังบูม ไร่ละ ๑.๕ แสนบาท จำนวน ๗๓๒ ไร่ ก็เป็นเงิน ๑๓๐ ล้านบาท 
        ทั้งที่พินัยกรรมยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ระบุชัดเจนว่า ยกที่ทั้ง ๗๓๒ ไร่ ให้กับวัดธรรมามิการามวรวิหาร 
        ที่น่าสังเกตคือบริษัทอัลไพน์ฯ ก่อตั้งขึ้นก่อนที่จะมีการอนุมัติไม่นาน เมื่อแปลงที่ดินวัดเป็นสนามกอล์ฟเสร็จในปี ๒๕๔๐ ก็ขายต่อให้ "ทักษิณ ชินวัตร" ในนาม "คุณหญิงพจมาน ชินวัตร" 
        ๕๐๐ ล้านบาทครับ! 
        สันดานไม่เคยเปลี่ยน เรื่องราวคล้ายกับกรณีซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก เล่นแร่แปรธาตุหวังตบตากฎหมาย แต่ตบตาความถูกต้องไม่ได้ 
        ก็เหลือเชื่อนะครับ ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งนักธุรกิจไทยแทบกระอักเลือด ล้มบนซีเมนต์หน้าแหกปากฉีกกันเป็นทิวแถว ล้มบนฟูกก็มีให้เห็น แต่บางคนกลับล้มบนกองเงินกองทอง ไล่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ พูดง่ายๆ จิ้มซื้อของถูกกันสนุกสนาน ยิ่งกว่าฝรั่งซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. 
        ไม่อยากบอกว่าเกี่ยวกับพวกที่รู้ข้อมูลอินไซด์จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ กรณีรัฐบาล "ชวลิต ยงใจยุทธ" ลดค่าเงินบาท หรือไม่ แต่ค่าเงินในวันนั้น จาก ๒๖ บาท ขึ้นเป็น ๕๐ บาทต่อดอลลาร์ มีบางคนรวยแทบสำลัก เอาหละครับเข้าเรื่อง ล้างมลทิน 
        เมื่อคราวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ปฏิเสธจะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรี ก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย มีมติลงโทษวินัยแบบเสียมิได้ให้ "ไล่ออก" ผลทางกฎหมายสมบูรณ์ และส่งผลให้หลุดจากทั้งตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปในทันที 
        คือหลุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๖) ที่บัญญัติลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ว่า "เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ" และมาตรา ๑๗๔ (๔) ลักษณะต้องห้ามบุคคลมาเป็นรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๐๒ (๖) 
        ไม่แปลกที่ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองประธาน อ.ก.พ. ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าไม่รู้ว่า อ.ก.พ.มีประชุมเรื่องการลงโทษไล่ออก "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" จะออกมาแถลงข่าวยืนยันว่าการล้างมลทินความผิดของ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" สมบูรณ์ตามกฎหมายล้างมลทินแล้ว และไม่กระทบต่อตำแหน่งทางการเมือง 
        เพราะนี่คือมหาดไทย! 
        ดูให้ดีนะครับ วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๕ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า การกระทำดังกล่าวของ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินธรณีสงฆ์ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนได้ วันนั้นบันทึกของคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ต่างจากกระดาษชำระ 
        วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๕ บันทึกจากคณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า กรณี "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" 
    อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการล้างมลทินตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทิน มีเสียงเฮราวกับได้ใบเบิกทางออกจากขุมนรก 
        ครับ! แต่ก็ดูให้ละเอียดอีกนิด คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ชี้ชัดเสียทีเดียว เพราะท่อนสุดท้ายของบันทึกที่ทำโดยนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า "หากมีข้อเท็จจริงเป็นไปตามความเห็นดังกล่าวก็ย่อมได้รับการล้างมลทินไปแล้ว" 
        ประเด็นสำคัญจึงอยู่ตรงที่ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ได้รับการล้างมลทินเมื่อไหร่ และรับโทษหรือยัง 
    มาตรา ๕ พระราชบัญญัติล้างมลทิน พ.ศ.๒๕๕๐ บัญญัติว่า "ให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัยในกรณีซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และได้รับโทษหรือรับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อน หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ" 
        ทันทีที่มีคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ที่ ๕๔๖/๒๕๕๕ มติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง ไล่ออก "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" โดยนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น้องชายนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตหุ้นส่วนบริษัทอัลไพน์กอล์ฟเรียลเอสเตท ที่ลงนามเมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๕ ลำดับแรกที่ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ต้องได้รับคือ โทษไล่ออก 
        และเมื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๕ พระราชบัญญัติล้างมลทิน คือต้องรับโทษบางส่วนก่อน แม้จะเป็นการลงโทษย้อนหลังก็ตาม แม้ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ใช้ระยะเวลารับโทษเพียง .๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๑ วินาที ก็ถือว่าได้รับโทษบางส่วนแล้ว 
        แต่อย่าลืมนะครับ ต้องมีการลงโทษก่อนที่จะได้รับการล้างมลทิน ตามกฎหมายแล้ว ๒ สิ่งนี้มาพร้อมกันไม่ได้ 
        คือโทษมาก่อน ล้างมลทินตามมาทีหลัง ๒ สิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน 
        แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีพร้อมกับ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ถูกไล่ออกจากอดีตตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย คือ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" คนที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องพ้นตำแหน่งไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๒ (๖) และ ๑๗๔ (๔) 
    ก่อน .๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๑ วินาที ที่ได้รับการล้างมลทิน "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หลุดจากตำแหน่งข้าราชการเมืองทั้งหมดแล้วครับ 
        และเมื่อได้รับการล้างมลทินแล้ว ก็ยังเป็นปัญหาทางกฎหมายว่าจะสามารถแต่งตั้งกลับมาเป็นรัฐมนตรี หรือลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกหรือไม่ 
        ไม่เป็นไรครับเมื่อไม่ออกก็ไม่ต้องออก เกาะเก้าอี้ให้ดีก็แล้วกัน จากนี้ไปคงต้องรอให้คนอื่นมาเชิญออก และถ้าคิดว่าล้างมลทินแล้วหมดกัน ไม่มีความผิดอีกแล้ว ขอโทษครับ! บาปจะติดตามตัวท่านไปจนตาย 
        สำหรับก๊วนวังน้ำเย็นที่พากันดีใจ จากคดีฮุบธรณีสงฆ์ถูกวางแผนให้หมดอายุความ ก็ลองสำรวจตัวพวกท่านเถอะครับ อดีตที่รุ่งโรจน์ของพวกท่านเป็นอย่างไร วันนี้บทบาททางการเมืองของพวกท่านทำอะไรได้แค่ไหน แล้วในอนาคตหละ 
        รอวันฉิบหายเถอะครับ! 
                                                    
    
    "งั่งหมวกแดงกับนายพลอุ้มไข่"
    
    
    
    
    
    
    
     
    
    
    
    เปลว สีเงิน
     28 September 2555 - 00:00
    
    
    
    
    
       พ่อค้าข้าวส่งออกเวียดนาม เขาออกข่าว ขอบอก-ขอบใจรัฐบาลเสื้อแดงมาก ว่าการที่ใช้นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท  ทำให้เขาขายข้าวได้มากจนแซงหน้าประเทศไทยที่เคยเป็นแชมป์ส่งออกไปแล้ว ผมคิดว่าคนที่รักบ้าน-รักเมือง ฟังแล้วมันทั้งเจ็บ-ทั้งอาย-ทั้งแค้น 
        เจ็บ-เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ข้าวไทยขายสู้เวียดนามไม่ได้ อาย-ที่คำขอบคุณพ่อค้าเวียดนามนั้น มันคือคำเย้ยจากผู้ชนะ และที่แค้น ไม่ได้แค้นเวียดนาม แต่แค้นรัฐบาลเสื้อแดงที่กระทำเยี่ยง "หนอนบ่อนไส้" ทำลายตลาดข้าวประเทศตัวเองจนพินาศ! 
        ในความพินาศนั้น คอรัปชั่นงอกงาม ใช้เงินหลวงซื้อราคาสูงกว่าตลาด  แล้วนำมาประมูลขายในราคาต่ำกว่าตลาด ชาวนา ๑๐๐ มีซัก ๑ ก็ทั้งยาก ที่จะขายข้าวกับพ่อค้าได้เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท 
        ขณะเดียวกัน พ่อค้า-โรงสี อ้างนั่น-อ้างนี่ ซื้อมาเกวียนละ ๘,๐๐๐-๑๑,๐๐๐ บาท แล้วนำไปขายให้รัฐบาลในราคาจำนำ เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท เต็มเม็ด-เต็มหน่วย รวยส่วนต่างเป็นกำไรมหาศาล
        สรุปแล้ว นโยบายรัฐบาลรับจำนำเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ใช่รับจำนำข้าวจากชาวนา แต่เป็นการรับจำนำจากพ่อค้า-โรงสีโดยแท้ นอกจากทำลายระบบค้าข้าวเสรีในกลุ่มที่ไม่ใช่พวกของรัฐบาลแล้ว ยังทำลายประเทศด้วยระบบรัฐและพวกผูกขาดตลาดข้าว
        พ่อค้ากลุ่มทุนสนับสนุนรัฐบาลรวยกันทั้งขึ้น-ทั้งล่อง ซื้อจากชาวนาถูก มาขายให้รัฐบาลแพง นี่ ๑ ต่อ รัฐบาลนำข้าวที่ซื้อแพงกว่าตลาดมาเปิดประมูลขายต่ำกว่าราคาตลาด เรียกว่ารัฐบาลขายขาดทุน ประมูลแล้วก็งุบงิบได้กันไป ก็เอาไปขายในตลาด ราคาสูงกว่าประมูล
        ฟันกำไรอีกต่อ!
        ไม่พินาศวันนี้ แล้วจะไปพินาศวันไหน ถ้าระบอบทักษิณเป็นรัฐบาลครบ  ๔ ปี คนในเครือข่ายเขาจะอ้วนพี แต่ประเทศชาติและประชาชน นอกจากระบบล้มละลายแล้ว ยังต้องแบกรับภาระหนี้กันหัวโต 
        ตอนผมนอนสั่งขี้มูกอยู่เมืองจีน เปิดโทรทัศน์พบทักษิณให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Bloomberg ดูจะเป็นข่าวใหญ่ประจำวันซะด้วย ทักษิณภูมิอก-ภูมิใจนโยบายที่ส่งเสริมให้พ่อค้าซื้อข้าวชาวนามาถูกๆ แล้วขายให้รัฐบาลราคาแพงๆ  มาก เขาบอกว่า ราคาข้าวตลาดโลกกำลังขึ้น 
        เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลน้องสาวใต้ตีนของเขา จะมีรายได้จากการขายข้าวในสต็อกรวยมหาศาล และโครงการรับจำนำข้าวนี้ จะมีต่อไปเรื่อยๆ อีกหลายปี
        แต่นักวิเคราะห์บอกว่า นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทยกำลังพาประเทศไปสู่หายนะ!
        ผมคิดว่านางนายกฯ น่าจะกลับจากนิวยอร์กและแวะช็อปที่อิตาลีแล้ว ก็หัดสนใจต่อปัญหาอันมาจากนโยบายเอาเงินหลวงไปผลาญเพื่อให้ประชานิยมในพรรครัฐบาลบ้าง อย่าทำตัวเป็นด้วง-เป็นหนอนในยอดมะพร้าวให้มากไป  ระวัง...จะถูกจับไปคั่วเกลือแกล้มเหล้าเข้าซักวัน
        เมื่อวาน (๒๗ ก.ย.๕๕) นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า คงทนเห็นการปู้ยี่ปู้ยำประเทศให้พินาศไปต่อหน้าต่อตาไม่ไหว จึงรวบรวม ๑๒๗ รายชื่อนักวิชาการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ 
        เพื่อให้วินิจฉัยว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๔ และมาตรา ๔๓ หรือไม่ และขอให้ศาลพิจารณาสั่งปรับปรุง หรือยับยั้งนโยบายที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศนั้น
        ก็เป็นนิมิตดีของบ้านเมือง เพราะทั้งระดับชาวบ้าน ทั้งระดับครูบาอาจารย์ ชักเริ่มมีปฏิกิริยาต้านความหยาบช้าของรัฐบาลแดงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลายหมู่-หลายเหล่ามีปฏิกิริยา ไม่ช้า...ทัศนคติที่ว่า "ธุระไม่ใช่ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว" จะค่อยๆ หายไป
        มีแต่คำว่า "บ้านเมืองของเรา ต้องผนึกกำลังช่วยกันรักษา อย่าปล่อยให้ฝูงไฮยีนาแทะ"!
        พูดถึงการไปเตร็ดเตร่เมืองจีนของผม นอกจากพบท่านผู้ทรงเกียรติที่ยกโขยงแยกย้ายกันไปถลุงงบ ด้วยคำว่า "ไปดูงาน" ที่ประเทศนั้น ประเทศนี้กันแล้ว ผมยังได้ข่าวคราวมานินทากันเล็กๆ น้อยๆ ด้วยเรื่องใหญ่ระดับประเทศด้วย
        ไทยโพสต์ ฉบับเมื่อวาน ลงรูป "นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานรัฐสภา สวมหมวกแดง ผ้าพันคอแดง ไปดูฟุตบอลนัดแดงเดือดที่อังกฤษ นั่นคือ "งาน" ที่ท่านผู้ทรงเกียรติใช้งบหลวงไป "ดู"
        ตามโปรแกรม คณะผลาญงบหลายคณะจะแยกย้ายบินว่อนกันไปตั้งแต่วันที่ ๑๙-๒๗ ก.ย. ที่อยากจะเน้นก็คณะของนายสมศักดิ์นี่แหละ เห็นฝ่ายค้านเขาเจี๊ยวกันใหญ่ในประเด็น นอนโรงแรมหรู ดูฟุตบอล พักผ่อนในเรือสำราญ  เบ็ดเสร็จ ๗ ล้าน สำหรับไปดูงาน ๓๙ ผู้ทรงเกียรติ
        ผมจะไม่พูดในประเด็นนี้ แต่จะพูดในประเด็นประธานรัฐสภาไปเป็น "หนูน้อยหมวกแดง" อยู่ในสนามฟุตบอลที่อังกฤษ และจากภาพนี้ เป็นหลักฐานทั้งจับเท็จ และทั้งสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศไทย และรัฐบาลไทยใต้ระบอบทักษิณ
        คือก่อนหน้านี้หลายเดือนแล้ว "นายอู๋ปังกั๋ว" ประธานสภาประชาชนของจีน ได้ทำหนังสือเชิญประธานรัฐสภาไทย คือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ในฐานะประธานสภามวยไทยโลก ไปร่วมพิธีเปิดงาน  West China International Fair ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน 
        ทั้ง ๒ ท่านรับคำเชิญเป็นมั่นเป็นเหมาะ งานนี้ถือว่าใหญ่มาก เพราะรัฐบาลจีนพัฒนาด้านตะวันออกจนเบ่งบานแล้ว ก็จะมาพัฒนาภาคตะวันตก จึงจัดงานเอ็กซ์โปนี้ขึ้น ชนิดที่เรียกว่า "ปิดครึ่งเมือง" กันเลยทีเดียว 
        เชิญผู้นำแต่ละมณฑลมาหมด เชิญทูตานุทูตกว่า ๒๐ ประเทศมาหมด  และเป็นการให้เกียรติต่อประเทศไทยมาก ด้วยการเชิญระดับประธานรัฐสภาของไทยไปร่วมด้วย 
        พิธีเปิดงานที่เฉิงตูมีวันที่ ๒๕ ก.ย. แต่ก่อนถึงวันงานซัก ๓-๔ วัน นายสมศักดิ์อ้างติดภารกิจสำคัญ มาร่วมงานตามที่รับคำเชิญไว้ไม่ได้ 
        ส่วนพลเอกเชษฐาก็อ้างต้องติดตามเจ้านายชั้นสูงไปประเทศเยอรมัน มาร่วมงานตามคำเชิญไม่ได้เช่นกัน!
        นายอู๋ปังกั๋วนั้นมีความสำคัญเป็นเบอร์ ๒ ของประเทศจีน แต่ประธานรัฐสภาไทย และประธานสภามวยไทยโลก ทั้งที่รับคำเชิญแล้ว แต่พอใกล้ถึงวันงาน กลับอ้างมีภารกิจสำคัญ มาร่วมงานไม่ได้!
        ไม่ต้องพูดถึงว่าเสียมารยาท เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับไม่มีมารยาทจะเสีย เพราะเป็นคนป่าเถื่อน ไม่ให้เกียรติกับเจ้าภาพ ในขณะที่ตัวแทนประเทศต่างๆ พูดกันตรงๆ เขายิ่งใหญ่ มีความสำคัญมากกว่าไทยด้วยซ้ำ เขาให้เกียรติเจ้าภาพ มากันพร้อมพรัก เว้นแต่ไทยที่เชิญแล้ว รับปากแล้ว แต่ใกล้ถึงวัน 
        กลับอ้างติดภารกิจ มาไม่ได้!?
        อะไรก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่าที่ว่า ทั้งที่เป็นงานเอ็กซ์โปของจีน จัดในประเทศจีน เมื่อไทยรับคำเชิญจะมาร่วม ทางจีนกลับช่วยส่งเสริมไทยต่อแขกเหรื่อและผู้มาร่วมงานนับแสน-นับล้านคน ถึงขนาดจัดฉากหลังของพิธีเปิดงานเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีพระบรมมหาราชวังโอ่อ่าสง่างาม อวดต่อสายตาผู้คนทั้งมวล
        แต่เก้าอี้ตัวแทนประเทศไทยว่างเปล่า เพราะรับเชิญแล้วไม่มา!
        ยังเคราะห์ดีที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อทราบข่าว จึงช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ชนิด "ขายผ้าเอาหน้ารอด" ไปก่อน ให้ ดร.พิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีปึ้ง กับผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่ง เป็นตัวแทนนายสมศักดิ์ และพลเอกเชษฐา ไปทำเก้าอี้ประเทศไทยในงาน...ให้ไม่ว่าง
        คิดดูแล้วกัน รถขบวนผู้รับเชิญแต่ละประเทศมาจอด ทางเจ้าภาพยืนต้อนรับท่ามกลางกองเกียรติยศ พอเปิดประตูรถออกมา แทนที่จะเป็นตัวแทนประเทศสง่าด้วยตำแหน่งประธานรัฐสภา และประธานสภามวยไทยโลกตามที่มีหมายไว้
        กลับกลายเป็น ๒ ดอกเตอร์ "ตัวแทน" ซึ่งเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ เดินขาขวิด ชนิดปี๊บ ๑๐๐ ใบคลุมหัวลงจากรถให้ระดับประธานสภาประชาชนจีนต้อนรับ!
        นี่เท่ากับหลู่เกียรติโดยตรง โดยเฉพาะกับวัฒนธรรม-ประเพณีจีนด้วยแล้ว  เรื่องเช่นนี้เป็นที่ต้องถือสามาก อย่าว่าแต่เขา ถ้าเป็นเราก็เถอะ ถูกลบหลู่เช่นนี้ ยากที่จะไม่พอใจ และไม่ขุ่นข้องใจ  
        ถ้าแค่นั้นก็ยังพอฝืน แต่ที่ทางประเทศจีนยากฝืน ข้องใจและไม่พอใจเอามากๆ ก็คือ ภาพประธานรัฐสภาไทย "นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" อ้างติดภารกิจสำคัญมาร่วมงานไม่ได้ แต่ไปปรากฏเป็นงั่งหมวกแดงอยู่ในสนามฟุตบอลที่อังกฤษในช่วงระยะเวลานั้น อะร้าอร่าม
        ส่วนพลเอกเชษฐา ที่อ้างต้องติดตามเจ้านายชั้นสูงไปเยอรมัน ปรากฏว่า เจ้านายชั้นสูงที่ถูกอ้างนั้น มีภาพปรากฏอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้ไปเยอรมันแต่อย่างใด!
        แล้ววันที่ ๒๕ ก.ย. พลเอกเชษฐาไปไหน โน่น...บินไปเลียไข่ทักษิณที่เขมร เลียเสร็จบินเข้ากว่างโจว แล้วนั่งเรือบินจากกว่างโจวกลับไทย
        ผมน้ำมูกไหล ไอค้อก ไอแค้ก ไอกระด๊อกกระแด๊ก จนกระเดือกกลิ้งตกบันไดอยู่หูหนาน ก็ได้รับรายงานจากสายลับของผมที่ฝังตัวอยู่ในกลุ่มบรูตุสว่า 
        พอทักษิณทราบเรื่องก็โกรธมาก เผอิญไม่มีหนวด โกรธนั้นจึงไม่เกิดอาการหนวดกระดิก สั่งเจ้างั่งหมวกแดงรีบบินไปเฉิงตู เพื่อขอขมาต่อท่านประธานสภาประชาชนจีน "อู๋ปังกั๋ว" เป็นการด่วน!
        เนี่ย...เบื้องหน้า-เบื้องหลัง การทัวร์ของท่านผู้ทรงเกียรติ นอกจากผลาญเงินเปล่าแล้ว ยังไม่รู้หนัก-รู้เบา โกหกเขาว่าติดภารกิจสำคัญ และภารกิจนั้น "ภาพมันฟ้อง" ว่าพาน้องๆ เสื้อแดงไปเชียร์บอลที่อังกฤษ ส่วนอีกคน อดีต ผบ.ทบ.แท้ๆ ก็ไม่รู้หนัก-รู้เบาเช่นกัน อ้างอะไรไม่อ้าง ดันไปอ้างเจ้านายชั้นสูง
        ฟ้า-ดิน ไม่เข้าข้าง ทางจีนเขา "จับเท็จ" ได้หมด ผมก็ไม่รู้จะสรุปเรื่องนี้ว่าอย่างใด นอกจากจะบอกว่า การมีรัฐบาลโจรบริหารประเทศ มันก็แบบนี้ รู้จักแต่ความป่าเถื่อน จะเข้าใจมารยาทสังคมระดับชาติได้ที่ไหน ลงท้าย...ไทยประเทศในภาพรวมนั่นแหละ
        จะย่อยยับยิ่งกว่าเมืองญวน (ในอดีต)!.
    .
     อดีตไม่รู้ รู้เรื่องปัจจุบัน
    .
  • พ่อฯ

    28 กันยายน 2555 12:22 น. - comment id 130501

    ทำไม ยงยุทธ มท.1 ต้อง ลาออก
    
    นั่นนะถือว่า ยอมรับว่าตัวเองผิดเลยนะนั่น
    
    ...19.gif19.gif19.gif19.gif19.gif19.gif19.gif19.gif19.gif19.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>